อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในย่านดาวน์ทาวน์ก็ต้องปรับตัว

ปรับวิธีคิด มีการพัฒนาการค้าและการบริการให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่เจ้าของอาคารผู้ให้เช่าแผงก็ควรจะลดค่าเช่าลงบ้าง อาจจะเหลือสัก แผงละ 2-3 หมื่นบาท เพราะที่ผ่านมาอาคารบางแห่งคิดค่าเช่าสูงถึง แผงละ 5-6 หมื่นบาท ผู้เช่าเพื่อค้าขายก็น่าจะรับได้ และไม่ต้องขึ้นป้ายให้เช่าเป็นจำนวนมาก

ขณะที่เจ้าของร้านค้าปลีกรายหนึ่งในศูนย์การค้าสันติสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมามีร้านค้าต่างๆ รวมถึงร้านขายทอง ทยอยปิดตัวลงไปจำนวนมาก ปัจจุบัน ชั้นล่างมีร้านค้าที่เปิดประมาณ 50 แผง

ส่วนชั้น 2 ไม่ถึง 50 แผง เช่นเดียวกับห้างยงดี ปัจจุบัน ชั้นล่างมีร้านค้าเปิดขายสินค้าเหลืออยู่ประมาณ 20 ร้าน เท่านั้น จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 50 ร้าน ซึ่งผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นคนเก่าแก่ดั้งเดิม จึงยังยึดอาชีพขายสินค้ากันต่อไป แต่โดยภาพรวมแล้วยอดขายตกลงค่อนข้างมาก

ล่าสุดผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สำรวจย่านถนนเทศบาลหาดใหญ่ สาย 1-2-3 และบริเวณตลาดกิมหยง-สันติสุข พบว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ได้ทยอยปิดกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนสาย 1 ส่วนตัวตลาดกิมหยงร้านที่จะเปิดให้บริการจะเป็นร้านของกิน-ของใช้ ส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-นาฬิกา-เสื้อผ้าสำเร็จรูปค่อนข้างเงียบ “หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ตอนนี้ตลาดสันติสุขจะเงียบกว่าตลาดกิมหยง เนื่องจากเดิมทีตลาดนี้จะขายสินค้าแก่นักท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เศรษฐกิจโดยรวมของหาดใหญ่แย่ ทั้งยาง-ปาล์ม-ประมงไม่ดี ประกอบกับค่าเงินริงกิตของมาเลย์ก็อ่อนค่าลงด้วย”

นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบัน ร้านค้าหลายๆ ร้านในตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข ฯลฯ ได้มีการปรับตัวด้วยการเปิดขายสินค้าผ่านออนไลน์ และบริการส่งฟรีให้กับลูกค้าทั่วประเทศด้วย

ด้าน นายวินัย สันติเกษมชัย เจ้าของภัตตาคารวอชิงตัน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า นอกจากตลาดของฝากดังกล่าวที่อยู่ในภาวะซบเซา ในส่วนของภัตตาคาร ร้านอาหาร ก็เช่นกัน ปัจจุบันโดยภาพรวมยอดขายตกไปมาก เนื่องจากธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง ในหาดใหญ่ล้วนมีรายได้หลักขึ้นอยู่กับธุรกิจการท่องเที่ยว เมื่อการท่องเที่ยวซบเซาตลาดนี้ก็จะได้รับผลกระทบ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วย นายชาญยุทธ์ ภาณุทัต ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการประชุมเพื่อเตรียมการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 (Beijing Expo 2019) ณ Beijing Hotel สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าร่วมงาน การก่อสร้าง และแผนการดำเนินการ การบริการต่างๆ ที่ผู้จัดงานเตรียมให้ผู้เข้าร่วมงาน สำรวจพื้นที่จัดงาน รวมทั้งการลงนามในสัญญาการเข้าร่วมงานด้วย

สำหรับการจัดงาน The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing Expo 2019 เป็นงานแสดงพืชสวนนานาชาติ ระดับ A1 (A1 International Horticultural Exposition) ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH: International Association of Horticultural Producers) และสำนักงานจัดงานมหกรรมนานาชาติ (BIE: Bureau of International Expositions) กำหนดจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 29 เมษายน-7 ตุลาคม 2562 (162 วัน) ณ Yanqing District กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ภายใต้แนวคิด “Live Green, Live Better” พื้นที่จัดงาน มีขนาด 960 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 6,000 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนและขยายความร่วมมือ ในเรื่องพืชสวนระหว่างกัน และสร้างความตระหนักรู้ถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มีความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ กิจกรรมในงานประกอบด้วย การประชุมวิชาการ การสัมมนา การจัดแสดงนิทรรศการภายนอกและภายในอาคาร การจัดแสดงสวนนานาชาติ และการแสดงทางวัฒนธรรม เป็นต้น คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงจาก 100 ประเทศ 100 องค์กร และผู้เข้าชมงาน 16 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 อนุมัติการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 หรือ Beijing EXPO 2019 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักการเข้าร่วมงานฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ กรมส่งเสริมการเกษตร พิจารณาดำเนินการเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้เห็นชอบหลักการการเข้าร่วมงาน Beijing EXPO 2019 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในลักษณะสวนถาวรภายนอกอาคาร พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ตลอดระยะเวลาจัดงาน และจัดทำโครงการเข้าร่วมงาน The International Horticultural Exhibition 2019 (Beijing EXPO 2019) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการและให้บริการข้อมูลด้านสินค้าเกษตร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆ จะเกิดประโยชน์ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ สินค้าเพื่อสุขภาพของไทย ให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้เห็นถึงศักยภาพและความหลากหลาย

และเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตสินค้าพืชสวนของไทย ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น การศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการผลิตพืช ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตการตลาดของประเทศไทย รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศต่อไป

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ที่บริษัท Pearson ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการศึกษาชั้นนำของโลกนั้น ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมสนับสนุนการผลิตกำลังคนเพื่อพัฒนาประเทศ ในอนาคต รวมทั้งตอบโจทย์การยกระดับสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมา สอศ.ได้ทำความร่วมมือกับบริษัท Pearson แล้ว และเร็วๆ นี้จะมีการประชุมคณะทำงานร่วมกัน เพื่อนำหลักสูตร BTEC ของบริษัท Pearson ประมาณ 2-3 หลักสูตรมาใช้จัดการเรียนการสอน

ที่ผ่านมาวิทยาลัยอาชีวศึกษารีเจนท์ กทม. ซึ่งเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ริเริ่มนำหลักสูตร BTEC มาจัดการเรียนการสอนแล้ว ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษา ของรัฐ สอศ.ตั้งเป้าหมายจะนำร่องใช้หลักสูตร BTEC 2-3 หลักสูตร กับวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากนี้ สอศ.ยังปรับหลักสูตร ในระดับประกาศ นียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาล และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต เช่น หลักสูตรอุตสาหกรรมดิจิตอล และหลักสูตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ศ.นพ. อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ที่กำกับดูแลนโยบายการขับเคลื่อนการศึกษาให้ได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น หลายฝ่ายไม่ต้องกังวลว่า การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปอาชีวศึกษา จะไม่เดินและล่าช้า เพราะสอศ.เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ดร. บรรจง ทองสร้าง ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า มรภ.สงขลา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การพัฒนาโจทย์วิจัยในพื้นที่อุทยานธรณีโลก จังหวัดสตูล” โดยวิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มรภ.สงขลา วิทยาเขตสตูล และพื้นที่อุทยานธรณีโลก อำเภอเมือง อำเภอมะนัง อำเภอละงู และ อำเภอทุ่งหว้า เพื่อสนับสนุนการให้ทุนวิจัยแก่นักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง สกว. มรภ.สงขลา วิทยาลัย นวัตกรรมและการจัดการ วิทยาเขตสตูล หน่วยงานราชการ นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป รวมกว่า 200 คน

“การประชุมครั้งนี้เป็นการระดมสมอง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และศึกษาแนวทางขับเคลื่อนงานวิจัยในพื้นที่อุทยานธรณีโลก จังหวัดสตูล ตลอดจนลงพื้นที่แหล่งธรณีศึกษาเขาน้อย ตำบลกำแพง แหล่งธรณีศึกษา เขาโต๊ะสามยอด แหล่งธรณีศึกษาทวดบุญส่ง ผู้สร้างออกซิเจนให้กับโลกในยุคแรก แหล่งสโตรมาโตไลต์ คลองห้วยบ้า ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูล เขตข้ามกาลเวลา การเปลี่ยนผ่านของยุคทางธรณี และกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนผ้ามัดย้อมลายซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ เพื่อค้นหาโจทย์วิจัย ส่งผลให้เกิดโจทย์วิจัย 4 ประเด็น คือ คน, ชุมชน, เศรษฐกิจ และทรัพยากร โดยสกว.จะนำหัวข้อ ดังกล่าวมากำหนดกรอบการให้ทุนวิจัยพัฒนาพื้นที่” ดร. บรรจง กล่าว

ดร. บรรจง กล่าวต่อว่า การทำวิจัยและบริการวิชาการที่จะส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นนั้น ขั้นตอนสำคัญที่เป็นหัวใจของงานคือการค้นหาโจทย์วิจัยและความต้องการจากท้องถิ่น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือโจทย์วิจัยและโครงการบริการวิชาการต้องมาจากปัญหาและความต้องการ ของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ได้งานวิจัยที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ มรภ.สงขลา ในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเพื่อพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้สู่สากล

“ประกอบกับการลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยกับอุทยานธรณีสตูลเพื่อศึกษาวิจัย ฝึกอบรม ส่งเสริม เผยแพร่ พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมและอนุรักษ์ซากดึกดำบรรพ์ในเขตพื้นที่อุทยานธรณีสตูล และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่าย การวิจัยเพื่อพัฒนาภาคใต้ เพื่อพัฒนางานวิจัยของพื้นที่ภาคใต้” ดร. บรรจง กล่าว

อุตรดิตถ์ – นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “สับปะรดห้วยมุ่น To OTOP Festival จังหวัดอุตรดิตถ์” ว่า ทุกภาคส่วนในจังหวัดอุตรดิตถ์ จะร่วมกันจัดงาน “สับปะรด ห้วยมุ่น To OTOP Festival จังหวัดอุตรดิตถ์” ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคมนี้ เพื่อส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสับปะรดห้วยมุ่น สับปะรดมีลักษณะพิเศษเฉพาะในพื้นที่ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด รสชาติหวานฉ่ำ เปลือกบาง ตาตื้น ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยคาดว่าการจัดงานนี้ จะสร้างรายได้จากการจำหน่ายสับปะรด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรด ผลิตภัณฑ์โอท็อป ตลอด 5 วัน ไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาท

ด้าน นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่าคาดการณ์ว่าผลผลิตสับปะรดห้วยมุ่นปีนี้มีกว่า 122,000 ตัน และมากที่สุดช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม พร้อมกับแหล่งผลิตในจังหวัดอื่น ทำให้ประสบปัญหาราคาตกต่ำ จึงจัดทำแผนกระจายสินค้าทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ผ่าน 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1. การจัดหาสถานที่จำหน่ายสับปะรดในจังหวัด รวม 10 จุด ระบายสับปะรดไม่น้อยกว่าวันละ 20 ตัน 2. การกระจายผลผลิตภายในจังหวัด โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อำเภอ ท้องถิ่น ท้องที่ สั่งซื้อสับปะรดกับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มียอด สั่งซื้อแล้ว 1,500 กิโลกรัม 3. การแสดงและจำหน่ายสับปะรดในงานต่างๆ และ 4. การกระจายผลผลิต ใน ต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้สามารถกระจายผลผลิตสับปะรดผ่านทั้ง 4 มาตรการแล้วทั้งสิ้น 685 ตัน และ จะทยอย จัดส่งสับปะรดตามคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องต่อไป

ปล่อยคาราวานรถขนสับปะรดจำนวน 14 คัน รวม 20 ตัน จำหน่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ มหาสารคาม – นายจรูญรัตน์ หิรัญชุฬหะ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น เผยว่าวนอุทยานโกสัมพีเป็นที่อยู่ของลิงแสม พบมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมดกว่า 800 ตัว อีกทั้งพื้นที่วนอุทยานโกสัมพีอยู่ติดกับชุมชน ทำให้คนและสัตว์ป่าต้องใช้ชีวิตร่วมกันจากประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งแหล่งอาหารภายในวนอุทยานไม่เพียงพอ ทำให้ลิงต้องออกไปหาอาหารภายนอก กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จึงจำเป็นต้องควบคุมประชากรลิงโดยคำนึงถึงระบบนิเวศของพื้นที่

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น ร่วมกับวนอุทยานโกสัมพี ดำเนินการทำหมันให้กับลิง เพื่อควบคุมประชากรลิงไม่ให้ขยายพันธุ์มากเกินไป โดยคำนึงถึงระบบนิเวศของพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งปีนี้เป็นการลงพื้นที่ครั้งแรก ตั้งเป้าทำหมันให้กับลิงจำนวน 50 ตัว โดยมีการนำกรงเหล็กไปวางดักตามจุดต่างๆ ที่ลิงอยู่ เมื่อลิงเข้ามาอยู่ในกรงแล้วจะเคลื่อนย้ายมาที่สถานีทำหมัน

การยางแห่งประเทศไทยผนึกเกษตรฯ เชิญ “ทูต-ผู้ซื้อ” ทั่วโลก ตะลุยพื้นที่สำรวจสวนยาง หวังเพิ่มตลาดส่งออก พร้อมประกาศศักยภาพสร้างเสถียรภาพราคายางให้ชาวสวน มีทูตจาก 16 ประเทศ ทั่วโลก เอกชนผู้ใช้ยางพารากว่า 50 ราย ตอบรับ จากจีนมากสุด ตั้งเป้ามีการจับคู่เจรจาธุรกิจ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อผลักดันนโยบายตลาดนำการผลิตของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ กระทรวงเกษตรฯ จึงร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เชิญเอกอัครราชทูตและเอกชนผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราจากทั่วโลกเข้าสำรวจพื้นที่ปลูกยางพาราของไทย เพื่อแสดงความเป็นผู้นำในด้านการเป็นผู้ผลิตยางคุณภาพสูงของโลก

ตั้งเป้าขยายตลาดคู่ค้าและตลาดส่งออกยางพาราไทยเพิ่มขึ้น และภายในงาน กยท.จะมีการเจรจาธุรกิจ (Bussiness Matching) ระหว่างสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตยาง กับผู้ประกอบการยางต่างประเทศ

สำหรับกำหนดจัดการลงพื้นที่จะจัดขึ้นระหว่าง 28-30 มิถุนายน นี้ โดยจะมีการประชุมโครงการสร้างเสริมศักยภาพเพื่อขยายตลาดคู่ค้ายางพาราไทยขึ้น ณ โรงแรมดุสิตธานี กระบี่ บีช รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ เพื่อแสดงศักยภาพความเป็นผู้นำของไทยในฐานะผู้ผลิตยางคุณภาพและการส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก รวมทั้งเพื่อแสวงหาพันธมิตรคู่ค้าใหม่ในตลาดยางพาราโลก ตลอดจนสร้างความมั่นใจและประชาสัมพันธ์คุณภาพมาตรฐานและความหลากหลายของยางพาราไทย

ล่าสุด มีทูตและผู้แทนรัฐบาลจาก 16 ประเทศทั่วโลก จำนวน 21 คน ทั้งในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา อาทิ จีน ญี่ปุ่น เม็กซิโก บราซิล อิหร่าน เป็นต้น ตอบรับเข้าร่วมงาน ส่วนผลของการจัดงานกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าเพิ่มคู่ค้ายางพาราไทย โดยเฉพาะผู้นำเข้ายางรายใหม่ของโลก เช่น เม็กซิโก อินเดีย และอิหร่าน เป็นต้น ที่สำคัญเกษตรกรได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งลดปัญหายางล้นตลาดและราคายางตกต่ำอีกด้วย

“เกษตรฯ และกยท. เตรียมนำทูตจาก 16 ประเทศทั่วโลก และเอกชนผู้ผลิตสินค้าจากยางพารา จำนวน 50 ราย มีเอกชนจากจีนมากที่สุด 19 ราย รองลงมาคือ ญี่ปุ่น เม็กซิโก ประเทศละ 9 ราย อินเดีย 5 ราย และยังมีเอกชนจากประเทศผู้บริโภคยางพาราอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาตอบรับการร่วมลงพื้นที่ด้วย”

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯ จะชี้แจงนโยบายของรัฐบาลและมาตรการต่างๆ ในการพัฒนายางพาราทั้งด้านการผลิต การแปรรูปวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพ และความหลากหลายให้นานาประเทศรับทราบแล้ว ยังมีกำหนดการลงพื้นที่ศึกษาดูงานการผลิตและแปรรูปยางทั้งระบบในพื้นที่จังหวัดตรัง อาทิ การผลิตยางแผ่นรมควัน มาตรฐาน GMP ยางเกรดพรีเมียม การผลิตภัณฑ์ยางอัดก้อน

รวมถึงการดำเนินงานของบริษัทเอกชน ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางซึ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการยางจากต่างประเทศ ผู้นำเข้ารายใหม่ และผู้นำเข้ารายใหม่จากประเทศเดิมด้วย

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรก ของปี 2561 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 564,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.40% โดยเป็นการส่งออกมูลค่า 320,393 ล้านบาท ลดลง 1.53% และการนำเข้ามูลค่า 243,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.98% เกินดุลการค้ามูลค่า 76,491 ล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดนมูลค่า 463,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.18% เป็นการส่งออกมูลค่า 271,592 ล้านบาท ลดลง 2.62% การนำเข้ามูลค่า 192,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.59% เกินดุลการค้ามูลค่า 79,315 ล้านบาท

และการค้าผ่านแดนมูลค่า 100,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เป็นการส่งออกมูลค่า 48,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.03% นำเข้ามูลค่า 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.59% ขาดดุลการค้ามูลค่า 2,824 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าการค้าชายแดนและผ่านแดนกำหนดไว้ 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%

สำหรับแผนงานและกิจกรรมที่จะนำมาใช้ผลักดันการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 เช่น วันที่ 28 มิ.ย.-1 ก.ค. 2561 จะมีการจัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดน ไทย-เมียนมา ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัฐบาลท้องถิ่นภาคตะนาวศรีของเมียนมาและคณะจะเดินทางเยือนจ.กาญจนบุรี เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมฯ จะใช้ YEN-D Program หรือกิจกรรมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ การค้าชายแดนแยกเป็นรายประเทศ พบว่า การค้ากับมาเลเซียยังคงนำเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 233,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% เป็นการส่งออกมูลค่า 121,078 ล้านบาท ลดลง 8.98% ตามมาด้วย สปป.ลาว มูลค่า 90,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.52% เป็นการส่งออกมูลค่า 55,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.03% นำเข้ามูลค่า 34,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.92% เมียนมา มูลค่า 81,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.47% เป็นการส่งออก 47,356 ล้านบาท ลดลง 2.96% นำเข้ามูลค่า 33,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.53% และกัมพูชา มูลค่า 58,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.51% เป็นการส่งออกมูลค่า 47,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.21% นำเข้ามูลค่า 11,475 ลดลง 10.96%