อาจมองดูเหมือนทางมะพร้าวที่เกษตรกรเหลามาขายส่ง

ให้กับคุณฐนโรจน์ไม่มากนัก แต่เมื่อรวบรวมเฉลี่ยในแต่ละวัน คุณฐนโรจน์ รับซื้อได้มากถึง 500 กิโลกรัมทีเดียว คุณฐนโรจน์ เล่าว่า รายได้ต่อทางมะพร้าวเหลา 1 ตัน อยู่ที่ 20,000 บาท เมื่อหักกำไรสุทธิแล้ว ทำให้การขายแต่ละตัน คงเหลือที่ 5,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่น้อย เพราะไม่ต้องลงแรงอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่เกษตรกรและคุณฐนโรจน์ ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า คือ การเลือกเฉพาะทางมะพร้าวแก่ที่หลุดร่วงจากต้นเอง หากทางมะพร้าวแก่แล้ว แต่ยังไม่หลุด เกษตรกรก็จะไม่ดึงให้หลุด เพราะถือว่าทางมะพร้าวก้านนั้นยังไม่แก่ ซึ่งคุณสมบัติของทางมะพร้าวที่แก่ได้ที่ คุณฐนโรจน์ บอกว่า จะไม่เปราะ และมีความเหนียวมาก

สนใจ ติดต่อได้ที่ คุณฐนโรจน์ ชัยสิริธนานนท์ เลขที่ 50 หมู่ 1 บ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือโทรศัพท์สอบถามก่อนได้ที่โทรศัพท์

น.สพ. สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการนำข้อความเท็จเรื่องหมูไก่เป็นเอดส์วนกลับมาแชร์กันในโลกออนไลน์อีก ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นข้อความเก่าที่ส่งต่อกันตั้งแต่ปี 2551 โดยเรื่องที่ระบุไม่เคยมีมูลความจริง อาจเป็นไปได้ว่าข้อมูลเท็จนี้ยังคงฝังอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต หรืออาจมีขบวนการจ้องทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยและทำร้ายเกษตรกรไทย

เนื่องจากมีการเพิ่มเติมข้อความให้เลิกทานหมู ไก่ กุ้ง ปลา และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีผู้ประสงค์ร้ายนำคลิปวิดีโอ ภาพการทำลายหมูที่เป็นโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ตามมาตรฐานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ส่งไปพร้อมกับข้อความเท็จข้างต้น การกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล และกระทบกับผู้บริโภคในวงกว้าง

“เรื่องหมูไก่เป็นเอดส์ไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องเก่าที่วนส่งกันมากว่า 11 ปี จึงไม่ควรแชร์กันอีกต่อไป เพราะกระทบเกษตรและผู้บริโภคจำนวนมาก ขอยืนยันว่าไทยไม่เคยพบการป่วยตายของหมู ไก่และเป็ดในทุกพื่นที่ ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์มีมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสัตว์ ทั้งหมูและสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันบูรณาการในการป้องกันโรค ASF อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อสะกัดกั้นไม่ให้โรคนี้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกร และเศรษฐกิจของประเทศได้ ขอให้เกษตรกรและประชาชนอย่าได้ตื่นตระหนก” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

น.สพ. สรวิศ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบการแชร์ข้อความนี้ในช่องทาง โซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บบล็อค ฯลฯ โปรดถ่ายภาพหน้าจอและส่งข้อมูลมาที่กรมปศุสัตว์ ผ่าน แอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งกรมฯ เปิดไว้รับเรื่องร้องทุกข์ แจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลสู่การแจ้งความดำเนินคดี กับผู้ส่งต่อข้อมูลเท็จตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ดังเช่นที่ภาคเอกชนมีการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดในประเด็นนี้ กระทั่งศาลอาญาพิพากษาให้จำเลยที่ส่งข้อมูลเท็จผ่านโซเชียลมีเดีย มีโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ

น.สพ.สุเมธ ทรัพย์ชูกุล เลขาธิการสัตวแพทยสภา และนายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีกเปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงกระบวนการผลิตไก่โดยใช้สารบางอย่างฉีดเข้าไปในตัวไก่นั้น สมาคมทำการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่า ไม่ใช่การเลี้ยงไก่ของประเทศไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตลอดกระบวนการมีการกำกับดูแล โดยเฉพาะด้านการใช้ยาและวัคซีน โดยสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มและสัตวบาลประจำฟาร์ม เพื่อให้การจัดการเป็นไปตามมาตรฐาน ถูกต้องตามหลักการณ์ และถูกกฎหมาย ตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์และลูกค้า ทำให้สินค้าเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปยังต่างประเทศ โดยมีคู่ค้าที่สำคัญทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในอาหาร

“คาดว่าคลิปดังกล่าวน่าจะเป็นคลิปเก่ามาก เป็นกระบวนการที่โบราณมากกว่า 40 ปี โดยปัจจุบันไม่มีผู้ประกอบการหรือเกษตรกรที่ใช้กระบวนการเช่นนี้ เพราะไม่เพียงเสียเวลาและแรงงานเท่านั้น ยังไม่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลและหลักสวัสดิภาพสัตว์ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย ขอผู้บริโภคอย่าตื่นตกใจกับคลิปดังกล่าว และขอให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมมีความปลอดภัย ปราศจากสารตกค้างต่างๆ อย่างแน่นอน” น.สพ.สุเมธ กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ บ้านโคกม่วง หมู่6 ต.เมืองเก่าพัฒนา อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น เพื่อพบกับ นายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร หมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าของศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน ที่สืบสานอาชีพเกษตรกรรมจากบรรพบุรุษตั้งแต่ปี 2543 โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรจำนวน 19 ไร่ จากนาข้าวและมันสำปะหลัง เป็นเกษตรผสมผสาน จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงบำรุงดิน โดยได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตจากกรมพัฒนาที่ดิน

ทำปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี มีรายได้หลักจากการปลูกผักหวานป่า ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 200,000 บาท และได้พบปะกับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา สานพลังประชารัฐ นำโดยนายประหยัด ชำนาญรบ อำเภอชุมแพ ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยใช้กลไกสหกรณ์บริหารจัดการตั้งแต่การพิจารณาพื้นที่ปลูก กระบวนการส่งเสริมการผลิต จัดหาเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว รวบรวมผลผลิต ตลอดจนตลาดรับซื้อจากเกษตรกรสมาชิก

นอกจากนั้น ได้พบกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการพัฒนาดินเค็มทุ่งเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น นำโดยกำนันตำบลหัวหนองและแม่ระเบียบ สละ จากเดิมมีปัญหาพื้นที่รกร้าง ประสบกับปัญหาดินเค็ม น้ำเค็ม จนไม่สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ กรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้าสำรวจระดับความเค็ม ความลึกของชั้นเกลือ และวางระบบทางวิศวกรรม ร่วมกับการจัดการดินและพืชตามหลักวิชาการ ปัจจุบันพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ได้รับการแก้ปัญหา มีเกษตรกรร่วมโครงการและสร้างเครือข่ายกว่า 3,000 ราย เกษตรกรปลูกข้าวได้ผลผลิตดี ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปรับสภาพแวดล้อมด้วยพืชทนเค็ม ทำให้มีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคง

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวให้กำลังใจและกล่าวชื่นชมกลุ่มเกษตรกร พร้อมมอบแนวทางให้เกษตรกรยึดหลักทำการเกษตรแบบยั่งยืน ปลูกพืชผสมผสาน ให้พึ่งพาตนเองได้ ตามหลักศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หากจะผลิตพืชผลชนิดใด ให้ใช้หลักการตลาดนำการผลิต เช่นเดียวกับโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาที่มีตลาดรับซื้อ และเน้นย้ำให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิต มีความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ทิ้งกัน..จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ และมีความมั่นคงในอาชีพการเกษตรมากยิ่งขึ้น

พื้นที่ป่าชุมชนบ้านซำหวาย อำเภอน้ำผืน อุบลราชธานี มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีอาณาบริเวณติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม เป็นแหล่งต้นน้ำที่ไหลลงสู่ห้วยพระเจ้า ห้วยวังใหญ่ และห้วยบอน มีอ่างเก็บน้ำห้วยวังใหญ่ ซึ่งมีน้ำขังตลอดปีเพื่อใช้สำหรับอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร หล่อเลี้ยงวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนตำบลซำหวาย

ชุมชนได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงานด้านการอนุรักษ์อย่างชัดเจน มีการเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า พืช สัตว์ อย่างสัมพันธ์และเกื้อกูลกัน เช่น การกำหนดแนวเขตการอนุรักษ์ป่าเป็น “ป่ากันชน” มีการเก็บน้ำไว้ใต้ดินเพื่อนำกลับมาใช้ได้ใหม่ในฤดูแล้ง การทำฝายชะลอน้ำ โครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาอีไท ซึ่งเป็นพันธุ์ปลาท้องถิ่นและใกล้สูญพันธุ์ ด้วยการกำหนดเขตพื้นที่ห้ามจับปลาในช่วงฤดูกาลวางไข่ ได้กำหนดกฎระเบียบการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน และแหล่งน้ำสาธารณะที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดั้งเดิมอีกด้วย

“ป่ากันชน” ผืนนี้นั้นหากย้อนกลับไปมองอดีต จากคำบอกเล่าของคนในตระกูล “สะนัย” ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยเพียงไม่กี่ครัวเรือน เริ่มต้นตั้งแต่ พ่อมี สะนัย เข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2466 ต่อมาก็มีผู้คนในตระกูลสะนัย สืบต่อมาอีกจนถึง พ่อหมื่น สะนัย ผู้สืบทอดรุ่นที่สี่ เล่าให้ฟังว่า เป็นผืนป่าทึบ มีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ผักพื้นถิ่น และสัตว์ป่าจำพวก กระต่าย กระจง สุนัขจิ้งจอก นกยูง หรือแม้แต่ช้างป่า ปลาอีไท เป็นต้น รวมไปถึงประเภทผักป่าและแมลงอีกหลากหลายชนิด ส่งผลให้ชาวบ้านจากหลายชุมชน ต่างอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนมาจับจองพื้นที่ทำกิน ตัดไม้สร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น

โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2444 ได้มีกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้พื้นที่ดังกล่าวได้ขยายพื้นที่ทำกิน มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชุมชนบ้านซำหวาย จนถึงปี 2515 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน เนื่องจากการสู้รบในประเทศกัมพูชาของเขมร 3 ฝ่าย ที่เรียกกันว่า “สมรภูมิช่องบก” ที่ครอบคลุมอาณาบริเวณสามประเทศ ไทย ลาว และเขมร ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชน ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวชายแดน หน่วยงานภาครัฐได้อพยพผู้คนออกจากพื้นที่สู้รบ เพื่อความปลอดภัย

ปี พ.ศ. 2520 ได้มีการประกาศพื้นที่ฝั่งซ้ายลำโดมใหญ่ บางส่วนให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณ ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้อย่างสะดวกสบาย

อย่างไรก็ดี ชุมชนต่างมีความต้องการที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในผืนป่า ที่ยังคงเหลืออยู่และยังไม่ถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ฯ เพื่อขอกันพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์ของชุมชน

ปี พ.ศ. 2538 คณะกรรมการป่าสงวนและเขตอนุรักษ์คุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติได้เห็นชอบให้ขยายแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ในพื้นที่ตำบลสีวิเชียร และตำบลโดมประดิษฐ์เพิ่มเติม ในช่วงเดียวกันนี้ จำนวนประชากรในพื้นที่ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ทำมาหากิน การล่าสัตว์ การบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อทำไร่เพิ่มขึ้น ทำให้ป่าถูกทำลาย เกิดเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม นำมาสู่เหตุการณ์หรือความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน มีการผลักดันให้คนออกจากป่า ชาวบ้านหลายรายถูกจับกุมด้วยความไม่เข้าใจกัน

เมื่อเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมชาวบ้านที่เข้าตัดไม้ หาของป่าในบริเวณหลังเขื่อนห้วยวังใหญ่ เมื่อมีการตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างรอบคอบแล้ว พบว่าพื้นที่บริเวณที่จับกุมชาวบ้านไม่ใช่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ฯ หรือพื้นที่ของเขื่อนห้วยวังใหญ่แต่อย่างใด นายก อบต. และกรรมการจากเทศบาล รวมไปถึง นายบัว สุธรรม อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านซำหวาย หมู่ที่ 3 ได้เข้าปรึกษากับ นายวิชิต จิรมงคลการ

ซึ่งเป็นผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ในช่วงเวลานั้น จึงพบว่าพื้นที่ดังกล่าว คือ “ป่ากันชน” ชุมชนจึงมีแนวคิดในการหาข้อยุติและประสงค์จะใช้ประโยชน์จากป่า จึงได้รับคำแนะนำจากนายวิชิต ไปดำเนินการขอจดแจ้งเป็นพื้นที่ป่าชุมชน ที่สำนักป่าไม้จังหวัด แผนกป่าชุมชน จากนั้นชุมชนได้เริ่มประชาคมกับชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เทศบาล และชุมชน ร่วมกันหาแนวทาง ในการจับพิกัดพื้นที่และกำหนดพื้นที่ป่าชุมชน ในที่สุดก็ได้ผืนป่าจำนวน 1,072 ไร่

อย่างไรก็ดี ปลัดปัญญา สะนัย ผู้เกิดและเติบโตในชุมชนนี้ได้เล่าเรื่องราวลำดับขั้นตอนตั้งแต่ครั้งเป็นเด็กจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้กล่าวเน้นในตอนท้ายว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2558 คณะกรรมการป่าชุมชนได้ขอคืนพื้นที่โดยวิธีประนีประนอม พูดคุยทำความเข้าใจกัน จากชาวบ้าน 4 รายที่บุกรุกพื้นที่ป่า คณะกรรมการได้นำข้อมูลหลักฐานที่มีการจับพิกัดพื้นที่ และใช้มติ กฎของหมู่บ้านเข้าไปร่วมพูดคุย เป็นรายบุคคล ซึ่งไม่ได้เป็นการขอให้สละพื้นที่ หากแต่เป็นการกั้นพื้นที่มิให้บุกรุกหรือขยายเพิ่มเติม มีการปักหมุดกั้นเขตไว้ ตลอดจนมีการพูดคุยทำความเข้าใจกันในชุมชนให้แต่ละรายเห็นความสำคัญและตระหนักถึงการอนุรักษ์พื้นที่ป่าส่วนรวม

โดยเฉพาะการอนุรักษ์ปลา “อีไท” เตื้อนไตรเก๊ราะ (ภาษาเขมร) ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่น หรือเรียกกันว่า “ปลาสร้อยนกเขาหรือปลาสร้อยหางแดง” ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า (Hard-lipped bard, Osteochilus vittatus เป็นปลาชนิดหนึ่งในวงปลาตะเพียน) อีกทั้งพิจารณาถึงการจะทำอย่างไรให้นกยูงคืนถิ่น เพราะเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นแรกๆ เล่าให้ฟังว่า เคยเป็นพื้นที่ของนกยูงมาแต่เดิม

ประกอบกับภูมินิเวศของป่าผืนนี้มีร่องน้ำจำนวนหลายร่อง ที่ไหลมาจากพื้นที่ต้นน้ำเทือกเขาพนมดงเร็ก ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต่างไหลมารวมกันที่อ่างเก็บน้ำห้วยวังใหญ่ ซึ่งเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีบริเวณพื้นที่อีกราวพันไร่ ทำให้ปลาอีไทขึ้นวางไข่ ถึงปีละ 2 ครั้ง ในบริเวณน้ำที่ตื้นเขิน รวมทั้งปลาพื้นถิ่นอื่นๆ เช่น ปลากด ปลาเซียม ปลาตอง ปลาช่อน เป็นต้น

พ่อใหญ่คาน สะนัย ผู้นำรุ่นที่สาม เล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนเคยมีนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์สังเกตได้จากพื้นที่ตั้งวัดชื่อว่า “วัดพลาญนกยูง” ซึ่งเป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง ชาวบ้านอีกหลายรายยืนยันว่าเป็นพลาญนกยูงจริง เนื่องจากบริเวณนี้มี “หญ้าหัวไก่เถื่อน” เป็นอาหารที่นกยูงชื่นชอบมาก และมีปริมาณมากในพื้นที่ “พลาญ” อีกทั้งเป็นยาสมุนไพร ใช้ได้ทั้งคนและสัตว์ จึงได้ให้ความสนใจและจัดทำโครงการนกยูงคืนถิ่น จนถึงปัจจุบันมีผู้เห็นนกยูงคืนถิ่นแล้วจำนวนหนึ่ง”

ชื่อเกษตรเขาเขียวคงไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก รู้จักกันก็แต่คนในวงการอาชีวศึกษาสายเกษตร หรือรู้จักเขาเขียวกันว่า เขาเขียวเป็นสวนสัตว์เปิดอยู่ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

“เกษตรเขาเขียว” เป็นชื่อเรียกของโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี ก่อตั้งมานานเกือบ 5 ทศวรรษ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2507 จังหวัดราชบุรีมีความประสงค์ที่จะจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมและได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ให้ทราบว่าจังหวัดราชบุรีมีพื้นดินของจังหวัดเป็นป่าสงวนฯ อยู่บริเวณเขาเขียว ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม ประมาณ 8,000 ไร่ ต่อมากรมอาชีวศึกษาจึงได้มีการประชุมคณะกรรมการและมีมติอนุมัติให้ตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรีขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2512 โดยมีคณะกรรมการจากจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมและฝ่ายของกรมอาชีวศึกษา ซึ่งมี นายระบิล สิตสุวรรณ รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา นายเชิญ มณีรัตน์ หัวหน้ากองโรงเรียนเกษตรกรรม ดร.บัญญัติ วิโมกขสันต์ และ นายสัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นผู้ประสานงานเพื่อจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรี

ในที่ประชุมได้ตกลงให้ย้ายสถานที่ก่อสร้างจากการสำรวจพื้นที่ไว้ก่อนแล้วประมาณ 608 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแก่การดำเนินงานทางด้านการเกษตร ให้เลื่อนมาทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมมากกว่าพื้นที่เดิมและได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ ปัจจุบันนี้ มีพื้นที่ 1,302 ไร่ 2 งาน 35 ตารางวา ตั้งอยู่ที่เลขที่ 63/1 หมู่ที่ 7 ตำบเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ระยะทางห่างจากอำเภอโพธาราม 22 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอเมืองราชบุรี 32 กิโลเมตร และระยะทางจากอำเภอบ้านโป่ง 32 กิโลเมตร

ได้เปิดรับนักเรียนรุ่นแรกเมื่อปี พ.ศ. 2513 ตอนเปิดรับนักเรียนรุ่นแรกการก่อสร้างอาคารต่างๆ ที่เขาเขียวยังไม่แล้วเสร็จจึงต้องใช้อาคารเก่าของโรงเรียนการช่างราชบุรีหรือวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีไปก่อน

ฤดูร้อนของต้นเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2513 ในตัวเมืองจังหวัดราชบุรีกระแสลมในฤดูร้อนได้แผ่กระจายไปกว้าง ถึงแม้มีสายลมเย็นจากแม่น้ำแม่กลองพัดพาเอาไอเย็นขึ้นมาถึงบนฝั่งได้บ้างก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนผ่าวของฤดูนี้ลงไปได้มากนัก อุณหภูมิที่ร้อนทำให้นักเรียนในวัยรุ่นกระทงเพิ่งจบชั้น ม.ศ.3 (ม.3) บางคนตกชั้น ม.ศ.4 ที่เดินทางมาที่โรงเรียนการช่างราชบุรีหรือวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีตามตัวต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ด้วยจุดประสงค์เพื่อจะมาสมัครเรียนเกษตรตามใบประกาศ บางคนบอกว่าลงจากรถประจำทางที่สนามหญ้าในเมือง (หอนาฬิกา) ก็เดินมาที่นี่

คนที่อยู่ใกล้แม่น้ำแม่กลองแถวบางคนที, บางนกแขวก, คุ้งน้ำวนมาด้วยเรือโดยสารขึ้นที่ท่าเรือเมืองราชบุรีใกล้หอนาฬิกาแล้วต่อรถรับจ้าง บางคนขึ้นสามล้อมากับผู้ปกครอง หลายคนมากับรถโดยสารจะจอดลงหน้าโรงเรียนพอดี บางคนมาด้วยรถส่วนตัวกับผู้ปกครองสามารถขับรถเข้าถึงภายในโรงเรียนโดยไม่ต้องเดินจากหน้าโรงเรียนให้เหนื่อย ส่วนคนที่มาจากปักษ์ใต้ได้เดินทางมาโดยรถไฟล่วงหน้าก่อนหนึ่งวันพักค้างที่โรงแรมและจ้างสามล้อมาส่งในวันรุ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นต่างอยู่ในชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนที่พวกเขาต้องเดินผ่าเปลวแดดเข้ามาได้ ประกอบกับความตื่นเต้นที่เพิ่งเดินทางมาราชบุรีเป็นครั้งแรก

ยังเช้าอยู่พวกเขามองหาสถานที่รับสมัครนักเรียนใหม่ บรรยากาศบนอาคารอำนวยการด้านหน้าใกล้ถนนเงียบเหงา ไม่มีอาจารย์และคนงานรอรับสมัคร ทำให้พวกเขาชักไม่แน่ใจว่า มันจะใช่สถานที่รับสมัครหรือเปล่า แต่เมื่อเดินไปด้านหลังที่เป็นโรงอาหารหลังคารูปโดมหลังใหญ่ได้เงินกู้จากประเทศญี่ปุ่นอยู่ด้านหลังของอาคารตึกอำนวยการ เดินไปตามป้ายที่บอกทางก็พบสถานที่รับสมัครภายในโรงอาหารหลังคารูปโดม

มีโต๊ะตั้งอยู่ 2 ตัว มีอาจารย์นั่งอยู่ 2 หรือ 3 คน หลายคนภูมิใจว่าที่นี่เป็นสถานที่ใหญ่โตน่าเรียนแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะต้องมาเรียนร่วมกับนักเรียนการช่าง มีนักเรียนไม่กี่คนกำลังเขียนใบสมัคร บางคนพาผู้ปกครองมาด้วย เมื่อเขียนใบสมัครแล้วก็สอบสัมภาษณ์ไปพร้อมกันอีกโต๊ะมี อาจารย์สัณหจิตต์ ฐาปนะดิลก เป็นคนสอบสัมภาษณ์ ซึ่งมักถามว่า รู้จักเกษตรไหม? เล่นกีฬาอะไรได้บ้าง? เล่นดนตรีเป็นไหม? ส่วนมากมักตอบว่าไม่รู้จัก

ส่วนใหญ่ไม่รู้จักเกษตรจริงๆ บางคนมาสมัครเพราะพลาดจากการสอบเข้าที่อื่น เช่น พลาดจากสอบเข้าโรงเรียนการช่างบ้าง ตกชั้น ม.ศ.4 ขึ้นชั้น ม.ศ.5 (ม.6) ไม่ได้จึงมาสมัคร บางคนตั้งใจมาสมัครโดยตรง บางคนได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองเนื่องจากผู้ปกครองเคยเรียนเกษตรมาก่อน เพื่อนจากปักษ์ใต้หลังจากสมัครแล้วยังเดินทางกลับไม่ได้และไม่มีที่พัก อาจารย์สัณหจิตต์จึงให้มาพักที่บ้านพักของแกอยู่แถวๆ สนามกีฬาจังหวัด พักอยู่หลายคน เมื่อประกาศผลสอบแล้วจึงเดินทางกลับ อาจารย์บอกว่าพวกเราเป็นนักเรียนเกษตรราชบุรีรุ่นแรก ทำให้นักเรียนที่มาสมัครอมยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ

หลังจากประกาศผลการสอบคัดเลือกแล้วส่วนใหญ่ได้ทุกคนที่มาสมัคร ต้นเดือนมิถุนายนจึงมารายงานตัวกันเป็นนักเรียนของโรงเรียนเกษตรกรรมราชบุรีเต็มตัว อาจารย์สั่งให้คนงานพานักเรียนใหม่เดินไปทางด้านหลังของอาคารอำนวยการ คนงานพามาหยุดหน้าอาคารไม้โทรมๆ หลังใหญ่ มีอาจารย์ท่านหนึ่งรออยู่ก่อน อาจารย์บอกว่า สถานที่ตรงนี้จะใช้เป็นที่เรียนและที่พักของพวกเราไปก่อน มันเป็นหอพักเก่าและโรงอาหารเก่าที่ปล่อยร้างเลิกใช้มานานแล้ว คนที่เคยคิดว่าคงจะได้เรียนในอาคารที่ใหญ่โตอยู่ด้านหน้าใกล้ถนนถึงกลับถอนใจหายยาว รู้สึกผิดหวัง

พวกเรามองหอพักโทรมๆ ที่เขาเลิกใช้แล้วด้วยใจหดหู่ มันดูเงียบขรึมน่ากลัวชวนให้วังเวงไม่ต่างอะไรกับการที่เดินเข้าไปในบ้านผีสิง มันไม่น่าเชื่อว่ามันจะใช้เป็นที่เรียนและหอพักของนักเรียนเกษตรราชบุรีรุ่นแรก มีโรงอาหารที่หลังคาสังกะสีเป็นสนิมเปิดอ้าเป็นรู สังกะสีบางแผ่นตะปูตอกไว้หลุดจึงพะเยิบพะยาบขึ้นลงตามแรงลมที่พัด คล้ายจะกวักมือเรียกเชิญชวนให้เราเข้ามาอยู่ด้วยกัน โรงอาหารแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโรงเปิดโล่งมองเห็นทุ่งนาที่ขนาบอยู่โดยรอบ ส่วนนี้อาจารย์บอกว่าเป็นที่เรียน อีกส่วนเป็นโรงอาหารสำหรับนั่งรับประทานอาหาร ติดกันเป็นโรงครัวมีกระทะใบบัวอยู่ 2 ใบ พ่อครัวสูงอายุกำลังง้วนอยู่กับการหุงข้าวท่ามกลางควันไฟ

ความฝันที่เคยวาดไว้ว่าโรงเรียนใหม่จะต้องมีอาคารใหม่สวยสง่างาม เหม็นอบอวลไปด้วยกลิ่นสีที่เพิ่งทาเสร็จใหม่ๆ หอพักที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องสุขภัณฑ์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน เตียงที่นอนสะอาดนุ่มนิ่มน่านอน แต่เมื่ออาจารย์สำทับอีกครั้งว่าโรงเรียนของพวกเรายังสร้างไม่เสร็จต้องอาศัยหอพักเก่าของโรงเรียนการช่างราชบุรีหรือวิทยาลัยเทคนิคราชบุรีเป็นที่เรียนไปก่อน

จบคำพูดของอาจารย์สิ่งที่วาดฝันไว้ของพวกเราก็สูญมลายหายไปพลัน เข่าจะอ่อน แทบไม่เชื่อกับสายตาเลยว่า พวกเราจะต้องมาเรียนและอยู่กินกับหอพักสุดโทรมและโรงอาหารที่พังแหล่มิพังแหล่ ผู้ปกครองบางคนแสดงท่าทีถอดใจไม่อยากให้ลูกมาเรียนสถานที่แห่งนี้ แต่ทุกอย่างมันสายเกินไปเสียแล้วที่จะหันหลังกลับเมื่อได้ย่างก้าวเข้ามาเหยียบบนพื้นดินหน้าหอพักเก่าที่คล้ายกับมีมนต์สะกดเรียกให้พวกเราเข้าไป เบิกของแล้วมี จอบ มีด บัวรดน้ำ เราจึงเดินขึ้นชั้นบนของหอพักอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

หอพักพร้อมโอบรับพวกเราทั้ง 71 ชีวิต เตียงมีเพียงที่นอนฟูกกับหมอน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนและผ้าห่มเราต้องจัดหากันเอง ที่นอนไม่ได้นุ่มนิ่มดังที่คิด เตียงเป็นเพียงเตียงไม้เก่าด้านหนึ่งพาดกับขอบของตู้เก็บเสื้อผ้า เตียงนอนถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเป็นแถวยาวฝั่งละ 13 คน ห้องหนึ่งจึงจุได้ 25-27 คน ชั้นบนมี 2 ห้อง กับชั้นล่างอีก 1 ห้อง ชั้นล่างเป็นพวกที่ได้เลขประจำตัวตั้งแต่เลขที่ 50

อาจารย์ 3 ท่านนอนที่ห้องมุขชั้นบน มี อาจารย์สานนท์ ภู่ขวัญเมือง อาจารย์สาคร ช่วยสุข และ อาจารย์สมบัติ พัฒนา พวกเราเข้าประจำเตียงตามหมายเลขประจำตัวด้านตะวันตกเป็นของหมายเลขแรกๆ ปลายเตียงเป็นตู้ไม้ไว้ให้เก็บสัมภาระ ใต้เตียงใช้เป็นที่เก็บของ จอบ มีด และบัวรดน้ำ เมื่อรู้จักเตียงของตนเองแล้วจึงจัดเตียงของตนเองนำเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเก็บเข้าตู้ เสียงขยับเตียง เสียงตอกลิ่มเข้าด้ามจอบดังสลับกันโปกเปกอยู่ชั้นล่าง หลายคนไม่เคยเข้าด้ามจอบมาก่อนจึงให้คนงานช่วยหรือให้เพื่อนที่เป็นช่วย เพื่อนคนใต้ดูจะเก่งเรื่องเข้าด้ามจอบกันทุกคน

ห้องน้ำห้องส้วมดีหน่อยยังใหม่อยู่เพราะเป็นการก่อสร้างจากโครงการเงินกู้ของญี่ปุ่นอยู่หลังหอพักอาจารย์โรงเรียนการช่าง ที่อนุญาตให้ห้องน้ำห้องส้วมส่วนนี้ ห้องน้ำเป็นฝักบัว ห้องส้วมมีหลายห้องไม่ต้องแย่งกัน น้ำประปาใสสะอาดไหลแรงมาก ส้วมแบบนั่งยองแต่ใช้กดน้ำล้าง น้ำแรงมาก มีพื้นที่สำหรับซักเสื้อผ้าอย่างเพียงพอ ประมาณ 5 โมงครึ่งระฆังเรียกให้ลงรับประทานอาหารเย็นก็ดังขึ้น แม่ครัวจัดอาหารตักใส่จานให้นั่งโต๊ะละ 6 คน นั่งตามเลขที่ การรับประทานอาหารเย็นมื้อแรกผ่านไปโดยไม่มีใครก็ตำหนิหรือวิจารณ์ว่าอาหารอร่อยหรือไม่ ตอนนั้นยังไม่มีถาดหลุม

เวลาประมาณ 3 ทุ่มพวกเราลงมาเข้าแถวบนลานคอนกรีตกว้างไม่มาก พื้นแตกร้าวหน้าหอพักพร้อมกันเพื่อเช็คชื่อ แล้วจึงสวดมนต์และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนแยกย้ายขึ้นไปนอน เมื่อแรกเข้ามานั้นพวกเราเป็นรุ่นแรกที่บางคนไม่รู้จักเลยว่า เกษตรคืออะไร ต้องมาเรียนอะไรบ้าง เกษตรมีความเป็นมาอย่างไร จบไปทำงานอะไร บางคนที่ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวเกษตรจากรุ่นพี่ต่างสถาบันก็เข้าใจดีว่า เกษตรเรียนอะไรกันบ้างจึงเตรียมตัวเตรียมใจกันมาดี โดยเฉพาะเพื่อนจากปักษ์ใต้มีความพร้อมเตรียมตัวมาดี ร่างกายบึกบึนทางอดทนสู้งาน มีทั้งชุดยีนส์, มีด, จอบ, บัวรดน้ำ เตรียมกันมาพร้อม แต่ส่วนใหญ่ต้องมาซื้อที่โรงเรียน ส่วนบางคนที่อยู่ในเมืองเป็นลูกของข้าราชการ ลูกพ่อค้า จึงไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเกษตรเลย

เช้ามืดตี 5 ครึ่งเสียงระฆังปลุกก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงระฆังปลุกที่ตีด้วยลีลาอันยียวนของคนงานปลุกให้เราลุกขึ้นด้วยความน่ารำคาญใจ คนงานเริ่มตีระฆังปลุกตอนตี 5 ครึ่ง เสียงระฆังดังกังวานในครั้งแรกปลุกให้เราตื่นจากภวังค์สะดุ้งขึ้น เนื่องจากเรายังไม่คุ้นกับเสียงระฆังที่ใช้เฟืองท้ายรถยนต์นี้ เสียงแรกขาดหายไปนานจนความเงียบเข้ามาครอบหงำถึงตีอีกครั้ง สิ้นเสียงระฆังปลุกเราทุกคนรู้เวลาดีจะต้องทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนเข้าแถวลงงานตอน 6 โมงเช้าถึง 7 โมงเช้า การลงงานเช้าเพื่อปลูกฝังนิสัยแห่งการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นเกษตรกรที่ดีในอนาคต พวกจับจอบถากหญ้าขุดดินรอบบริเวณหอพักและโรงอาหาร หลายคนที่ไม่เคยจับจอบมาก่อนเลยในชีวิต เพียงชั่วโมงแรกก็ทำให้มือแตกมีตุ่มน้ำใสๆ ทนแสบอยู่หลายวัน ไม่นานมันก็เริ่มด้านเป็นก้อนแข็งพร้อมที่จะรับกับงานขุดได้ทุกสถานการณ์

ประมาณ 07.30 น. ทุกคนมาพร้อมที่โรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้าเป็นข้าวต้มมีถั่วลิสงคั่วหนึ่งอยู่รายการอาหาร ทุกคนต้องมีช้อนส้อมติดประจำตัวเองทุกคน ถ้าลืมช้อนส้อมจะไม่ได้รับประทาน ข้าวที่หุงด้วยกระทะใบบัวจากฝีมือของพ่อครัววัยชรา ผู้เคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตนองแม้จะเหนื่อยสักปานใดมิเคยบ่น ไม่มีวันหยุดสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าลุงแกต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ซึ่งนั่นหมายถึงอาหารในวันนั้นมีปัญหา ต้องหาคนมาหุงข้าวแทนแก

ลุงคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ของแกแม้ค่าตอบแทนค่าเหนื่อยจะได้เพียงน้อยนิดก็ตาม ก่อนตี 5 ลุงแกต้องตื่นลุกขึ้นมาก่อไฟเพื่อหุงข้าวให้สุกก่อนที่เวลาอาหารเช้าจะเริ่มขึ้นในเวลา 07.30 น. แกต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวและความระมัดระวังอย่างสูงในการหุงข้าว เพื่อไม่ให้ข้าวนั้นแฉะหรือดิบและต้องเพียงพอกับพวกเราทั้ง 71 คน กับอาจารย์อีก 3 คน เรารู้ดีว่าการหุงข้าวของลุงผู้นี้ไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวังหรือต้องตำหนิได้เลยสักครั้ง