อยากเห็นชาวนาไทยลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง

เพื่อที่จะวางแนวทางการผลิตใหม่ ให้เป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัย ให้เป็นข้าวที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำลง เช่น การจัดทำศูนย์เครื่องจักรกลเกษตรในชุมชนตัวเอง โดยรัฐอุดหนุนให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำด้วยเราไม่ต้องการเงินฟรี หากชาวนารวมตัวกันเป็นวิสาหกิจแปรรูปเอง ทำแพคเกจจิ้งเอง ส่งออกเอง ชาวนาก็จะมีรายได้ที่สูงมากขึ้น คนกลางก็ลดน้อยลง ชาวนาแต่ละจังหวัดแต่ละภาคควรจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและวางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกัน ไม่ควรเป็นยุทธศาสตร์แท่งเดียวอย่างปัจจุบัน

ชาวนาทุกคนจะต้องมีข้าวของตัวเอง มีแนวทางในการปลูกและการทำตลาดของตัวเอง หากแยกยุทธศาสตร์ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ข้าวที่หลากหลาย ตลาดก็มีความหลากหลายมากขึ้นจะไม่เสี่ยงเหมือนปัจจุบันที่มีตลาดแคบ มีข้าวอยู่ 2-3 สายพันธุ์เท่านั้น การผลิตควรมีการปรับตัว หาความรู้เพิ่มเติม ชาวนาที่จะเอาตัวรอดได้ส่วนใหญ่ก็จากการทำเกษตรผสมผสาน ไม่ทำนาอย่างเดียว ไม่ปลูกพืชไร่อย่างเดียวเพราะไม่พอกินและเก็บ ปรับปรุงพื้นที่ของท่านการมีกิจกรรมที่หลากหลายจะมีรายได้เข้ามาทุกเดือนท่านก็สามารถแบ่งเบาภาระและสามารถที่จะยังชีพได้อย่างมีความสุข ” นายประพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม “สมาคมสถาบันชาวนาไทย”ได้ทำหนังสือแจ้งถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องและขอพาคณะกรรมการฯเข้าพบเพื่อแนะนำตัวและชี้แจงถึงแนวทางในการทำงานร่วมกับภาคราชการต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศเชิงรุก คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงาน โดดเด่นขับเคลื่อนนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมจัดประชุมตัวแทนกลุ่มเกษตรกรระดับอำเภอที่มีการดำเนินงานประสบผลสำเร็จและมีความเข้มแข็ง เพื่อระดมความเห็นในการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรให้เกิดความชัดเจน เชื่อมั่นกลุ่มเกษตรกรหลายแห่งยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวทางในการดูแลและพัฒนากลุ่มเกษตรกร ว่า ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์มีจำนวนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกรมฯ มีแนวทางที่จะจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรในภาพรวมทั้งประเทศ โดยในเดือนมิถุนายนนี้ จะเชิญผู้นำกลุ่มเกษตรกรระดับอำเภอและระดับจังหวัดมาร่วมหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและระดมสมองในการจัดทำแผนพัฒนา กลุ่มเกษตรกรให้มีความชัดเจน ส่งเสริมการร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง

เบื้องต้น จะเชิญตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในแต่ละภาค ประชุมร่วมกันเพื่อเปิดโอกาสในการพูดคุยและนำเสนอความคิดเห็นและรับฟังนโยบายจากกรมฯให้ทั่วถึงและเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งอยากรับฟังแนวคิดในการพัฒนากลุ่มเกษตรกรจากประธานกลุ่มแต่ละจังหวัด เพื่อนำมาปรับวิธีการทำงานใหม่ และจัดทำแผนพัฒนากลุ่มเกษตรกรและกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เข้าไปพัฒนากลุ่มเกษตรกรอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาได้มีโอกาสลงไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรในหลายจังหวัด พบว่ากลุ่มเกษตรกรหลายแห่งมีการดำเนินงานที่ดี เข้มแข็งและประสบผลสำเร็จในการคิดโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ในภาคใต้ กลุ่มเกษตรกร ชาวสวนยางที่จังหวัดตรังและกลุ่มเกษตรกรตะโหมด จังหวัดพัทลุง เป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นอย่างดี จึงอยากไปศึกษาโครงสร้าง วิธีการทำงาน และการบริหารจัดการของกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งแล้วมาขยายผลสร้าง กลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ ได้มาเรียนรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานร่วมกัน

“ยืนยันว่ากรมฯไม่ได้ทอดทิ้งหรือปล่อยปะละเลยกลุ่มเกษตรกร แต่เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่ ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายช่วยกันจัดทำแผนและขับเคลื่อน อย่างเป็นรูปธรรมและมีกระบวนการที่ชัดเจน ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ไปพบปะกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรหลายแห่ง และเห็นว่ายังมีกลุ่มเกษตรกรที่ช่วยชาวบ้านได้จริง ๆ และมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็งอีกจำนวนมาก จึงอยากจะจำลองการทำงานของกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้มาขับเคลื่อนและขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป หลายกลุ่มฯที่ตั้งใจทำงานกรมฯจะพยายามหาทางสนับสนุนและหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาให้ หากติดขัดในเรื่องเงินทุนในการดำเนินงาน ก็สามารถเสนอโครงการพิเศษเข้ามาเพื่อขอกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ ซึ่งกรมฯจะเสนอธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้พิจารณาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้กับกลุ่มเกษตรกรต่อไป” นายพิเชษฐ์ กล่าว

วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ไร่ของ นายสมพงษ์ สืบวงษ์ อายุ 40 ปี เกษตรกร อยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 8 ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี นำผู้สื่อข่าวชม ต้นทุเรียนหมอนทอง ต้นเตี้ย ที่เจ้าตัวปลูกเอง

นายสมพงษ์ กล่าวว่า มีพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ได้ปลูกพืชแบบผสมผสาน มีทุเรียนหมอนทองกว่า 20 ต้น พอต้นทุเรียนได้อายุประมาณ 4 ขวบ ก็ตัดยอดให้แตกใหม่อยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ต้นทุเรียนมีอายุได้ 6 ปี ลำต้นใหญ่แต่ช่วงต้นจะเตี้ยให้ผลผลิตทุเรียนแล้ว 5-6 ต้น ต้นเตี้ยๆ นี้มีลูกทุเรียนมือจับได้สบาย ไม่ต้องใช้บันได ไม่ต้องใช้ไม้สอยตัด คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะเก็บขายได้จำนวนมาก

กรมการค้าต่างประเทศ ชี้แจงขั้นตอนส่งออกข้าว หลังเกิดความเข้าใจผิด ชี้แม้จะขายทีละไม่มาก หรือขายผ่านทางออนไลน์ ก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก และไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยาก พร้อมย้ำการส่งออกข้าว ไม่มีการกำหนดโควต้า สามารถส่งไปที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ยกเว้นตลาด อียู ที่มีโควต้าพิเศษ เผยยังได้จัดสรรโควต้าให้กับเกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์ด้วย

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณี แมคนีน่า ฟาร์ม ซึ่งเป็นกลุ่ม Young Smart Farmer ที่ผลิตข้าวอินทรีย์ ได้ให้ข้อมูลว่า การส่งออกข้าวมีขั้นตอนยุ่งยาก และยังมีการกำหนดโควต้าส่งออกข้าวว่า กรมฯ ขอชี้แจงว่า หากต้องการที่จะส่งออกข้าวไปขายยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกครั้งละไม่มาก เช่น 10-20 กิโลกรัม หรือส่งออกผ่านช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ จะต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก ซึ่งไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากแต่อย่างใด ยกเว้นกรณีที่ส่งออกโดยมิใช่เพื่อการค้าที่มีปริมาณไม่เกิน 20 กิโลกรัม กำหนดให้ไม่ต้องขออนุญาตส่งออกได้

“กรณีที่กลุ่มแมคนีน่า ฟาร์ม ได้มีการระบุว่า มีการส่งออกข้าวทางออนไลน์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม และไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก เพราะการขึ้นทะเบียนมีขั้นตอนยุ่งยาก กรมฯ ขอชี้แจงว่า เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะการส่งออกดังกล่าว เป็นการทำเพื่อการค้า ก็ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง และไม่ได้ยุ่งยากอะไร”

ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า มีการกำหนดโควต้าส่งออกข้าวให้กับผู้ส่งออกรายใหญ่ กรมฯ ขอยืนยันว่า การส่งออกข้าวไปต่างประเทศ ไม่มีการกำหนดโควต้าในการส่งออกแต่อย่างใด ผู้ส่งออกสามารถส่งออกข้าวไปขายได้ทุกประเทศทั่วโลก โดยไม่จำกัดชนิดและปริมาณ ยกเว้นการส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีการลดภาษีเป็นพิเศษ ซึ่งได้มีการกำหนดวิธีการในการจัดสรรโควต้าให้แก่ผู้ประกอบการชัดเจน และในปี 2561 ก็ได้มีการนำโควต้าข้าว อียู บางส่วนมาจัดสรรให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงให้กับชาวนาทั่วไปที่จับกลุ่มแปลงอินทรีย์ให้สามารถส่งออกข้าวไปยัง อียู ด้วย โดยกลุ่มชาวนาที่จะเป็นผู้ส่งออกสามารถจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกได้เช่นกัน และมีกลุ่มที่มีความเข็มแข็งได้มาขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวแล้ว

ทั้งนี้ การเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ เป็นหนึ่งในแนวทางการขยายตลาดส่งออกให้กับเกษตรกรที่ผลิตข้าวที่มีคุณภาพตามที่รัฐบาลสนับสนุน ซึ่งมีเกษตรกรและกลุ่มชาวนาเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา หากกลุ่มแมคนีน่า ฟาร์ม ที่เป็นผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน USDA หากสนใจ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งนี้ ขอเเนะนำให้หาตลาดก่อนการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลสนับสนุนตามหลักตลาดนำการผลิต (Demand driven) โดยสามารถช่วยเชื่อมโยงตลาดให้ล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายชัยกฤต คล้ายแก้ว นักข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ อยากมีรายได้เพิ่มโดยการผันตัวไปเป็นเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด โดยเช่าที่ดินกว่า 20 ไร่ลงทุนทำไร่สัปรดที่ อ.เขาค้อ แต่ปรากฎว่าราคาผลผลิตตกต่ำโดยโรงงานรับซื้อกิโลกรัมละ 1 บาท จึงตัดสินใจประกาศแจกฟรีผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัว โดยมีเพื่อนพ้องแห่ให้กำลังใจและยินดีจะช่วยกันอุดหนุน ล่าสุดเวลา 17.00 น.นายชัยกฤตขนสับปะรดใส่รถปิ๊กอัพคู่ชีพ เดินทางมาที่ตลาดนัดประชารัฐ บริเวณข้างองค์พระใหญ่(พุทธอุทยานเพชะบุระ) อ.เมืองเพชรบูรณ์ ตามที่นัดหมายไว้ จากนั้นลงมือแจกสับปะรดให้แก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมพิธีเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา โดยนายชัยกฤตตั้งกล่องรับบริจาคหากมีผู้จะช่วยเหลือค่าตัดและค่าน้ำมันรถด้วย

นายชัยกฤตกล่าวว่า ปกติตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวทีวีฯแต่รายได้น้อยไม่เพียงพอดูแลครอบครัว จึงตัดสินใจทุบกระปุกนำเงินเก็บไปลงทุนเช่าที่ดินกว่า 20 ไร่ ปลูกสับปะรด โดยมีเครือญาติร่วมลงทุนด้วย แต่พอถึงช่วงนี้เริ่มเก็บเกี่ยวปรากฏว่าราคาตกต่ำจนไม่คุ้มค่า หากจะขนไปขายให้โรงงาน ซึ่งรับซื้อแค่กิโลกรัมละ 1 บาท ครั้นจะปล่อยทิ้งคาไร่ก็เสียดาย เลยตัดสินใจเอามาแจกฟรีๆ ให้เพื่อนๆ และประชาชนกินดีกว่า

“ในส่วนของผมลงทุนปลูก 14 ไร่ ล็อตนี้เป็นผลผลิตล็อตแรกแค่ 4 ไร่ราว 30 ตัน ยังเหลืออีกราว 10 ไร่ราว 80 ตัน ที่ลงทุนไว้กำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะหาตลาดระบายออกได้ที่ไหน ก็มีเพื่อนๆ ช่วยชี้แนะให้หาวิธีแปรรูปก็กำลังมองๆ อยู่ แต่ยอมรับว่าหากต้องควักกระเป๋าลงทุนเพิ่มเติมอีกคงหมดปัญญา” นายชัยกฤตกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันพรุ่งนี้ 30 พ.ค. ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ นัดหมายส่งมอบสับปะรดให้แก่ส่วนราชการต่างๆ เพื่อช่วยระบายสับปะรดที่ล้นตลาดและราคาตกต่ำ ของเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จำนวน 10 ตัน กระทั่งถูกตั้งคำถามว่าเกษตรกรผู้ปลูกสัปรดในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็ประสบปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำและไม่มีตลาดระบายออกเช่นเดียวกัน แต่ทำไมยังไม่ได้รับการยื่นมือช่วยเหลือแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณทางตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนใกล้ชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศเมียนมา ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเมียนมาแล้ว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีฝนตกหนักบางแห่งด้านตะวันตกของประเทศ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 31 พ.ค.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันดื่มนมโลก จัดตั้งขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าของการบริโภคนมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง โดยในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ จับมือกับ 11 บริษัท ผู้ผลิตนมในนามสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย (ส.อ.น.ท.) กรมปศุสัตว์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และ เอฟเอโอ จัดกิจกรรมวันดื่มนมโลก ประจำปี 2561 ภายใต้แคมเปญ “นมยิ่งดื่มยิ่งดี” เพื่อสร้างวัฒนธรรมการบริโภคนมในสังคมไทย โดยคณะอนุกรรมการรณรงค์การบริโภคนม ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการดื่มนมของคนไทย จาก 18 เป็น 25 ลิตร ต่อคน ต่อปี ภายในปี 2569

นายสรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากสถิติพบว่า คนไทยบริโภคน้ำอัดลม เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มากกว่า 41.13 ลิตร ต่อคน ต่อปี แต่กลับบริโภคนมอยู่ใน อันดับที่ 68 ของโลก โดยบริโภคเพียง 18 ลิตร ต่อคน ต่อปี หรือเพียงสัปดาห์ละ 2 แก้ว เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 113 ลิตร ต่อคน ต่อปี ถือเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ และเป็นสิ่งที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเพื่อผลักดันปริมาณการบริโภคนมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

“ปัจจุบัน การดื่มนมของคนไทยค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น หรือในประเทศยุโรปและอเมริกา อย่างไรก็ตาม นมถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและจำเป็นต่อสุขภาพ หากดื่มนมเพียงวันละ 2 แก้ว จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพของร่างกาย รวมทั้งยังช่วยสร้างความยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยด้วย”

นายชัชวาลย์ มณีทัพ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย กล่าวว่า ทางสมาคมได้เสนอให้มีการทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อบูรณาการนโยบายของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม กระทรวงเกษตรฯ นโยบายกระทรวงสาธารณสุขด้านสุขภาวะโภชนาการและความรอบรู้ทางสุขภาพเกี่ยวกับการดื่มนม เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และกระทรวงพาณิชย์เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศและผลักดันเพื่อเพิ่มยอดการส่งออก การรณรงค์บริโภคนมนอกจากจะช่วยส่งเสริมการเติบโตตลาดในประเทศ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มปริมาณน้ำนมดิบที่รับซื้อจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้มีน้ำนมดิบเพียงพอเพื่อการส่งออก

“ทางสมาคมเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมนมประเทศไทย และผู้ประกอบการจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขประเด็นที่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การจำกัดปริมาณนำเข้าของประเทศปลายทาง”

วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ลานอเนกประสงค์บ้านพักด่านศุลกากรหนองคาย นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย พร้อมเจ้าหน้าที่ศุลกากร, เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 5 ประจำสำนักงานสนับสนุนการป้องกันปราบปรามที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), (สปป.2) และด่านตรวจพืชหนองคาย ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดกล้วยไม้หลายสายพันธุ์ แยกเป็นสายพันธุ์แวนด้า 2,935 ต้น, สายพันธุ์หวาย 1,450 ต้น, สายพันธุ์แกรมมาโต 300 ต้น, สายพันธุ์แปรงสีฟัน สายพันธุ์ช้างปรับปรุงสายพันธุ์ 1,135 ต้น นอกจากนี้ ยังมีต้นพันธุ์ทับทิม 161 ต้น ลำไย 31 ต้น รวมทั้งสิ้น 6,611 ต้น พร้อมด้วยฮอร์โมนบำรุงดอก 50 ชุด มูลค่าทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท

นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า การตรวจยึดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.45 น. วันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติบริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย ได้พบลังกระดาษจำนวนมากวางปะปนอยู่กับกล่องสินค้าอุปโภคบริโภคในรถโดยสารข้ามสะพานที่กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ สอบถามไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงตรวจสอบ พบว่า เป็นกล้วยไม้หลายสายพันธุ์ ซึ่งการส่งออกกล้วยไม้สามารถกระทำได้

แต่ต้องเป็นกล้วยไม้เลี้ยงและต้องขออนุญาตส่งออกกับเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในกรณีนี้เป็นการลักลอบส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยจะตรวจพิสูจน์ว่าเป็นกล้วยไม้ประเภทใดบ้าง หากเป็นกล้วยไม้ป่า ก็เป็นการกระทำผิดตามบัญชีไซเตส ต้องส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชไปดำเนินการ แต่หากเป็นกล้วยไม้เลี้ยงหรือกล้วยไม้ลูกผสม คือการนำกล้วยไม้ป่ามาเลี้ยงจนกลายเป็นพันธุ์กล้วยไม้เลี้ยง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะยึด อาจนำไปประมูลต่อเมื่อคดีสิ้นสุด นำเงินเข้าประเทศ ส่วนต้นพันธุ์ลำไย ที่ตรวจยึดได้ด้วยนั้น เป็นการดำเนินการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดชนิดและชื่อพันธุ์ของพืชให้เป็นพืชสงวน ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ซึ่งลำไย เป็นพืชสงวนตามบัญชีดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่ขยายพันธุ์ในต่างประเทศ กลายเป็นคู่แข่งกับผลไม้ในไทย

26 พ.ค.สมาชิกเฟซบุ๊ก Orapan Dansiriwattanakun หรือ ‘ออฟฟี่ แม็กซิม’ ได้โพสต์ข้อความเล่าถึงตอนที่เธอได้มีโอกาสเดินทางไปช่วยเหลือหญิงชรายากไร้ จนทำให้ชาวเน็ตแห่กันชื่นชมถึงความงามทั้งกายและใจของเธอ ซึ่งข้อความระบุว่า…

“วันนี้ได้รับมอบหมายจากบอสกอฟให้บินไปสุรินทร์ด่วน เพื่อช่วยเหลือยาย ยายแกน่าสงสารมาก มีลูก 4 คน อีก 3 คน ไม่กลับบ้านมาหลายปี ส่วนสามีไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย”

“วันนี้มีผู้ไหญ่ใจดีจะสร้างใหม่บ้านใหม่ให้ยายทั้งหลัง ออฟฟี่เลยช่วยซื้อของใช้ทุกอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ยาย ตอนนี้ประสานงานกับ นายก อบต. เรื่องสร้างบ้านยายเรียบร้อยแล้ว รอสร้างเสร็จจะกลับไปหายายอีกรอบ ยายแกดีใจจนน้ำตาไหล ให้=ได้”

BGRIM ประกาศความสำเร็จ เทกฯ โซลาร์ฟาร์ม 60 เมกะวัตต์-บุ๊ครายได้ทันที 500 ล้านบาท ใน Q3/61 จ่อเซ็นร่วมทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในเวียดนาม 420 เมกะวัตต์ ในเดือน มิ.ย.นี้

BGRIM ประกาศ 2 ดีลใหญ่ เทกโอเวอร์โซลาร์ฟาร์มขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ ในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันที 500 ล้านบาท ในไตรมาส 3/61 พร้อมจ่อเซ็นสัญญาร่วมทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน 420 เมกะวัตต์ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ หนุนผลงานในปีนี้และปีหน้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด-กำไรทะลัก

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวนทั้งสิ้น 8 โครงการ ในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุน 600 ล้านบาท โดยซื้อจาก บริษัท ยันฮี โซล่า เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนในโครงการ โดยบริษัทฯ จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 49% เป็น 100% ในบริษัท บี.กริม ยันฮี โซลาร์ จำกัด

หลังจากปรับโครงสร้างการถือหุ้นแล้วเสร็จ BGRIM สามารถรับรู้รายได้เข้ามาทันทีในไตรมาส 3/61 โดยโครงการนี้มีสัญญาขายไฟให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นเวลา 25 ปี จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่สิ้นปี 2558 มีรายได้ปีละกว่า 500 ล้านบาท EBITDA ปีละกว่า 400 ล้านบาท และกำไรสุทธิปีละกว่า 100 ล้านบาท ผลักดันให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น