อย่างไรชาวนาจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรกรจึงจะมีสิทธิ์

ทำประกันดังกล่าว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นหน่วยงานต้นทางส่งข้อมูลทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นำไปให้ชาวนาที่ต้องการซื้อประกันภัยได้เลือกแปลงนาที่ต้องการทำประกัน จึงขอให้ชาวนาผู้สนใจรีบมาแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรโดยเร็วเพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสในสิทธ์การทำประกัน

อนึ่งในช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ถึง 22 สิงหาคม 2560 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สมาคมประกันวินาศภัย ออกเดินสายชี้แจง ทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ข้าราชการในพื้นที่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงาน ธกส. ใน 9 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครสวรรค์ สุโขทัย ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด สกลนคร และสงขลา

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 029551640 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมวิชาการเกษตร ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมช.เกษตรฯ เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะให้มีการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของประเทศให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร มีความเป็นอยู่และรายได้ที่เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง มีศักดิ์ศรีในสังคม โดยได้วางแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายไว้ทั้งเรื่องการพัฒนาศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ การนำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) มาใช้ การทำเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตร ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาบุคลากรก็จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็น Smart Group โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Officer ก็เป็นปัจจัยสำคัญและมีความจำเป็นเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องจักรกล ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ

ในฐานะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่ทำงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร จึงเป็นที่คาดหวังของผู้เกี่ยวข้องที่อยากเห็นผลงานในลักษณะที่นักวิจัยจะต้องเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ที่รอบรู้ปราดเปรื่อง ต้องเป็น Smart Officer ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทั้งเพื่อทดแทนบุคลากรในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ A4 ของ รมว.เกษตรฯ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากร ภายใต้กรอบโครงการปริญญาเอกกาญจนภิเษก (คปก.) ซึ่งภายใต้ความร่วมมือโครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ตามที่ รมว.เกษตรฯ คาดหวัง และเกิดอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีงานวิจัยและพัฒนาเป็นจุดผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดมูลค่าทางการค้า และก้าวทันโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

ศาสตรจารย์ น.พ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะมุ่งสนับสนุนความร่วมมือในงานวิจัย และพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานของภาครัฐแห่งแรกที่จะได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตรและ สกว. ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ปี 2560-2579 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่ง สกว.ยินดีให้การสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรให้แก่กรมวิชาการเกษตรเป็นระยะเวลา 5 ปี จำนวนปีละ 10 ทุน รวม 50 ทุน ทุนละประมาณ 2 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าโดยรวมกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่ากรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนาด้านการผลิตพืช และเครื่องจักรกลการเกษตร ขณะนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาที่สำคัญ รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาด้านการเกษตรและด้านเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย4.0 จำนวน 20 สาขา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช อนุกรมวิธานพืช เทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตรแม่นยำ การผลิตพืชในโรงเรือน เกษตรกลวิธานขั้นสูง วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีเซนเซอร์ นาโนเทคโนโลยี แบบจำลองการประเมินผลผลิตและพยากรณ์การผลิตขั้นสูง เป็นต้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ จ.ลำพูน และพันธมิตรภาคเอกชน กระจายผลผลิตลำไยสหกรณ์ถึงมือผู้บริโภค ผ่านโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ไปรษณีย์ไทย และเครือข่ายสหกรณ์
ภายใต้แนวคิด “สดใหม่ทั่วไทย ลำไยสหกรณ์”

จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ผสานพลังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยและพันธมิตรคู่ค้าภาคเอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในปี 2560 ในการกระจายลำไยคุณภาพของสหกรณ์ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านทางพันธมิตรภาคเอกชน ประกอบด้วย ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ บริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด เครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศ

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้ลำไยแทงช่อดอกมีมากกว่าปกติ และผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะมากที่สุดในช่วงกลางกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม คาดว่าผลผลิตลำไยปีนี้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 609,770 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 44.60 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในเรื่องของราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ให้ความสำคัญในเรื่องการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

มีความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเน้นรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตของสมาชิกออกจากแหล่งผลิต โดยวางแผนการผลิตและการกระจายลำไยให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งสหกรณ์จะเน้นการทำตลาดล่วงหน้าและทำการตลาดโดยใช้ความต้องการของผู้ซื้อเป็นตัวนำหรือที่เรียกว่า Demand Driven โดยการมีตลาดที่แน่นอนนี้จะทำให้สหกรณ์และเกษตรกร มีการวางแผนการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยงของเกษตรกรในเรื่องราคาผลผลิตอีกด้วย”

“เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดพิธี ลงนามความร่วมมือ โดยได้ตกลงซื้อขายและร่วมกระจายลำไยภาคเหนือออกนอกแหล่งผลิต โดยบริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ ซื้อขายลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 – 500 ตัน ส่วนบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อขายลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร นอกจากนี้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้ให้ความร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ผ่านทาง 4 ช่องทาง

ได้แก่ Call Center 1545 เว็ปไซค์ www.thailandpostmart.com แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. – 16 ส.ค. 2560 อีกทั้งบริษัทเนเชอรัล เบฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลผลิตลำไย ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตร ประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และในงานนี้สหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือ ยังได้เชื่อมโยงธุรกิจซื้อขายลำไยกับสหกรณ์เครือข่ายผู้ซื้อจากภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ร่วมมือในการระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่โดยใช้ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและสามารถส่งผลผลิตที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงาน Smart SME Expo 2017 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมสุโกศล

โอกาสนี้ วว. ได้นำผลิตภัณฑ์จากโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้วย โดยโครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) พัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่ง วว. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานแกนหลักนำในการดำเนินการ ทั้งนี้ในปี 2559-2560 มีผู้ประกอบการสนใจยื่นใบสมัครคูปองฯ จำนวน 1,557 ราย โดยมีผู้ประกอบการได้รับการอนุมัติคูปองฯ แล้วจำนวน 628 ราย

“Smart SME Expo 2017” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ Smart SME ร่วมกับ บริษัท มอร์มีเดีย จำกัด ในเครือบริษัท พีเพิลมีเดียกรุ๊ป จำกัด เพื่อเป็นเวทีเชื่อมต่อโอกาสสำหรับ SME ไทยทุกระดับ ภายใต้แนวคิด “Total SMEs Solution” โดยมีโซลูชั่นต่างๆ 5 โซลูชั่น คือ 1.Start Up : ตั้งต้นธุรกิจ 2.สร้างแบรนด์ให้ดัง 3.หาช่องทางจำหน่ายขยายตลาดให้ทั่วถึง 4.บริการ-ปรึกษารอบด้าน 5.พัฒนาสินค้าให้โดนใจ พร้อมด้วยพันธมิตรทุกหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ สถาบันการเงิน และเอกชน กว่า 500 บูธ บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว สนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ เพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทย ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง โดยร่วมกันจัดทำโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว” โดยในปี 2560 จะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาช่อนให้ได้ 200 บ่อ/ราย ซึ่งมีจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ภายใต้งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “การวิจัยและพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ความร่วมมือดำเนินโครงการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว ระหว่าง สวก. กับกรมประมง และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยการส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้เป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง นโยบายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมอื่น (Zoning) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล”

“ดิฉันขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อผลักดันผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปสู่ทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรไทย และประเทศชาติ และขอให้การดำเนินการภายใต้ความร่วมมือนี้ สำเร็จผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นางสาวชุติมากล่าวปิดท้าย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาช่อน” เป็นปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทย ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือของไทย ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังใช้ลูกพันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เพื่อศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาช่อนแบบครบวงจรให้ได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ให้แก่เกษตรกร

ซึ่งในการวิจัยได้มีการศึกษาวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา จนประสบความสำเร็จทำให้สามารถพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาช่อนให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้โฮโมนสังเคราะห์ ซึ่งทำให้สามารถผลิตลูกปลาช่อนให้มีมาตรฐาน โดยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 30-40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของลูกปลาช่อนจากการกินอาหารมีชีวิตเป็นอาหารเม็ดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคู่มือเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนและรูปแบบโรงเพาะพันธุ์มาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปขยายผลทางธุรกิจต่อไป

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าทีในการสนับสนุนทุนวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยด้านการเกษตร การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจในการสนองตอบนโยบายภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะร่วมกันส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชนเชิงสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยสร้างผู้นำเกษตรกรที่จะเป็นต้นแบบในการประกอบชีพให้แก่เกษตรรายอื่นต่อไป ซึ่งโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว”

จะส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้เป็นทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพ เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นการเพาะเลี้ยงปลาช่อน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 ราย จะมีรายได้สุทธิที่เป็นตัวเงินจากการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อจำหน่าย บ่อละ 80,000 บาท ในระยะเวลา 3 – 4 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,000,000 บาท และจากการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการส่งเสริมผลักดันอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะได้นำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมต่อไป

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารสายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีการส่งเสริมผลักดันยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน อย่างเช่น การลงนามความร่วมมือการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว ระหว่าง สวก. กับกรมประมง และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ เป็นการร่วมกันส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการเพาะเลี้ยงปลาช่อน ซึ่งเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเบทาโกรเล็งเห็นความสำคัญ และยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของหน่วยงานภาคเอกชนและภาครัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ”

เป็นสารจากรองผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม เรืออากาศตรี รักษา โภคาสถิตย์ เขียนไว้ในหนังสือ “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 2534” กองสวนสาธารณะ สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร พิมพ์เพื่อเป็นอภินันทนาการ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 28 พฤษภาคม 2534 หนังสือ วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนักงาน งานส่งเสริมและเผยแพร่ กองสวนสาธารณะ สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร เป็นการจัดพิมพ์ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่ละปี แต่ละเล่ม ก็จะมีคำนำ คำขวัญ จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ละช่วงสมัยหมุนเวียนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันโดยทุกช่วงสมัยก็จะมีนโยบายที่เหมือนกันคือ เชิญชวนปลูกต้นไม้ในวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดให้ตรงกับวันวิสาขบูชาทุกปี เพียงแต่ว่า แต่ละปี วันวิสาขบูชาอาจจะเปลี่ยนช่วงเวลาไปตามปฏิทิน หรืออาจจะตรงกับวันเข้าพรรษา หรือตรงกับวันเพ็ญในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคม ตามแต่ปีไหนจะมีเดือน 8 สองหน ดังยกตัวอย่างบางปี ซึ่ง “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ” จะตรงกับวันใด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านใด ดังตัวอย่างในช่วงสมัยแต่ละปีต่อไปนี้

วันเข้าพรรษา พ.ศ. 2529 วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

(ไม่ได้ระบุ) พ.ศ. 2531 วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2532 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2534 วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2536 วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2539 วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม ร.ต.ต. เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ (รองปลัดกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติราชการแทนฯ) วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2540 วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม นายพิจิตต รัตตกุล

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2542 วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม นายพิจิตร รัตตกุล

ก็เป็นตัวอย่างหนังสือแต่ละปี เพื่อยืนยันว่า hillchords.com กิจกรรมเชิญชวนปลูกต้นไม้ของกรุงเทพมหานครจัดมาเกือบสี่สิบปีมาแล้ว เพื่อให้ประชาชนเห็นคุณค่าความสำคัญและประโยชน์ของต้นไม้ที่จะช่วยเพิ่มพูนทรัพยากรของชาติ และช่วยให้สภาพแวดล้อมของบ้านเมืองน่าอยู่อาศัย ร่มรื่น สวยงามด้วยต้นไม้ทั้งไม้ยืนต้น และไม้ดอกไม้ประดับ สมดังคำที่ว่า “ปลูกต้นไม้คนละต้น เกิดผลอนันต์”

ในหนังสือวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ซึ่งกองสวนสาธารณะจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาการด้านการเกษตร โดยแต่ละเล่ม แต่ละปี จะรวบรวมข้อเขียนงานวิชาการ งานวิจัย จากนักวิชาการหลายด้าน โดยมีเหล่าคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ งานทดลองปฏิบัติการงานเกษตรหลายแขนง รวมทั้งผลงานที่เป็นประโยชน์กับผู้สนใจหลากหลาย โดยจัดเป็นหนังสือแจกจ่าย เพื่ออภินันทนาการแก่ผู้สนใจ และยินดีที่จะให้เผยแพร่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เป็นคู่มือศึกษาวิจัยได้ทุกระดับการศึกษา

สำหรับวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ได้มีหน่วยงานอีกหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการปลูกป่ารักน้ำ รักษาทรัพยากรป่าไม้ชาติ คือหน่วยงาน “กรมป่าไม้” เนื่องจากได้รับการสถาปนามาตั้งแต่ พ.ศ. 2439 สิริอายุถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) มีอายุถึง 121 ปี โดยมีพัฒนาการตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้แบ่งกรมป่าไม้ออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ 1. กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ 3. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ต่อมามีพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2546 โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็น กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ได้จัดวันสำคัญของกรมป่าไม้ ที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเชิญชวนปลูกป่า รักษาต้นไม้ ได้แก่

จะเห็นได้ว่า ทั้งหน่วยงานกรุงเทพมหานคร โดย กองสวนสาธารณะ มี “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ” ส่วนหน่วยงานกรมป่าไม้ก็จะมีวันสำคัญคือ “วันต้นไม้ประจำปีของชาติ” โดยทั้งสองหน่วยงานก็มีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน ดังคำขวัญของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2534 มีไว้ว่า “ปลูกและรักษ์ต้นไม้ เพิ่มความสดใสให้สังคม”

จากวันวานมาถึงวันนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีวันสำคัญที่เกี่ยวกับการปลูกป่า หรือวันเกี่ยวกับป่าไม้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของวันวิสาขบูชา หรือวันเข้าพรรษาในบางปี โดยมีเหตุผลเกี่ยวข้องกับสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ ซึ่งหากปลูกในพื้นที่ที่ต้องปล่อยไว้ตามธรรมชาติจะได้อาศัย น้ำ หรือความชุ่มชื้นจากดินฟ้าอากาศในช่วงฤดูกาลนั้น