อย่างไรก็ตามระดับดัชนียังไม่เข้าสู่ภาวะปกติที่ระดับ 100

สะท้อนประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็คลายความกังวลลง ทางศูนย์พยากรณ์จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เป็น 4% ซึ่งเป็นไปได้สูง จากเดิมคาดไว้ที่ 3.9% เนื่องจากมีเงินเติมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้ ทั้งเงินจากมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะมีเงินสะพัดในระบบ 1.5 หมื่นล้านบาท และเงินจากบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยของแต่ละเดือนในไตรมาสสุดท้ายนี้รวม 1.5 หมื่นล้านบาท รวมแล้วมี 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มอีก 0.2-0.3% คาดทำให้ในไตรมาส 4 ขยายตัวเป็น 4.6-4.7% จากเดิมที่ 4.5% รวมกับส่งออกปีนี้คาดขยายตัวที่ 8.5%

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า ส่วนปีหน้า เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวแตะ 4.5% จากที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากรวมประมาณ 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากทั้งการส่งออก คาดขยายตัว 5% และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหากภาครัฐขับเคลื่อนการลงทุนและใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) การเคลียร์งบค้างท่อลงสู่ท้องถิ่น มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการใช้จ่ายจากกิจกรรมทางการเมืองรับเลือกตั้งในปีหน้า

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ส่งออกยังมีความกังวล คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อยู่ที่ระดับ 32.5-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งผู้ส่งออกมองแข็งค่าเกินไป กระทบกับการส่งออก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับภูมิภาคและประเทศคู่แข่ง รับมือกับเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนอีก หากรักษาให้อยู่ระดับ 33-33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ จะเป็นประโยชน์กับการส่งออก

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับดัชนีด้านอื่นๆ เทียบเดือนตุลาคม 2560 ปรับเพิ่มขึ้นทุกตัว ได้แก่ ความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่อยู่ที่ระดับ 80.5 จากระดับ 77 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ อยู่ที่ 60.7 จาก 58 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 64.5 จาก 60.9 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 44 จาก 42 ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80.5 จาก 78.4 ดัชนีภาวะค่าครองชีพที่ระดับ 69.9 จาก 67.4 ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดอยู่ที่ระดับ 66.7 จาก 64 และดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 90.8 จาก 87.7

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บ้านเรือนประชาชนใน อ.กระแสสินธุ์ กว่า 3,100 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 9,000 คน ใน 4 ตำบล ได้แก่ ต.กระแสสินธุ์ ต.โรง ต.เชิงแส และ ต.เกาะใหญ่ ยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากน้ำในทะเลสาบสงขลาเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ ประกอบกับประสบปัญหาน้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำยังท่วมสูง 1-3 เมตร โดยประสบปัญหาน้ำท่วมมานาน 9 วัน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากต้องสัญจรโดยทางเรือ และรถบรรทุกขนาดใหญ่เท่านั้น ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเครื่องบริโภค และน้ำดื่มสะอาด แม้ส่วนราชการในพื้นที่จะพยายามให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือนั้นทำได้อย่างลำบาก เพราะการสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยต้องรอให้ระดับน้ำลดลงตามธรรมชาติ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยน้ำที่ท่วมในพื้นที่ขณะนี้เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ประชาชนที่เดินลุยน้ำเริ่มมีอาการ และน้ำกัดเท้าบ้างแล้ว จึงอยากให้ระดมการช่วยเหลือในพื้นที่นี้บ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบภัยใน 4 ตำบล ของ อ.กระแสสินธุ์ ซึ่งต้องใช้เรือในการสัญจร โดยที่วัดกาหรำ และโรงเรียนวัดกาหรำ ต.โรง ระดับน้ำยังท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระสงฆ์เดือดร้อน ไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ ในขณะที่โรงเรียนมาต่อเนื่องมานาน 7 วันแล้ว และคาดว่าโรงเรียนยังต้องปิดต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากน้ำยังท่วมสูง โดยในขณะนี้น้ำที่ท่วมเริ่มเน่าเสีย เนื่องจากน้ำนิ่งไม่ไหลเวียน

พระครูวินิจธรรมานุกูล เจ้าอาวาสวัดกาหรำ กล่าวว่า น้ำท่วมวัดในปริมาณมากกว่า 1 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2548 พระสงฆ์ไม่สามารถออกไปไหนได้ แต่ก็มีญาติโยมนำภัตตาหารมาให้ฉันท์ หลังจากน้ำลดคงต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในวันเดียวกัน น.สพ.วีรชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์เขต 9 พร้อมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ร่วมกันระดมหญ้าแห้ง นำมาแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค และควายน้ำ ในพื้นที่ 3 อำเภอลุ่มน้ำคาบสมทุรสทิงพระ ได้แก่ ระโนด สทิงพระ และกระแสสินธุ์ จำนวน 650 ก้อน เพื่อนำไปแจกจ่าย บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สัตว์เลี้ยง ที่ขณะนี้เดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากน้ำท่วมทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จนมิด ไม่มีหญ้าอาหารสัตว์ ทำให้โค และควายน้ำเริ่มผอมโซ และมีอาการอ่อนเพลีย ทำให้เกษตรกรกังวลว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะล้มตายลง ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน

น.สพ.วีรชัย กล่าวว่า ขณะนี้โค และควายน้ำหลายหมื่นตัว ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดแคลนหญ้าแห้ง ยารักษาโรค ทำให้ต้องระดมหญ้าแห้ง จากภาคกลางลงมาในพื้นที่ เนื่องจากหญ้าแห้งในพื้นที่ทั้ง จ.สงขลา และสตูล มีไม่เพียงพอ โดยในสุดสัปดาห์นี้ จะมีหญ้าแห้ง 1,000 ก้อนลงมาเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำใน ต.บ้านขาว อ.ระโนด เนื่องจากควายน้ำกำลังประสบปัญหาขาดแคลนหญ้าอย่างหนัก นอกจากนี้ สัตวแพทย์จากหน่วยรักษาพยาบาลสัตว์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ 41 คน ได้เดินทางลงมาใน อ.ระโนด กระแสสินธุ์ และสทิงพระ เพื่อดูแลรักษาสัตว์ป่วย โดยเฉพาะควายน้ำที่ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย และล้มตายไปแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นลูกควาย ทั้งนี้ ปศุสัตว์เขต 9 ได้มอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ มียารักษาโรค เกลือแร่ และวิตามิน ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำ

นายวรรณรพ สุขสว่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านขาว กล่าวว่า ขณะนี้ควายน้ำตายไปแล้วหลายตัว โดยเฉพาะลูกควาย คาดว่าตายไปเกือบ 100 ตัว เนื่องจากอ่อนเพลีย และว่ายน้ำเข้ามาไม่ถึงฝั่ง เนื่องจากยังเล็ก ขณะที่ควายประมาณ 2,500 ตัว ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ มีอาการอ่อนเพลีย อีกทั้ง คาดว่าจะยังต้องประสบภัยน้ำท่วมไปอีกระยะหนึ่ง จึงกังวลว่าควายจะล้มตายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางปศุสัตว์เขต 9 ได้เร่งให้การช่วยเหลือ แต่เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงอาจจะมีหญ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีร้านขายน้ำพริกตั้งอยู่ในตลาดเช้าหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ติดกับทางรถไฟในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งขายดิบขายดี มีลูกค้ามาต่อคิวซื้ออย่างเนื่องแน่น ยอดขายได้วันละกว่า 1 หมื่นบาท ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

พบร้านน้ำพริกป้าแสน หรือนางทองแสน โสนากา อายุ 45 ปี ที่ดูเหมือนเป็นร้านธรรมดาทั่วไป แต่กลับมีลูกค้าจากหลายสาขาอาชีพทั้งหมอ พยาบาล ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปมาเข้าคิวรอซื้อแน่นร้านทุกวัน เพราะแต่ละวันจะมีเมนูสารพัดน้ำพริก เช่น น้ำพริกปลาทูผัดแบบหวาน ไม่หวาน, น้ำพริกปลาทูแมงดา ไม่แมงดา, น้ำพริกกากหมู, น้ำพริกปลาร้าผัด, น้ำพริกปลาดุก และน้ำพริกอื่นๆ อีก 15 – 16 อย่าง ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ

โดยเคล็ดลับที่ทำให้น้ำพริกของ ป้าแสน ขายดีมีลูกค้าอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน เพราะทำสดใหม่ทุกวัน ทั้งมีรสชาติอร่อยถูกปาก ที่สำคัญยังเก็บไว้รับประทานได้นาน บางอย่างอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ บางอย่างอยู่ได้นานเป็นเดือน เช่น น้ำพริกปลาผงนรก, น้ำพริกปลาทูผัดทั้งแบบหวาน ไม่หวาน โดยเคล็ดลับที่สามารถเก็บได้นานเนื่องจากวัตถุดิบทุกอย่าง ทั้งปลาทู พริก หอม กระเทียม จะนำไปทอดหรือคั่วให้สุกก่อนจะนำไปปั่นให้เข้ากัน แล้วปรุงรส ซึ่งการทอดหรือคั่ววัตถุดิบก่อนนอกจากจะถนอมอาหารได้นานแล้วยังจะทำให้น้ำพริกมีกลิ่นหอมอีกด้วย

ด้วยรสชาติน้ำพริกของป้าแสน ที่อร่อยถูกปาก สดใหม่ และเก็บรักษาได้นาน ทำให้มียอดขายเฉลี่ยวันละกว่า 10,000 บาท โดยจะขายตั้งแต่ 07.00 – 10.00 น. ที่ตลาดเช้าหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ แต่หากเป็นช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน จะขายไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง ซึ่งนอกจากจะมีลูกค้ามาซื้อแน่นร้านทุกวันแล้ว ยังมีออเดอร์สั่งซื้อครั้งละ 5 – 10 กิโลกรัม ส่งไปเป็นของฝากให้กับญาติที่ต่างประเทศอีกด้วย

น.ส.อมรรัตน์ โกติรัมย์ ลูกสาวป้าแสน บอกว่า แม่ทำน้ำพริกขายมานานกว่า 8 ปีแล้ว โดยพ่อกับแม่จะช่วยกันทำ ส่วนตนก็มีหน้าที่มาขายที่ตลาด แต่ละวันจะมีน้ำพริกให้ลูกค้าเลือกซื้อไม่ต่ำกว่า 15 – 16 อย่าง หรือคิดเป็นปริมาณก็เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 50 – 60 กิโลกรัม โดยเคล็ดลับที่ทำให้น้ำพริกของแม่ขายดี เพราะทำสดใหม่ทุกวัน และสามารถเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน จนมีลูกค้ามาอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน ทั้งยังมีออเดอร์สั่งซื้อส่งไปต่างประเทศอีกด้วย

สัมผัสเสน่ห์สามประเทศสามสไตล์ โมร็อคโค อิตาลี และกรีซ โดยฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” พาท่องเมืองไทยในสไตล์เมืองนอก ไม่ต้องบินไกลให้เมื่อย เพราะอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชะอำ-หัวหิน ชมสวนสัตว์ต่างสัญชาติที่ Camel Republic สัมผัสสถาปัตยกรรมยุโรปบ้านกลับหัวที่ The Venezia สนุกสนานกับกิจกรรมหวาดเสียวที่ Santorini Park

ชะอำ-หัวหิน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ งานนี้ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” จึงเกิดไอเดียพาแฟนรายการไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวไทยในสไตล์เมืองนอก เริ่มต้นที่แรก “Camel Republic” สวนสัตว์และสวนสนุก บนเนื้อที่กว่า 35 ไร่ ตกแต่งในไสตล์โมร็อคโค ชมสัตว์ต่างสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น พาตาเนียนมาลา อัลปากา ยีราฟ นกฟลามิงโก้ และอูฐ จากนั้นไปสัมผัสบรรยากาศประเทศอิตาลี ที่ The Venezia ชมสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ชมบ้านกลับหัว ล่องเรือกอนโดล่า เอกลักษณ์แห่งเมืองเวนิส บนลำคลองทอดยาวกว่า 200 เมตร จากนั้นไปสัมผัสบรรยากาศแบบกรีซ ที่ Santorini Park ชมอาคารที่ตกแต่งแบบเกาะซานโตรินี่ พร้อมสนุกสนานหวาดเสียวกับกิจกรรมทางน้ำ อย่าง ทับบี้ ที่ต้องนั่งบนห่วงยางสไลด์ตัวลงมาจากความสูงกว่า 15 เมตร เรียกได้ว่าลุ้นระทึกจนนายแดเนียลหัวใจเกือบวายเลยก็ว่าได้

เที่ยวไทยสไตล์เมืองนอก ไปพร้อมกับฝรั่งยิ้มกว้าง แดเนียล เฟรเซอร์ ในรายการหลงรักยิ้ม วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม 2560 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายชาตรี วัฒนเขจร รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร(กทม.) รายงานเรื่อง การจัดทำโครงการ “ทิ้งเป็นที่…เก็บเป็นเวลา” ในพื้นที่ริมคลองและริมน้ำ ในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกทม. โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.เป็นประธาน ว่า สำนักสิ่งแวดล้อมเตรียมจัดทำโครงการ “ทิ้งเป็นที่…เก็บเป็นเวลา” เพื่อให้การจัดเก็บขยะเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยจะกำหนดจุดทิ้งขยะ และกำหนดเวลา ให้ประชาชนนำขยะมาทิ้งตามจุดต่างๆ ทั้งพื้นที่ทางบกและพื้นที่ทางน้ำ ภายในเวลาที่กำหนด โดยสำนักเขตทั้ง 50 เขตจะทำป้ายหรือเครื่องหมายให้เห็นชัดติดตั้งบริเวณจุดทิ้งขยะ ซึ่งรายละเอียดจะระบุถึงเวลาทิ้งขยะและเวลาที่ทางเขตจะมาเก็บขยะ รวมถึงให้มีชื่อและเบอร์โทรติดต่อของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์หรือแจ้งปัญหาร้องเรียนได้ สำหรับหลักเกณฑ์ในการกำหนดเวลาทิ้งขยะนั้น จะขึ้นอยู่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เขต แต่ในส่วนการเก็บขยะ ทางฝ่ายสิ่งแวดล้อมของเขตต้องเก็บขยะให้สะอาดก่อนเวลา 05.30 น. ตามนโยบายของกทม.

“การจัดทำโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้นำขยะมาทิ้งตามเวลาที่กำหนดและเป็นอีกทางช่วยลดปัญหาขยะ สำหรับหลักเกณฑ์การประเมิน ในเบื้องต้นวัดผลจากความพึงพอใจของประชาชน เช่น จำนวนผู้ร้องเรียนปัญหาขยะลดลง และการลงพื้นที่ตรวจประเมินจากเจ้าหน้าที่ โดยในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ จะเริ่มนำร่องโครงการตามถนนสายหลักและสายรอง ในพื้นที่ 50 เขต หลังจากนั้นจะดำเนินการให้ครอบคลุมถนนสายอื่นต่อไป” นายชาตรี กล่าว

สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เตือนเกษตรกรงดการเผาตอซังและหันมาไถกลบร่วมกับการหว่านปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพของดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตลดต้นทุนการผลิต ทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น และเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำนาข้าวอินทรีย์ฤดูกาลผลิต
ปี 2561/62

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ขอเตือนเกษตรกรงดการเผาตอซังและหันมาไถกลบร่วมกับการหว่านปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง ฯลฯ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพของดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต ทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น และเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำนาข้าวอินทรีย์ฤดูกาลผลิตปี 2561/62

เหตุผลที่ต้องหยุดเผาตอซังฟางข้าว เนื่องจากเป็นการทำลายดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม ทำลายจุลินทรีย์ในดิน และแมลงควบคุมศัตรูพืช ทำให้เกิดปัญหาการระบาดของศัตรูพืช ทำลายธาตุอาหารที่พืชต้องการทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำ ทำให้โลกร้อน เกิดปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมขัง และผิดกฎหมาย

t ได้ธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ประกอบด้วย ไนโตรเจน (N) จำนวน 6.9 กิโลกรัม/ไร่ ฟอสฟอรัส (P) จำนวน 0.8 กิโลกรัม/ไร่ โพแทสเซียม (K) จำนวน 15.6 กิโลกรัม/ไร่

t เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน ช่วยให้โครงสร้างดินดี มีความอุดมสมบูรณ์

t ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต t รักษาระดับความเป็นกรดและด่างของดิน ช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและดินเค็ม

t ลดพิษของเหล็กและแมงกานีสในดิน

t ลดปัญหามลพิษทางอากาศ หมอกควัน colourofwords.com และลดปัญหาโลกร้อน การไถกลบตอซังฟางข้าวและปลูกปุ๋ยพืชพืชสดร่วม ช่วยปรับโครงสร้างของดิน เป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารพืชกลับสู่ดิน ส่งผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวมากขึ้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนในการผลิต และขับเคลื่อนการผลิตข้าวอินทรีย์ของอำเภอเกาะยาวต่อไป นางอุษณี กล่าวในที่สุด

สภาพควายน้ำ ที่ถูกนำมาอยู่ในคอกชั่วคราว บน ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในพื้นที่หมู่ 1 บ้านหัวป่า ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด ซึ่งต้องอยู่กันอย่างแออัด เนื่องจากน้ำในทะเลสาบ เอ่อเข้าท่วมทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทำให้คอกที่เคยอยู่นั้นถูกน้ำท่วมทั้งหมด ขณะนี้ควายน้ำ 2,500 ตัว ในพื้นที่นี้ เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากขาดหญ้าอาหารสัตว์ และต้องแช่น้ำนาน ทำให้เริ่มมีแผลที่กีบเท้า

นายวรรณรพ สุขสว่าง นายก อบต.บ้านขาวกล่าวว่าในขณะนี้ควายน้ำ ตายไปแล้วหลายตัว โดยเฉพาะลูกควาย คาดว่าตายไปเกือบ 100 ตัว เนื่องจากอ่อนเพลีย และว่ายน้ำเข้ามาไม่ถึงฝั่ง เนื่องจากยังเล็ก ในขณะที่ควายประมาณ 2,500 ตัว ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ มีอาการอ่อนเพลียอีกทั้งคาดว่าจะยังต้องประสบภัยน้ำท่วมไปอีกระยะหนึ่ง จึงกังวลว่า ควายจะล้มตายเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่นายสัตวแพทย์วีรชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์เขต 9 ได้นำทีมสัตวแพทย์ จากหน่วยรักษาพยาบาลสัตว์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ จำนวน 41 คน เดินทางลงมาในอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ เพื่อให้การดูแลรักษาสัตว์ป่วย โดยเฉพาะควายน้ำ ที่ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เริ่มมีอาการอ่อนเพลียและล้มตายไปแล้วจำนวนหนึ่ง

พร้อมมอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ ซึ่งมีทั้งยารักษาโรค เกลือแร่และวิตามิน ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำ โดยจากการตรวจอาการนั้น พบว่า ควายน้ำมีอาการอ่อนเพลีย ป่วย ซึ่งได้ให้วิตามินและเกลือแร่ ในการดูแลรักษาอาการโดยทีมสัตวแพทย์จะยังคงอยู่รักษาสัตว์ในพื้นที่นี้ตนกว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้

ทั้งนี้ตำรวจภูธรระโนด ได้จัดกำลังเข้าดูแลความปลอดภัย ป้องกันการลักขโมยควายน้ำในระยะนี้ด้วย“ล้งลำไย-ทุเรียน” ก่อปัญหาใหม่ทำลายตลาด แอบขายลำไยลูกร่วงด้อยคุณภาพโกยกำไรอื้อ กดราคาซื้อชาวสวน 3-4 บาท แอบส่งขายตลาดจีนโลละ 100 บาท เกษตรกรจี้ผู้เกี่ยวข้องตรวจเข้มส่งออก หวั่นจีนปิดตลาดหากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนด ด้านชาวสวนทุเรียนหลังสวน ชุมพรป่วน เจอล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทุบราคาฮวบ ขาดทุนระนาว

ตลาดลำไยและทุเรียนของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก นับเป็นความเสี่ยงทางการค้าและเกษตรกรผู้ปลูก ที่ผ่านมาการส่งออกตกอยู่ในมือพ่อค้าจีนแบบเบ็ดเสร็จ โดยรุกคืบเข้ามาตั้งจุดรวบรวมผลผลิตรับซื้อเองโดยตรงในสวน กระทั่งเกิดปัญหาผิดสัญญา ทิ้งสวน จึงมีการออกมาจัดระเบียบล้งและนอมินี โดยให้ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ล้งลำไยยังมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น การผิดสัญญาไม่รับซื้อตามราคาและทิ้งสวน การจ่ายเช็คเด้ง และกรณีล่าสุดก็คือการแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายในเมืองจีน

ลำไยลูกร่วงทุบตลาดคุณภาพ

แหล่งข่าวจากกลุ่มเครือข่ายลำไยส่งออก 4.0 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้งจีนที่มารับซื้อผลไม้ (ทุเรียน มังคุด ลำไย) ในจังหวัดจันทบุรีมีปัญหาเรื่องการผิดสัญญา และกดราคามาตลอด 2-3 ปี และล่าสุดคือลำไยนอกฤดูกาลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกันยายนเป็นต้นมา พบปัญหาล้งผิดสัญญาเอาเปรียบเกษตรกรไม่เก็บลำไยเบอร์ 1-4 ตามราคาในข้อตกลงกิโลกรัมละ 40-45 บาท แต่เก็บเฉพาะเบอร์ 1 และเบอร์ 2 และขอต่อรองลดราคาเบอร์ 3 และเบอร์ 4 ลงมาเหลือกิโลกรัมละ 20-25 บาท

ปัจจุบันปัญหารุนแรงที่สุดคือ การทิ้งสวนลำไยเบอร์ 3-4 และให้คนมาช้อนซื้อเป็นราคาลำไยลูกร่วงกิโลกรัมละ 3-4 บาท หรือเหมาซื้อลำไยด้อยคุณภาพราคาถูก หลุดเบอร์ 4-5 หรือลำไยช่อที่ขาดน้ำ (หัวลิง) เป็นโรคราดำลูกลายนำมาอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่งออกไปขายแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ โดยพบที่ห้างในเมืองเซี่ยงไฮ้ราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท สร้างกำไรให้พ่อค้าจีนมหาศาล ในขณะที่เกษตรกรและพ่อค้าลำไยคุณภาพขาดทุนยับ

สำหรับลำไยลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน จะต้องนำไปแปรรูปเท่านั้น แต่มีการนำออกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถ้าอบแห้งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเข้าในเนื้อลำไยมากเกินกำหนด ถ้าจีนตรวจพบจะไม่ให้นำลำไยจากไทยเข้าจำหน่าย และหันไปซื้อลำไยคุณภาพจากเพื่อนบ้านแทน