อันตรายเกิดจากการใช้ผิดวิธีนายกสมาคมวิทยาการวัชพืช

แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ถึงอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดเป็นพิษต่อคน และอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษหรือผลตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอันตรายมาจากการใช้เพื่อกำจัดศัตรูพืช แต่เกิดมาจากการใช้ผิดวิธี โดยนำไปใช้ฆ่าตัวตาย ซึ่งมักจะพบในประเทศที่กำลังพัฒนา ได้แก่ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ศรีลังกา รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นสิ่งที่เกษตรกรเข้าถึงได้ง่าย และไม่มีกฎหมายเข้มงวดในการควบคุมการจำหน่าย การดูแลการเก็บรักษาและจำกัดการใช้

การที่สหรัฐอเมริกายังอนุญาตให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศ เนื่องจากผลประโยชน์ตอบแทนที่ประเทศได้รับยังมีค่าสูงกว่าผลเสียที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คิดเป็น 1 ต่อ 3 เป็นเรื่องที่ประเทศไทยควรนำไปพิจารณาก่อนตัดสินใจว่า จะห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิด เป็นอันตรายต่อมนุษย์จริงหรือ

ศาสตราจารย์ ดร. นาโอกิ โมโตยามา (Naoki Motoyama) อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยชิบะ (Chiba University) และอดีตประธานคณะกรรมการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของกระทรวงเกษตรและป่าไม้ญี่ปุ่น ได้เคยมาบรรยายพิเศษในหัวข้อ สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกตัวเป็นอันตรายต่อมนุษย์จริงหรือ ในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์ ดร. โมโตยามา กล่าวว่า “ภาพของสารเคมีกำจัดวัชพืชที่เป็นที่หวาดกลัวของสังคม

เพราะผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารจากคนบางกลุ่มที่ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวเพื่อประโยชน์ของตนเอง ทำให้สังคมเกิดความสับสนหวาดกลัวจนเกินเหตุ หากจะถามว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกตัวปลอดภัยจริงหรือ คำตอบ คือ ไม่มีสารตัวไหนปลอดภัย ทุกตัวมีพิษทั้งนั้น ตั้งแต่น้อยมากถึงรุนแรงมาก การประเมินความเสี่ยงของสารเคมีต่างหากที่เราต้องคำนึงถึง หากสารเคมีชนิดใดมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์เลย สารเคมีชนิดนั้นควรห้ามใช้ แต่สารเคมีตัวใดที่มีทั้งคุณและโทษต้องมาพิจารณาว่า ประโยชน์หรือโทษใครมากกว่ากัน”

ศาสตราจารย์ ดร. โมโตยามา ยังกล่าวอีกด้วยว่า ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือ ดีดีที ที่ทั่วโลกห้ามใช้ในการเกษตร เพราะตกค้างยาวนานในพืช แต่ ดีดีที กลับถูกนำมาใช้พ่นเพื่อป้องกันกำจัดยุงลายในคน เพราะยุงลายเป็นตัวนำโรคมาลาเรียมาสู่คน ได้มีการประเมินจากองค์การอนามัยโลกว่า ดีดีที สามารถช่วยป้องกันชีวิตคนไว้ได้มากกว่า 6 ล้านคน” ดังนั้น เมื่อมีความจำเป็นในการปกป้องผลผลิต เกษตรกรในหลายประเทศทั่วโลกจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แต่มีการใช้ที่แตกต่างในแต่ละประเทศ สำคัญอยู่ที่ว่ามีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องหรือเปล่า ใช้เกินความจำเป็นหรือเปล่า และเก็บเกี่ยวตามระยะที่แนะนำความปลอดภัยหรือไม่

เป็นห่วงเกษตรกรมากกว่าผู้บริโภค

เกษตรกรทำงานใกล้ชิดสารเคมีมากที่สุด จึงมีโอกาสรับพิษจากสารเคมีมากกว่าผู้บริโภค และมีโอกาสรับสารเคมีได้ถึง 3 ทาง คือทางปากกินพืชผักที่มีพิษตกค้าง ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก ซึ่งจะกล่าวในตอนหลังว่า เพราะเหตุใด ทางผิวหนัง เนื่องจากเกษตรกรมักไม่สวมชุดป้องกันเวลาพ่นสารเคมี เกษตรกรจึงมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับละอองสารเคมี ขณะพ่นสารจะฟุ้งกระจายมาสัมผัสผิวหนังของตนเอง เกษตรกรจะได้รับละอองสารวันละเล็กน้อยทุกวันจนเกิดพิษเรื้อรัง ซึ่งปรากฏผลในอนาคตโดยไม่รู้ตัว เช่น มะเร็ง เป็นต้น ทางระบบหายใจ ในการพ่นสารเคมีถ้าไม่สวมหน้ากากป้องกันหรือใช้หน้ากากที่ไม่มีคุณภาพในขณะพ่น ก็จะได้รับพิษเข้าทางลมหายใจ เข้าสู่ปอดและสะสมอยู่ในปอด นานวันเข้าก็จะทำให้เป็นมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกัน

ดร. จรรยา บอกว่า เกษตรกรเองก็รู้อันตรายจากการใช้สาร แต่ไม่ยอมปฏิบัติ หรือคนปฏิบัติไม่รู้ แต่คนที่รู้ไม่ใช่เป็นคนปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม ในระบบเกษตรที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาจากการได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดังนั้น หากมีการรณรงค์ให้ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง สวมใส่เครื่องป้องกันที่มิดชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้สารอย่างถูกต้องปลอดภัยแล้ว โอกาสที่เกษตรกรจะได้รับอันตรายจากการสัมผัสทางตา จมูก ปาก และผิวหนังก็จะไม่เกิดขึ้น

ผัก ผลไม้ มีค่า MRLs เกินมาตรฐานกินแล้วตายจริงหรือ

ดร. จรรยา อธิบายว่า ค่า MRLs หรือค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่า ถ้าเราจะบริโภคผักที่ตรวจพบว่า มีปริมาณตกค้างเกินมาตรฐาน MRLs เข้าไปแล้ว เราจะเป็นอันตรายถึงกับเสียชีวิตทันที หรือเป็นมะเร็งตายในอนาคต

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้จักอีกตัวคือ ค่า ADI คือปริมาณสารที่คนเราสามารถบริโภคได้ต่อวันตลอดอายุขัย ซึ่งจะเป็นตัวบอกให้เราได้รู้ว่า ใน 1 วัน เราจะบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีสารตกค้างได้เท่าไร เรียกว่า ค่าความปลอดภัยในระยะยาว

รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคคะน้าของคนไทย อายุ 13-64 ปี ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ปี 2559 พบว่า ในชีวิตประจำวันคนไทยกินคะน้า วันละ 6 กรัม โอกาสที่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งยิ่งไม่มีเลย เพราะในคะน้า 6 กรัม มีสารคลอไพริฟอส (หญ้าฆ่าหญ้า) 0.0006 มิลลิกรัม หรือต่ำกว่าปริมาณที่สามารถบริโภคได้ปลอดภัยถึง 166 เท่า

พฤติกรรมการบริโภคผักของคนไทย อายุระหว่าง 13-64 ปี บริโภคคะน้า 5-99 กรัม/คน/วัน ใบกะเพรา 2-8 กรัม/คน/วัน ผักกวางตุ้ง 2-52 กรัม/คน/วัน พริกชี้ฟ้า 0.63 กรัม/คน/วัน ถั่วฝักยาว 9.88 กรัม/คน/วัน มะเขือเทศ 3.34 กรัม/คน/วัน มะละกอดิบ 14.75 กรัม/คน/วัน กะหล่ำปลี 5.42 กรัม/คน/วัน (ที่มา ณมาพร และพรรณพิลาส 2559)

“ถ้าเราไม่กินคะน้า วันละ 10 กิโลกรัม แล้วเราจะกลัวสารพิษตกค้างไปทำไม” เพราะความไม่รู้ ไม่กล้ากินผัก กลัวพิษสารเคมี

สารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ ที่ระบุว่า ตรวจพบเกินค่า MRLs (ค่าปริมาณสารพิษสูงสุด) เป็นค่าที่ทุกประเทศสามารถใช้กีดกันสินค้าเกษตรเข้าประเทศ แต่ไม่ได้มีผลต่อผู้บริโภค เพราะปริมาณผัก ผลไม้ ที่ต้องกินจนเกิดอันตรายนั้นต้องมากเกินกว่าที่คนจะรับได้ เช่น ต้องกินมะเขือเทศ หรือคะน้า มากกว่า วันละ 10 กิโลกรัม พริกมากกว่าวันละ 3 กิโลกรัม ถั่วฝักยาว โหระพา กะเพรา มากกว่าวันละ 1 กิโลกรัม เห็ดหอมแห้ง วันละ 25 กิโลกรัม ทุกวัน จึงจะมีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายได้

กรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าหญ้าตามที่มีข่าวอยู่เสมอมานั้น ไม่ได้เกิดจากการนำไปใช้ในการเกษตร ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการนำไปกินเพื่อฆ่าตัวตายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ถ้าผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลว่า การบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีการฉีดพ่นสารเคมีหรือการใช้ยาฆ่าหญ้าเกรงจะมีสารสะสมในร่างกาย ก็เอามาล้างน้ำตามคำแนะนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก็จะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

อาหารพืชผักที่มีการปรุงแต่ง สามารถลดความเป็นพิษได้อีก

รองศาสตราจารย์ ดร. ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาติ นายกสมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวในการเสวนาวิชาการ เรื่อง การเกษตรไทยต้องพึ่งสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ ซึ่งจัดโดยสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ว่า การที่จะนำสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ได้นั้น จะต้องมีกระบวนการประเมินความเสี่ยง เป็นกระบวนการทางวิชาการซึ่งมีหลายขั้นตอน เริ่มต้นตั้งแต่ดูมีความเป็นพิษหรือไม่ อยู่ในระดับใด ถ้ามีความเป็นพิษมาก คงไม่สามารถนำมาใช้ได้ ถ้ามีตกค้างเล็กน้อยก็จะทำให้มีปัญหาต่อสุขภาพได้ จึงไม่นำมาใช้

รองศาสตราจารย์ ดร. ทรงศักดิ์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ได้มีการสำรวจความปลอดภัยในแต่ละวันว่า คนเราบริโภคอะไรในแต่ละวันบ้าง และยังมีหน่วยงาน มกอช. ร่วมกับสถาบันโภชนาการมหิดล สำรวจทั่วประเทศออกมาเป็นค่าที่คนแต่ละคนบริโภคอาหารแต่ละชนิดในแต่ละวัน โดยดูสารตกค้างในอาหารแต่ละชนิด หรือเอาค่ามาตรฐานนั้นมารวมกันทั้งหมดแล้วดูว่าเกินค่าความปลอดภัยหรือไม่ ถ้าเกินต้องดูว่ามีการนำมาใช้ถูกต้องหรือเปล่า ทุกอย่างที่นำมาใช้มีความเป็นพิษ แต่เราจะจัดการความเป็นพิษออกไปได้อย่างไร เวลาเรารับประทานอาหาร เราจะมีการปรุงแต่งก่อนรับประทาน ซึ่งจะสามารถลดความเป็นพิษลงไปได้อีก

มีการสำรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า ถ้านำอาหารตามท้องตลาดมาปรุงแต่งเพื่อการบริโภค เราจะพบว่าค่าที่ได้ต่ำกว่าค่าความปลอดภัยเยอะมาก นั่นหมายความว่า ถ้าเรากินตามปกติก็ปลอดภัยอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงสมุนไพรอังกาบหนู ว่า เป็นพืชสมุนไพรเก่าแก่ ที่ จ.ปราจีนบุรี พบว่า มีอยู่มาก ส่วนใหญ่ปลูกที่บ้านหมอยา แต่ยังไม่เคยเจอในป่าธรรมชาติ ข้อมูลที่ตนได้ยินครั้งแรกเกี่ยวกับมะเร็ง คือ รักษาแผล ฝีภายในกับฝีภายนอก แต่จริงๆ มะเร็งสำหรับคนในอดีตกับคนปัจจุบันแตกต่างกัน ทั้งนี้สรรพคุณจากหมอพื้นบ้านพบว่าคล้ายกับสมุนไพรในกลุ่มฟ้าทะลายโจร เสลดพังพอน เหงือกปลาหมอ ทองพันชั่ง รางจืด กระดูกไก่ดำ เสนียด เป็นต้น ใช้คล้ายๆ

กันคือ แก้อักเสบ แก้ปวด แก้ไข้ แก้หวัด แก้ไอ เป็นยาบำรุง รักษาริดสีดวง ทั้งนี้ การรักษาเด่นๆ อาทิ เท้าเปื่อยจากน้ำกัดเท้า มือเท้าปาก ตุ่มคัน ไข้จากไวรัส จะเอามาแช่อาบในเด็ก โรคในช่องปากและฟัน โรคผิวหนัง แผลในกระเพาะ ปวดท้อง ขับปัสสาวะ นอกจากนี้พบว่ามีการวิจัยมากพอสมควรเรื่องการแก้อักเสบ แก้ปวด ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย ไวรัส เบาหวาน ความดัน อาจจะเพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และมีฤทธิ์ไปยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายสารต้านอนุมูลอิสระโดยธรรมชาติ และยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายสารป้องกันสมองเสื่อม จึงน่าจะมีประโยชน์ต่อสมอง

“ที่ผ่านมาเราพบว่า เคยมีคนศึกษาสารสกัดจากใบและต้นของพืชสมุนไพรอังกาบหนู พบว่า มีโครงสร้างแอนตี้มะเร็ง แต่เมื่อเอามาทดสอบการต้านมะเร็งจริงๆ ก็พบว่า ยังไม่ได้ผล เพราะสารสกัดยังน้อย เพราะฉะนั้น อังกาบหนู ยังเป็นสมุนไพรที่น่าจะมีการศึกษาต่อ เพราะน่าจะมีประโยชน์ในหลายเรื่อง รวมถึงโรคมะเร็ง แต่ต้องบอกว่าเรื่องมะเร็งนั้นมีความซับซ้อน ตั้งแต่ชนิด ระยะเวลาที่เป็นโรค ความรุนแรงของโรค ปริมาณที่กิน ซึ่งตนไม่เชื่อว่าปริมาณที่ต้มกินโดยทั่วไปจะรักษามะเร็งหาย แต่คิดว่ายังคงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์และน่าทำการศึกษาต่อไป

ซึ่งขณะนี้ทาง รพ.อภัยภูเบศร ก็เล็งเอาไว้ว่าจะมีการศึกษาต่อ ตอนนี้กำลังเพาะพันธุ์เพื่อการพัฒนาต่อยอด แต่ก็ต้องดูว่าจะทำอะไรต่อไป” ภญ.สุภาภรณ์ กล่าว และว่า ตนอยากขอร้องสื่อมวลชนในเรื่องของการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสมุนไพรรักษาโรค อยากให้สืบค้นข้อมูลก่อนว่า ใครกินแล้วได้ผลดี มีตัวตนหรือไม่ อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร ก่อนนำเสนอข่าวเพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อจากการโหมกระพือข่าวทางโซเชียลมีเดีย หรือช่องทางต่างๆ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ทางการจีนแถลงว่า ได้ฆ่าหมูกว่า 14,500 ตัว ในเมืองเหลียนหวินกั่ง ทางตะวันออกของประเทศจีน เมื่อคืนวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดหมูแอฟริกันและต้องฆ่าหมูเหล่านี้ทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าว

ข่าวระบุว่า มีรายงานพบเชื้อดังกล่าวที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีรายงานพบการระบาดในหมูอีกหลายเมืองทั่วประเทศจีน จนทำให้ทางการจีนต้องเริ่มการฆ่าหมูเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ เชื้อไข้หวัดหมูแอฟริกัน ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่จะเป็นอันตรายต่อหมูและหมูป่า ที่จะตายลงหลังจากติดเชื้อภายในเวลาไม่กี่วัน และยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่อย่างใด มีเพียงการป้องกันด้วยการฆ่าหมูที่ติดเชื้อ

ขณะที่ทางการเมืองเหลียนหวินกั่ง แถลงว่า ได้ทำการตรวจสอบหมูอีกราว 4 ล้านตัว ในเมือง และไม่พบว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใด ถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด ของวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง ไฟแฮง ติดเมิน คุ้มเกิ๋นราคา

อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 19,878 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 15,902,400 กิโลกรัม ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยวและกะเทาะเปลือก/เมล็ด จะมีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรคือซังและเปลือกข้าวโพด 3,339,504 กิโลกรัม ต่อปี เกษตรกรส่วนมากจะเผาทำลายซังและเปลือกข้าวโพด ทำให้เกิดสภาวะหมอกควัน อากาศเป็นมลพิษ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยทางสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวและเทศบาลตำบลปิงโค้ง ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้งดำเนินการนำซังข้าวโพดมาผลิตเป็นถ่านอัดแท่ง จากเศษวัสดุที่เหลือใช้ ไร้ราคา นำมาสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท

ขั้นตอนการผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด

นำซังข้าวโพด เผาในเตาเผาถ่านแบบไร้ควัน ที่ทำจากถังน้ำมัน 200 ลิตร โดยบรรจุซังข้าวโพด 35-40 กิโลกรัม ต่อการเผาแต่ละครั้ง และใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง จะได้ถ่านขี้แมว 20% (ประมาณ 8 กิโลกรัม)
นำถ่านขี้แมวเข้าเครื่องตีป่นโม่ให้ละเอียดเป็นผง
นำผงถ่านเข้าเครื่องผสม อัตราส่วน ผงถ่าน : แป้งมัน : น้ำ (10 กิโลกรัม : 1 กิโลกรัม : 7 กิโลกรัม)
นำส่วนผสมเข้าเครื่องอัดแท่งและตัดตามขนาด

นำถ่านอัดแท่งตากให้แห้งในโรงอบ 3-4 วัน จะได้ถ่านอัดแท่งซังข้าวโพด พร้อมบรรจุและจำหน่าย
คุณสุทัศน์ บานเย็น นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลปิงโค้ง กล่าวว่า ถ่านอัดแท่งซังข้าวโพดของวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง “ไฟแฮง (ไฟแรง) ติดเมิน (ติดนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง) คุ้มเกินราคา ไม่มีควัน ไม่มีกลิ่น ไม่แตกประทุและแตกหักยาก” ราคาที่จำหน่ายกิโลกรัมละ 20 บาท จากซังข้าวโพดในพื้นที่ 3,339,504 กิโลกรัม เมื่อเผาแล้วจะได้ถ่านขี้แมว 667,900 กิโลกรัม แล้วนำมาอัดแท่งและจำหน่าย ในแต่ละปีสร้างรายได้กว่า 1 ล้านบาท

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตรมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรไถกลบทดแทนการเผาเพื่อให้โครงสร้างดินดี เพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรผลิตเป็นปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการเผา ลดหมอกควัน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต สำหรับวิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2556 โดยมี คุณกิตติ คชฤทธิ์ เป็นประธาน มีสมาชิก 15 คน และได้นำซังข้าวโพดมาแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่ง เพิ่มมูลค่า นับว่าเป็นแบบอย่างในการหยุดการเผาที่เป็นรูปธรรม เกษตรกรมีรายได้จากการขายซังข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 1 บาท จากที่ไม่มีราคาเผาทิ้งกันโดยเปล่าประโยชน์และถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพดเป็นพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิสาหกิจชุมชนตำบลปิงโค้ง เลขที่ 214 หมู่ที่ 5 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (052) 001-340

กยท. ร่วมสนับสนุนน้ำยางข้นในกิจกรรมส่งเสริมการใช้ยางพาราในงานชลประทาน มุ่งปรับปรุงพื้นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว จ.กระบี่ สอดรับนโยบายของรัฐเพื่อยกระดับราคายางให้สูงขึ้น เตรียมพร้อมจัดหาน้ำยางสำหรับเป็นส่วนผสมเพื่อก่อสร้างถนนเส้นทางอื่นต่อไป

นายพิสิษฐ สุขอนันต์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สถานการณ์ยางที่ตกต่ำในรอบหลายปีทำให้รัฐบาลหาแนวทางใหม่ๆ ในการยกระดับราคายางให้สูงขึ้น ทั้งการส่งเสริมให้นำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า และการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ กยท. ได้ร่วมส่งเสริมการใช้ยางในการชลประทาน ซึ่งทางชลประทานจังหวัดกระบี่มีความต้องการนำยางพาราไปใช้ดำเนินโครงการปรับปรุงพื้นถนนรอบอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียว ตำบลคลองท่อมใต้ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โดยถนนรอบอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะพัฒนาไปเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ออกกำลังกายของคนในชุมชน

นายพิสิษฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับถนนรอบอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีความยาวประมาณ 3.4 กิโลเมตร ใช้น้ำยางข้นประมาณ 6.2 ตันมาเป็นส่วนผสมในทำถนน ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เป็นน้ำยางสดประมาณ 10 ตัน แล้วนำน้ำยางสดไปแปรรูปเป็นน้ำยางข้นที่กองจัดการโรงงาน 2 กยท. ก่อนที่จะนำมาผสมเป็นพาราแอสฟัลติกเพื่อราดถนน เช่นเดียวกับหลายโครงการหลังจากนี้ ซึ่ง กยท. กระบี่ได้ติดต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่ง เพื่อเตรียมจัดหาน้ำยางมาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนเส้นทางอื่นๆ ในจังหวัดกระบี่ต่อไป

“การนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนรอบอ่างเก็บน้ำครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและนำมาแปรรูป เป็นการสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับราคายาง โดยที่ผ่านมา กยท. จังหวัดกระบี่ ได้ส่งเสริมให้คนในจังหวัดแปรรูปยางพาราไปเป็นผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆ เช่น หมอนยางพารา รองเท้ายางพารา เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางภายในจังหวัดมากขึ้น กระตุ้นให้ราคายางสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้อีกทางหนึ่ง” นายพิสิษฐกล่าวทิ้งท้าย

กรุงเทพฯ – 22 สิงหาคม 2561 : เอสซีจีลงนามบันทึกความเข้าใจการอุทิศที่ดินบึงบางซื่อใน “โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” ร่วมกับกรมธนารักษ์ มุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนกว่า 800 ชีวิต พร้อมผลักดันสู่ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง และแหล่งพักผ่อนของคนกรุงเทพฯ คาดบ้านใหม่โครงการแรกพร้อมเข้าอยู่ปี 2562 บึงน้ำสาธารณะต้องใช้เวลาพัฒนาร่วมกับ กทม. โดยมีผู้บริหารจากกรุงเทพมหานคร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พร้อมด้วยคณะกรรมการสหกรณ์เคหสถาน บ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ เอสซีจี สำนักงานใหญ่

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “การดำเนินงานในโครงการ เป็นไปตามแนวทางที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนบึงบางซื่อกว่า 800 ชีวิต ทั้งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนที่จะก่อสร้างที่พักอาศัยจำนวน 197 ยูนิต แบ่งเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 60 ยูนิต อาคารชุดพักอาศัย 4 ชั้น 3 อาคาร รวม 133 ยูนิต และบ้านกลางสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแลอีก 4 ยูนิต สำหรับงานก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์และบ้านกลางได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้คือภายในปี 2562 จากนั้น จะเริ่มก่อสร้างอาคารชุดพักอาศัย ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment Report) คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ปลายปี 2562 และจะแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ภายในปี 2563 สำหรับการพัฒนาบึงน้ำสาธารณะ จะเริ่มดำเนินการพัฒนาหลังจากชุมชนได้ย้ายเข้าที่อยู่อาศัยใหม่ครบหมดแล้ว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาร่วมกับกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 1 ปี

ส่วนความคืบหน้าความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ นั้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้พิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านสำหรับชุมชนจำนวน 48 ล้านบาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาตให้เช่าที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นทางเข้า-ออก และที่จอดรถ และสำนักงานเขตจตุจักรได้พิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างทาวน์เฮ้าส์ ระหว่างนี้ เอสซีจียังคงลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างสหกรณ์ พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการและคณะทำงาน รวมถึงจัดตั้งกลุ่มออมสัจจะสะสมทรัพย์ ดูแลเยาวชนและผู้สูงอายุ”

ด้าน นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า “หลังจากที่ได้รับมอบที่ดินจากเอสซีจีแล้ว สำหรับพื้นที่อยู่อาศัยชุมชนกรมธนารักษ์จะให้สหกรณ์เคหสถานบ่อฝรั่งริมน้ำพัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เกิดจากการรวมกลุ่มก่อตั้งของชุมชนในพื้นที่บ่อฝรั่ง เช่าระยะยาว 30 ปี โดยกรรมสิทธิ์ของบ้านพักอาศัยจะเป็นของชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการ และกรมธนารักษ์จะคิดค่าเช่าที่ดินในอัตราเดียวกับโครงการบ้านมั่นคงในที่ราชพัสดุ สำหรับพื้นที่สวนสาธารณะ กรมธนารักษ์มอบให้กรุงเทพมหานครร่วมกับเอสซีจี และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ร่วมกันพัฒนาเป็นบึงน้ำสาธารณะ โดยกรมธนารักษ์จะพิจารณาให้สิทธิ์แก่องค์กร หรือนิติบุคคลอื่นๆ ทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแลรักษาพื้นที่ในส่วนนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบึงน้ำสาธารณะ โดยมีกรุงเทพมหานครทำหน้าที่ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความปลอดภัยแทนกรมธนารักษ์”

โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ เป็นความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชน ได้แก่ เอสซีจี สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตจตุจักร สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรุงเทพมหานคร และกรมธนารักษ์ มุ่งเป็นต้นแบบการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ หนึ่งในต้นแบบโครงการสานพลังประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมือง จัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า มีพื้นที่ส่วนกลางใช้ประโยชน์ร่วมกัน ต้นแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน เปิดโอกาสร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยที่ลงตัวกับทุกวิถีชีวิต กระตุ้นให้เกิดการออมในชุมชน และต้นแบบบึงน้ำสวนสาธารณะ เพื่อเป็นแก้มลิงและแหล่งพักผ่อนของคนกรุงเทพฯ