อัครราชทูตและอุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณ

รัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศเยอรมนีได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ในด้านทักษะทางวิศวกรรมที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องกลและไฟฟ้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เยอรมนีได้ให้ความช่วยเหลือประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น เมื่อ 60 ปีที่แล้ว มจพ. เป็นมหาวิทยาลัยเทคนิคที่ก่อตั้งโดยโครงการอาชีวศึกษาของเยอรมนีและยังคงเป็นสถาบันชั้นนำด้านการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาจนถึงปัจจุบัน

“นอกจากเราจะสนับสนุนในภาคการศึกษา โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาคุณภาพของการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษาในประเทศไทยแล้ว เรายังมุ่งเน้นในเรื่องการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย หนึ่งในพันธกิจที่สำคัญคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นในประเทศไทย และการหลีกเลี่ยงการใช้สารอันตรายที่ดำเนินการไปแล้วในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น เราจึงต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการทำความเย็นในภูมิภาคอาเซียน และเป็นประเทศตัวอย่างที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน” นายยาน แชร์ กล่าวเสริม

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า “มจพ.มุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านการให้ความรู้ คุณธรรมและความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เราตระหนักดีว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และการผลิตที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ด้วยเหตุนี้สารทำความเย็นธรรมชาติ หรือ “Green Cooling”

จึงถูกหยิบยกให้เป็นเทคโนโลยีสำคัญในภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เรามีความเชี่ยวชาญทางด้านความรู้เชิงเทคนิคและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนการจัดฝึกอบรมจากโครงการ RAC NAMA เราวางแผนที่จะฝึกอบรมครูฝึกภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นและหัวหน้าช่างในประเทศไทย ให้สามารถใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ติดไฟได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากลและสามารถเผยแพร่ความรู้ไปสู่ช่างเทคนิคคนอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อที่ว่าเราจะได้มีครูฝึกที่มีคุณภาพมากขึ้นในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น และพร้อมก้าวสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน”

รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ หัวหน้าโครงการและหัวหน้า RAET วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. กล่าวว่า “ในการอบรมนี้ เราจะแนะนำการใช้สารทำความเย็น R290 สำหรับเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) ต่ำ ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ การใช้ R290 ยังสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 5-25 และมีคุณสมบัติการถ่ายเทความร้อนที่ดีเยี่ยม นำไปสู่การพัฒนาเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูง ที่ประหยัดพลังงานและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้”

“หลักสูตรฝึกอบรมครั้งแรกนี้ จะมีครูฝึกช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นจำนวน 16 คนเข้าร่วม ในการอบรมภาคทฤษฎี ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสารทำความเย็นชนิดต่างๆ วัฏจักรระบบทําความเย็น ทฤษฎีการเชื่อม รวมไปถึงความเสี่ยงและข้อควรระวังเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินงาน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการทำงาน เริ่มตั้งแต่การติดตั้ง การปฏิบัติงานเชื่อม การใช้งาน การตรวจสอบการรั่ว การติดฉลาก การรายงาน และการส่งมอบงาน รวมทั้งเรียนรู้เทคนิคการใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งเครื่องมือที่ใช้ในต่างประเทศ และการประยุกต์ใช้กับเครื่องมือที่หาได้ในประเทศไทยอีกด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ กล่าวเสริม

นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “หลักสูตรการฝึกอบรมการจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย ได้ถูกพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจาก GIZ และ มจพ. นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทั้งหมด 8 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่แรก และตามด้วยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 2 สุพรรณบุรี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 10 ลำปาง วิทยาลัยเทคนิคยโสธร วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 17 ระยอง ภายในปี พ.ศ. 2563 นี้โครงการ RAC NAMA ตั้งเป้าการจัดฝึกอบรมทั้งหมด 13 หลักสูตร โดยมีผู้ฝึกอบรมกว่า 200 คนทั่วประเทศไทย เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าโครงการจะช่วยให้ผู้ฝึกสอนและหัวหน้าช่างในภาคอุตสาหรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็นเห็นประโยชน์ของ Green Cooling อย่างแท้จริงและเข้าใจวิธีใช้งานที่ปลอดภัย”

แม้ว่าขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่สถานการณ์ภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมานั้นยังคงขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ก็แห้งขอดเกือบหมด ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในการเกษตรกรได้

นายชาญชัย ขุนบุญ อายุ 50 ปี ชาวนาบ้านหลุ่งประดู่ หมู่ที่ 11 ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถปลูกข้าวนาปีในฤดูเพาะปลูกปีนี้ได้ จึงตัดสินใจเลิกทำนาปีแล้วหันไปทำอาชีพเสริม เพื่อหารายได้ทดแทนมาใช้จ่ายในครัวเรือน โดยทดลองเลี้ยงหนูนาในบ่อซิเมนต์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้มีรายได้เสริมนับหมื่นบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

สำหรับการเลี้ยงหนูนาในบ่อซิเมนต์ จะลงทุนซื้ออุปกรณ์บ่อซิเมนต์แค่ครั้งเดียว จำนวน 2 วงวางซ้อนกัน แล้วนำหนูพ่อพันธุ์ 1 ตัว มาปล่อยไว้ในบ่อกับหนูแม่พันธุ์ 5 ตัว และเอาไม้ไผ่ หรือวัสดุที่เป็นโพลงมาวางทิ้งไว้ให้เป็นที่หลบซ่อนของหนู เพราะหนูนาจะมีนิสัยชอบอยู่ตามซอกตามมุม จากนั้นหาฝามาครอบเอาไว้

ส่วนอาหารจะใช้ข้าวเปลือก หรืออาหารหมู ซึ่งภายใน 1 ปี แม่พันธุ์จะออกลูก 2 คลอก แต่ละคลอกจะได้ลูก 12 ตัว เมื่อได้ลูกมาแล้ว นำไปเลี้ยงขุนไว้ในวงบ่อซิเมนต์ ประมาณ 4- 6 เดือน ก็จะได้หนูพุกใหญ่เนื้อน้ำหนักดี ตัวละ 1-2 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยหนูพุกใหญ่น้ำหนักจะอยู่ที่ตัวละ 1.5 กิโลกรัม

เมื่อหนูโตได้น้ำหนักที่เหมาะสมแล้ว ก็จะนำมาชำแหละ ถอนขน ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคทางภาคอีสาน จะนิยมบริโภคทั้งหนังด้วย แต่ภาคกลางใช้วิธีถลกหนังออก จากนั้นนำมาผ่าท้องเก็บเครื่องในบางส่วนไว้ แล้วนำไปแช่ช่องเย็น เพื่อส่งขายในภาคอีสาน ราคาตัวละ 150-200 บาท ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และเจริญพันธุ์แล้ว จะขายคู่ละ 500 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท

“ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” ต้นกำเนิดสายพันธุ์จากภาคใต้ เปลือกบาง มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ซึ่งส้มโอพันธุ์นี้แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือ เนื้อผลมีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอและหลังใบมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ จึงปลูกกันไม่แพร่หลาย

ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง และจำหน่ายได้ในราคาสูง ราคาจากในสวนเฉลี่ยแล้ว ผลละ 200-300 บาท และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

คุณสุธาทิพธ์ อิ่มสำราญ อายุ 48 ปี และ คุณประดิษฐ อิ่มสำราญ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เจ้าของสวนชื่อ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ซึ่งปลูกต้นส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม จำนวน 16 ไร่ คุณสุธาทิพย์ ได้เล่าว่า เดิมตนทำงานอยู่ธนาคาร เพิ่งลาออกมาได้ประมาณ 8 เดือน เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วน คุณประดิษฐ ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้านครหลวง และเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี และยังคงทำงานอยู่ ตนมีคุณพ่อเป็นเจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งปลูกอยู่ 60 ไร่ แต่ผลผลิตไม่เคยพอขาย

พ่อเคยให้ตนลองนำกิ่งตอนมาทดลองปลูกที่พื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ปรากฏว่าให้ผลผลิตที่มีรสชาติไม่แตกต่างจากสวนของพ่อเลย จึงเริ่มปลูกอย่างจริงจังในเนื้อที่ 16 ไร่นี้ มา 3 ปีแล้ว เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ส้มโอเริ่มติดผล พ่อก็ให้ตนลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลสวนได้อย่างเต็มที่

สำหรับตนคิดว่าตนไม่เคยเห็นส้มโอล้นตลาด ไม่เคยเห็นส้มโอราคาตก แต่เห็นว่าราคาสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และผลผลิตไม่เคยพอต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่าตนทำงานรายได้รวมกันเป็นเวลา 1 ปี ยังไม่เท่ากับรายได้ที่พ่อขายส้มโอเพียงเดือนเดียวเลย ตนจึงลาออกจากงานประจำมาดูแลอย่างจริงจัง และแนะนำให้ญาติๆ ซึ่งมีที่ดินอยู่ในละแวกนี้ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามกัน จนรวมพื้นที่ที่ปลูกกันทั้งหมดประมาณ 80 ไร่ เพื่อที่เมื่อผลผลิตออกมาแล้วในแต่ละครั้งจะสามารถขนส่งได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเราอยากให้คนทั่วไปได้รู้สึกว่า ถ้านึกถึงส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามให้นึกถึงที่ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน แห่งนี้ แล้วคุณจะได้กินส้มโอที่หวานอร่อยที่สุด

สำหรับความหมายของชื่อสวนคือ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” นั้นคือ 1.ตามรอยพ่อหลวง (ในหลวง ร.9) ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง พออยู่ และพอกิน 2.ตามรอยพ่อของตนที่ปลูกส้มโอขายที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนจุดประกายให้ลูกมาปลูกส้มโอตามในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

นอกจากส้มโอแล้วในพื้นที่ของเรายังปลูกต้นมะพร้าวน้ำหอมอยู่ประมาณร้อยต้น เรามีบ่อซึ่งขุดขนานแบ่งเป็นช่องเพื่อเอาไว้รดน้ำต้นไม้ และในบ่อยังเลี้ยงปลาไว้กินอีกด้วย นอกจากนี้ยังปลูกต้นฝรั่ง ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือฝรั่งไต้หวันพันธุ์แตงโมและฝรั่งกิมจู ซึ่งฝรั่งพันธุ์แตงโมนี้จะมีเนื้อในสีชมพู หวานกรอบ อร่อย ในส่วนของฝรั่งนี่เราปลูกไม่เยอะ ปลูกไว้ขายเอง เน้นคุณภาพและก็ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ทำกินเองในบ้านด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจในผลผลิตคือ ส้มโอทับทิมสยาม ตอนนี้ยังไม่มีขายซึ่งผลผลิตจะสามารถออกจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีนี้ แต่ที่สวนจะขายกิ่งตอน และกิ่งชำซึ่งเป็นพันธุ์ทับทิมสยามของแท้จากสวน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชมสวนและมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ตั้งอยู่ที่เลขที่ 12/2 หมู่ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เบอร์โทรศัพท์ 094-4825636 คุณสุธาทิพย์ หรือติดตามได้ที่เพจ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ”

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานรวมพลเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) กว่า 2,000 คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้เรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาและสรุปบทเรียนร่วมกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ว่า ทั้ง 3 เครือข่ายประกอบด้วย เกษตรแปลงใหญ่ ศพก.และเกษตรกรรุ่นใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเกษตรกรทั้ง 3 เครือข่ายนี้ ได้ผ่านการอบรมรับองค์ความรู้จากกรมส่งเสริมการเกษตรมาเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกเพื่อยกระดับอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง รวมถึงจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายด้านอื่นๆ

ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไปในอนาคตอีกด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายทั้ง 3 ส่วนให้เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับเชื่อมโยงกับอาสาสมัครเกษตรกรที่มีอยู่ทุกหมู่บ้านเพื่อร่วมกันพัฒนาภาคการเกษตร ในขณะที่ ศพก.ก็จะต้องเชื่อมโยงกับทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้แบบดิจิทัลให้ก้าวทันเทคโนโลยีต่างๆ บูรณาการองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยการดำเนินงานสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งจะต้องทำควบคู่ไปกับนโยบายการตลาดนำการผลิต ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ได้มีแนวทางร่วมกันที่จะเชื่อมโยงนโยบายด้านการตลาดโดยใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์ให้สอดรับกับภาคการผลิตที่กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์รับผิดชอบ

ด้าน นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานรวมพลเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เป็นการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และรมดมความคิดเห็นร่วมกันของทั้ง 3 เครือข่าย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางบริหารจัดการภาคการเกษตรร่วมกัน ซึ่งทั้ง 3 เครือข่ายถือเป็นกลไกสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่ ศพก.ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน และนำไปสู่การขยายผลในการผลิตร่วมกันในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในชุมชน สำหรับการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการปฏิรูปภาคเกษตร โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรแกนนำ ทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ในปัจจุบัน มีกว่า 5,000 แปลง สินค้าเกษตรกว่า 74 รายการใน 10 กลุ่มสินค้า

ซึ่งการจัดงานรวมพลเครือข่ายในลักษณะนี้ จะช่วยให้ในแต่ละเครือข่ายได้เรียนรู้ว่าหากจะต้องเชื่อมโยงเครือข่ายในภาพรวม และพัฒนาการผลิตของตัวเองจะต้องทำอย่างไร ความต้องการสินค้าของแต่ละเครือข่ายเป็นแบบไหน เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากในปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่มีการพัฒนาไปมาก ทั้งการผลิตและการตลาด แต่สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งหวังคือการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะเครือข่ายแปลงใหญ่ ศพก.และเกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้น

แต่ต้องการให้เชื่อมโยงไปยังกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ด้วย ดังเช่น กลุ่มชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ ที่ขณะที่ได้ขยายผลประสานกับเครือข่ายกับชาวสวนทเรียนทุกภูมิภาคจนนำไปสู่การจัดตั้งเป็นสมาพันธุ์ชาวสวนทุเรียนไทยเพื่อร่วมกันบริหารจัดการทั้งแต่การผลิตไปจนสู่การตลาด ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตจะต้องมีเครือข่ายเกษตรกรในแต่ละรายสินค้าอีกหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดเริ่มต้นจากตัวเกษตรกรและขยายเครือข่ายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ซึ่งการดำเนินงานในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ยังคงตอบโจทย์ปัจจัยเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมปทุมคุณภาพดีเกรดพรีเมียม ด้วยวิธีการปลูกและดูแลที่เน้นใช้ปัจจัยการผลิตตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ผลผลิตข้าวสูง ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลเขาดิน รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ในการปลูกข้าว 799 ไร่ ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกจำนวน 36 ราย โดยกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่จะเน้นปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรี จากนั้นศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรีจะนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวจำหน่ายให้กับเกษตรกรทั่วไป จากการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากการหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพทำให้ลดต้นทุนปุ๋ยลงจาก ไร่ละ 250 บาทเหลือ ไร่ละ 200 บาท โดยเฉลี่ย ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านมา มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกกลุ่ม เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและการวางแผนการผลิต ให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิตของกลุ่มมากขึ้น มีการอบรมและฝึกปฎิบัติการผลิตสารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา/สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะกง /สถานีพัฒนาทีดินฉะเชิงเทรา พร้อมกับจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างสาธิตและเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกกลุ่มในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กรมการข้าว รวมไปถึงการอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร

จากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทำให้สมาชิกมีที่ปรึกษาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม ทำให้ที่ผ่านการการเข้าไปให้การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่เกิดความคล่องตัวและเกิดผลสำเร็จกับเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา มีจุดเด่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวนาจะใช้ภูมิปัญญาการทำนาปีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนในพื้นที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา คือ การทำนาร่วมกับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่ผืนเดียวกัน

โดยขุดคูน้ำลึกประมาณ 70 ซม. ไว้ล้อมรอบแปลงนา เพื่อทำนาขาวัง (นาปี) ในช่วงน้ำจืดและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปูทะเล กุ้ง ปลา ) ในช่วงน้ำเค็ม เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มีคุณภาพดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ที่มีความเค็มเล็กน้อยไม่ได้จืดสนิททำให้หญ้าหรือพืชพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ต้องการไม่สามารถเติบโตได้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นี่จึงมีสิ่งเจอปนน้อยไปจนถึงไม่มีเลย อีกทั้งคูน้ำที่ขุดไว้ล้อมรอบแปลงนายังทำให้เวลาจะเก็บเกี่ยวพื้นนาจะแห้งได้ดีกว่า ข้าวที่เก็บเกี่ยวจะมีความชื้นต่ำเป็นการเพิ่มคุณภาพอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีผลผลิตข้าวรวม 639 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 800 กิโลกรัม/ไร่ ราคาผลผลิตเฉลี่ย 12.40 บาท/กิโลกรัม

นอกจากกระบวนการผลิตข้าวที่ผนวกกับภูมิปัญญาแล้วกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มตัวอย่างการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ใส่ใจการดูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการเลือกใช้วิธีไถกลบตอซังและฟางข้าวแทนการเผาไหม้ที่จะทำให้หน้าดินเสื่อมโทรม ทำให้เศษซากจากสัตว์น้ำที่ปล่อยเลี้ยงในแปลงข้าว ก่อนการปลูกข้าวช่วยเพิ่มธาตุอาหารแก่ต้นข้าว ช่วยทำให้ลดการใช้ปัจจัยทางการเกษตรอย่างปุ๋ยเคมีให้น้อยลง นับเป็นต้นแบบแปลงใหญ่ สำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแปลงข้าวและบริเวณแปลงข้าวให้คงสภาพความอุดมสมบูรณ์เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์ในบริเวณแปลงข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีปริมาณที่สูงและมีคุณภาพดีไปพร้อม ๆ กัน

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย ภายใต้งาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” กระจาย 16 จังหวัด ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนนี้ หวังขยายช่องทางการตลาดสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภค พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชนภายในงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ของสหกรณ์กระจายสู่ตลาดทั้งในและประเทศ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้งาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับผู้แทนสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมในการแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ซึ่งในงาน แถลงข่าวครั้งนี้มีสหกรณ์ต่าง ๆ ได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์เนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ กาแฟ สินค้าแปรรูปมาร่วมจัดแสดงภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยจัดงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 16 จังหวัด ส่วนกลางจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23 -25 สิงหาคม นี้ และจะกระจายไปอีก 15 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พะเยา พิษณุโลก เชียงราย เพชรบูรณ์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ ราชบุรี และยะลา

เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่
สินค้าที่จะนำมาจำหน่ายภายในงานจะเน้นสินค้าปศุสัตว์ เนื้อ นม ไข่ ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม นมอัดเม็ด จากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) จังหวัดราชบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจำกัด จังหวัดสระแก้ว ผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ซึ่งสหกรณ์ได้มีการแปรรูปโคเนื้อ

เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น เนื้อย่าง ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และชิ้นส่วนเนื้อโคขุนต่างๆ เหมาะสำหรับทำปิ้ง-ย่าง ชาบู จากสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม และยังมีไข่ไก่สดสะอาดจากฟาร์มสมาชิกสหกรณ์ ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP และได้รับ การรับรองสถานที่จำหน่ายไข่สดปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค “ปศุสัตว์ OK ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” จากกรมปศุสัตว์แล้วทุกแห่ง โดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทราและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้นำไข่ไก่มาแปรรูปเป็นเต้าหู้ไข่ ลูกรอก ขนมไทย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

นอกจากจะมีสินค้าประเภทปศุสัตว์แล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ อาทิ ข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ภาคใต้ ทั้งมังคุด ลองกอง และสินค้าแปรรูป ซึ่งภายในงานยังมีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจ เพื่อให้สหกรณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการ นักธุรกิจภาคเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และหอการค้าจังหวัด ดังนั้นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งมีทั้งสินค้าประเภทเนื้อ นม และไข่ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานแล้ว มาจัดแสดงและจำหน่ายสู่ผู้บริโภค เพื่อให้สหกรณ์ได้เรียนรู้ถึงทิศทางของตลาดสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อจะได้นำกลับไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ได้สอดคล้องกับที่ตลาดต้องการ