อนึ่ง “ของป่า” ถูกนิยามและระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ. ภาคประชาชน

ซึ่งหมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรืออยู่ตามธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ เป็นต้นว่า ถ่าน เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชันไม้ น้ำมันจากไม้ ยางไม้ หญ้า อ้อ พง แขม ปรือ คา กก กระจูด กล้วยไม้ กูด เห็ดรา เฟิร์น ตะไคร่ สาหร่าย พันธุ์ไม้น้ำ ส่วนของพืชสมุนไพร รังนก ครั่ง รังผึ้ง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง ไข มูลสัตว์ ดิน หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตรเลียม

หากกล่าวถึงอาหารซีฟู้ด ปูเป็นอาหารทะเลอันดับต้นๆ ที่มีผู้คนชื่นชอบจำนวนมาก ด้วยติดใจความอร่อยจากเนื้อแน่น มัน หอมหวาน แม้จะมีนักกินหลายคนยอมถอยร่นพ่ายแพ้ไปกับกรรมวิธีการแกะเนื้อปูที่ยากเย็นแสนเข็ญไปบ้าง เมื่อต้องล้วงแกะเกากว่าจะได้ชิมเนื้อทีละนิดๆ แต่มนุษย์ก็ไม่เคยหยุดแสวงหาสรรพอาหารแสนอร่อยจากธรรมชาติ จนค้นพบว่าเราสามารถกินปูตัวนิ่มๆ ที่กระดองยังไม่แข็งได้ ด้วยเหตุนี้ “ปูม้านิ่ม” จึงเป็นอาหารทะเลที่มีความต้องการของตลาดสูงทั้งภายในประเทศไทยและต่างประเทศมากว่า 10 ปี เนื่องจากเคี้ยวกลืนได้ทั้งตัว ไม่เสียเวลาแกะเปลือกและกระดองออกมาก่อน มีปริมาณเนื้อส่วนที่รับประทานได้มากกว่าปูที่เปลือกแข็งประมาณ 3-4 เท่า โดยเมนูรังสรรค์เมนูที่นิยมเอามากินก็มีหลากหลาย อาทิ ปูม้านิ่มผัดพริกไทยดำ พล่าปูม้านิ่ม ปูม้านิ่มทอดราดซอสมะขาม เป็นต้น

นอกจากรสชาติและความง่ายในการกินแล้ว ปูม้านิ่มยังถือเป็นอาหารทะเลจานใหม่สำหรับผู้ห่วงใยสุขภาพ เพราะผลการวิเคราะห์ทางโภชนาการพบว่า ปูม้านิ่มมีคอเลสเตอรอลต่ำ เป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และไอโอดีนที่ดี โดยในปูม้านิ่ม 100 กรัม ให้พลังงาน 56 กิโลแคลอรี ให้โปรตีน 10.7 กรัม ไขมัน 1.1 กรัม ให้คอเรสเตอรอลปริมาณ 73 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นปริมาณร้อยละ 64.60 ของปูม้ากระดองแข็ง และปูม้านิ่ม 100 กรัม และยังมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่าในไข่ไก่ 1 ฟอง ข้อดีไปกว่านั้นยังให้แคลเซียมมากกว่าปลาไส้ตันที่นิยมบริโภคกันทั้งตัว แถมยังให้กรดไขมัน DHA ที่มีความสำคัญกับเซลล์สมองอีกด้วย

ทีนี้ลองมาทำความรู้จักเจ้าสัตว์ตัวนี้เพิ่มเติมกัน “ปูม้านิ่ม” คือ ปูม้าที่เพิ่งผ่านกระบวนการลอกคราบใหม่ เนื่องจากกระดองเก่าที่แข็งจะถูกสลัดทิ้ง เหลือแต่เยื่อบางๆ หุ้มตัวปูอยู่ มีลักษณะนิ่ม หากทิ้งไว้ไม่กี่ชั่วโมง ปูจะค่อยๆ สร้างเปลือกแข็งขึ้นมาเหมือนเดิม และกลายเป็นปูม้าอย่างที่พบเห็นทั่วไป จึงเห็นได้ว่าการลอกคราบของปูนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งในวงชีวิตและพฤติกรรมตามธรรมชาติแล้ว ยังได้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำชนิดใหม่ที่เป็นที่นิยมที่ของผู้บริโภค โดยตามธรรมชาติ ชั่วชีวิตหนึ่งของปู กว่าจะโตเต็มที่ ต้องลอกคราบกว่า 10 ครั้ง โดยจะลอกคราบตอนกลางคืนเพราะว่าต้องการให้ความมืดป้องกันตัวเอง เนื่องจากเวลาที่พวกมันเปลือยกาย ถอดกระดองออก ปูตัวอื่นจะได้กลิ่นปูตัวที่ลอกคราบและกินมัน นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ปูลอกคราบ ขนาดตัวจะขยาย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 30-50% ยิ่งปูตัวใหญ่ขึ้นก็ยิ่งขายได้ราคาดี

ที่ผ่านมามีความพยายามในการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าปูม้านิ่มจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านเกษตรกรผู้เลี้ยงปูม้า หรือผู้ผลิตต้นน้ำไปจนถึงผู้ผลิตปลายน้ำได้รับประโยชน์ และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการผลิตปูม้านิ่มเชิงการค้าให้กับผู้ประกอบการในแต่ละระดับ จนมีผลผลิตปูม้านิ่มออกสู่ตลาดเพื่อการบริโภคภายในประเทศและการผลิตปูม้านิ่มแช่แข็งเพื่อการส่งออก สร้างธุรกิจต่อเนื่องขึ้นในพื้นที่หลายระดับ ทั้งแพปูเอกชน แพปูชุมชน ธุรกิจเนื้อปูแกะ ธุรกิจปูม้ามีชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชนมากขึ้น

ปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจปูม้านิ่ม พบข้อจำกัดสำคัญเรื่องการแข็งตัวของเปลือกชุดใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ในฟาร์มเลี้ยงปูต้องจัดการแรงงานคนที่เป็นผู้ตรวจดูการลอกคราบของปูด้วยตาเปล่าในช่วงกลางคืน ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อคัดแยกปูที่กำลังลอกคราบหรือปูม้านิ่มออกมาจากในตะกร้าที่เพาะเลี้ยงไว้ นอกจากนี้ เมื่อแรงงานลาออก ก็ใช้ระยะเวลาในการฝึกเทรนด์ใหม่ เพราะทักษะเฉพาะทางในการสังเกตการลอกคราบของปูผูกติดกับตัวผู้เลี้ยง

ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ ดร.สุขกฤช นิมิตกุล นักวิจัยจากภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะ ได้พัฒนาระบบตรวจจับการลอกคราบของปูม้าโดยอัตโนมัติเพื่อการผลิตปูม้านิ่มเชิงพาณิชย์ โดยใช้การทำงานร่วมกันของระบบกล้องวงจรปิด CCTV และระบบประมวลผลจากภาพถ่าย โดยการติดกล้องวงจรปิดไว้เหนือตะกร้าเลี้ยงปู

ข้อมูลในกลองวงจรปิดจะส่งสัญญาณภาพ ไปยังหน่วยความจำและคอมพิวเตอร์แล้ววิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลภาพออกมา โดยอาศัยหลักการการเปรียบเทียบเม็ดสีเพียง 2 สี คือสีขาวและสีดำในแต่ละตะกร้า สีขาวคือเม็ดสีที่แปลผลมาจากปู เมื่อไรก็ตามที่พื้นที่สีขาวขยายใหญ่ขึ้น มีกระดองปู 2 กระดอง หน้าจอจะแสดงสัดส่วนของเม็ดสีขาวเพิ่มขึ้น เมื่อสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นจนเกินระดับที่ตั้งไว้ล่วงหน้า

โปรแกรมจะถือว่าเกิดการลอกคราบเกิดขึ้นและจะแสดงผลไปที่จอภาพพร้อมมีเสียงเตือนเพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบทราบว่ามีการลอกคราบเกิดขึ้นแล้ว เช่น ตะกร้าหมายเลข A3 พบปูกำลังลองคราบ ผู้เฝ้าสามารถเดินไปในตะกร้าปูตำแหน่งนั้นๆ ได้เลยโดยไม่ต้องคอยนั่งไล่ดูปูทีละตะกร้า ในส่วนของการเก็บเกี่ยวผลผลิตเนื่องจากปูม้ามีอัตราการแข็งตัวของกระดองที่รวดเร็วมากการเก็บเกี่ยวจะต้องทำทันที โดยเมื่อระบบได้ทำการตรวจจับการลอกคราบได้แล้ว ปูม้าจะถูกนำไปใส่ในน้ำจืดเพื่อลดความเค็มและไม่ทำให้กระดองแข็งตัว นอกจากนี้

ระบบตรวจจับการลอกคราบดังกล่าวยังเก็บข้อมูล เช่น เวลาและจำนวนของปูที่ลอกคราบเพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการประมาณผลผลิตและวางแผนการตลาดในอนาคตได้อีก ปัจจุบันทีมวิจัยให้ข้อมูลว่า ระบบดังกล่าวอยู่ในระยะการพัฒนาให้มีระบบรองรับการทำงานและตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ในการเลี้ยงมากที่สุด โดยเมื่อทีมวิจัยผลิตนวัตกรรมที่สถียรออกมาได้แล้ว

จะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรใช้ต่อไป จากการคิดค้นระบบดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก ในการช่วยเหลือแก้ปัญหาเกษตรกร สอดคล้องกับความเห็นของหลายภาคส่วนที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรไทยให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ นำนวัตกรรมเข้ามาใช้ พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและลดต้นทุนด้านแรงงาน

กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนให้เกษตรกรที่ต้องการปลูกโกโก้ ศึกษาความต้องการของตลาด และคัดเลือกสายพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ก่อนตัดสินใจปลูก เหตุโกโก้เป็นพืชที่มีตลาดเฉพาะ และมีกระบวนการในการหมักซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการตากแห้ง ลดความชื้น เกรงเสี่ยงเจอต้นโกโก้กลายพันธุ์และอาจถูกหลอกขายพันธุ์ได้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรสนใจปลูกโกโก้เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับเกษตรกร ก่อนการตัดสินใจปลูก โดยเฉพาะเรื่องตลาดที่เกษตรกรต้องพิจารณาว่า มีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เพราะโกโก้เป็นพืชที่มีตลาดเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น อีกทั้งสายพันธุ์โกโก้ที่เหมาะสมกับในประเทศไทยนั้นมีจำกัด ซึ่งหากเกษตรกรคัดเลือกสายพันธุ์ไม่เหมาะสม ขาดความรู้ในเรื่องการเพาะปลูก การดูลักษณะต้นพันธุ์ หรือศึกษาตลาดไม่ดีพอก็จะทำให้สูญเสียโอกาสและรายได้จากการปลูกโกโก้ รวมทั้งอาจถูกหลอกลวงให้ซื้อพันธุ์ไปเพาะปลูกด้วย

สำหรับต้นโกโก้นั้นมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ สามารถปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มโกโก้และช็อกโกแลตได้ โดยในประเทศไทยสามารถปลูกต้นโกโก้ได้ 2 สายพันธุ์ คือ 1. พันธุ์ชุมพร 1 ซึ่งขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตรในปี 2540 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 127.2 กิโลกรัม ต่อไร่ เมล็ดมีขนาดมาตรฐานสากล ไม่ต่ำกว่า 110 เมล็ด ต่อน้ำหนักเมล็ดแห้ง 100 กรัม เมล็ดมีปริมาณไขมันสูงเฉลี่ยร้อยละ 57.27 ทนทานโรคกิ่งแห้งค่อนข้างสูง และโรคผลเน่าดำปานกลาง และ 2. พันธุ์ I.M.1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ศึกษา วิจัย โดยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สามารถผสมข้ามดอกในต้นเดียวกันได้ เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ทนแล้ง เมล็ดมีปริมาณไขมันสูงเฉลี่ยร้อยละ 52 คุณภาพเมล็ดดี ให้กลิ่นหอมเมื่อแปรรูป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อว่า ต้นโกโก้สามารถปลูกได้ในเขตร้อนชื้น มีปริมาณฝนตกชุก เหมาะกับการปลูกเป็นพืชแซมหรือพืชเสริมรายได้ เพราะเป็นพืชชอบร่มเงา และต้องการความชื้นสูง นิยมปลูกแซมในสวนมะพร้าว การดูแลเน้นการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ระวังโรคผลเน่า โรคกิ่งแห้ง โรคใบไหม้ และแมลงศัตรู เมื่ออายุ 3 ปีเริ่มให้ผลผลิต และเก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่องทุกๆ 15 วันจนถึงอายุต้น 50 ปี เมื่อผลแก่จัด สีผลกลายเป็นสีเหลืองหรือเหลืองอมแดงเข้มแล้วแต่พันธุ์ หลังจากนั้น เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลสดหรือนำเมล็ดมาหมักทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วตากแห้งลดความชื้น จะได้เมล็ดโกโก้เพื่อนำไปคั่วต่อไป

ทั้งนี้ ภาครัฐอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปลูกโกโก้ทดแทนการทำสวนยาง และยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกโกโก้ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรในอนาคต สำหรับต้นพันธุ์โกโก้เกษตรกรควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อว่าเป็นพันธุ์ที่มีการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรหรือไม่

วันที่ 28 มกราคม 2562 ณ เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว / รศ.นพ. สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิดงานจัดแสดงโครงการการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฐานเทคโนโลยี หรือ Tech Enterprise Thailand 2018 (TET 2018) ภายใต้โครงการการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นฐานเทคโนโลยี (Tech-based Startup) ด้วยอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและเครือข่าย โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและมหาวิทยาลัยเครือข่าย จัดขึ้นเพื่อสร้างระบบการสนับสนุนและต่อยอดผู้ประกอบการใหม่ที่เป็นฐานสำคัญของประเทศ ให้มีความพร้อมในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 มกราคม 2562

รศ.นพ. สรนิต กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่เกิดจากอุทยาน วิทยาศาสตร์ภูมิภาค และต่อยอดผลงานจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายจาก Innovation Hubs ใน 5 กลุ่มเรื่องหลักที่เป็นจุดเน้นของประเทศ ได้แก่ Agriculture & Food, Ageing Society, Smart City, Bioenergy และ Creative Economy เพื่อเกิดผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีทั่วประเทศได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนา ลดความเสี่ยงจากการวิจัยและสามารถตั้งต้นในการทำธุรกิจได้ โดยจะเป็นการปิดช่องว่างในระบบนวัตกรรมของประเทศที่สำคัญ

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ ตามนโยบาย “วิทย์แก้จนและยกระดับภูมิภาค” ของ วท. ที่มุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีให้เป็นนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ให้มีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตในด้านต่างๆ สามารถเข้าสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ได้ โดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมเป็นเครื่องมือ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ห้องวิจัยและเครื่องมือต่างๆ รวมถึงบุคลากรประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุนทำวิจัยและพัฒนามากขึ้น และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานและดียิ่งขึ้น

ในงานดังกล่าว มีการจัดแสดงนวัตกรรมต่างๆ จากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและมหาวิทยาลัยเครือข่าย มากกว่า 100 ผลงาน อาทิ ไก่ไม่เก๊าต์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ยูริกต่ำ-ไขมันต่ำ-คอเลสเตอรอลต่ำ กินแล้วไม่เป็นเกาต์ Refun (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เครื่องรับซื้อขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ, ก่ำเจ้า มช. 107 (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ข้าวก่ำสายพันธุ์ใหม่เต็มไปด้วยสารอาหารนานาชนิด, ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมผง (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง), IRICE (มหาวิทยาลัยพะเยา) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวลืมผัว, โคราชวากิว (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) โคสายพันธุ์ใหม่, ข้าวฮางเพาะงอก (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ข้าวอินทรีย์คุณภาพสูง และ GISS (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) เทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบสเลอร์รี่ เป็นต้น รวมถึงมีการขายสินค้าจากผู้ประกอบการที่ได้รับบริการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและมหาวิทยาลัยเครือข่าย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ ตามนโยบาย “วิทย์แก้จนและยกระดับภูมิภาค” ของ วท. ที่มุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีให้เป็นนักรบใหม่ทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ให้มีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตในด้านต่างๆ สามารถเข้าสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ได้ โดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ที่มีความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ นวัตกรรมเป็นเครื่องมือ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้ ห้องวิจัยและเครื่องมือต่างๆ รวมถึงบุคลากรประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมภาคเอกชนในการลงทุนทำวิจัยและพัฒนามากขึ้น และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานและดียิ่งขึ้น

ในงานดังกล่าว มีการจัดแสดงนวัตกรรมต่างๆ จากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและมหาวิทยาลัยเครือข่าย มากกว่า 100 ผลงาน อาทิ ไก่ไม่เก๊าต์ (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ยูริกต่ำ-ไขมันต่ำ-คอเลสเตอรอลต่ำ กินแล้วไม่เป็นเกาต์ Refun (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เครื่องรับซื้อขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ, ก่ำเจ้า มช. 107 (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ข้าวก่ำสายพันธุ์ใหม่เต็มไปด้วยสารอาหารนานาชนิด, ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมผง (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง), IRICE (มหาวิทยาลัยพะเยา) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวลืมผัว, โคราชวากิว (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) โคสายพันธุ์ใหม่, ข้าวฮางเพาะงอก (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ข้าวอินทรีย์คุณภาพสูง และ GISS (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) เทคโนโลยีการหล่อโลหะแบบสเลอร์รี่ เป็นต้น รวมถึงมีการขายสินค้าจากผู้ประกอบการที่ได้รับบริการจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคและมหาวิทยาลัยเครือข่าย

นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า ประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้กันว่า คะแนน 9 หมื่นเสียง จะได้ส.ส. 1 คน สามัญชนพร้อมส่ง ส.ส. เขต 17 เขต ใน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.เลย จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 5 คน เนื่องจากติดข้อจำกัดหลายประการจากทาง กกต. ซึ่งประเมินจากผลการโหวตประชามติรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ที่หมู่บ้านซึ่งได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ จ.เลย 6 แห่ง มีเสียงโหวตโนชนะทุกหมู่บ้านถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สะท้อนออกมาคือความสะใจที่ 6 หมู่บ้านนี้ ไม่รับรัฐธรรมนูญ แม้ทั้งประเทศจะแพ้ ต้องรับรัฐธรรมนูญก็ตาม ต่อให้ครั้งนี้สามัญชนแพ้ การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยังมี ขอให้เป็นการนำเสนอความคิดให้เห็นว่า จะมีเสียงคัดค้านนโยบายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลสมัยหน้าแน่นอน

นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า สามัญชนสามารถจับมือกับทุกพรรคได้ แต่ไม่จับมือกับพรรคที่เอาทหารทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะพลังประชารัฐ ส่วนกัญชาเสรีนั้น เราสนใจไม่ใช่แค่การแพทย์ แต่ควรปลูกเพื่อยั่งยืนของครัวเรือน สามารถปลูกหลังบ้านได้ต้นสองต้น ส่วนการใช้กัญชาอย่างเสรีนั้น ก็ควรต้องเป็นเรื่องการจัดโซนนิ่งดูตามความเหมาะสม ในแง่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ต้องแแก้ไขบทเฉพาะกาลทั้งหมดที่ให้ คสช. เป็นรัฐบาลซ้อนรัฐบาลผ่านคำสั่ง ม. 44 ทั้งหมดที่ยังมีอำนาจอยู่คู่กับรัฐบาลเลือกตั้ง ซึ่งต้องแก้ไขทั้งหมด

ควันหลงปาบึก ชาวสวนภาคใต้ “วิกฤตหนัก” ภาคีเครือข่าย “คยปท.” เผยสวนยางเสียหายสิ้นเชิง 1.5 แสนไร่ ทำคนตกงาน 2 แสนคน ขณะที่เกษตร จ.นครศรีฯ แย้งผลสำรวจ 23 อำเภอ พบนาข้าว-พืชไร่-พืชสวน “เสียหายสิ้นเชิง” 3 หมื่นไร่ ด้านสุราษฎร์ “พบเสียหายเบื้องต้น” พืชทุกชนิด 9.5 หมื่นไร่

นายทศพล ขวัญรอด เจ้าของสวนยางพารา ในฐานะประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุปาบึกที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ พบตัวเลขสวนยางพาราเสียหายสิ้นเชิง อย่างไม่เป็นทางการเบื้องต้นกว่า 150,000 ไร่ ทั่วภาคใต้ โดยเฉพาะ 16 อำเภอ ของ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับความเสียหายเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ จ.สุราษฎร์ธานี และจังหวัดที่เหลือเสียหายไม่มากนัก ได้แก่ จ.พัทลุง สงขลา กระบี่ พังงา ภูเก็ต และ จ.ตรัง ทั้งนี้

สวนยางพาราที่เสียหายกว่าจะปลูกใหม่และกรีดได้ต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 ปี ส่งผลให้เจ้าของสวน และลูกจ้างกรีดยางพาราตกงานกว่า 180,000-200,000 คน เป็นการหมดตัวหมดอาชีพไปหลายสิบปี ซึ่งจนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน รวมถึงเจ้าของสวนยางพาราที่ไม่มีเอกสารสิทธิ รัฐจะสนับสนุนช่วยเหลืออย่างไร ทั้งนี้ สวนยางพารา 150,000 ไร่ ปกติจะให้ปริมาณน้ำยาง 3 กก./ไร่ รวมแล้ว หรือประมาณ 450,000 กก./วัน หรือประมาณ 90,000 ตัน/ปี ที่ได้รับความสูญเสียไป

ขณะที่ไม้ยางพาราราคาตกต่ำลงมา เหลือประมาณ 1.40-1.60 บาท/กก. จากเดิมราคา 1.60-1.80 บาท และไม้ฟืน เหลือราคา 35 สตางค์ จากเดิม 70-80 สตางค์ และเคยขยับขึ้นมา 1 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์กัน เจ้าของสวนยางพาราที่ขายพื้นที่ยกสวน ราคาซื้อขายประมาณ 300,000 บาท/ไร่ ขนาดที่ดินนา ไม้ยางพารา ประมาณ 45,000 บาท/ไร่ ดังนั้น หากตีเป็นมูลค่ารวม 150,000 ไร่ ที่ได้รับความเสียหาย จะตกประมาณ 450,000 ล้านบาท

นายสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลสรุปการสำรวจความเสียหายของเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ด้านพืช) จากพายุปาบึก ในพื้นที่ 23 อำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช ณ วันที่ 24 มกราคม 2562 พบว่า มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 13,211 คน มีพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายสิ้นเชิงรวม 30,968.75 ไร่

แบ่งเป็นข้าว 1,156.50 ไร่ พืชไร่ 1,035.50 ไร่ และพืชสวนและอื่นๆ จำนวน 28,776.75 ไร่ ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลัง ในกรณีเสียหายสิ้นเชิงให้ช่วยเหลือตามพื้นที่เสียหายจริง ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ในอัตรา ข้าวไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ 1,148 บาท ต่อไร่ และพืชสวน 1,690 บาท ต่อไร่ ทั้งนี้ หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้ว ทางจังหวัดจะจัดประชุมคณะกรรมการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับจังหวัดในวันที่ 26 ม.ค.นี้ ก่อนจะนำเสนอข้อมูลรายงานให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเงินให้ความช่วยเหลือต่อไป

สุราษฎร์ฯ คาดเสียหาย 9 หมื่นไร่ รายงานข่าวจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยผลสำรวจความเสียหายของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึก ณ วันที่ 21 มกราคม 2562 ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินวาตภัย/อุทกภัย รวม 17 อำเภอ ได้แก่ ไชยา ท่าชนะ ดอนสัก เกาะพะงัน บ้านนาเดิม พุนพิน เกาะสมุย เมืองสุราษฎร์ธานี บ้านนาสาร พระแสง ท่าฉาง กาญจนดิษฐ์ วิภาวดี คีรีรัฐนิคม เวียงสระ พนม และเคียนซา และไม่ประกาศภัย 2 อำเภอ คือ บ้านตาขุน และชัยบุรี พบพืชเศรษฐกิจคาดว่าจะเสียหาย 65,665 ไร่ มีเกษตรกรประสบภัย 118 ตำบล 969 หมู่บ้าน 64,253 ครัวเรือน ขณะที่ด้านประมงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 7 อำเภอ 119 หมู่บ้าน เกษตรกร 637 ราย พื้นที่ที่คาดว่าได้รับความเสียหาย เช่น ปลา กุ้ง ปู 1,538 ไร่กระชัง และบ่อซีเมนต์ บ่อพลาสติก 15,495 ตารางเมตร ส่วนด้านปศุสัตว์มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 อำเภอ 11 ตำบล 32 หมู่บ้าน เกษตรกร 585 ราย สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบรวม 16,526 ตัว

ทั้งนี้ ในแบบรายงานความเสียหายเบื้องต้นด้านพืช ครั้งที่ 5 มีตัวเลขพื้นที่ที่คาดว่าเสียหายรวมทั้งหมด 95,665 ไร่ แบ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก อาทิ ยางพารา คาดว่าเสียหาย 49,552 ไร่ ปาล์มน้ำมัน คาดว่าเสียหาย 31,073 ไร่ ข้าว คาดว่าเสียหาย 2,461 ไร่ ทุเรียน คาดว่าเสียหาย 1,787 ไร่ มะพร้าว คาดว่าเสียหาย 650 ไร่ และพืชผักคาดว่าเสียหาย 7,480 ไร่ ฯลฯ

3 แบรนด์ 4 ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า ‘มันสำปะหลัง’ สร้างทางรอดให้เกษตรกร
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการเกษตรไทย เมื่อ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จับมือกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันแก้ปัญหา “มันสำปะหลัง” ราคาตกต่ำ โดยเปิดตัว “สแน็ก 3 แบรนด์ใหม่” อย่าง CASSA SWEET, Amade และ CASSY CHIPS ผลผลิตจากแปรรูปมันสำปะหลัง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

รศ.ดร. อนุวัติ แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เรามีสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารซึ่งทำงานได้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมด้วยบุคลากร นักวิจัยที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนพัฒนาสินค้าเกษตรของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการต่อยอดสินค้าเกษตรให้เกิดมูลค่าที่สูงขึ้น นอกจากนี้ เกษตรศาสตร์ยังเป็นหนึ่งในเครือข่ายของ “เมืองนวัตกรรมอาหาร” หรือ Food Innopolis ในการศึกษา พัฒนา วิจัยชิ้นงานที่สามารถออกสู่ตลาดได้