อย่างไรก็ดี พื้นที่จังหวัดลำพูนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย

ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และมีพื้นที่ประสบความสำเร็จแล้ว 2 พื้นที่ ในการนำงานวิจัยไปขยายผล ได้แก่ บ้านหนองเงือก อำเภอป่าซาง โดยผู้นำกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการสร้างผู้นำถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยี กับ สวทช. เพื่อแก้ปัญหาผ้าฝ้ายที่แข็งกระด้าง ให้นุ่มลื่น ช่วยป้องกันสีซีดจาง ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมืองให้เป็นผ้าฝ้ายที่มีคุณสมบัติพิเศษ

ทั้งสะท้อนน้ำ กันยูวี ป้องกันสีซีดจาง และเนื้อผ้านุ่มลื่นขึ้น ช่วยแก้ไขปัญหาผ้าฝ้ายได้ตรงจุด ปัจจุบันชาวบ้านในหมู่บ้านหนองเงือก นำองค์ความรู้มาประยุกต์และสร้างผลิตภัณฑ์นาโนที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง และยังเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เทศบาลตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สนับสนุนการท่องเที่ยวหมู่บ้านหนองเงือก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีวิถิชีวิตและภูมิปัญญาเกี่ยวกับผ้าฝ้ายทอมือ ซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเปิดมุมมองใหม่ ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติ สัมผัสขั้นตอนการผลิตผ้าทอมือที่ประยุกต์เข้ากับนวัตกรรมวิจัยล้ำยุคได้อย่างลงตัว

สำหรับอีกพื้นที่เป็นพื้นที่ขยายผลจากชุมชนต้นแบบบ้านหนองเงือก ซึ่งที่ สวทช. ได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน เพื่อต้องการจะพัฒนาชุมชนเป้าหมายในจังหวัดลำพูนนั้นคือ บ้านก้อทุ่ง อำเภอลี้ โดย สท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น ศูนย์ประสานงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำภูมิภาค ภาคเหนือตอนบน (ศวภ.1) และศูนย์วิชาการเทคโนโลยีสิ่งทอพื้นบ้าน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีจากเรื่องการปรับเส้นใยฝ้ายทอมือ ให้มีขนาดที่เล็กลง และทำให้เส้นฝ้ายมีหลายสีผสมกัน ทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดวัตถุดิบลง ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง และสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น อีกทั้งยังได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนาโนเข้ากับผลิตภัณฑ์ผ้าทอยกดอกฝ้ายสีธรรมชาติให้มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มทอผ้าฯ อีกด้วย

“ทั้งสองหมู่บ้านยังได้นำเทคโนโลยีอื่นๆ ของ สวทช. ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิต เช่น “เอนไซม์เอนอีซ (ENZease)” เอนไซม์อัจฉริยะ ทูอินวัน ซึ่งผลิตได้จากการหมักเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้จุลินทรีย์ที่คัดเลือกจากศูนย์ชีววัสดุประเทศไทย (Thailand Bioresource Research Center: TBRC) สวทช. โดยจุลินทรีย์นี้สามารถทำงานได้ดี ในช่วงค่าพีเอช (pH) และอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกัน คือ pH 5.5 และที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เอนไซม์เอนอีซ มีจุดเด่นสำคัญคือ ไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพความแข็งแรงของผ้า สามารถลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายได้พร้อมกันในขั้นตอนเดียวช่วยประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนในการผลิต และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยถนอมคุณภาพของผ้าฝ้ายให้คงคุณภาพสูง ผ้าไม่ถูกทำลายเหมือนการใช้สารเคมี

นอกจากนั้นแล้วยังมีการใช้เทคโนโลยีพิมพ์สกรีนผ้าด้วยสีธรรมชาติ ที่สวทช. พัฒนาสีธรรมชาติ ให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการพิมพ์บนผ้าทอ แทนการใช้สีเคมี ด้วยการคิดค้นวิธีการเตรียมสีให้อยู่ในรูปสารละลายเข้มข้น หรือผงพร้อมใช้ โดยขั้นตอนการพัฒนาเริ่มจากการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น ใบลำใย เปลือกต้นสะเดา ดอกดาวเรือง นำมาต้มสกัดในน้ำและทำการระเหยจนได้น้ำสีสารละลายเข้มข้น แต่หากต้องการเก็บไว้ใช้ในรูปของผงสี ก็เพียงนำสีสารละลายเข้มข้น มาผ่านลมร้อนในเครื่องสเปรย์ดราย ก็จะได้ผงสีพร้อมใช้ เป็นต้น” ผู้อำนวยการ สท. กล่าว

ผู้อำนวยการ สท. กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ “การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับสิ่งทอพื้นเมือง” จะเห็นความสำเร็จของการพัฒนาชุมชนด้วยองค์ความรู้งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3 เรื่อง คือ 1. การพัฒนาทักษะผู้ผลิต ด้วยการบริหารจัดการองค์ความรู้และแสวงหากลไก สร้างความร่วมมือเพื่อให้เกิดการสื่อสารข้อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี 2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการปรับประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 3. การพัฒนาชุมชน สังคม ซึ่งเป็นผลมาจากผู้ผลิตที่มีความรู้ความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี จนสามารถออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของกลุ่ม ของชุมชนและมีความยั่งยืนในอาชีพได้

นางมาลี กันทาทรัพย์ ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผ้าฝ้ายทอมือ-ผ้าฝ้ายนาโนบ้านหนองเงือก ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน กล่าวว่า บ้านหนองเงือกเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมผูกพันกับอาชีพทอผ้ามายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่สภาพปัญหาการผลิตผ้าทอพื้นเมืองที่ผ่านมา มักจะมีปัญหาผ้าฝ้ายแข็งกระด้างผู้บริโภคไม่นิยมนำไปสวมใส่ แต่ส่วนมากจะนำไปใช้เป็นหัตถกรรมสิ่งทอในครัวเรือน

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาในการผลิต วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผ้าฝ้ายฯ จึงเริ่มจากการส่งแกนนำกลุ่มทอผ้าไปอบรมเทคโนโลยีกับทาง สวทช. แล้วนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาต่อยอดปรับใช้กับการผลิตผ้าทอพื้นเมืองบ้านหนองเงือก เช่น การใช้คุณสมบัติพิเศษจากนาโนเทคโนโลยี มาเคลือบผ้าฝ้ายและตัดเย็บเป็นผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ช่วยแก้ปัญหาผ้าฝ้ายแข็งกระด้าง ให้มีความนุ่มลื่น ช่วยป้องกันสีซีดจาง สะท้อนน้ำ ยับยั้งแบคทีเรีย และมีกลิ่นหอมติดทนนาน ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าทอพื้นเมือง ช่วยแก้ไขปัญหาผ้าฝ้ายได้เป็นอย่างตรงจุด

ปัจจุบันกลุ่มผ้าทอบ้านหนองเงือกได้นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์และสร้างผลิตภัณฑ์นาโนที่หลากหลายช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลท่องเที่ยวประจำจังหวัดในงาน “ตำนานฝ้ายงามบ้านหนองเงือก” ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างจังหวัดเข้ามาเลือกซื้อผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดลำพูน ส่วนลูกค้าที่สนใจผ้าทอที่เป็นนวัตกรรมนาโนก็เลือกซื้อผ้านาโนที่มีคุณสมบัติพิเศษโดยราคาก่อนเคลือบขายตัวละ 1,000 บาท เมื่อผ่านการเคลือบคุณสมบัตินาโนแล้ว ขายราคาตัวละ 1,500 บาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บ้านหนองเงือกได้รับคัดเลือกเป็นแกนนำหลักของเครือข่ายกลุ่มผ้าทอของจังหวัดลำพูนร่วมกับบ้านดอนหลวง ฝ้ายทอมือของหมู่บ้านหนองเหงือกยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม ชาวหนองเงือกได้สืบสานการทอผ้าฝ้ายและกรรมวิธีจากบรรพบุรุษ และมากกว่านั้นชาวหนองเงือกมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำลวดลายดั้งเดิมมาประยุกต์ให้ทันยุคทันสมัยโดยการเพิ่มความสลับซับซ้อนและเล่นสีสันในลวดลาย เช่น ลายเกล็ดเต่าลูกอม ลายเกล็ดเต่าหมู่ ลายเกล็ดเต่าจิ๋ว ลายเกล็ดเต่าตา ลายดอกช้าง ลายดอกนก ลายดอกบัวเครือ ลายดอกขอลายไทย เป็นต้น ทำให้ลวดลายของฝ้ายทอมือบ้านหนองเงือกจึงมีความหลากหลายและทันสมัยอยู่เสมอ

นางกัลยาณี เกตุแก้ว ฝ่ายการตลาดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาอาชีพผู้สูงอายุบ้านก้อทุ่ง ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน กล่าวว่า บ้านก้อทุ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง และกำลังจะเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม ซึ่งที่ผ่านมา สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ได้เข้ามาอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น การปั่นเส้นด้ายฝ้าย

โดยมีการปรับเส้นใยฝ้ายทอมือให้มีขนาดที่เล็กลง ทำให้เส้นฝ้ายมีหลายสีผสมกัน เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดต้นทุน ทำให้กลุ่มทอผ้าฯ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอ 3 สี จากเดิมขายราคา 200 บาท เพิ่มมูลค่าได้เป็นผืนละ 400 บาท และในอนาคตวางแผนไว้ว่าต้องการพัฒนาพื้นที่สำหรับปลูกฝ้ายสีออร์แกนิก เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนที่มีปัญหาสารเคมีตกค้าง และยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฤดูฝ้ายบานได้อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มผ้าทอบ้านก้อทุ่ง ยังต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าทอยกดอกฝ้ายสีธรรมชาติซึ่งราคาขายเดิม 2,000 บาท ต่อผืน แต่หลังจากประยุกต์เทคโนโลยีนาโนเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเข้าร่วมกิจกรรมทดลองตลาดเคลือบผ้านาโนฟรีจำนวน 20 เมตร และเมื่อนำไปทดลองขายสามารถขายในราคา 4,000 บาท ต่อผืน ได้ผลตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีความแปลกใหม่จากคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มเติมเข้าไปในผ้าทอ ทำให้ผ้าสีสันคมชัด สวยงามมากขึ้น ผิวสัมผัสนุ่มลื่นขึ้น ส่งผลให้คุณภาพของสินค้าดีขึ้น นับเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยให้กลุ่มผ้อทอพื้นเมืองในจังหวัดลำพูน มีความภูมิใจและมีอาชีพที่เข้มแข็งที่จะสืบสานวัฒนธรรมการทอผ้าพื้นเมืองแห่งล้านนาให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นและคงอยู่สืบไป

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์หอมแดง ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ โดยสถานการณ์การผลิตหอมแดง ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูล ณ 21 มกราคม 2562 พบว่า จังหวัดศรีสะเกษ (แหล่งปลูกอันดับ 1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 23,748 ไร่ เพิ่มจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.28 ผลผลิตรวม 68,370 ตัน ลดลงจากปีที่แล้ว ร้อยละ 14.63 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,888 กิโลกรัม/ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 15.83 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของศัตรูพืช โรคหมานอนและการระบาดของหนอนกระทู้หอมแดง

จังหวัดยโสธร (แหล่งปลูกอันดับ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองจากชัยภูมิ) เนื้อที่เพาะปลูกรวม 998 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 1.11 ผลผลิตรวม 3,291 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 1.35 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,321 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 0.94 เนื่องจากมีการเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารการระบาดของศัตรูพืชอย่างใกล้ชิดและรีบแจ้งให้เกษตรกรรับทราบ ประกอบกับเกษตรกรมีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดักผีเสื้อหนอนกระทู้หอมด้วยวิธีการใช้ไฟล่อแมลง จึงทำให้สามารถบริหารจัดการศัตรูพืชได้ทันสถานการณ์

นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้ให้ความสนใจในการปลูกหอมแดงอินทรีย์มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะปลอดภัย ต่อผู้ปลูกและผู้บริโภคแล้ว ยังได้ราคาสูงกว่าราคาหอมทั่วไป เฉลี่ยหอมปึ่งอินทรีย์ราคาอยู่ที่ 25-30 บาท/กิโลกรัม สูงกว่าหอมปึ่งทั่วไป ซึ่งราคาประมาณ 15-25 บาท/กิโลกรัม โดยขณะนี้มีการปลูกหอมแดงอินทรีย์มากในพื้นที่อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร อำเภอยางชุมน้อย และอำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งนี้ ในจังหวัดศรีสะเกษ มีแหล่งรับซื้อหอมแดงอินทรีย์รายใหญ่ เช่น วิสาหกิจชุมชนตำบล

ละทาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งส่งออกทั้งหอมแดง กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU) มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) และมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ญี่ปุ่น (Japanese Agricultural Standard – Organic JAS mark) ไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ในชื่อแบรนด์ “อรชัญ ออร์แกนิค”

ด้าน นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) กล่าวเสริมว่า ผลผลิตของจังหวัดศรีสะเกษและยโสธรออกสู่ตลาดมากขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2561 พื้นที่เพาะปลูกบางส่วนพบการระบาดของหนอนกระทู้ในหอมแดง โดยเฉพาะในอำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร และอำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ สาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนและมีฝนตก อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ลงพื้นที่ให้คำแนะนำในการควบคุมการระบาดของโรคโดยการใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดแมลง

DOA BIO-V1 ซึ่งเป็นหนึ่งในสารชีวภัณฑ์ประเภทไวรัสเอ็นพีวีที่มีอยู่ในธรรมชาติ สำหรับฉีดพ่นลงแปลงปลูกหอมแดงตามอัตราที่กำหนด ซึ่งจะส่งผลให้หนอนเกิดโรคติดเชื้อ และตายในที่สุด อีกทั้งเกษตรกรยังใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดักผีเสื้อหนอนกระทู้หอมร่วมด้วย ดังนั้น เกษตรกรที่เริ่มทำการเพาะปลูกใหม่ ควรหมั่นสังเกตดูแลแปลงเพาะปลูก หากพบหรือสงสัยว่าหอมแดงจะเป็นโรค สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ทันที

ในห้องมีตู้ปลาหลายใบ ผมเลือกนั่งลงหน้าตู้ปลาใบโปรด เป็นตู้ขนาด 48 นิ้ว ข้างในมีปลาหมอทะเลสาบมาลาวีกลุ่มเอ็มบูน่าสีสดๆ ว่ายไปมาหลายสิบตัว พื้นตู้นั้นปูด้วยทรายละเอียด มีหินก้อนน้อยใหญ่วางทับซ้อนกันเป็นกลุ่มเป็นกอง ปลาหลายตัวเข้าจับจองตามซอกโพลงหิน ปลาบางคู่บ้างก็ว่ายคลอเคล้าเกี้ยวพาราสี บ้างก็โรมรันต่อสู้กันเองเป็นที่ชุลมุน แต่โดยรวมตู้นี้สวย ดูสนุก สีสันที่หลากหลายของปลาหลากสายพันธุ์ เมื่อรวมเข้ากับสีสว่างๆ ของผืนทราย สีที่ทั้งเข้มทั้งอ่อนของโขดหิน แสงและเงาที่ทอดตกลงตามพื้น กลายเป็นความงามสุดพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ เป็นความยุ่งเหยิงวุ่นวายอันแสนสงบ เป็นความสว่างท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวของฤดูกาล เป็นความกระจัดกระจายขัดแย้งที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

ผมมองภาพปลาในตู้ใบนี้แล้วนึกถึงภาพเขียนยุคอิมเพรสชันนิสม์ ที่ศิลปินใช้วิธีการแต้มสีหรือป้ายด้วยแปรงหยาบๆ ด้วยสีสดแบบไม่ต้องผสม ปล่อยให้ภาพนั้นกลมกลืนกันไปเองด้วยการมองแบบองค์รวม

ตู้ปลาของผมสุกสว่าง ฝูงปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าที่สดฉูดฉาดหลากสีว่ายพล่านสลับกันไปมา ทรายละเอียดที่ปูพื้นดูเนียนนวลตัดกับสีของปลาได้อย่างมีเสน่ห์ลงตัว ผมนั่งดูปลาเพลิดเพลิน

ปลาหมอสีทะเลสาบมาลาวีขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความสดสวยของสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาหมอกลุ่มเอ็มบูน่า (Mbuna) คำว่า mbuna นี้เป็นภาษาท้องถิ่นของชาวพื้นเมืองรอบทะเลสาบ ใช้เรียกหมู่ปลาที่อาศัยตามกลุ่มกองหินริมฝั่งน้ำ ออกเสียงจริง ๆ ว่า “อึมบูน่า” โดยคำว่า “อึม” นั้นสั้นและเบามากจนหากฟังผิวเผินเหมือนจะได้ยินเพียง “บูน่า” เท่านั้น

เอ็มบูน่าเป็นปลาหมอสี (cichlid) ขนาดเล็ก มีขนาดราว ๆ 10-12 ซ.ม. โดยเฉลี่ย รูปร่างค่อนข้างกลมป้อม ลำตัวยาว ส่วนหัวสั้น จะงอยปากสั้น ครีบสั้นไม่ยาวสลวยอย่างปลาหมอสีทะเลสาบมาลาวีกลุ่มอื่นที่นิยมเลี้ยงกัน พวกมันมีมากมายหลายร้อยสายพันธุ์ เป็นประชากรหลักของปลาในทะเลสาบ ด้วยรูปร่างเล็กจึงเหมาะกับการหากินบริเวณกลุ่มกองหินที่มีซอกโพลงร่องหลืบ เอ็มบูน่าส่วนใหญ่เป็นปลากินพืช อาหารของพวกมันคือตะไคร่น้ำที่เกาะสะสมตัวตามผิวของแผ่นหิน แต่ก็มีไม่น้อยที่กินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น พวกตัวอ่อนแมลงน้ำ ตัวอ่อนของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่พึ่งพาแหล่งตะไคร่นั้นเป็นอาหารและบ้านกำบังภัย

เอ็มบูน่ามีริมฝีปากหนาเพื่อใช้ลดแรงกระแทกขณะจิกกินอาหาร ฟันของมันมีเอกลักษณ์ คือแทนที่จะมีรูปปลายแหลมอย่างปลาชนิดอื่นส่วนใหญ่ กลับเป็นฟันรูปกรวย ส่วนปลายแยกเป็นสองหรือสามแฉก แนวของฟันเรียงเป็นหลายๆ แถว เห็นแล้วนึกถึงกระดาษทรายผิวหยาบคมใช้ขัดไม้ เอ็มบูน่าใช้ประโยชน์จากรูปแบบของฟันแสนวิเศษนี้ขูดตะไคร่ที่เกาะฝังแน่นออกมากินอย่างง่ายดาย ส่วนเอ็มบูน่าที่กินสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารจะมีรูปฟันคล้ายเขี้ยว คือเป็นรูปกรวยปลายแหลมโค้ง ใช้สำหรับจับเหยื่อไม่ให้ดิ้นหลุด ทั้งสองกลุ่มหากินร่วมกัน หากมองผิวเผินพวกมันดูแทบไม่ต่างกันเลยทั้งขนาด รูปร่างและความสดสวยงามของสีสัน

ตามปรกติปลาหมอสีทั่วไปจะมีสีสวยเฉพาะตัวผู้ แต่เอ็มบูน่ากลับมีความงามของสองเพศไม่แตกต่างกัน ซ้ำจะยิ่งแปลกเด่นไปกว่าปลาหมอสีแหล่งน้ำอื่น ๆ ตรงที่บางพันธุ์ปลาเพศผู้มีสีหนึ่งแต่เพศเมียกลับมีอีกสีหนึ่ง เช่น ปลาหมอลิลลี่ (Pseudotropheus lombardoi) ตัวผู้สีเหลืองลำตัวลายสีน้ำตาลเป็นบั้งจางๆ ส่วนตัวเมียมีสีฟ้ามีลายเข้มตามลำตัว ปลาหมออีสเทิร์นบลู (Melanochromis johannii) ตัวผู้สีฟ้ามีลายน้ำเงินเข้มพาดเป็นเส้นหนา ๆ ตามแนวยาว ตัวเมียมีสีเหลืองสด อาจมีลายจางๆ ปลาหมอโซลอสอาย (Pseudotropheus saulosi) ตัวผู้สีน้ำเงินเข้ม มีลายดำตัดเป็นบั้งตามลำตัวส่วนตัวเมียมีสีเหลืองสดทั้งตัวและครีบทุกครีบ

ความโดดเด่นที่แทบจะไม่มีปลาน้ำจืดใดมาทาบเทียบกับปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าก็คือความสวยสดของสีสันที่ดูคล้ายปลาทะเล ปลาหมอกล้วยหอม (Labidochromis caeruleus) มีสีเหลืองสดตลอดตัวตัดด้วยแถบสีดำสนิทตามแนวครีบหลังขลิบด้วยสีขาวสะอาดตาอีกชั้นหนึ่ง ปลาหมอเดมาสันอาย (Pseudotropheus demasoni) มีสีฟ้าสว่างตาตัดฉับสลับขวางด้วยสีน้ำเงินเข้มข้นเกือบดำดูสวยจัด ปลาหมอซีบร้าบลู (Pseudotropheus callainos) มีสีฟ้าอมน้ำเงินเย็นตา ปลาหมอซีบร้าเรด (Ps. Estherae) มีสีส้มสดในตัวเมียและสีส้มเหลือบขาวในตัวผู้ ปลาหมอเอ็มบูน่าบางพันธุ์ผ่าเหล่าเป็นปลาเผือกที่ขาวบริสุทธิ์ได้อย่างน่าทึ่ง เช่นปลาหมอโซโคลอฟอาย (Ps. Socolofi) หรือที่บ้านเราเรียกว่า “ปลาหมอกล้วยเผือก” จนได้รับความนิยมมากกว่าสีสันแบบในธรรมชาติคือสีฟ้าและมีขลิบดำที่ครีบหลัง

รูปร่างของเอ็มบูน่าดูผิวเผินคล้ายกัน แต่เมื่อศึกษาลงไปให้ชัดจะพบว่าพวกมันมีความแตกต่างกันทางสรีระตามแต่รูปแบบของการดำรงชีวิต เช่นปลาหมอปากโลมา (Labeotropheus spp.) จะมีลำตัวยาว มีเนื้อตำแหน่งเหนือริมฝีปากบนยาวยื่นออกมาชัดเจน ปลาหมอโทรฟีออพ (Pseudotropheus tropheops) มีลำตัวสั้นป้อมหน้าหักสั้น ปลาหมอลาโบรซัส (Melanochromis labrosus) มีริมฝีปากทั้งบนล่างหนาเตอะไว้ป้องกันการกระแทกเวลาไล่จับเหยื่อตามซอกโพลงหิน

ในวงการปลาสวยงาม ปลาหมอสีกลุ่มเอ็มบูน่าได้รับความนิยมมานานหลายสิบปีแล้ว แทบทุกร้านขายปลาหากมีปลาหมอสีจำหน่าย มักต้องมีเอ็มบูน่าร่วมอยู่ในจำนวนนั้นด้วยเสมอ เนื่องจากมันเป็นปลาที่สวยงามมากๆ แต่ราคาค่อนข้างถูก อาจเป็นเพราะพวกมันเพาะพันธุ์ไม่ยากนัก

ทว่าการเลี้ยงเอ็มบูน่ากลับไม่ง่ายเลย นักเลี้ยงปลามือใหม่มักเจอปัญหาปลาไล่กัดกันเองจนตายเป็นประจำ สาเหตุก็มาจากขนาดของตู้เลี้ยงและปริมาณกับชนิดของปลาไม่เหมาะสม ถึงเอ็มบูน่าจะเป็นกลุ่มปลาหมอสีขนาดเล็ก แต่เอาเข้าจริงพวกมันกลับต้องการพื้นที่มาก เนื่องมาจากความก้าวร้าวดุร้ายหวงถิ่น ตู้ที่เหมาะสมควรมีขนาด 120 ซ.ม. เป็นอย่างน้อย หรือจะให้ดีควรเป็น 150 ซ.ม. ไปเลยยิ่งดี แล้วเลี้ยงเอ็มบูน่าให้ได้อย่างน้อย 15 – 20 ตัว การเลี้ยงก็จะง่ายขึ้น ความก้าวร้าวลดน้อยลงจนถึงในระดับควบคุมได้

การจัดตู้ไม่มีความซับซ้อน แนวคิดหลักคือเลียนแบบธรรมชาติของมัน ใต้ทะเลสาบมาลาวีบริเวณน้ำตื้นที่พวกเอ็มบูน่าชอบอยู่อาศัยจะประกอบไปด้วยกองหินเรียงซ้อนสลับมีทั้งก้อนเล็กๆ ไปจนก้อนใหญ่มหึมา ในตู้เลี้ยงอาจเลียนแบบโดยใช้ทรายทะเลมาปูรองพื้น แล้วจัดวางหินคละแบบคละขนาดตามแนวกลางไปจนถึงด้านหลัง เมื่อหินซ้อนทับกันจะเกิดเป็นซอกหลืบให้ปลาเข้าไปซุกอาศัย ควรเว้นจังหวะกลุ่มกองหินอย่าให้ยาวติดพรืดไปหมดเพราะจะดูทึบอึดอัด และควรเว้นพื้นที่ด้านหน้าให้โล่งเพื่อปลาจะได้ออกมาว่าย กระจกด้านหลังตู้ควรเป็นสีทึบเพื่อให้สีของปลาในตู้โดดเด่น อาจใช้สติกเกอร์ดำ หรือฉากที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ เป็นรูปทรงและความหนาคล้ายหินที่ซ้อนต่อกัน เมื่อมองจากหน้าตู้ก็จะได้เห็นความเป็นธรรมชาติของปลาได้มากยิ่งขึ้น

เอ็มบูน่าชอบคุ้ยทราย การวางหินขนาดใหญ่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะเมื่อทรายถูกขุดอาจทำให้ฐานของหินที่วางจัดประดับเกิดเสียสมดุล เอียงตัวหรือล้มกระแทกลงมาทำให้กระจกตู้ร้าวแตก นักเลี้ยงบางคนใช้แผ่นกรองใต้กรวดที่ทำจากพลาสติกมาวางรองก่อนจะปูทรายและจัดวางหินประดับอีกที ก็นับเป็นความรอบคอบที่น่าชื่นชม

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อนำบุตรหลานทายาทเกษตรกรเข้าศึกษาต่อโดยไม่ต้องสอบในระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 และ 5 ปี ทั้งนี้ เมื่อปีการศึกษา 2561 มีบุตรหลานของเกษตรกรทั่วประเทศที่สมัครผ่านการคัดเลือกเข้ารับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 111 คน 14 คณะ นับเป็นความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มอบให้สภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดทำการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรเข้าศึกษาสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาด้านการเกษตร ให้คงไว้ซึ่งทายาทเกษตรกรและประเทศเกษตรกรรมต่อไป

สำหรับในปีการศึกษา 2562 นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติยังคงสานต่อซึ่งความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเปิดรับสมัครทายาทเกษตรกรเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีผ่านสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด(สกจ.) ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 23 มีนาคม 2562 ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้เอกสิทธิ์แก่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในการคัดเลือกบุตรหลานเกษตรกรให้กับมหาวิทยาลัย เกษตรกรสามารถนำบุตรหลานของท่านที่จบการศึกษา ม.6, ปวช. เลือกเรียนได้ 3 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตเชียงใหม่ แพร่ และชุมพร โดยสภาเกษตรกรจังหวัดจะส่งผลการคัดเลือกให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2562 และจะประกาศผลวันที่ 24 เมษายน 2562 ทางเว็บไซต์ www.admissions.mju.ac.th

หากเกษตรกรต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ คุณ วรินทร์กมล กฤตฤกษ์ หมายเลขโทรศัพท์ (053) 112-937 หรือ (099) 384-6627 โทรสาร (fax) (053) 112-920 E-mail : nfc.cmi@ncf.mail.go.th

กรมหม่อนไหม หนุนสร้างทายาทหม่อนไหม หวังขยายเครือข่ายอาชีพหม่อนไหมภาคใต้ พร้อมหนุนรักษา “ผ้ายกทอง” ซึ่งเป็นสินค้าผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนคร

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เยี่ยมชมการทอผ้ายกทองเมืองนคร ศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราช โดยศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง เป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีฐานะค่อนข้างยากจนให้มีอาชีพ โดยการนำวัตถุดิบในพื้นที่มาแปรรูป และมีการส่งวัตถุดิบจากกองศิลปาชีพสวนจิตรลดา เช่น ด้านผ้าไหม ด้ายผ้าฝ้าย มาทอเป็นผืนผ้า สร้างรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่

กรมหม่อนไหม ได้เข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์การทอผ้า องค์ความรู้ในการย้อมสีธรรมชาติให้กับราษฎร โดยมี พ.ต.ทรงวุฒิ วีระสุนทร หัวหน้าชุดประสานงานศูนย์ศิลปาชีพบ้านเนินธัมมัง ให้การต้อนรับ จากนั้น อธิบดีกรมหม่อนไหม พบปะคุณครูกุหลาบ ภักดีใหม่ คุณครูประจำโครงงานอาชีพ “กระจูดกะทอผ้า สินค้าบ้านเนินธัมมัง” และนักเรียนในโครงการทายาทหม่อนไหม

สำหรับโครงการทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนบ้านเนินธัมมัง มุ่งส่งเสริมอาชีพการทอผ้า การสานเสื่อกระจูดและการแปรรูป โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ และเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านการทอผ้า และส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ระหว่างเรียน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เผยผลสำเร็จการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล” โชว์ผลวิจัยผลิตเอทานอลด้วยการใช้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นสูงหรือ High gravity fermentation (HG)

สามารถทำได้จากทั้งวัตถุดิบที่เป็นกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเอทานอลและลดต้นทุนการผลิตเอทานอลได้อย่างมีนัยสำคัญ ระบุโครงการประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเชื้อยีสต์สายพันธุ์จากในประเทศไทย มีคุณสมบัติเหมาะกับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เทียบเท่ากับยีสต์อุตสาหกรรมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ย้ำประเทศไทยควรส่งเสริมงานวิจัยทางชีวภาพและการลงทุนพัฒนาทรัพยากรทางชีวภาพเหล่านี้ไปสู่เชิงพาณิชย์ ช่วยเพิ่มองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศ

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า จากแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) ที่ได้มีเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตและการใช้เอทานอลที่ 11.3 ล้านลิตร ต่อวัน ภายในปี พ.ศ. 2579 ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 26 โรง

มีกำลังการผลิตเอทานอลรวม 5.79 ล้านลิตร ต่อวัน และมีการใช้เอทานอลระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.16 ล้านลิตร ต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 จากปี 2560 ดังนั้น เพื่อให้การผลิตและการใช้เอทานอลของประเทศไทยเป็นไปอย่างยั่งยืน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตเอทานอล ทั้งในด้านเทคโนโลยีชีวภาพและกระบวนการผลิต

ในปี 2559 วว. ได้ดำเนิน “โครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากหัวมันสำปะหลังสด/มันเส้น” โดยใช้แนวคิดในการเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของสารตั้งต้น ซึ่งจะปรับเปลี่ยนการใช้มันสำปะหลังประมาณ 20% โดยน้ำหนัก หรือที่เรียกว่า Normal gravity fermentation (NG) มาเป็นการใช้ที่ประมาณ 30% โดยน้ำหนัก หรือที่เรียกกันว่า High gravity fermentation (HG) ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีทางชีวภาพ โดยการใช้เชื้อยีสต์ที่พัฒนาได้จากโครงการ