อย่างไรก็ตาม พบว่า มีประเทศเปรู อินเดีย และนิวซีแลนด์

ที่ไทยเสียเปรียบดุลการค้าเพิ่มขึ้น โดย เปรู ไทยยังคงเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 258 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22) จากการส่งออกปลาและสัตว์น้ำ และผลไม้ (องุ่นสด) เพิ่มขึ้น อินเดีย ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 2,487 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 382) ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้ากาแฟ ชา เครื่องเทศ และประมงเพิ่มขึ้นมาก ส่วน นิวซีแลนด์ ไทยเสียเปรียบดุลการค้ามูลค่า 9,602 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 33) ซึ่งเกิดจากนำเข้านมผง ผลไม้ (แอปเปิ้ล และกีวี) และปลารวมทั้งสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้กับวัตถุดิบในการแปรรูปต่อไปในขณะที่ ชิลี ไทยเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่า 1,790 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 25) จากการนำเข้าปลาและสัตว์น้ำ และผลไม้ลดลง

ทั้งนี้ ทิศทางการค้าสินค้าเกษตรกับคู่เจรจา FTA ในช่วง 8 เดือน ค่อนข้างชะลอตัวกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้เปรียบดุลการค้า 375,530 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 5) จากการส่งออกผลไม้และยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพของไทย เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้าย

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมพลังพนักงานจิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย เร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง พร้อมส่งกูรูจากศูนย์มิตรแท้โชห่วย ช่วยปรับปรุง แนะแนวทางลัดทำเงินให้พร้อมเปิดร้านอีกครั้ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากจังหวัดอุบลราชธานี ประสบภัยน้ำท่วมหนักในช่วงที่ผ่านมา แม็คโคร ได้ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาร้านค้าปลีกภายใต้โครงการ จิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย ลงพื้นที่ปรับปรุงร้านค้ารายย่อย ให้กลับมาสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์มิตรแท้โชห่วย จะช่วยแนะนำมาตรฐานการปรับปรุงภาพลักษณ์ กระบวนการบริหารจัดการร้าน ให้ถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐาน

“ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา แม็คโคร ยึดหลักในการดำเนินธุรกิจที่จะต้องเติบโตควบคู่ไปกับชุมชน สังคม และประเทศชาติ เมื่อเกิดอุทกภัยอย่างรุนแรง ในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แม็คโครไม่นิ่งนอนใจที่จะให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน รวมถึงตั้งแผนฟื้นฟูผู้ประกอบการโชห่วยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ให้กลับมาประกอบกิจการ และดำรงชีพได้อีกครั้ง”

สำหรับร้านที่โครงการจิตอาสา พัฒนาโชห่วยไทย เข้าช่วยฟื้นฟูและปรับปรุงล่าสุด โดยมี นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาร่วมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วย ร้านของนายทองพูล ลีลาศสง่างาม ตำบลแจระแม, ร้านของคุณสะอาด ท่อนจันทร์ และร้านคุณพรรณี ประคองพันธ์ ในอำเภอวารินชำราบ, ร้านของนายธีรเดช เจตน์เจริญสฤษฎิ์ อำเภอเมือง ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีสภาพความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา

“แม็คโครได้รวบรวมพนักงานจิตอาสาจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยทีมงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปช่วยกันฟื้นฟู ให้ร้านของคุณทองพูล กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว พร้อมให้หน่วยงานแม็คโครมิตรแท้โชห่วยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาทุกด้าน โดยเฉพาะที่สำคัญคือการจัดร้านให้ถูกสุขลักษณะหลังน้ำท่วม และนำสินค้าจัดวางในหมวดหมู่ที่ถูกต้องเหมาะสม”

ทั้งนี้ แม็คโคร มีลูกค้าสมาชิกผู้ประกอบการโชห่วยและร้านอาหาร ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ ของภาคอีสาน และภาคเหนือตอนล่างในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสาขาแม็คโครในแต่ละพื้นที่ ได้เข้าให้ความช่วยเหลือกับผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

“ร้านโชห่วยรายย่อยที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเชิงบริหารจัดการ การจัดเรียงสินค้าให้เป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมีคู่แข่งรายใหม่ๆ โดยเฉพาะร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดเล็กและร้านออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งหากไม่พัฒนาปรับปรุงร้านโชห่วย ก็จะสูญเสียโอกาสทางการค้าไปเรื่อยๆ แต่ถ้าได้รับการพัฒนาศักยภาพ ร้านค้าเล็กๆ เหล่านี้ก็จะเติบโตเคียงคู่ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นางศิริพร กล่าว

ที่ผ่านมา แม็คโครได้จัดโครงการต่างๆ เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ และตอกย้ำการเป็น “มิตรแท้โชห่วย” อย่างต่อเนื่องภายใต้ 4 โครงการหลัก ประกอบด้วย ศูนย์มิตรแท้ โชห่วย โครงการ U Project ที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์หลักสูตรการจัดการร้านค้าปลีก, โครงการโชห่วยรุ่นเยาว์ และ ตลาดนัดโชห่วย ที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยแม็คโคร มุ่งมั่นเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ ให้ก้าวทันต่อกระแสเทคโนโลยี ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแต่ละโครงการได้รับการตอบรับและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

เอสซีจี ได้รับใบรับรองสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากสถาบันสิ่งแวดล้อมประเทศไทย (TEI) ทั้งฉลากเขียว (Green Label) และฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) ในหมวดปูนซีเมนต์และหลังคา โดยเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกรายแรกที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว รวมถึงเป็นผู้ผลิตหลังคารายแรกและรายเดียวที่ได้รับการรับรองฉลากลดคาร์บอนที่มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) ได้มากกว่าร้อยละ 2 และเป็นผู้ผลิตหลังคารายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองพร้อมกันทั้ง 2 ฉลากในปีเดียวกัน

นายฎายิน เกียรติกวานกุล Marketing Director บริษัท กระเบื้องหลังคาซีแพค จำกัด ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า “หลังคาเอสซีจีมีองค์ประกอบ กระบวนการผลิต มาตรฐานการใช้ ตลอดจนถึงการทิ้งทำลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีคุณสมบัติช่วยลดความร้อน ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง จึงช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าไฟฟ้า อีกทั้งน้ำที่ชะหลังคายังปลอดภัยจากปริมาณโลหะหนักและสารปนเปื้อน จึงสามารถนำไปอุปโภคได้ และด้วยความใส่ใจตั้งแต่กระบวนการคิดเพื่อลูกค้านี้เอง จึงทำให้หลังคาเอสซีจีได้รับการรับรองฉลากเขียว (Green Label) ทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ หลังคาคอนกรีต เอสซีจี รุ่นซีแพค และรุ่นเพรสทีจ เอ็กชิลด์ และหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ เอสซีจี รุ่นลอนคู่

นอกจากนั้น ในปีนี้หลังคาเอสซีจียังได้เครื่องหมายรับรองฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) ซึ่งเป็นฉลากรับรองการลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับผลิตภัณฑ์ โดยสินค้าที่ได้รับการรับรอง ได้แก่ หลังคาเซรามิค เอสซีจี รุ่นเอ็กซ์เซลล่า และรุ่นเซลิกา เคิร์ฟ และหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ เอสซีจีทุกรุ่น ซึ่งนับเป็นบริษัทผู้ผลิตหลังคารายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองฉลากนี้ อีกทั้งผลิตภัณฑ์นี้ยังสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 2 จากกระบวนการผลิตอีกด้วย”

ด้าน นายกริช ชินประสาทศักดิ์ Marketing and Product Line Management Director Cement and Construction Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ผู้ผลิตสินค้าปูนซีเมนต์ เอสซีจี กล่าวว่า “ในปีนี้ ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด ได้รับเกียรติบัตรการใช้เครื่องหมายรับรองฉลากเขียว โดยเอสซีจีเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวสำหรับสินค้าปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เนื่องจากเป็นปูนสูตรใหม่ที่พัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจากการลดการใช้สัดส่วนปูนเม็ดลง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ให้เกิน 800 KgCO2 ต่อตันผลิตภัณฑ์ ซึ่งนับว่ามีส่วนช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงอย่างยิ่งในปัจจุบัน

นอกจากนั้น “ปูนเสือ ก่อ ฉาบ เท สูตรเนื้อแน่น” ยังได้รับใบรับรอง “ฉลากลดคาร์บอน” เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ และการนำลมร้อนเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตมาปั่นไฟฟ้า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปีฐาน”

ทั้งนี้ ฉลากเขียว (Green Label) และ ฉลากลดคาร์บอน (Carbon Reduction Label) ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการรับรองผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ซึ่งเอสซีจีตระหนักถึงบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตสินค้าที่มีความรับผิดชอบ จึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริการ และโซลูชัน ที่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ตามแนวทาง SCG Circular way ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสิ่งแวดล้อมและคนในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ ของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ได้ที่ SCG HOME Contact Center โทร. (02) 586-222 หรือดูรายละเอียดสินค้าได้ที่ http://www.scgbuildingmaterials.com และสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในระยะนี้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนลดลงและเริ่มมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า โดยเฉพาะตอนบนของภาค สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกชุกหนาแน่น ประกอบกับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากในบางแห่ง ตนเองมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะขณะนี้ทางภาคใต้ของประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด รวมทั้งจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตลอดช่วงฤดูฝนนี้

โดยในวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 เพื่อลดความเสี่ยง เฝ้าระวังภัย และเตรียมรับมือ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมกันนี้ได้ร่วมกิจกรรมปล่อยคาราวานเครื่องจักรเครื่องมือรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 14 อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ด้าน นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ภายใต้การกำกับดูแลของ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เตรียมพร้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังประสบภัยไว้ ดังนี้

กรณีก่อนเกิดภัย ได้สั่งการให้สำนักงานจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกร เตรียมรับสถานการณ์ พร้อมเร่งรัดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้พร้อม

ขณะเกิดภัย ให้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น รายงานพื้นที่ประสบภัยและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ ให้การสนับสนุนการทำงานของสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด การออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรและให้คำแนะนำในการดูแลรักษาพืช พร้อมเร่งรัดติดตามการช่วยเหลือ
หลังเกิดภัย ให้สำรวจ ประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกให้คำแนะนำเกษตรกรในการดูแลพืชหลังประสบภัย โดยจัดเตรียมสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อไตรโคเดอร์มา เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนไม้ผลฟื้นฟูหลังน้ำลด ตลอดจนสนับสนุนพันธุ์พืชผัก ไม้ผล/ไม้ยืนต้น

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และในกรณีที่เกษตรกรซื้อประกันภัยจะได้รับสินไหมทดแทนด้วย เช่น ข้าวนาปี เบี้ยประกัน 85 บาท/ไร่ ได้รับสินไหมทดแทน 1,260 บาท/ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบื้ยประกัน 59 บาท/ไร่ ได้รับสินไหมทดแทน 1,500 บาท/ไร่
สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการกษตรก่อนเกิดภัย โดยช่วยเหลือตามพื้นที่เสียจริงไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,113 บาท/ไร่ พืชไร่ 1,148 บาท/ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 1,690 บาท/ไร่ ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

รัฐมนตรีเกษตรฯ จับมือ ก.มหาดไทย พร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยภาคใต้ในช่วงฤดูฝน เฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมเดิม พร้อมปล่อยคาราวานเครื่องจักรเครื่องสูบน้ำ และเครื่องมือต่างๆ ไปประจำพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม หวังรับมือได้ไม่ซ้ำรอยภาคเหนือและอีสาน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าในระยะนี้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนลดลงและเริ่มมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าโดยเฉพาะตอนบนของภาค สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกชุกหนาแน่น ประกอบกับมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากในบางแห่ง ตนมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะขณะนี้ทางภาคใต้ของประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีนี้ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด รวมทั้งจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตลอดช่วงฤดูฝนนี้

โดยในวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 เพื่อลดความเสี่ยง เฝ้าระวังภัย และเตรียมรับมือ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมกันนี้ได้ร่วมกิจกรรมปล่อยคาราวานเครื่องจักรเครื่องมือรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 14 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

ด้านนางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรภายใต้การกำกับดูแลของ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้เตรียมพร้อมแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืชทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังประสบภัยไว้ ดังนี้

กรณีก่อนเกิดภัย ได้สั่งการให้สำนักงานจังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกร เตรียมรับสถานการณ์ พร้อมเร่งรัดให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้พร้อม
ขณะเกิดภัย ให้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น รายงานพื้นที่ประสบภัยและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น โดยจัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ ให้การสนับสนุนการทำงานของสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด การออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรและให้คำแนะนำในการดูแลรักษาพืช พร้อมเร่งรัดติดตามการช่วยเหลือ
หลังเกิดภัย ให้สำรวจ ประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกให้คำแนะนำเกษตรกรในการดูแลพืชหลังประสบภัย โดยจัดเตรียมสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อไตรโคเดอร์มา เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนไม้ผลฟื้นฟูหลังน้ำลด ตลอดจนสนับสนุนพันธุ์พืชผัก ไม้ผล/ไม้ยืนต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และในกรณีที่เกษตรกรซื้อประกันภัยจะได้รับสินไหมทดแทนด้วย เช่น ข้าวนาปี เบี้ยประกัน 85 บาท/ไร่ ได้รับสินไหมทดแทน 1,260 บาท/ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบื้ยประกัน 59 บาท/ไร่ ได้รับสินไหมทดแทน 1,500 บาท/ไร่

สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการกษตรก่อนเกิดภัย โดยช่วยเหลือตามพื้นที่เสียจริงไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,113 บาท/ไร่ พืชไร่ 1,148 บาท/ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 1,690 บาท/ไร่ ทั้งนี้ หากเกษตรกรมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

“นราพัฒน์” กระทุ้งเกษตรกร-ล้งผลไม้ภาคตะวันออก เร่งยื่นขอรับรองมาตรฐาน GAP และ GMP สู้ศึกมาตรการคุมเข้มนำเข้าผลไม้จากไทยของ”จีน” ด้านสวพ.6 มั่นใจส่งออกลำไยนอกฤดูปีนี้ฉลุย เกษตรกรรายย่อยตื่นตัวเข้าสู่มาตรฐาน

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน”รวมพลังชาวสวนภาคตะวันออกเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP” ณ ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรีว่า ปัจจุบันภาคตะวันออกมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญกับระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืชGAP เป็นจำนวนมาก นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตร เน้นการลดต้นทุนการผลิตเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน สร้างการชื่อมโยงผลผลิตที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานจากกิจกรรมแปลงใหญ่ เกษตรทฤษฎีใหม่ไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามออกมาตรการแก้ปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำและปริมาณผลผลิตล้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง

โดยพัฒนาระบบการผลิตเพื่อให้มีคุณภาพ จนทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลำไยซึ่งภาคตะวันออกเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญของประเทศแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรได้เน้นย้ำในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่มาตรฐาน GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้รวมกลุ่มเพื่อผลิตไม้ผลในลักษณะแปลงใหญ่อบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิต เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) มาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีแห่งความปลอดภัยด้านอาหาร หรือFood Safety ซึ่งปัจจุบัน เป็น1 ใน 15 นโยบายสำคัญ ของกระทรวงฯ ในโครงการการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(Good Agricultural Practices : GAP) คือ แนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกระบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมืไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ผลคุ้มค่การลงทุนการผลิตตามมาตรฐาน GAPก่อให้เกิดความยั่งยืนทางการเกษตรสิ่งแวดล้อม ศรษฐกิจ และสังคม

ด้านนายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) กล่าวว่าภาคตะวันออกนับเป็นแหล่งผลิตไม้ผลส่งออกไปยังต่งประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง และกล้วยไข่ซึ่งประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในปี2562 จีนมีการเปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบสินค้านำเข้าเป็น ทบวงการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้มีมาตรการคุมเข้มเรื่องการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยมากขึ้น โดยมีข้อตกลงให้ทั้ง 2 ฝ่ายแจ้งข้อมูลสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ 5ชนิดตามพิธีสาร พร้อมให้มีการระบุรหัสโรงคัดบรรจุลงบนใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับโดยฝ่ายจีนกำหนดให้เริ่มดำเนินการ ตามข้อตกลง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2562เป็นต้นไป ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกตื่นตัวและให้ความสนใจเข้ามายื่นคำร้องขอการรับรองแหล่งผลิต GAPพืชและผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุเข้ามายื่นขอการรับรองมาตรฐาน GMP โรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกเพิ่มมากขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรโดยสวพ.6 ในฐานะผู้รับผิดชอบภารกิจในการดำเนินการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP ด้านพืช ในพื้นที่ภาคตะวันออก จึงได้ร่วมกับองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดจันทบุรี สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนมังคุดและสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดจันทบุรี ดำเนินงานด้วยมาตรการเชิงรุกโดยการจัดงาน “รวมพลังชาวสวนภาคตะวันออก เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP” เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ชาวสวนภาคตะวันออก ผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้รับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP สามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้โดยปราศจากเงื่อนไขการกีดกันทางการค้า

สำหรับการจัดงานในวันนี้มีเกษตรกรชาวสวนทั้ง7 จังหวัดภาคตะวันออกเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 1,000 คน โดยกิจกรรมมีการบรรยายพิเศษและเสวนาเรื่อง GAP และ GMP การจัดนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ การรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP การรับรองโรงคัดบรรจ GMP ขั้นตอนกระบวนการส่งออกเทคโนโลยีการผลิตไม้ผลการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีการบริหารสินเชื่อ ธกส. และนิทรรศการใช้เคมีภัณฑ์ การบริการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตร การบริการขึ้นทะเบียนและรับสมัครเกษตรกร GAP โรงคัดบรรจุ GMP โดยกรมวิชาการเกษตร และ การบริการวิเคราะห์ดินน้ำปุ๋ยและการวินิจฉัยศัตรูพืชโดยมีเจ้าหน้าที่มาให้คำปรึกษาแนะนำเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เชื่อว่าเกษตรกรชาวสวนในภาคตะวันออก จะได้รับประโยชน์จากการมาร่วมงานครั้งนี้ และสามารถผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ ได้การรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุได้รับการรับรอง GMP ช่วยให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ อันจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและมั่นใจจากการรวมพลังของเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุในการตื่นตัวในการเข้าสู่ระบบมาตรฐานGAPและGMP จะทำให้การส่งออกผลไม้ภาคตะวันออกไปจีน โดยเฉพาะลำไยนอกฤดูกาลปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน

รมช.ธรรมนัส ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานพื้นที่ คทช. สุราษฎร์ธานี พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกร 350 ราย

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) และเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ โรงเรียนพระแสงวิทยา ตำบลพระแสง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

รมช.ธรรมนัสกล่าวว่า พื้นที่ยึดคืนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีทั้งหมด 7 แปลง เนื้อที่ประมาณ 8,334 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ศาลพิพากษาให้คดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ระหว่างการบังคับคดี แต่ผู้ครอบครองยังไม่ออกจากพื้นที่ ส.ป.ก. จึงใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 ยึดที่ดินคืนมาซึ่งภายหลังจากยึดคืนพื้นที่แล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินให้กับสถาบันเกษตรกรแล้วจำนวน 1 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 1,160 ไร่ ในพื้นที่ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ 972ไร่ คาบเกี่ยวตำบลเขาดิน อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่ประมาณ 188 ไร่