อบต.สามเรือน จัดงาน “เห็ดตับเต่า” ล่องเรือชมวิถีชีวิต/ช็อป

ที่ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเพาะเห็ดตับเต่า หมู่ 5 ตำบล สามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเรวัติ ประสงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “วันเห็ดตับเต่างาม ที่สามเรือน ปีที่ 8” ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-1กรกฎาคมนี้

นายเรวัติ กล่าวว่า อบต.สามเรือน จัดงานนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักเห็ดตับเต่าได้เรียนรู้ความเป็นมาและลองรับประทาน อีกทั้งยังส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง เนื่องจากผู้ปลูกเห็ดตับเต่ามีการรวมตัวแลกเปลี่ยนความรู้จากภูมิปัญญา สามารถขยายพื้นที่เพาะเห็ดจนมีผลผลิตออกมากที่สุดในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับชุมชม รวมทั้งต้องการพัฒนาพื้นที่เพาะเห็ดตับเต่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในแต่ละปีมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาเป็นจำนวนมาก

“ภายในงานจะได้สัมผัสการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำของชาวบ้านตำบลสามเรือน ร่วมบันทึกภาพดงแหล่งเพาะเห็ดตับเต่าท่ามกลางดงโสน ชมการสาธิตและชิมเมนูอาหารที่ปรุงจากเห็ดตับเต่า สินค้าแปรรูปจากเห็ดตับเต่า อาหารคาวหวานประจำท้องถิ่น และเลือกซื้อเห็ดตับเต่าสดๆ ราคาถูกด้วย”

โดย เฟซบุ๊ก ของ Thanyarat Nomkhort โพสต์คลิป ป้าแก้ว ขณะคำนวณดวงชะตา 13 ชีวิต ว่าไปทำลบหลู่ ในถ้ำหลวง คนเข้าไปดูคลิปล้านกว่าครั้งแล้ว โดยโค้ชของทีม อายุ 25 ปี ไปจับเศียรพระ ส่วนน้องอายุ 16 ปี คนหนึ่ง เอาเท้าไปวาด วางรอยเท้าผนังถ้ำ ส่วนน้อง อายุ 14 ไปหยิบเหรียญในถ้ำมาติดตัวไป จะเอาออกจากถ้ำ แต่เอาออกไม่ได้ กับ น้องอายุ 14 อีกคน คิดเอาเหรียญ รูปพระเก่าแก่ เหรียญดำ จะเอาไปห้อยคอ ส่วนน้องอายุ 15 คนหนึ่ง ปากดี ไปว่าเพื่อน ส่วนน้องอายุ 13 ไม่ได้ทำอะไรลบหลู่ แต่เป็นทุกข์ใจ ร่ำร้อง อยากกลับบ้านอย่างเดียว เป็นต้น

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนั้นมากมาย ตอนนี้ทุกคนยังมีชีวิต ไม่ตกตัวเลขตายเลย โค้ชด้วย พร้อมแนะว่า ให้พ่อแม่ครูบา ทำขันธ์ห้า ดอกไม้เจ็ดสี ธูปเจ็ดสี ไปขมา แล้วจะได้เห็น ได้ยินเสียงกัน แล้วถามโค้ชว่าพาเข้าไปทำอะไร ไปดูอะไรในถ้ำ

พร้อมข้อความว่า “ถ้าเด็กๆ ออกมาได้ ลองถามดูนะคะว่าได้ไปทำเหมือนป้าแก้วว่ามั้ย” ทำเอาคนแห่มาดูคลิปแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย บ้างก็บอกว่า “คุณป้าเอาดีๆ นะ อย่าพูดมั่วๆ ถ้าไม่เป็นจริงคุณป้าเสียคนเลยนะ”, “โห… เก่งกว่าเทวดาอีกว่ะ น่าจะให้เค้าเป็นผู้นำประเทศนะนี่”, “อารัย ทุกคนเลยรึ”, “ถ้าป้าเดาไม่ถูก เอ่ยทำนายไม่ถูก ก็คิดซะว่าแกเล่าเรื่องตลกให้เราฟัง”, “ป้าเขาแนะนำก็ดีแล้ว ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก ป้าเขาไม่ได้บอกให้ไปขายที่ ขายบ้าน เอาตังค์ไปถวายเมื่อไร แค่ทำ ขันธ์ 5 กับธูป เจ็ดสี คงไม่ทำให้ใครจนลงหรอก” ขณะที่บางคนก็บอกไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากลบหลู่

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้สำรวจภาวะรายได้ของเกษตรกรไทย เมื่อปี 2558 พบว่า มียอดหนี้สินสูงกว่ารายได้ 25.5 เท่าตัว แถมตัวเลขหนี้สินของเกษตรกรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ปรับตัวไม่ค่อยทันกับยุค Digital 4.0 เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ประกอบกับขาดการจัดการไร่นาเชิงธุรกิจและแบกภาวะต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง แต่ขายข้าวได้ราคาต่ำ ทำให้ชาวนาจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ชาวนาจำนวนมากจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินทำกินให้กับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ

บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ ผู้นำด้านธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างโอกาสและเครือข่ายที่เข้มแข็งแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวนา ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพบ้านดักคะนน จังหวัดชัยนาท วิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพแก่นฝาง จังหวัดขอนแก่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาบ้านป่าไหม้ จังหวัดนครศรีธรรมราช วิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่างามแสนสุข จังหวัดพิษณุโลก และเรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน สังกัดเรือนจำกลาง จังหวัดสุรินทร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนและเพิ่มพูนความรู้ในด้านการทำเกษตรกรรมยุคใหม่ ในงาน “สานความร่วมมือของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกและจำหน่ายผลผลิตข้าวของวิสาหกิจชุมชนให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การจัดบรรยาย ในหัวข้อ “ทิศทางแผนการขับเคลื่อนนโยบาย Smart Agricultural Curve” การทำเวิร์กช็อปสร้างเครื่องมือทางการตลาดทางออนไลน์โดยใช้โซเชียลมีเดีย การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร จัดทำแผนธุรกิจและเชื่อมโยงตลาด

นอกจากนี้ อินทัช ยังให้การสนับสนุนแก่วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในด้านต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันภายในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโดยใช้จุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน การจัดทำแผนการตลาดของแต่ละกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนได้รับรองมาตรฐาน GAP และ Organic Thailand การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อาทิ การขนส่งสินค้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว การหาตลาดข้าวจากผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ การจับคู่ทางการค้าให้ผู้ซื้อเข้าถึงกลุ่มชาวนาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง ฯลฯ ไปจนถึงการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 6 พื้นที่ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุตามแผนงานและผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งไว้

คุณเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า อินทัชภูมิใจที่มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีของชาวนาไทยให้ดีขึ้นในด้านเศรษฐกิจ คือช่วยลดต้นทุนการทำนาและสร้างรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายข้าวผ่านแบรนด์ของชุมชน การส่งเสริมให้ชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่สินค้า ดังที่เห็นได้จาก วิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา และสามารถจำหน่ายข้าวแบรนด์หอมกระเจาเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน

ในด้านสังคม ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้ที่สนใจและเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ การปลูกข้าวปลอดสารเคมียังช่วยคืนสมดุลแก่ระบบนิเวศในแปลงนาให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP อีกด้วย

ชีวิตชาวกะเหรี่ยงอยู่กับธรรมชาติ แนบแน่นอยู่กับการใช้ชีวิตง่ายๆ ตามป่าดง

บางคนมองว่า ชาวกะเหรี่ยงมีความสุขกับธรรมชาติ ขณะที่บางคนมองว่าอยู่ท่ามกลางความขาดแคลน ต่างคนต่างก็มองกันไปตามความคิดของตน แต่ถ้าไปถามชาวกะเหรี่ยง เชื่อว่าคงไม่น้อยที่บอกว่า อยู่กับป่ากินกับป่ามีความสุขมากกว่าอยู่ในป่าคอนกรีต นี่ก็สรุปเอาเองเหมือนกัน

เมื่ออยู่กับธรรมชาติ เครื่องมือของใช้ย่อมสร้างสรรค์มาจากวัสดุธรรมชาติ จึงไม่ซับซ้อน ไม่มีขั้นตอนการสร้างมาก เนื่องจากวัสดุที่นำมาสร้างสรรค์ต้องนำมาจากป่าดง ไม่ได้ซื้อหาจากข้างนอก ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ

สีข้าวกะเหรี่ยง เป็นเครื่องมือที่ทำมาจากไม้ วัสดุที่หาได้ในป่า เพื่อนำมาใช้สีข้าวหุงหากินกัน ตัวสีทั้งหมดทำมาจากไม้เป็นต้นๆ ต้องเลือกต้นขนาดใหญ่ด้วย

เริ่มจากฐานด้านล่าง ทำมาจากต้นไม้ทั้งต้น ตัดให้สูงประมาณ 1 ศอก ทำแกนไว้ตรงกลางยื่นเด่ไว้ ข้างๆ หยักให้เป็นเขี้ยวเล็กๆ รอบๆ ฐาน ด้านบนเจาะต้นไม้ขนาดเดียวกันให้เป็นโพรงตรงกลาง เพื่อรองรับกับแกนฐานเบื้องล่าง ทำช่องใส่เมล็ดข้าวด้านบน ส่วนด้านข้างเจาะเพื่อใส่ด้ามสีเข้าไป

ต้องการสีข้าวเมื่อใด ก็นำข้าวเปลือกใส่ด้านบน จับด้ามสีหมุนไปรอบๆ เมล็ดข้าวเปลือกก็จะถูกเขี้ยวสีด้านบนและล่างบดให้เปลือกข้าวออกจากเมล็ด เมื่อได้เมล็ดข้าวสารแล้วนำไปร่อนเพื่อแยกแกลบที่ปนอยู่ออก ส่วนข้าวสารก็เก็บไว้หุง

สีข้าวกะเหรี่ยง กลไกและวิธีการเหมือนสีข้าวของคนภาคกลาง สมัยเด็กๆ ผู้เขียนยังได้เห็นสีชาวบ้านภาคกลาง จำได้ถนัดตาว่า แต่ละบ้านมักมีสีข้าวอยู่ใต้ถุนบ้าน หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะนำเอาข้าวเปลือกใส่ยุ้งไว้ คราใดที่มีเวลาว่างจากงาน ชาวบ้านก็จะนำเอาข้าวจากยุ้งมาตำคราวละถังสองถัง สมัยก่อนนั้นชาวบ้านยังไม่นิยมส่งข้าวให้โรงสี และไม่ใช่ปลูกข้าวได้เท่าไรก็ขาดข้าวออกหมด แล้วก็ไปซื้อข้าวสารมาหุงกันอย่างปัจจุบัน

การสีข้าว ตำข้าว เราชาวบ้านถ้ามีงานมากๆ กลางวันไม่ค่อยว่างก็จะสีและตำกันตอนกลางคืน โอกาสนี้เอง บ้านไหนมีสาวๆ ก็จะมีหนุ่มๆ เข้ามาช่วยตำข้าว ช่วงแรกรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ไฉนเลยเรี่ยวแรงช่วยสาวสีข้าวตำข้าวของไอ้หนุ่มจะไม่ทุ่มเท บางคืนหนุ่มสาวตำข้าวกันดึกดื่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องไปทำงานไร่นาก็ตาม

เพลงลูกทุ่งชื่อ หนุ่มสุพรรณ เสียงร้องของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ท่อนหนึ่งร้องว่า “ถ้าข้าวสารไม่มีจะใส่สีลงไปบด ถ้าข้าวสารเอ๊ยมันหมดจะลากสากเข้าใส่ พี่จะเป็นคนตำเสียให้รำอ่อน ให้น้องรักคนร่อนคนกระทาย”

เสียงเกี้ยวสาวของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ในเนื้อเพลงบอกขั้นตอนการสีข้าวเอาไว้ได้อย่างครบครัน คือเมื่อข้าวสารไม่มี ก็ “ใส่สีลงไปบด” นั้นหมายถึง การสีข้าวแบบชาวบ้านสมัยก่อน และแบบเดียวกับกะเหรี่ยงนั่นเอง

“ถ้าข้าวสารเอ๊ยมันหมดจะลากสากเข้าใส่” ท่อนนี้หมายถึง ไอ้หนุ่มสุพรรณอาสาตำข้าวให้ว่าที่ศรีภรรยา เรียกว่าอาสาไว้ก่อน ถ้าได้แต่งแล้วไม่รู้ว่าจะทำหรือเปล่า หลังจาก “พี่เป็นคนตำเสียให้รำอ่อน ให้น้องรักคนร่อนคนกระทาย”

เพลงต้องการสื่อว่า เรื่องสีข้าว ตำข้าว งานหนักไอ้หนุ่มเสียงเหน่อสุพรรณขอทำเอง ส่วนงาน เบาๆ อย่าง “ร่อน” และ “กระทาย” ซึ่งเป็นขั้นแยกแกลบและข้าวป่นๆ ออกจากข้าวสารนั้น ให้สาวเจ้าทำไป สาวๆ สมัยก่อนฟังแล้วคงเคลิ้ม ปลื้มปริ่มไปกับไอ้หนุ่มสุพรรณ แต่สาวสมัยนี้เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยนึกภาพไม่ออกว่าเขาสีข้าว ตำข้าว ร่อนข้าว และกระทายข้าวกันอย่างไร

กะเหรี่ยงกว่าจะได้สีข้าว ตำข้าวนั้นต้องผ่านการปลูกข้าวก่อน พันธุ์ข้าวของชาวกะเหรี่ยงแปลกไปจากพันธุ์ข้าวทั่วไป เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงอยู่บนพื้นที่สูง เมื่อปลูกบนที่สูงก็ต้องเลือกพันธุ์ข้าวที่ไม่ต้องการน้ำมาก เคยได้ยินว่าบางพันธุ์เรียกว่า “ข้าวน้ำค้าง” เป็นคำเรียกที่หมายถึงพันธุ์ข้าวที่ใช้น้ำน้อยมาก แค่ฝนตกลงมาพอมีน้ำให้เมล็ดข้าวงอกได้เท่านั้น หลังจากนั้นแค่น้ำค้างป่าพร่างพรมลงมา ข้าวก็สามารถเติบโต และเก็บเกี่ยวผลผลิตมาสีบริโภคได้

สีข้าวกะเหรี่ยงคือ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนกินข้าว ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีใช้กันอยู่หรือไม่ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน น.สพ. สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงานและเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดภายในประเทศ และตรวจติดตามงานโครงการโคบาลบูรพา โดยมี นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับ

เนื่องจากปริมาณผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่มีปริมาณความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ไม่เกิน 2 ล้านตัน จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาสับปะรดราคาตกต่ำและล้นตลาด และยังมีสับปะรดขนาดผลเล็ก ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โรงงานไม่รับซื้อ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ กรมปศุสัตว์ ดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร วัตถุประสงค์เพื่อนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นอาหาร ทีเอ็มอาร์ (TMR) สำหรับใช้เลี้ยงโคนม มีเป้าหมายคือ ผลิตอาหาร TMR สำหรับโคนม 1,300 ตัน ระยะเวลา ตั้งแต่ 12-30 มิถุนายน 2561 ณ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด

การผลิตอาหาร TMR โปรตีน 16% ปริมาณ 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย ผลสับปะรดสด หญ้าแห้งแพงโกลา กากถั่วเหลือง กากเนื้อในเมล็ดปาล์ม และมันเส้น โดยผลที่คาดว่าได้รับคือ ช่วยเหลือเกษตรกรระบายผลสับปะรด จำนวน 819 ตัน

นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น และได้ตรวจเยี่ยมคอกแพะแปลงรวม โคบาลบูรพา และตรวจเยี่ยมกลุ่มโค-แพะ โคบาลบูรพา อำเภออรัญประเทศ และได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการโคบาลบูรพา เพื่อชี้แจงการดำเนินงาน พื้นที่เป้าหมาย กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า การเชื่อมโยงตลาด และการขยายผลของโครงการในระยะต่อไป

เตือนภัย โรคไหม้ข้าว ระยะกล้า ถึงแตกกอ ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว พบการระบาดของโรคไหม้ข้าวในหลายจังหวัด ประกอบกับในช่วงนี้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กลางคืนมีความชื้นสูง กลางวันอากาศร้อน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการระบาดของโรคไหม้ข้าว เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรคไหม้ข้าว คือ Magnaportheoryzaeหรือ PyriculariaoryzaeCavara โดยลักษณะการทำลายของโรคสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต เริ่มตั้งแต่

ระยะกล้า ใบมีแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผล ประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าอาการของโรครุนแรงกล้าข้าวจะฟุบแห้งตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการที่พบได้ คือ ใบข้าว ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดของแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ตามบริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และหลุดจากกาบใบ

การแพร่ระบาด ของ โรคไหม้ข้าว พบมากในแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น อับลม ใส่ปุ๋ยในอัตราสูง สภาพอากาศร้อนในตอนกลางวัน และชื้นจัดในตอนกลางคืน อีกทั้งกระแสลมแรงยังเป็นตัวช่วยในการแพร่กระจายโรคได้ดีอีกด้วย

จากสถานการณ์ โรคไหม้ข้าว ในปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคไหม้ เช่น ใบข้าวมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผลให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที ในเบื้องต้นให้พ่นด้วยเชื้อ บีเอส (บาซิลลัส ซับทีลิส) หรือพ่นด้วยเชื้อราไตรโครเดอร์มา (เชื้อสด) อัตราตามคำแนะนำการใช้ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้พ่นเฉพาะบริเวณที่พบการระบาดของโรค เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายเป็นวงกว้าง โดยสารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือบลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตราตามคำแนะนำการใช้ ควรพ่นในแปลงนาที่มีประวัติว่าเคยพบการระบาดของโรคและไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำหลายครั้ง เพราะจะทำให้เชื้อราดื้อยา

สำหรับในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ เช่น พันธุ์ กข 5 กข 11 กข 27 กข 33 (หอมอุบล 80) กข 37 กข 41 กข 43 กข 47 ชัยนาท 1 สันป่าตอง 1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 คลองหลวง 1 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พิษณุโลก 60-2 หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้เชื้อราไตรโครเดอร์ (เชื้อสด) คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือนำไปแช่บ่มเตรียมการก่อนปลูก หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล, คาซูกาไมซิน, คาร์เบนดาซิม, โพรคลอราซ อัตราตามคำแนะนำการใช้ รวมถึงลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งวิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้าง แต่จะช่วยให้ข้าวไม่อ่อนแอต่อโรคไหม้

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ แก้ไขปัญหาสับปะรดล้นตลาด โดยระหว่าง วันที่ 27-30 มิถุนายน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดซื้อสับปะรดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อ โคนม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรระบายสับปะรดซึ่งล้นตลาด และราคาตกต่ำตามโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 300,000 บาท ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (กนจ.) เพื่อจัดซื้อสับปะรด จำนวน 65,000 กิโลกรัม ผสมกับฟาง 35,000 กิโลกรัม นำมาสับผสมกันเป็นอาหารหยาบคุณภาพสูง สำหรับเลี้ยงโคเนื้อ โคนม บรรจุถุงละ 20 กก. จำนวน 100,000 กก. โดยสาธิตการผลิตและฝึกให้เกษตรกรฝึกปฏิบัติ ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการฟาร์มปศุสัตว์ได้นำสับปะรดใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคนม โคเนื้อ รวมแล้วกว่า 1,800 ตัน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากได้รับซื้อสับปะรดจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเพิ่มเป็นกว่า 460 ตัน จากที่รับซื้อก่อนหน้า 200 ตัน ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี และเขตพื้นที่อื่นๆ ที่มีผลผลิตสับปะรดล้นตลาด เพื่อช่วยรองรับผลผลิตส่วนเกินให้มากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเกือบ 4,000 ครัวเรือน ในโครงการ “บางจากฯ ร่วมใจช่วยบรรเทาภาวะสับปะรดล้นตลาด”

โดยเมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน ได้จัดแถลงข่าวการรับซื้อสับปะรดดังกล่าว ที่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน มี นายวรากร โกศลพิศิษฐ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และวางแผนการตลาด ตัวแทนจาก บางจากฯ พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทยร่วมด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากบริษัทจะรับซื้อสับปะรดจากกลุ่มเกษตรกรแล้ว ปั๊มสหกรณ์บางจากยังได้รับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรกว่า 70 ตัน โดยนำไปเป็นของสมนาคุณลูกค้า และจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในจังหวัดระยองในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา “โครงการนี้นอกจากช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยบางจากฯจะนำสับปะรดที่รับซื้อไปแปรรูปเป็นสับปะรดอบแห้งเพื่อนำมาสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมันที่สถานีน้ำมันบางจาก ในช่วงประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้

ณ สถานการณ์ตอนนี้ คนไทยทั้งประเทศต่างส่งแรงใจลุ้นช่วย 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง อยากให้ทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันต่างก็เป็นห่วงในสภาพร่างกายของทั้งหมด เพราะขาดอาหารและน้ำมานานติดต่อกันถึง 5 วัน จุดนี้จึงทำให้ทุกคนต่างเป็นกังวลใจ

ซึ่งล่าสุดสมาชิกเฟซบุ๊ก “หมอเวร” ได้วิเคราะห์สภาพร่างกายแบบเรียลไทม์ของทั้ง 13 คน ว่าช่วงเวลาไหนจะเริ่มอันตรายและบอกว่ามีเปอร์เซ็นต์รอดค่อนข้างสูงมากที่เดียว 12 ชม. ใน 3-4 ชม.แรก ร่างกายจะดึงพลังงานจากอาหารมื้อล่าสุดที่กิน เพื่อเอามาใช้งานก่อน หลังจากนั้นถ้าพลังงานตรงนี้หมด จะไปดึงพลังงานส่วนไกลโคเจนมาใช้แทน (ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ดึงพลังงานจากคาร์บที่อยู่ในกระแสเลือดมาใช้นี่แหละ) ตอนนี้ถือว่ายังชิวๆ ยังสบายๆ อยู่

24 ชม. ร่างกายจะเริ่ม โหยๆ เพลียๆ นิดหน่อย ท้องจะเริ่มส่งเสียงร้องระงมว่าต้องการอาหาร ระดับโซเดียมในเลือดสูงขึ้น ความดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พอไกลโคเจนในเลือดหมดแล้ว คิวต่อไปที่ร่างกายจะดึงพลังงานมาใช้ก็คือ กลูโคส หรือน้ำตาล ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายนั่นเอง หลักๆ จะดึงกลูโคสไปใช้งานกับสมองก่อน เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

36 ชม. ตอนนี้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง อันนี้ลดลงเป็นปกติ เพราะว่าไม่มีสารอาหารประเภทคาร์บหรือไขมันตกถึงท้องเลย ถ้ากลูโคสหมด ร่างกายจะดึงโปรตีนมาใช้ต่อ หรือถ้าไม่พอก็จะเริ่มดึงไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังมาใช้เผาแทนแล้วล่ะ ผิวหนังจะเริ่มซีดลง ลิ้นแห้งและอาจมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นบริเวณลิ้น เริ่มมีกลิ่นปากที่รุนแรงขึ้น เพราะของเสียจากการเผาไขมันจำพวกคีโตนทำให้มีกลิ่นที่รุนแรง

48 ชม. ครบสองวัน ตรงนี้ตาจะเริ่มอ่อนแรง อาจมีอาการแทรก เช่น การปวดหัว หรือรู้สึกว่าการขยับร่างกายไปมามันหนักมาก (ไม่มีแรงนั่นแหละ พูดง่ายๆ) ร่างกายจะขุดไขมันสะสมมาใช้อย่างจริงจัง ปกติไขมันสำรองของคนทั่วไป มักจะสามารถถูกเอามาเผาผลาญเป็นพลังงานต่อไปได้อีกอย่างน้อย 60-80 ชม. ใครที่มีน้ำหนักตัวเยอะ หรือมีไขมันสะสมเยอะก็จะอยู่ได้นานขึ้น