อพท.เป็นเพียงเวทีให้ชุมชนคิดกันเอง ว่าควรจะมีหรือไม่มีอะไร

เป็นแนวทางที่ทุกคนยอมรับ ธรรมนูญเกาะหมากทั้ง 8 ข้อ แม้จะไม่มีบทลงโทษ แต่น่าจะมีความศักดิ์สิทธิ์ สิ่งสำคัญคือการประชาสัมพันธ์สื่อสารสร้างความรับรู้ ทั้งผู้ประกอบการ ชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยผ่านสื่อเป็นเครือข่าย แนวทางความสำเร็จยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่ความเข้มแข็งของชุมชนชาวเกาะหมาก” คุณสุธารักษ์ กล่าว

คุณธานินทร์ สุทธิธนกูล รองประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวว่า ด้วยเกาะหมากเป็นแหล่งท่องเที่ยวมายาวนานร่วม 40 ปีเศษมาแล้ว นักท่องเที่ยวเกาะหมากส่วนใหญ่มาซ้ำ หรือซื้อบ้านพักมาใช้ชีวิตอยู่นานๆ ด้วยเหตุผลความสงบ เงียบ อยู่แล้วมีความสุข และอดีตเกาะหมากเคยผ่านเส้นทางที่การท่องเที่ยวโตเร็วมาแล้ว ได้เรียนรู้การท่องเที่ยวที่ไม่เหมาะสมกับแนวทางของเกาะหมาก เช่น เมื่อปี 2548 กลุ่มผู้ประกอบการทั้งหมดปฏิเสธไม่เห็นด้วยที่จะมีแหล่งบันเทิงบาร์เที่ยวกลางคืน

ซึ่งนักธุรกิจชาวต่างประเทศพยายามที่จะมาขอลงทุน ต่อมาปี 2552 มีคนไทยมาลงทุนเรือสปีดโบ๊ต เจ๊ตสกี บานาน่าโบ๊ต ทำได้ 2 ปีต้องเลิกเพราะผู้ประกอบการตอนนั้นมี 10-20 รายรวมตัวกันไม่ส่งนักท่องเที่ยวให้ และครั้งที่ 3 มีการนำรถเอทีวี เข้ามาพวกเราไล่ไป ในทางกลับกันปี 2554 อพท. และ ททท. ได้เริ่มเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน ปี 2554 จนกระทั่งมีการลงนามปฏิญญาโลว์คาร์บอนร่วมกัน ปี 2555 เราจึงเริ่มมองเห็นทิศทางการท่องเที่ยวชัดเจนขึ้น

“เกาะหมากยอมรับข้อตกลงปฏิญญา กิจกรรมโลว์คาร์บอนคือการเปิดหน้าต่างว่าเราชาวเกาะหมากชอบแบบนี้ เป็นการ put the like peple on the like place สิ่งเหล่านี้จึงได้ประมวลกำหนดไว้ในธรรมนูญเกาะหมาก สิ่งสำคัญคือ การสร้างความรับรู้ให้กับชุมชน ให้นักท่องเที่ยว ให้ร่วมมือยอมรับข้อปฏิบัติธรรมนูญเกาะหมาก ไม่ให้รู้สึกมีความขัดแย้งเมื่อเดินทางมาเที่ยว” คุณธานินทร์ กล่าวย้ำ

ทางด้าน คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล ที่ปรึกษาชมรมวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวว่า ได้ผ่านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวบนเกาะหมากมานาน 30-40 ปี เห็นจุดเปลี่ยนของการท่องเที่ยวที่นักธุรกิจคิดจะมาลงทุนที่ทำให้การท่องเที่ยวแบบเงียบสงบของเกาะหมากเปลี่ยนไปเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ และการรวมตัวกันต่อต้านของผู้ประกอบการเกาะหมาก ซึ่งไม่อยากให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ทิศทางของธรรมนูญจะช่วยกำกับได้ แม้ว่าการบังคับใช้ตามกฎหมายทำไม่ได้ แต่ชุมชนต้องเข้มแข็งจึงจะทำให้ยั่งยืน หรือท้องถิ่น อบต.เกาะหมาก อาจจะมีเทศบัญญัติที่สอดคล้องกัน

“ช่วงระยะเวลา 2548-2561 ช่วงแรกต้องรวมตัวกันต่อต้านกลุ่มนักธุรกิจใหม่ เมื่อ อพท.เข้ามาช่วยพัฒนาเกาะหมาก ในทิศทางการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรารอเวลาที่จะมีธรรมนูญเพราะทิศทางการท่องเที่ยวมีกรอบการพัฒนาชัดเจน การใช้ธรรมนูญให้เกิดผลบังคับใช้ขึ้นอยู่กับชุมชนเกาะหมากที่พร้อมใจกัน ช่วงเวลานี้โชคดีที่ผู้ประกอบการ เจ้าของที่ดินเป็นญาติพี่น้องกันคุยกันได้ ปี 2561 มีโรงแรม รีสอรต์เพิ่มขึ้น 3-4 แห่งตามคอนเซ็ปต์แล้วไม่น่ามีปัญหา เชื่อว่าอนาคต 10-15 ปี เกาะหมากจะโตไปไม่ได้มากเพราะเป็นเกาะขนาดเล็กและมีธรรมนูญควบคุม” คุณจักรพรรดิ กล่าว

ธรรมนูญเกาะหมาก…บ้านที่ 2@เกาะหมาก

คุณธานินทร์ เล่าว่า แนวทางการทำการตลาดของเกาะหมาก มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อก่อนโรงแรมรีสอร์ตเกาะหมากต้องแย่งลูกค้ากัน แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจองที่พักเองไม่ผ่านเอเย่นต์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ที่ชอบความเป็นส่วนตัวสามารถจะเลือกที่พักได้ทุกแห่งผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพราะแต่ละแห่งมีความสวยงามอัตลักษณ์ของตัวเอง เพียงแต่มีหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยดูแลเรื่องขยะ ระบบสาธารณูปโภค ถนน นักท่องเที่ยวจะเข้าไปเอง

“ทิศทางการท่องเที่ยวของเกาะหมาก 10-15 ปีข้างหน้า เกาะหมากจะไม่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ที่มีคุณภาพและมีเนเจอร์รักธรรมชาติ ชาวต่างประเทศนิยมพักแบบเรสิเด้นต์ระยะยาว 6 เดือน-2 ปี ธรรมนูญจะทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเกาะหมากเป็นบ้านที่ 2 มีความเงียบสงบ ปลอดภัย การทำตลาดของเกาะหมากจากนี้ไปน่าจะทำการตลาดเล็กๆ ย้อนกลับไปหากลุ่มลูกค้าเดิมๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรปที่เคยมาเที่ยว 10-20 ปีมาแล้ว ไปหาเขาที่บ้าน ไปเยี่ยมเยียนและนักท่องเที่ยวเดิมๆ และให้เขาเป็นผู้ชักชวนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่มาเพิ่มขึ้น จากการทดลองเดินทางไปยุโรป 40 วันได้ลูกค้าเยอรมนีจองมา 2 ครอบครัว กลุ่มคนเหล่านี้เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีกำลังซื้อสูงจะช่วยรักษ์ธรรมชาติโดยนิสัยอยู่แล้ว” คุณธานินทร์ กล่าว

นี่คือข้อสรุปในวงเสวนาธรรมนูญเกาะหมาก…“เกาะหมากมีขีดความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำกัด ผู้ประกอบการและชุมชนได้รับรู้ร่วมกัน จึงมั่นใจว่าการท่องเที่ยวจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม และเรายังปลูกฝังแนวคิดสู่รุ่นว่า เกาะหมากไม่จำเป็นต้องเจริญมากแต่สามารถอยู่ได้และให้ความรู้สึกเหมือนนักท่องเที่ยวกลุ่มเก่าที่พาลูกๆ มาเที่ยว และบอกว่าที่นี่เหมือนเมื่อก่อนที่เคยมา ไม่เปลี่ยนแปลง”

ปั้นเกาะหมากโลว์คาร์บอนต่อ…เทียบ GSTC มาตรฐานสากลโลก

ทางด้าน คุณทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ์ รองผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า ธรรมนูญเกาะหมากเป็นจุดเริ่มต้นของ อพท.ที่ร่วมมือกับชุมชนและผู้ประกอบการที่ช่วยกันรักษาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นความเข้มแข็งของชุมชนที่ต้องสร้างการรับรู้กับนักท่องเที่ยวพัฒนาการท่องเที่ยวในทิศทางเดียวกัน ซึ่งกิจกรรมโลว์คาร์บอนต่างๆ เช่น การปั่นจักรยานเที่ยว การจัดทำอาหารเมนูโลว์คาร์บอน ทำให้มีการกระจายรายได้ในพื้นที่ชุมชนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเกาะหมากน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน คุณสุธารักษ์ สุนทรวิภาต กล่าวในตอนท้ายว่า ต่อจากนี้ ปี 2562 อพท.จะนำหลักเกณฑ์การประเมินการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของ อพท. ภายใต้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก GSTC (Global Sustainable Tourism Criteria) ใช้ประเมินเกาะหมาก ซึ่งประเด็นธรรมนูญเกาะหมากจะได้รับการประเมินด้วย เป็นการขยายผลของ อพท.ด้านการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของเกาะหมาก จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวของเกาะหมากและสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้มากขึ้น

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดค้น “สารบีเทพ” BeThEPS ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน จากเดิม 6-8 ชั่วโมง เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตยางแผ่นซึ่งมีคุณภาพดีเยี่ยม

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นปัญหาซึ่งเป็นที่มาของงานวิจัยและพัฒนา “สารบีเทพ” BeThEPS ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบกับปัญหาการยืดอายุน้ำยางพาราด้วยสารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและเป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นระยะเวลานาน และยังต้องประสบปัญหาด้านการขนส่ง สวนอยู่ไกลจากจุดรับซื้อน้ำยางสด ทำให้แทนที่จะขายเป็นน้ำยางพาราสดกลับต้องแปรสภาพเป็นยางก้อนถ้วยแทน

“จังหวัดน่าน นับเป็นพื้นที่นำร่องในการทดลองใช้สารบีเทพเพื่อยืดอายุน้ำยางสด พื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงลาดชันและอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อ ทำให้การขนส่งน้ำยางมายังจุดรับซื้อล่าช้า ส่งผลทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์ในหลายด้าน” ดร.จุลเทพ บอก

เนื่องจากน้ำยางสดที่กรีดจากต้นยางพาราจะคงสภาพเป็นน้ำยางอยู่ได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 6-8 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และปริมาณแบคทีเรียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อนุภาคยางจับตัวเป็นก้อนและมีกลิ่นเหม็น เกิดปัญหาน้ำยางสดเสียสภาพก่อนการแปรรูปเป็นยางแผ่น แต่กว่าชาวบ้านจะกรีดและเก็บน้ำยางมาส่งยังจุดรับซื้อได้ น้ำยางก็เสื่อมคุณภาพแล้ว

ดังนั้น ทีมวิจัยห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีน้ำยาง หน่วยวิจัยยาง เอ็มเทค สวทช. จึงได้คิดค้น “สารบีเทพ” BeThEPS ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนแอมโมเนียและโซเดียมซัลไฟต์ พบว่า “สารบีเทพ” BeThEPS ช่วยยืดอายุน้ำยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยางแผ่นจับตัวเรียบรีดง่าย สร้างมูลค่าเพิ่มราว 900 บาท ต่อการผลิตยางแผ่น 1 ตัน

“สารบีเทพ” BeThEPS นวัตกรรมช่วยชีวิตชาวสวนยาง

คุณธนพร โตพัฒน์ หรือ พี่วัน หัวหน้ากลุ่มแปรรูปน้ำยางสด อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ในฐานะเกษตรกรผู้ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยี สารยืดอายุน้ำยางสดเพื่อการผลิตยางแผ่น หรือ สารบีเทพ กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีหมอกลงเยอะเป็นอุปสรรค และอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อน้ำยางหลายกิโลเมตร ทำให้น้ำยางสดเสื่อมสภาพก่อนถึงจุดรับซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดน่านจะใช้แอมโมเนีย ซึ่งมีกลิ่นฉุนและเป็นพิษต่อร่างกาย ผสมในน้ำยางสดเพื่อยืดอายุน้ำยางก่อนนำไปขาย แต่ประสิทธิภาพก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร จะช่วยยืดอายุได้เป็นเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ทำให้ชาวสวนยางต้องเพิ่มความถี่ในการขนส่งน้ำยางสดวันละหลายรอบ ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน น้ำยางสดที่ผสมโซเดียมซัลไฟด์จะเกิดฟองในแผ่นยาง ทำให้ขาดง่าย ไม่มีความยืดหยุ่น และขายไม่ได้ราคา

พี่วัน เล่าต่อว่า กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รู้จักกับทีมวิจัยของเอ็มเท็ค สวทช. และได้รับการถ่ายทอดการใช้ “สารบีเทพ” เพื่อยืดอายุน้ำยางสด โดยนำมาให้เกษตรกรได้ทดลองใช้ในหลายอำเภอ ได้แก่ อำเภอเวียงสา อำเภอท่าวังผา อำเภอเชียงกลาง อำเภอแม่จริม และอำเภอสันติสุข พบว่าผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ เกษตรกรใช้แล้วเห็นผล สามารถทดแทนแอมโมเนียได้ ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน ช่วยลดความถี่ในการขนส่งน้ำยางสดและต้นทุนจากค่าขนส่งได้อย่างมาก เกษตรกรมีรายได้จากการกรีดยางมากขึ้น

“ตั้งแต่ใช้สารบีเทพ เกษตรกรบางรายมีน้ำยางสดค้างไว้ 2 วัน ยังสามารถนำมาส่งที่จุดรับซื้อได้โดยที่ยังคงรักษาสภาพน้ำยางสดเพื่อใช้ผลิตยางรมควันได้ดี นอกจากนี้ ปริมาณการส่งน้ำยางสดของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยจากจุดรับซื้อ 10 ตัน ต่อวัน” พี่วัน บอก

ใช้ง่าย ต้นทุนต่ำ สร้างรายได้คุ้มค่า

พี่วัน บอกว่า “สารบีเทพ” มีต้นทุนต่ำ พี่วันทำขายให้เกษตรกรเพียงกิโลกรัมละ 60 บาท ขายไม่แพง ถือว่าทำช่วยเกษตรกรให้ได้ผลิตน้ำยางที่มีคุณภาพขาย

สัดส่วนการใช้…สารบีเทพ 1 กิโลกรัม สามารถใช้ผสมน้ำยางสดได้ปริมาณ 1 ตัน สารบีเทพ 0.1 ซีซี สามารถนำมาผสมน้ำยางสดได้ 1 กิโลกรัม แต่ถ้าต้องการให้อยู่ได้นาน 3 วัน ให้เพิ่มปริมาณสารบีเทพอีกหนึ่งเท่าตัว

วิธีการใช้…ใช้ไซริงจ์ดูดตวงตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับน้ำยางสดที่จะผสม ผลิตภัณฑ์นี้ ถือว่าต้นทุนต่ำ ถ้าเกษตรกรมีสารบีเทพ 1 กิโลกรัม จะผสมลงในน้ำยางสดปริมาณ 1 ตัน ต้องใช้สารบีเทพ 100 ซีซี ถ้าหารเฉลี่ยมีต้นทุนเพียง 16 สตางค์ ยางแผ่นดิบ 1 แผ่น คิดต้นทุนค่าแรง ค่าน้ำกรด ค่าน้ำยางสด ต้นทุนอยู่แผ่นละ 30 บาท แต่ถ้าจะต้องเพิ่มต้นทุนสารบีเทพขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ได้ผลรับที่ดีกว่า ก็ถือว่าคุ้มมากๆ

ข้อดีของ “สารบีเทพ” BeThEPS

ลดความเสียหาย สารเคมีไม่ตกค้างในสวน ลดปัญหายางตายนึ่ง และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
มีเวลามากขึ้น ก่อนที่จะใช้สารบีเทพต้องลงมาส่งน้ำยางทุกวัน เสียเวลาเดินทางวันละ 3 ชั่วโมง แต่เมื่อใช้สารบีเทพสามารถเก็บน้ำยางไว้ได้นานขึ้น จากที่ต้องส่งทุกวัน ลดเหลือเป็น 2 วันส่ง 1 ครั้ง ทำให้มีเวลาไปทำอาชีพเสริมอย่างอื่นได้อีก
มีรายได้เพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนต้องขายเป็นยางก้อนถ้วย ได้รายได้น้อย เมื่อใช้สารบีเทพสามารถขายเป็นน้ำยางสดที่มีคุณภาพขายได้ราคาดี
หากเกษตกรท่านใดสนใจรายละเอียดหรือต้องการขอคำปรึกษาการใช้สารบีเทพเพิ่มเติม สามารถปรึกษาพี่วันได้ที่ โทร. (061) 882-9663 ยินดีให้คำปรึกษา

กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมหน่วยงานร่วมบูรณาการวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หวังเกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรังและหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือพืชใช้น้ำน้อยแทนมากขึ้น พร้อมเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาและโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ครั้งที่ 1/2561 เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำ ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบข้อมูลนโยบายและมาตรการเพื่อใช้ในการกำหนดแผนการปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมยกร่างแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการในระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว

ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนารวมถึงโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรัง โดยในช่วงฤดูแล้งที่จะถึงนี้ขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ จากการประชุมได้รับรายงานจากกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถึงสถานการณ์น้ำในแต่ละเขื่อน ที่ประชุมจึงได้กำหนดแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

1.พื้นที่ที่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้ได้ ได้แก่ เขตลุ่มน้ำแม่กลอง คาดว่าปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปีน้ำมาก ทั้งในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ส่วน เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คาดว่าปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปีปกติในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยในพื้นที่ทั้ง 2 เขตดังกล่าวจะรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยและลดการปลูกข้าวนาปรัง

พื้นที่ที่สนับสนุนให้ปลูกเฉพาะพืชไร่ พืชผัก เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย ได้แก่ พื้นที่เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์, เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานีและเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี ในเขตนี้จะการเน้นการสร้างการรับรู้อย่างเข้มข้นให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง
พื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยมากแนะนำไม่ให้เสี่ยงในการเพาะปลูก ได้แก่ พื้นที่เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา

“ขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าว ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ซึ่งจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการขาดน้ำหากปลูกข้าวนาปรัง ผลผลิตมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน มีรายได้ที่ดีกว่า” นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สกว.สนับสนุนนักวิจัยม.นเรศวรพัฒนาหุ่นจำลองยางพาราสำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษาโรคมะเร็ง ต้นทุนถูกกว่านำเข้าถึงสิบเท่า มาตรฐานเทียบเท่าสากล แข็งแรงทนทาน สามารถปรับตำแหน่งการวัดรังสีได้หลายตำแหน่ง ช่วยลดการสูญเสียที่อาจเกิดจากความผิดพลาดของปริมาณรังสีที่ใช้รักษา

ผศ. ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี คณบดีคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยถึงโครงการวิจัย “หุ่นจำลองยางพาราสำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคนิคการรักษาสามมิติ” ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่าในระยะแรกตนและคณะผู้วิจัยได้พัฒนาหุ่นจำลองด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติระบบฉีดเส้นพลาสติกที่ภายในบรรจุยางพารา ซึ่งมีความหนาแน่นใกล้เคียงเนื้อเยื่อมนุษย์เพื่อนำมาใช้ในการเป็นแม่พิมพ์หุ่นจำลอง โดยออกแบบให้หุ่นจำลองมีรูปร่างตามที่ต้องการ เป็นการพัฒนาหุ่นจำลองทางรังสีรักษาขนาดมาตรฐานสำหรับตรวจสอบปริมาณรังสีก่อนการรักษาผู้ป่วยจริงได้ โดยสร้างหุ่นจำลองศีรษะและลำคอรูปทรงกระบอก สำหรับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอเพื่อลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากการให้ปริมาณรังสีที่ผิดพลาด

ต่อมาในระยะที่ 2 คณะผู้วิจัยพัฒนาหุ่นจำลองศีรษะและลำคอขนาดมาตรฐานจากน้ำยางพาราธรรมชาติ ประกอบด้วย เนื้อยางพาราสำหรับสร้างแทนเนื้อเยื่อ โพรงอากาศ และแคลเซียมคาร์บอเนตผสมกับเรซินสำหรับสร้างแทนกระดูก ภายในมีช่องสำหรับใส่อุปกรณ์วัดรังสีชนิดไอออไนเซชัน ฟิล์มวัดรังสี และหัววัดรังสีเทอร์โมลูมิเนสเซนซ์ ที่สามารถใช้ได้จริงและเป็นแนวทางในการนำหุ่นจำลองไปประยุกต์ใช้ในการตรวจสอบค่าปริมาณรังสีในเทคนิคการรักษาขั้นสูงต่อไปเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

หุ่นจำลองที่สร้างขึ้นสามารถใช้ในการประเมินค่าปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการวางแผนการรักษาทั้งแบบสองมิติ สามมิติ เทคนิคปรับความเข้มรังสี (IMRT) และเทคนิคปรับความเข้มรังสีเชิงปริมาตร (VMAT) ผ่านการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลตามมาตรฐานสากลทั้งความคงทนแข็งแรง ความเหนียว ความยืดหยุ่น ความหนาแน่น อายุการใช้งานยาวนาน อีกทั้งยังผ่านการทดสอบเพื่อประเมินค่าปริมาณรังสีในหุ่นจำลองใช้เครื่องเร่งอนุภาคพลังงาน 6 ล้านโวลต์ ด้วยแผนการรักษาแบบสองมิติและสามมิติจากเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา การวิเคราะห์ความถูกต้องของการวัดค่าปริมาณรังสีในหุ่นจำลองที่สร้างขึ้นใช้วิธีด้วยการเปรียบเทียบค่าปริมาณรังสีที่แพทย์กำหนด ระหว่างการวัดค่าปริมาณรังสีในหุ่นจำลองที่สร้างขึ้นและคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา

งานวิจัยดังกล่าว ดร.ศรารัตน์ มหาศรานนท์ นักวิจัยร่วมโครงการจากภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ช่วยพัฒนาสูตรหุ่นจำลองจากน้ำยางพาราธรรมชาติ ด้วยองค์ประกอบสำคัญที่มีไฮโดรคาร์บอนเป็นหลัก และยังมีกรดไขมัน คาร์โบไฮเดรต อนินทรีย์สารน้อยกว่าร้อยละ 1 จึงมีความใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อของมนุษย์ นอกจากนี้นักวิจัยยังใช้สารเคมีเป็นสายโซ่เชื่อมโยงโมเลกุลให้หุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความแข็งแรง ไม่มีฟองอากาศภายใน ทนต่อแรงกดแรงดึง นำความร้อนได้ช้า ทนต่อการเสื่อมสลายด้วยความร้อนจากรังสียูวีและแสงไฟในห้อง โดยทำการทดสอบเชิงกลนานถึง 6 เดือนจนมั่นใจ

ผศ. ดร.นันทวัฒน์กล่าวว่า งานวิจัยในระยะแรกใช้เวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาสูตรยางพาราให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงเนื้อเยื่อมนุษย์ โดยสร้างหุ่นจำลองสำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษามะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก ต่อมาได้พัฒนาหุ่นจำลองศีรษะและลำคอที่มีโครงสร้างอวัยวะภายในต่าง ๆ ตามมาตรฐานของผู้ป่วยที่ โดยนำมาใช้งานทดแทนการนำเข้าหุ่นจำลองที่ทำจากพลาสติกและมีต้นทุนสูงกว่างานของเราถึง 10 เท่า แต่ไม่สามารถปรับสูตรหรือดัดแปลงให้ใช้ได้กับอวัยวะที่หลากหลาย รวมถึงตำแหน่งใส่หัววัดรังสีได้

ขณะที่หุ่นจำลองที่เราพัฒนาขึ้นมีความยืดหยุ่น ปรับตำแหน่งได้ตามที่ต้องการ ประเมินความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 3 โดยหุ่นจำลองสำหรับตรวจสอบการรักษาโรคมะเร็งศีรษะและลำคอด้วยเทคนิคการรักษาขั้นสูงแบบ IMRT จะช่วยให้นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีเทคนิคและแพทย์สามารถทราบค่าปริมาณรังสีที่ให้ผู้ป่วยก่อนการรักษาจริง เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการจัดท่าผู้ป่วยเพื่อการรักษา การคำนวณปริมาณรังสีด้วยระบบคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษาหรือเครื่องเร่งอนุภาค (LINAC) ได้ เพราะหุ่นจำลองมีความหนาแน่นและความสม่ำเสมอใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อมนุษย์ สามารถสร้างภาพสามมิติเพื่อวางแผนการรักษาได้เหมือนกับผู้ป่วยจริง ซึ่งหากไม่เป็นไปตามแผนก็จะได้แก้ไขก่อนการรักษาจริงต่อไป

“ปัจจุบันหุ่นจำลองได้ถูกนำไปใช้ที่หน่วยรังสีรักษา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร ตลอดจนโรงพยาบาลและศูนย์มะเร็งต่าง ๆ ก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยใช้ได้ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งสมอง หรือส่วนต่าง ๆ ของศีรษะและลำคอ และในอนาคตจะพัฒนาต่อให้สามารถตรวจผลการรักษามะเร็งปอด ลำตัวช่วงบนและช่วงล่าง รวมทั้งการประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้ อาจขยายผลนำไปใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เพิ่งเริ่มมีเครื่องฉายรังสีแต่ยังไม่มีหุ่นจำลองตรวจสอบปริมาณรังสี และการต่อยอดขยายผลในเชิงพาณิชย์ตามคำแนะนำของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี”

เป็นตำรวจอีกคนที่น่ายกย่อง เพราะนอกจาก ร.ต.อ. จำรูญ ทองขำดี วัย 58 ปี หรือที่เรียกกันว่า “ผู้กองแกรก” จะยึดอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตรัง แล้ว ยังใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการเป็นเกษตรกร ปลูกเสาวรสและพืชผักผลไม้นานาชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ ชื่อ “ไร่ลุงแกรก” อยู่ที่ตำบลนาพละ หมู่ที่ 3 อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ในเนื้อที่ 3 ไร่ ซึ่งในอนาคตหากมีความพร้อมมากกว่านี้เจ้าตัวตั้งใจว่าจะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ผู้คนได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์แบบพอเพียงตามศาสตร์ของพระราชา และเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามากินและเก็บเสาวรสสดๆ ด้วยตัวเอง

มีรายได้ เดือนละ 20,000-25,000 บาท

ยามนี้ผลไม้หลักที่ทำเงินให้กับ “ไร่ลุงแกรก” คือ เสาวรส ทั้งพันธุ์สีม่วงและพันธุ์สีเหลือง ในเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งไร่และที่ว่างๆ ผู้กองแกรกยึดหลักปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก รวมแล้วมีพืชผักผลไม้อีกกว่า 30 ชนิด ซึ่งนอกจากจะกินในครัวเรือนแล้ว ยังขายทำเงินได้อีกด้วย อาทิ ไผ่กิมซุง มะม่วงหิมพานต์ ผักหวาน มะนาว มะพร้าว มะละกอ มันม่วงญี่ปุ่น ฯลฯ และยังเลี้ยงปลาในลำห้วยด้วย เรียกว่าถ้าได้เข้ามาที่ไร่นี้แล้วไม่อดตายแน่ เพราะมีทั้งผัก ผลไม้ปลอดสาร และปลา ให้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ

ผู้กองแกรก บอกว่า การทำเกษตรแบบนี้ ทำให้ได้กินพืชผักผลไม้ที่ปลอดภัย และยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย ซึ่งที่ผ่านมาลงทุนไป 50,000-60,000 บาท ในการทำโครงสร้างเสาปูนเพื่อให้ต้นเสาวรสเลื้อย ทั้งเสาปูน เหล็กเส้น ที่ไม่ขึ้นสนิม และลวด ระยะห่าง 4 เมตร โดยขึงเป็นแนวรองรับลูกเสาวรส ปลูก 2 แปลง แปลงแรกปลูกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อายุปีเศษ จำนวน 110 ต้น ส่วนแปลงหลัง เพิ่งปลูกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวน 110 ต้น ออกลูกแล้วเช่นกัน

ในแต่ละวันสามารถเก็บเสาวรสไปขายได้วันละ 30-40 กิโลกรัม โดยขายให้พ่อค้าแม่ค้าในย่านท่องเที่ยวของจังหวัดตรังและกระบี่ ซึ่งจะใช้วิธีคัดไซซ์ ถ้าเป็นลูกใหญ่ ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ขนาดกลาง กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่คละไซซ์ กิโลกรัมละ 30 บาท เฉลี่ยแล้วขายได้วันละประมาณ 1,000 บาท นอกจากนี้ มีแผนจะติดต่อกับร้านสินค้าเพื่อสุขภาพเพื่อนำเสาวรสไปขาย รวมแล้วแต่ละเดือนมีรายได้จากผลผลิตในไร่ 20,000-25,000 บาท

ลูกเสาวรสที่เก็บมานั้น จะไม่ได้ลูกโตทั้งหมด แต่ละต้นมีลูกโต 8-9 ลูก ต่อกิโลกรัม ประมาณ 10% ลูกขนาดกลาง 10-12 ลูก ต่อกิโลกรัม มีประมาณ 30% นอกนั้นคละไซซ์ ประมาณ 20 ลูก ต่อกิโลกรัม

เตือนหน้าแล้งขาดน้ำ ดอกจะร่วง

สำหรับพืชผักสวนครัว จะมีพ่อค้าแม่ขายไปเก็บเองที่ต้น มีทั้งมะม่วงหิมพานต์ 200 ต้น ที่ปลูกห่างกันแค่ 1 เมตร สำหรับเก็บใบขายอย่างเดียว และยังมีชะอม มีมะกอก ปลูกเพื่อขายยอด รวมถึงผักบุ้งยอดขาว พอเก็บไปขายเสร็จจะนำเงินมาจ่ายให้ผู้กองแกรก เนื่องจากเจ้าของไร่ไม่มีเวลามาเก็บให้ วันหนึ่งขายได้ 150-160 บาท

ทั้งนี้ก่อนที่จะปลูกเสาวรส ได้ส่งญาติพี่น้องไปเรียนรู้การปลูกจากโครงการหลวง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาใช้ในไร่ อีกทั้งในส่วนผู้กองแกรกเอง ในช่วงที่ไปบรรยายที่ไหน โดยเฉพาะตามศูนย์เรียนรู้ต่างๆ ก็นำข้อมูลและประสบการณ์ที่ไปรู้ไปเห็นมาปรับประยุกต์ใช้เช่นกัน อย่างเช่น การทำปุ๋ยหมักจากเศษผักและเปลือกเสาวรสใช้เอง และการใช้กาวดักแมลงตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะปลูกเสาวรสนั้น พื้นที่นี้เคยเป็นผืนนา ต่อมาปรับเป็นสวนปาล์ม พอจะปลูกเสาวรสผู้กองแกรก จึงไปปรึกษากับทางสำนักงานที่ดินจังหวัดตรัง ซึ่งได้ให้คำแนะนำว่าที่ดินมีความเป็นกรดมาก ต้องปรับสภาพดินด้วยการเติมโดโลไมท์

ในการปรับสภาพดินนั้นผู้กองแกรก เล่าว่า เริ่มจากการไถครั้งแรกแบบหยาบๆ ก่อน จากนั้นแล้วโรยโดโลไมท์ให้ทั่ว พร้อมโรยเมล็ดปอเทือง พอต้นเริ่มโตหน่อยก็ไถกลบ และเพื่อให้ดินร่วนซุยก็ใช้แกลบขี้ไก่ใส่เข้าไปเพื่อปรับให้ค่า pH ไว้สัก 5-6 วัน

ส่วนการขุดหลุมปลูกเสาวรสขุดให้เป็นรัศมีวงกลม ประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกประมาณคืบเศษๆ ผู้กองแกรกแนะนำว่า เวลาปลูกอย่าปลูกตรงโคนเสาพอดี เพราะจะทำให้พรวนดินลำบาก ต้องปลูกระหว่างกลาง ปลูกห่างกันประมาณ เสาละ 4 เมตร เพื่อให้กิ่งก้านแผ่ไปได้สะดวก นอกจากนี้ ควรปลูกในหน้าแล้งดีกว่า เพราะถ้าปลูกตอนหน้าฝน ใบที่ขึ้นมาจะถูกแมลงกัดกิน และอย่าปล่อยให้ออกดอกในช่วงหน้าแล้ง เนื่องจากหากขาดน้ำจะทำให้ดอกร่วงหมด

กรณีช่วงหน้าแล้ง ถ้าร้อนจัด อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ทำให้ดอกร่วงหมด ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนที่ผ่านมาก็เจอปัญหานี้ไปแล้ว จึงต้องติดสปริงเกลอร์ และถือเป็นความโชคดีที่ไร่นี้มีลำห้วยมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ