อาคารคัดบรรจุผลิตผลเกษตร พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ

ที่ทันสมัย สำหรับฝึกปฏิบัติงานและฝึกทักษะทางวิชาชีพให้กับนักศึกษาควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานวิจัยและการให้บริการทางวิชาการระหว่างหลักสูตรกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

และผลจากการประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับหลักสูตร ประจำปีการศึกษา 2560 หลักสูตรของเรา ได้รับการประเมินว่า เป็นหลักสูตรที่ “นักศึกษามีทักษะการปฏิบัติงานตรงตามที่หลักสูตรกำหนด และบัณฑิตมีความเชี่ยวชาญในทักษะที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ”

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าศึกษาในหลักสูตรนี้คือ ต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ หรือเทียบเท่า โดยผ่านการสอบคัดเลือกตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หรือผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย และเป็นผู้มีคุณสมบัติตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ว่าด้วยการศึกษาขั้นปริญญาตรีตามระเบียบและประกาศ อื่นๆ ของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องโดยอนุโลม

ท่านที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาชาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 0 5387 5000, 0 5387 5040 หรือ 08 1366 2993 (รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล) หรือสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ บริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน กับ 11 หน่วยงาน ว่า รัฐบาลต้องการพัฒนาพื้นที่ ชลประทานให้เต็ม 100% ของพื้นที่เกษตร 149 ล้านไร่ทั่วประเทศ ภายใน 20 ปีจากนี้ ถ้าทำระบบ ส่งน้ำของไทยสมบูรณ์ ประชาชนไม่เดือดร้อน ไม่ประสบฝนแล้งหรือน้ำท่วมอีก ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การทำเขื่อนขนาดใหญ่จะใช้เวลาและใช้เงินลงทุนมาก ใช้พื้นที่มากก่อความขัดแย้ง ดังนั้น ให้คิดโครงการเล็กๆ ในงบประมาณ 1-2 ล้านบาท ต่อโครงการเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตร การนำระบบผสมผสานของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีต้นทุนที่ถูกกว่าระบบใหญ่ๆ 5 เท่า

การร่วมมือกับ 11 หน่วยงานรัฐยังรวมถึงพื้นที่ป่า ดินที่เสื่อมโทรม การชะล้างพังทลายของหน้าดิน ในแต่ละปีเราสูญเสียหน้าดินเป็นเงิน 2.3 ล้านล้านบาท เกือบเท่าเงินที่รัฐบาลเก็บภาษีได้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะเก็บภาษี 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น การรักษาป่า รักษาหน้าดิน ปลูกต้นไม้ เป็นทางเลือกที่สำคัญ และ 11 หน่วยงานนี้เห็นประโยชน์ของการฟื้นฟูรักษาทรัพยากรเพื่อการผลิตอาหารเพื่อให้คนทั้งประเทศไม่อดอยาก ทั้งนี้ ถ้าดินมันเสื่อมมาก พื้นที่ภัยแล้งพึ่งพาน้ำฝน 80% ถึงจะมีนโยบายทางการเกษตรให้ดีอย่างไร แต่น้ำแย่ ดินแย่ ผลผลิตมันไม่ออกหรือออกไม่สมบูรณ์ เรื่องอื่นๆ ก็ทำต่อยาก ดังนั้น พื้นฐานเป็นเรื่องใหญ่

หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. … ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณา จากนั้นส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน มีอยู่ 10 ประเด็น อาทิ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งป่าชุมชนและพื้นที่ป่าที่มีการจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ให้คงอยู่ภายใต้บังคับของ “กฎหมายว่าด้วยป่าไม้”, “กฎกระทรวงว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ” หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่ พ.ร.บ.นี้จะบัญญัติเป็นอย่างอื่น

2. กำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน” โดยมี “รัฐมนตรีว่าการ ทส.” เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อ ครม. เกี่ยวกับนโยบายการจัดตั้ง การจัดการป่าชุมชน และเครือข่ายป่าชุมชน หรือพิจารณาให้ความเห็นเรื่องที่เกี่ยวกับป่าชุมชน เสนอแนะในการออกกฎหมาย กำหนดระเบียบ พิจารณาอุทธรณ์ และเสนอแนะต่อ ครม. เพื่อการกำหนดงบประมาณ มาตรการ หรือกลไกทางการเงิน

3. กำหนดให้มี “คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด” โดยมี “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและประกาศคำขอ-เพิ่ม-ลด หรือเพิกถอนป่าชุมชน ตรวจสอบรายละเอียดที่ระบุในคำขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ถอดถอนกรรมการจัดการป่าชุมชน แต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในจังหวัด จากนั้นให้จัดทำรายงานเสนอ “คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน” อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

4. กำหนดให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการป่าชุมชน โดยกำหนดให้มีแผนจัดการป่าชุมชน มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าชุมชนในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ หรือบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนเห็นได้ว่าเป็น “เขตป่าชุมชน”

5. กำหนดให้มี “การควบคุมดูแลป่าชุมชน” กำหนด “อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน” และกำหนด “การห้ามกระทำการภายในป่าชุมชน” หรือกระทำการด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน เว้นแต่เป็นการกระทำตามที่ พ.ร.บ. นี้บัญญัติให้กระทำได้

6. กำหนดให้ “อธิบดี” มีอำนาจ “สั่งเพิกถอนป่าชุมชนทั้งแปลง” หรือ “บางส่วน” ได้ โดยคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอให้เพิกถอนป่าชุมชน ทอดทิ้งไม่จัดการฟื้นฟูป่าชุมชนนั้น ต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับความเสียหาย หรือมีเหตุไม่ควรไว้วางใจให้จัดการป่าชุมชนต่อไป หรือเมื่อมีความจำเป็นทางด้านกิจการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ซึ่งการเพิกถอนป่าชุมชนให้มีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทั้งนี้ ทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอน หากเป็น “อสังหาริมทรัพย์” ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนที่เป็น “สังหาริมทรัพย์” ให้กรมป่าไม้เก็บไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมจัดการป่าชุมชน

7. กำหนด “โทษ” สำหรับผู้ฝ่าฝืนระเบียบของคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน และ “ข้อบังคับ” ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน และผู้กระทำการฝ่าฝืนการทำไม้ในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกิน หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าชุมชน ส่วน “ไม้” หรือ “ของป่า” ที่ได้มา หรือมีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. นี้ ให้ “ริบ” เสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตาม

นายเดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เห็นว่ากฎหมายนี้เป็นสิ่งที่รอมานานแล้ว เนื่องจากมีการรับรองสิทธิ รับรองการจัดการ ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเกิดการถกเถียงเชิงพื้นที่ อาทิ พื้นที่ที่จะนำไปทำป่าชุมชนนั้นจะครอบคลุมป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนฯ หรือพื้นที่อื่นมากน้อยแค่ไหน โดยการถกเถียงดังกล่าวมีมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2534 หรือกว่า 27 ปีมาแล้ว ส่วนตัวยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่ แล้วมนุษย์สามารถจัดการดูแลได้ ควรส่งเสริมให้เขาได้รับสิทธิในการจัดการนั้น หากมีคนอยู่ แต่ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรับรอง หรืออยู่กันแบบที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้

“ร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ที่ออกมา ตัดเรื่องการจัดการป่าในพื้นที่อนุรักษ์ออกไป เป็นปมหนึ่งที่คิดว่าเราต้องช่วยกันคิด และความจริงแล้วกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติขึ้นมาฉบับหนึ่ง คล้ายกับการนำเรื่องการจัดการป่าเข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ แม้ส่วนตัวจะเชียร์ พ.ร.บ. ป่าชุมชนฉบับนี้ว่ามีเรื่องดีๆ หลายเรื่อง และคิดว่าค่อนข้างดีกว่าทุกร่างที่ผ่านมา แต่ถ้าไม่เคลียร์อีกฉบับของกรมอุทยานก่อนก็ยากเหมือนกัน โดยสาระของ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ฉบับนี้ได้ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารจัดการ ร่วมกันอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ หรือหากต้องการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมที่มีอยู่ หรือทำป่าเศรษฐกิจขึ้นมา ก็สามารถทำได้แล้ว

“อย่างไรก็ตาม หากชาวบ้านต้องการทำการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งมีปัญหาอยู่มาก ตอนนี้ถ้ากำหนดให้เป็นป่าชุมชน ชาวบ้านสามารถจัดการได้ทันที หรือถ้าชาวบ้านจะทำเขตนันทนาการก็สามารถทำได้ กระทั่งว่า หากชาวบ้านวางแผนใช้ประโยชน์ หรือเก็บของป่าอย่างยั่งยืน เมื่อได้รับอนุมัติแล้วก็ไม่ต้องขออนุญาตอีก เราจะไม่เห็นปัญหาเรื่องการเก็บเห็ด เก็บน้ำผึ้งแล้วโดนจับกุม ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ขณะเดียวกันก็ต้องขึ้นอยู่กับชุมชนที่ได้รับสิทธิด้วยว่ามีแผนจัดการอย่างไร” นายเดโชอธิบาย

สำหรับประเด็นข้อสงสัยที่ว่า พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนั้น จะซ้ำซ้อนกันหรือไม่นั้น นายเดโช เห็นว่า “ไม่”

นายเดโช ให้เหตุผลประกอบว่า เพราะมีการแบ่งแยกระหว่าง “ป่าชุมชน” ซึ่งใช้ พ.ร.บ. ป่าชุมชน เป็นตัวบังคับ กับ “ป่าที่อยู่ในเขตอุทยานฯ” ให้ว่าตามระเบียบของกรมอุทยาน ปัญหาหนึ่งที่กังวลคือ ควรผลักดัน พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ออกมาพร้อมกัน เพราะถ้าผลักดัน พ.ร.บ. ป่าชุมชน ออกมาก่อน เสมือนย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ที่ทิ้งคนจำนวนมากที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ หรือการตัดสิทธิ ละเมิดเขา ทั้งหลายเหล่านี้จะย้อนกลับมาเรื่องเดิม ซึ่งอาจมีผู้คัดค้านจำนวนมาก หรือหากผลักดัน พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติออกมาก่อน หมายถึงแก้ไข พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติให้แล้วเสร็จ จะทำให้ชุมชนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ หรือกลุ่มที่ออกมาประท้วงหรือไม่เห็นด้วยได้สบายใจมากขึ้น ขณะเดียวกันได้เสนอให้รัฐบาลทราบแล้วว่าอยากให้ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน โดยขณะนี้ผ่าน ครม. แล้ว อยู่ในช่วงให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ

ขณะที่ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับตัวร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน และมองว่ากฎหมายยังมีความโบราณ โดยออกมาในลักษณะที่อำนาจยังอยู่ที่รัฐ มีเรื่องการลงโทษและการให้รางวัล เป็นระบบกฎหมายที่เก่าแก่

ยุคนี้ควรจะเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้อำนาจเขาจัดการกันเอง แต่ป่าชุมชนยังเป็นป่าของกรมป่าไม้อยู่ จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่แล้วจะเป็นป่าชุมชนได้ยังไง อ่านแล้วรู้สึกเศร้าใจกับความคิดที่ฝังแน่นบนฐานของผลประโยชน์ และการปกป้องอำนาจ และมองว่าทำไมกฎหมายป่าชุมชนจะต้องมีผู้อำนวยการป่าชุมชน ต้องมีคณะกรรมการ ส่วนตัวมองว่าไม่เกี่ยว ไม่ใช่เรื่องป่าชุมชนเลย เวลาที่เข้าไปในชุมชน ในชนบท จะเห็นวิถีของชุมชนที่อยู่บนฐานวัฒนธรรม ไม่ใช่ฐานของกฎหมาย ซึ่งเขาจะดูแลรักษาและมีกฎกติกาการห้ามกันอยู่แล้ว บนฐานความต้องการและบริบทของท้องถิ่นที่สืบต่อกันมาจนเป็นวัฒนธรรมประเพณี เพราะฉะนั้นคิดว่าไม่ควรมีกฎหมายชุมชนแล้ว

“การที่ชุมชนจะจัดการทรัพยากร ควรจะเป็นกฎหมายสิทธิชุมชน แล้วการจะดูแลรักษาป่า หรือการจะวางกติกาต่างๆ ก็ใช้บัญญัติท้องถิ่น” ดร. เพิ่มศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย พะเยา – นายอนุรักษ์ โปร่งสุยา นายก อบต.ออย อำเภอปง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยติดต่อกันมา 2-3 ปี ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของ อปท.ลดลง โดยท้องถิ่นได้รับผลกระทบเศรษฐกิจระดับมหภาค รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่ออกกฎหมายการถือครองที่ดินทำกินช่วยลดภาระการจ่ายภาษีบำรุงท้องที่ของประชาชน ส่งผลต่อรายได้ภาษีของ อปท.ลดลงประมาณ ร้อยละ 10 กรณีภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายหากประชาชนที่ถือครองที่ดิน ที่เป็นที่ไร่ ที่สวน ซึ่งเป็นที่ทำกิน มีไม่เกิน 3 ไร่ ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งครอบครัวหนึ่งๆ มีการโอนที่ดินแบ่งให้แก่ลูกหลาน ทำให้เกิดการกระจายที่ดินถือครองมากขึ้น แต่จำนวนเนื้อที่ลดลงจึงหลุดเกณฑ์เสียภาษีบำรุงท้องที่

ในส่วนของภาษีโรงเรียนและภาษีกิจการร้านค้า ทาง อบต.ออย สำรวจพบว่า ในรอบปีที่ผ่านมามีร้านค้าที่แจ้งยกเลิกกิจการ 10 ราย ขณะที่มีผู้ประกอบการร้านค้าแจ้งขอจดทะเบียนรายใหม่เพียง 2-3 ราย เท่านั้น สาเหตุที่แจ้งยกเลิกมาจากสาเหตุสำคัญ คือ 1. รายได้ลดลงประสบภาวะขาดทุน 2. ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนสินค้า ทั้งการผลิตและขนส่งเพิ่มขึ้น และ 3. สถาบันการเงิน ธนาคาร ไม่ปล่อยกู้เพิ่มเนื่องจากกลัวหนี้สูญ หรือปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้เก่าเพื่อป้องกันหนี้เสีย

ปัจจัยเหตุเหล่านี้กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของ ท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นมีรายได้ลดลงย่อมกระทบต่อการ นำไปบริหารและพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต ขณะที่รัฐบาล แจ้งว่าตัวเลข GDP ในระดับประเทศเพิ่มขึ้นนั้น ข้อเท็จจริงคือ GDP โตในกลุ่มของนายทุน แต่ GDP ในกลุ่มของประชาชนทั่วประเทศไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้องแบกภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ทางออกรัฐควรกระจายรายได้ ลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรกรรม เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนมีกำลังซื้อ

ขอนแก่น – นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมร่วมผู้บริหาร ในพื้นที่ สนง.ชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ว่า น้ำในภาคอีสานไม่น่าเป็นห่วง แต่ในเดือนกรกฎาคมจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติถึง ร้อยละ 20 โดยเฉพาะ จังหวัดอุบลราชธานี ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งเน้นย้ำทุกฝ่ายให้บริหาร จัดการน้ำอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังน้ำในแม่น้ำชี, แม่น้ำมูน และแม่น้ำพอง หากมีปริมาณเกินระดับให้พร่องน้ำทันที

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ที่เขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนลำปาว มีปริมาณไม่เกิน ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 68 แห่ง มีเพียงแห่งเดียวคืออ่างเก็บน้ำห้วยเสียว จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณมากกว่า 80% แต่ได้พร่องน้ำบางส่วนแล้ว

ขณะที่ลำน้ำชียังรองรับได้มาก อย่างไรก็ตาม สนง.ชลประทานที่ 6 ได้นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไปติดตั้งเตรียมพร้อมไว้ในจุดเสี่ยงแล้ว และยังติดตั้งธงแจ้งเตือนสถานการณ์อีกด้วย

รศ.ดร. วีระพงศ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยว่า สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม มทส.เป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมแสดงผลงานนวัตกรรมของเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NESP Innovation Fair 2018)” ระหว่าง วันที่ 1-4 มิถุนายน นี้ ที่ลานโปรโมชั่น ฮอลล์ ชั้นจี เทอร์มินัล 21 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อโชว์ศักยภาพผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย และนำมาใช้จริงในเชิงพาณิชย์ เปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ที่สนใจได้พบกับเจ้าของผลงานนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การลงทุนทางเทคโนโลยีในอนาคต และเกิดการยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมไทยให้ดียิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนว่าเทคโนโลยีของคนไทยสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถถ่ายทอดสู่ภาคธุรกิจในทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชน ที่สนใจทั่วไปได้รับรู้และ ตระหนักถึงนวัตกรรมที่เป็นความสามารถของคนไทย อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันของผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจ ภายในงานประกอบด้วย พิธีเปิดงาน “หยาดป่า” จาก โครงการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) คลองไผ่ การจัดแสดงผลงานวิจัย สินค้านวัตกรรม และผลิตภัณฑ์จากศูนย์ อพ.สธ. อาทิ ผ้าไหม ชาสมุนไพร และการเดินแฟชั่นโชว์ กิจกรรมการประกาศผลและมอบรางวัล NESP Innovation Award 2018 การเสวนากับนักธุรกิจนวัตกรรม และการเสวนาหัวข้อแนวทางการขับเคลื่อนอุทยานวิทยาศาสตร์ในอนาคต การเปิดตัวโครงการ Innovation Hub Creative Economy ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กิจกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์ครั้งที่ 11 ประจำปี 2561 พร้อมทั้งนิทรรศการผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีการออกบูธแสดงผลงานนวัตกรรมจาก 4 มหาวิทยาลัย เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ม.ขอนแก่น ม.มหาสารคาม ม.อุบลราชธานี และ มทส. และการจัดบู๊ธขายสินค้าด้านนวัตกรรมจากผู้ประกอบการมากมาย

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวผู้ปลูกมะพร้าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กว่า 200 คน นำโดย นายอำนาจ มณีแดง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการน้ำมันพืชและพืชน้ำมัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. หลังจากราคามะพร้าวตกต่ำเหลือเพียงลูกละ 6 บาท จากเดิมลูกละ 20-23 บาท ทำให้ชาวสวนได้รับความเดือดร้อน โดยมี นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวแทนรับเรื่องและชี้แจงทำความเข้าใจ

มีรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำเข้ามะพร้าวในกรอบ AFTA และกรอบ WTO ทันที ประกอบด้วยมะพร้าวผล มะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว จากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีข้อมูลผลผลิตภายในประเทศที่ชัดเจน ทำให้ราคามะพร้าวมีผลกระทบ และขอให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหาการลักลอบนำเข้ามะพร้าวเถื่อนผ่านชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากพบว่าที่ อำเภอทับสะแก มีผู้ประกอบการบางรายนำมะพร้าวเถื่อนไปกระจายให้กับ ชาวบ้านผลิตมะพร้าวขาวแทนการผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ผู้ลิตเพื่อการส่งออกบางรายนำมะพร้าวมาจากประเทศอินโดนีเซีย และประเทศเวียดนาม แต่ตีตราส่งออกเป็นผลผลิตมะพร้าวทับสะแก ซึ่งถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายและเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคอย่างชัดเจน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “ASEAN-Hong Kong FTA โอกาสทางการค้าเพื่อเปิดตลาดสู่แดนมังกร” เพื่อเตรียมความพร้อมและชี้โอกาสให้แก่ผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ว่า ฮ่องกงเป็นคู่ค้าและนักลงทุนที่สำคัญของไทย มีศักยภาพในการเป็นประตูการค้าและการลงทุนไปสู่ตลาดใหญ่อย่างจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง และความตกลงด้านลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง ซึ่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและฮ่องกงได้ลงนามแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562

นางอรมน กล่าวว่า ในส่วนของการเปิดตลาดเสรีการค้าบริการและการลงทุนไทยอนุญาตให้ผู้ให้บริการของฮ่องกงเข้ามาลงทุนในไทย จำนวน 74 สาขาย่อย ขณะที่ฮ่องกงอนุญาตให้ผู้ให้บริการของไทยเข้ามาลงทุนในฮ่องกงได้จำนวน 77 สาขาย่อย ในส่วนของการค้าสินค้านั้น นอกจากฮ่องกงจะไม่สามารถขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งออกจากอาเซียนได้แล้ว การลดภาษีสินค้ายังเป็นการสนับสนุนโอกาสทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น นอกจากนี้การเปิดตลาดการค้าบริการจะช่วยยกมาตรฐานภาคบริการของไทยโดยการเคลื่อนย้ายผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงมาไทย ส่วนการลงทุนนั้น ความตกลงจะช่วยขจัดอุปสรรคการลงทุนระหว่างไทยและฮ่องกง ขณะเดียวกันความสะดวกดังกล่าวยังกระตุ้นให้นักธุรกิจฮ่องกงเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่ง ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และบริการธุรกิจที่ฮ่องกงมีศักยภาพ

สศอ.จี้พาณิชย์ฟ้องดับเบิลยูทีโอ เหตุเวียดนามไม่แฟร์กีดกันการค้ารถยนต์ โอดกระทบหนักทำยอด ส่งออก 4 เดือนหายไปกว่า 80% หวั่นระยะยาวผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตหนีเหมือนสิ่งทอ ชี้หากปล่อยบานปลาย เวียดนามอาจทำกับอุตสาหกรรมประเภทอื่น

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และรักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.อยู่ระหว่างการติดตามผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ของประเทศเวียดนาม ที่ออกมาควบคุมการนำเข้า รถยนต์ ต้องออกเอกสารรับรองรถยนต์นำเข้าจากประเทศผู้ส่งออกและการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลกระทบต่ออุตฯยานยนต์ในประเทศ หากไม่เร่งแก้ปัญหาระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อการย้ายฐานการผลิตอุตฯ รถยนต์ของไทย และอาจส่งผลให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนดำเนินมาตรการดังกล่าวตามได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

“มาตรการใหม่รถยนต์ที่ส่งออกไปเวียดนามทุกล็อตจะต้องถูกตรวจสอบจากปกติเป็นการสุ่มตรวจทุกล็อต โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมาสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้แจ้งในที่ประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ว่า ไม่ถูกต้องเพราะต้องแจ้งไทยก่อนล่วงหน้า 60 วัน กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานอื่นๆ ของไทยก็เจรจามาต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากเวียดนามมากนัก หากถามว่าจะหารือกับชาติอาเซียนอื่นๆ เพื่อฟ้องร้องเวียดนามกับดับเบิลยูทีโอเหมือนกรณีที่ไทยโดนเรื่องอ้อยหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการตัดสินใจต่อไป” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า ทั้งนี้ มาตรการลักษณะดังกล่าวเวียดนามเคยดำเนินการกับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในอดีตที่ผ่านมา และส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามค่อนข้างมาก หากปัญหานี้ปล่อยไว้ อาจกระทบต่อฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เช่นกันในระยะยาว เนื่องจากเห็นว่าการกีดกันเรื่องการตรวจสอบ จะไม่เน้นไปที่ชิ้นส่วนแต่อย่างใดเพราะเวียดนามยังจำเป็นต้องนำเข้าไปประกอบในประเทศ ซึ่งเกรงว่า เวียดนามอาจทำลักษณะนี้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างติดตามมาตรการเอ็นทีบี ในการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศเวียดนาม เนื่องจากมาตรการใหม่ของเวียดนามได้ส่งผลกระทบทำให้การส่งออกรถยนต์ล่าช้ากว่าเดิมมาก เช่น จากเดิมหากเอกสารครบรถยนต์จะถูกปล่อยจากท่าเรือได้ทันที แต่ล่าสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รถยนต์ต้องถูกกักบริเวณท่าเรือถึง 1 เดือน ส่งผลให้ยอดการส่งออกไปยังเวียดนามในช่วง 4 เดือน (มกราคม-เมษายน) มีปริมาณเพียง 4,000 คัน จากปกติต้องส่งออกไปแล้ว 20,000 คัน หรือลดลงกว่า 80% ขณะที่ทั้งปีตั้งเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามที่ 65,000 คัน