อาหาร ขนม ผักพื้นบ้านนานาชนิดของอร่อยหายากปลอดสารพิษ

บริเวณตลาดโบราณ 270 ปี มีการออกแบบตลาดแบ่งเป็นส่วนๆ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย อาทิ ร้านค้า 2 ฟากถนน และขยายออกไปบริเวณริมรั้วของวัด เดินได้ต่อเนื่องและเดินกลับให้เลือกดูสินค้าได้ครบถ้วนไม่ไกลนัก ราว 200-300 เมตร เหมาะกับการจับจ่ายซื้อของ จัดบริเวณที่นั่งพักรับประทานอาหารหรือพูดคุยกันใต้ร่มไม้ใหญ่บริเวณวัดร่มเย็นมุมนี้เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมาก ซื้ออาหาร ขนมมานั่งพักรับประทานและอาจเจอะเจอกัลยาณมิตรวัยเดียวกัน นั่งคุยกันลืมเวลาไปเลยทีเดียว บริเวณลานสาธิตมีอาหารขนมพื้นบ้านที่มีภูมิปัญญาพื้นบ้านทำให้ผู้สนใจชมและชิมฟรี ทางเข้าบริเวณตลาดมีแลนด์มาร์คให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก บรรยากาศงานครึกครื้น เสียงประชาสัมพันธ์แนะนำอาหารขนมที่มาจำหน่ายเป็นระยะๆ เคล้าเสียงเพลงย้อนยุค เมื่อนำรถไปมีบริเวณลานวัดให้จอดรถได้อย่างกว้างขวางปลอดภัยและเดินไปตลาดใกล้มาก

ผักมีทั้งที่เก็บหามาจากหัวไร่ ปลายนา และป่าชายเลน เช่น ผักบอน ใบขลู่ ดอกไก่เตี้ย เต่าเกียด ผักปรง ผักแว่นทะเล ผักคุ้ง และพืชผักที่ปลูกแบบบ้านๆ ไม่ใช้สารเคมี เช่น กล้วย ผักบุ้ง มะระขี้นก ดอกแค แตงกวา มะเขือพวง พริกขี้หนู ใบชะมวง มีขายตั้งแต่ราคากำละ 5-10 บาท อาหารและขนมมีทั้งที่ปรุงมาจากพืชผัก และของทะเลพื้นบ้านสดๆ เช่น ผักบอนเผาจิ้มน้ำพริก แกงส้มผักบอน แกงส้มใบสันดาน แกงส้มผักเกียด แกงชะมวง หมูชะมวงย่าง หอยพอก-กุ้งเหยียดย่าง ปลากระบอก-ปลาหมอแดดเดียว กุ้งแห้ง มะขามดอง ขนมมัดไต้ มันสำปะหลังย่าง มันกวน ขนมควยลิง กระยาสารท และข้าวเกรียบว่าวที่ทำเองและนำมาย่างขาย ราคาของแต่ละอย่างมีตั้งแต่ 20-40 บาท ที่สำคัญอย่าลืมอุดหนุนร้านค้าของวัดจำหน่ายน้ำและเสื้อเป็นกองทุนไว้บริหารจัดการตลาดแห่งนี้

คุณสมบัติ ประทุม อายุ 49 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ผู้นำหมู่บ้านร่วมก่อตั้งตลาดโบราณ 270 ปี เล่าว่า การหาพ่อค้าแม่ค้ามาขายขนมอาหาร นอกจากความสมัครใจของชาวบ้านที่ต้องการหารายได้เพิ่มแล้ว คณะกรรมการตลาดต้องช่วยกันสร้างสีสันของตลาด ด้วยการเสาะหาขนมสูตรโบราณ ที่อร่อยขึ้นชื่อของหมู่บ้านมาจำหน่ายด้วย ขนมถ้วยฟู ขนมตาล ขนมตะไล ที่มีสูตรคุณยายรุ่นอายุ 80-105 ปี ได้ถ่ายทอดสูตรให้ลูกหลานทำมาขายเป็นที่เลื่องลือมากเพราะสูตรโบราณทำแล้วอร่อย แป้งนุ่มไม่เหมือนขนมตามตลาดทั่วไป ขนมเบื้องที่ยังเป็นของโบราณเจ้าของสูตรมาทำเอง นอกจากนั้น มีของพื้นบ้านที่หายไปเพราะหายากไม่มีคนปลูกและไม่มีคนทำมาขาย เช่น บอนเผาจิ้มน้ำพริกเกลือ แกงส้มบอน แก้งส้มใบสันดาน

“ขนมสูตรโบราณลูกหลานไม่ได้มุ่งหวังจะมาทำขายเพราะมีสวนผลไม้ใหญ่โต แต่เราต้องการสีสันอยากให้มีของดีๆ มาขายในตลาดเรา ต้องอ้อนวอนกันนาน แต่เมื่อมาทำแล้วเขากลับสนุกเรียกลูกหลานมาช่วยทำในวันหยุด ทำให้ครอบครัวอบอุ่น จริงๆ แล้วตลาดมีของดีพื้นบ้านทั้งหมด ไฮไลต์แทบทุกอย่าง อย่างผักที่นำมาขายขึ้นอยู่ในทุ่งนา ชายเขา ที่ปกติหายากและมีไม่กี่คนที่ต้องลำบากเดินไปเก็บมาขาย ผักเหล่านี้สด ปลอดสารพิษ และมีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยรักษา ป้องกันโรคต่างๆ เช่น ดอกไก่เตี้ย กระดอม ใบขลู่ ปรง ผักหนาม ใบตับเกียด ใบสันดาน และขายราคากำละ 5-10 บาท ชาวบ้านขยันๆ เก็บมาขายได้วันละ 1,000-1,200 บาท หรือเก็บแบบสบายๆ วันละ 500-600 บาท เป็นรายได้ที่ไม่ต้องหักต้นทุน” ผู้ใหญ่สมบัติ กล่าว

คุณลำยอง ปิตากุล อายุ 65 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า มีอาชีพทำสวน ได้ปลูกผักรับประทานเองเหลือจึงนำมาขาย เช่น มะระขี้นก ผักบุ้ง และเก็บผักตามท้องนาและป่ามาขายด้วย เช่น ใบขลู่ ผักปรง ฝักอ่อนและดอกไก่เตี้ย ที่พิเศษคือ แกงส้มมือบอนขายถุงละ 20 บาท เป็นอาหารพื้นเมืองแท้ๆ ส่วนใหญ่ทุกครัวเรือนจะแกงรับประทานกันมานานต่อๆ กันมา แต่ปัจจุบันหารับประทานยาก

ชุมชนมีความสุข เพิ่มรายได้…แนวทางการจัดการ

คุณบวร ยอดยิ่ง อายุ 53 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเกวียนหัก เล่าว่า นำพืชผักที่ปลูกแล้วเหลือจากรับประทานภายในบ้านมาขาย เช่น แตงกวา มะเขือพวง ใบชะมวง ส่วนลูกสาว “น้ำฝน” และลูกเขยทำงานประกอบธุรกิจส่วนตัวมีเวลาว่างวันเสาร์ จะทำเครื่องดื่มต่างๆ มาขาย เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำลำไย น้ำอัญชัญ รวมๆ กันแล้ว 3 คน มีรายได้ประมาณ 800-900 บาท ต่อครั้ง ส่วน คุณเฉลา สิตาธรรม หมู่ที่ 1 ตำบลเกวียนหัก เล่าว่า ทำสวนผลไม้เล็กๆ 4 ไร่ มีเวลาว่างจึงชวนลูกสาว ณัฐวดี สิตาธรรม เพิ่งจบปริญญาตรีสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มาลองหาประสบการณ์การค้าขายในตลาด มีทั้งของที่ญาติๆ ฝากมาขายและที่รับมาขาย อย่างกุ้งแห้ง ขนมมัดไต้ และที่ทำขายเอง เช่น มะเขือย่างจิ้มน้ำพริกเกลือกุ้งแห้งสูตรโบราณ แกงนกไก่นา แกงเป็ด ขิงดอง ขายดี มีรายได้ครั้งละ 200-300 บาท

คุณนิรุต บำรุงสรวง กำนันตำบลตะปอน กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ว่า ด้วยความคิดของท่านพ่อพระครูสาราภินันท์ ที่ต้องการให้มีตลาดให้ชาวบ้านได้มาขายของมีรายได้ เริ่มต้นมีเงินงบประมาณภาครัฐ 8,000 บาท สร้างร้านค้าให้ชาวบ้านมาขายของฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใด บรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มีการบริจาคเงินให้ตามกำลังเดือนละ 30-100 บาท แต่การก่อสร้างร้านค้ามีค่าใช้จ่ายรวมทั้งการบริหารจัดการเดือนละร่วม 10,000 บาท ได้ยืมเงินวัดมาสำรองก่อนแล้วหลายหมื่นบาท คณะกรรมการตกลงกันว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จะเริ่มเก็บเงินเป็นรายเดือน เดือนละ 120 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและคืนทางวัด ซึ่งต่อไปมีแผนที่จะขยายตลาดออกไปที่ตำบลเกวียนหักที่อยู่พื้นที่ติดกับตลาดนี้ จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาค้าขายกันมากขึ้น

“ตอนนี้ตลาดได้รับความนิยมมากเพราะเป็นตลาดของชาวบ้านแท้ๆ มีอาหาร พืชผักของหายากมาขายราคาไม่แพง และเมื่อทางจังหวัดเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม มีการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ตลาดเป็นที่รู้จัก มีนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดมาเที่ยวซื้อของกันมากขึ้น เดิมทีหลายคนเกรงกันว่าฤดูกาลผลไม้ชาวบ้านจะไม่มีเวลามาขายของกัน แต่ถ้าคิดมุมกลับช่วงผลไม้ตลาดน่าจะคึกคักมากขึ้น ชาวบ้านสามารถนำผลไม้ที่มีคุณภาพมาขายได้โดยไม่ผ่านคนกลาง ลูกค้าสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไปและเป็นของสดจากสวน” กำนันนิรุต กล่าว

“สิ่งที่ได้จากการทำตลาดคือชุมชนมีความรัก ความสามัคคี และได้สืบสานอนุรักษ์ของพื้นบ้าน จะเห็นภาพคนแก่อายุ 70-80 ปี มาเดินซื้อของและนั่งคุยกัน หรือบางคนไปสาธิตทำขนมจีน หุงข้าวกระทะ ตำข้าวเม่า เด็กๆ ในหมู่บ้านมาเที่ยวเล่นในลานวัด ช่วยพ่อแม่ทำขนมและรู้จักที่จะรับประทานขนมพื้นบ้าน ลูกบ้านที่เป็นชาวสวนหมดหน้าผลไม้ ว่างๆ มีผักปลูกไว้รับประทานเองเหลือนำมาขาย บางคนทำขนมทำกับข้าวมาขาย มีรายได้เพิ่มขึ้นคนละ 200-300 บาท ถ้าไปเก็บผักหัวไร่ ปลายนา ขายไม่มีการลงทุนอะไร ขายได้วันละ 1,000-1,200 บาท” ผู้ใหญ่สมบัติ กล่าว

ด้าน คุณพรเพ็ญ กิจวิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตะปอนใหญ่ เล่าถึงเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาได้เรียนรู้ทำกิจกรรมจากตลาดโบราณแห่งนี้ว่า มีร้านค้าของโรงเรียนที่จะแบ่งนักเรียนไปหัดขายของและฝึกทำอาหารขายเป็นประจำ นักเรียนทุกคน จำนวน 37 คน ได้ลงมือปฏิบัติ บางคนได้กลับไปช่วยผู้ปกครองที่บ้าน เด็กๆ มีความสุขมากอยากมาโรงเรียนในวันเสาร์ ส่วนนักเรียนส่วนหนึ่งเพิ่งหัดเล่นอังกะลุงเป็น ต่อไปจะจัดให้แสดงในลานกิจกรรมวัฒนธรรม

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2560 คุณนภสร โศรกศรี วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ดำเนินโครงการตลาดประชารัฐ ภายใต้ความร่วมมือภาครัฐหลายหน่วยงานบูรณาการกับภาคเอกชน พื้นที่ตำบลตะปอนเป็นชุมชนโบราณอายุ 270 ปี มีความโดดเด่นและหลากหลายของมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่า มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาวิถีชีวิต มีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมเป็นช่องทางสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ท้องถิ่น จากการท่องเที่ยว สินค้าและบริการเพิ่มขึ้น จังหวัดจันทบุรีจึงเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม “ชุมชนคุณธรรมวัดตะปอนใหญ่” โดยจะสนับสนุนการจัดกิจกรรมร่วมกัน ด้วยการขับเคลื่อนด้วยพลัง บรว. (บ้าน วัด โรงเรียน) และหน่วยราชการ

สนใจเดินชมตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ เปิดทุกวันเสาร์ แม้ตลาดจะเปิดบ่าย 2-6 โมงเย็น แต่เที่ยงเศษๆ ผู้คนพากันทยอยมา และพ่อค้าแม่ค้าเริ่มจำหน่ายแล้ว การเดินทางใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทหมายเลข 3 ก่อนถึงอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 6-7 กิโลเมตรเท่านั้น ไปไม่ถูกสอบถาม ผู้ใหญ่สมบัติ ประทุม โทร. (084) 704-0469

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงร่วม บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCO)ในฐานะเลขานุการสภาไตรภาคียาง ย้ำ ประเทศไทยเดินหน้าจริงจัง ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการจัดสรรปริมาณการส่งออกยางพารา 3 เดือน อีก 2 ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคี ร่วมเอาจริงมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออก

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงว่า ประเทศไทยมีการดำเนินมาตรการควบปริมาณการส่งออก (AETS) ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 โดยมีการนำเอา พ.ร.บ. ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 เข้ามากำกับและดูแลการดำเนินมาตรการดังกล่าวซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงของสภาไตรภาคียางให้เกิดความชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการนำกฎหมายในประเทศและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาใช้อย่างจริงจัง ได้แก่ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ. 2561 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 ทั้งนี้ ยังมีการกำหนดนโยบายที่สามารถสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของภาครัฐ การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งผลต่อการปรับราคายางไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดร. ไคริล อันวาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCO) กล่าวว่า ประเทศสมาชิกอีก 2 ประเทศต่างดำเนินมาตรการ AETS อย่างจริงจัง โดยมีกฎหมายของแต่ละประเทศเข้ามาควบคุมด้วยเช่นกัน เช่น ประเทศมาเลเซียนำ พ.ร.บ. เสถียรภาพราคายาง (Rubber Price Stabilisation Act) มาใช้ในการควบคุม และประเทศอินโดนีเซียนำพระราชกฤษฎีกาของกระทรวงการค้า (Trade Ministerial Decree) มาใช้ควบคุมปริมาณยางตามแผนการดำเนินมาตรการนี้ นอกจากนี้ สภาไตรภาคียางได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ประเทศสมาชิก เพื่อติดตาม ประเมิลผล และสรุปผลการดำเนินงานเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีของทั้ง 3 ประเทศ เป็นประจำทุกเดือน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า หลังจากเริ่มนำมาตราการ AETS มาใช้พบว่า วันนี้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาเฉลี่ย (DCP: Daily Composite Price) ในเดือนพฤศจิกายน (ก่อนเริ่มมาตรการ AETS) เกือบ 15 เปอร์เซนต์ โดยที่ราคายางเฉลี่ยก่อนหน้านี้ อยู่ที่ประมาณ 140 US Cent ต่อ กิโลกรัม มาอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 153-155 US Cent ต่อกิโลกรัม ณ วันนี้ จึงเป็นข้อมูลหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะส่งผลดีต่อราคายาง และความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งจะช่วยให้ราคายางมีเสถียรภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

“ต้นบอน” มี 2 ชนิด สีลักษณะสีดำๆ จะเป็นชนิดที่ไม่คัน และชนิดสีเขียวซึ่งต้องระวังและมีวิธีการทำไม่ให้คันคอแต่จะอร่อยกว่า เป็นพืชที่ชอบขึ้นอยู่ตามริมๆ น้ำ ช่วงหลังฤดูฝน เดือนพฤศจิกายน ธันวาคมจะแตก “มือบอน” คือไหลของบอนนา ส่วนของต้นบอนที่แตกออกเป็นยอดอ่อน เตรียมที่จะขยายพันธุ์ ชาวบ้านนิยมตัดมาทำอาหารรับประทาน มือบอนมีเส้นใยมากนิยมรับประทานแบบ ลวกจิ้มน้ำพริก เผาจิ้มน้ำพริกเกลือ แกงส้ม (ข้อมูล : สมบัติ ประทุม)

คุณลำยอง ปิตากุล อายุ 65 ปี บ้านอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลตะปอน อำเภอขลุง เล่าว่า แกงส้มมือบอน เป็นอาหารพื้นเมืองแท้ๆ ส่วนใหญ่ทุกครัวเรือนจะแกงรับประทานกันมานานต่อๆ กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตัวเองทำเป็นตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันหารับประทานกันยาก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมจะอร่อยที่สุดเพราะมือบอนสมบูรณ์ การนำมาทำอาหารยุ่งยาก ถ้าทำไม่เป็นอาจทำให้รับประทานแล้วคันคอ รับรองว่าทำตามสูตรนี้ไม่คันเด็ดขาด

เครื่องปรุง มือบอน น้ำพริกแกงส้ม น้ำมะขามเปียก หรือน้ำมะนาว เกลือ (น้ำปลา) กุ้งสด หรือปลากระป๋อง (แกงเนื้อปลาธรรมดาไม่นิยมเพราะเนื้อปลาจะแหลก)

วิธีทำการล้าง…เริ่มจากการปอก ลอกเปลือกมือบอนให้หมด นำไปแช่น้ำเกลือ 5 นาที นำมาล้างให้สะอาดหมดยางหรือเมือก 4-5 ครั้ง การลวก…ต้มน้ำให้เดือดใส่มือบอนลงไปต้มคนให้ทั่วสุกแล้วตักขึ้นนำไปแช่น้ำ และล้างน้ำประมาณ 4-5 ครั้ง ให้หมดเมือก เสร็จแล้วใส่กระชอนผึ่งให้สะเด็ดน้ำ

การแกง…ละลายน้ำพริกแกงส้ม ตั้งไฟให้เดือดใส่เนื้อกุ้ง มือบอน ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก ใส่เกลือหรือน้ำปลา น้ำตาล ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็มและหวานเล็กน้อย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2561 สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการสัมมนาวิชาการเรื่อง “ไทยจะเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกได้อย่างไร” ณ ห้อง 301 ตึกศูนย์เรียนรวม 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน (ส.มก.) กล่าวว่า ในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดี ที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ไทยเป้นมหาอำนาจทางการค้าผลไม้เขตร้อนของโลก พร้อมทั้งได้มีการเสวนาโดยวิทยากรผู้รู้ทางด้านไม้ผล นำโดยนายโอฬาร พิทักษ์ ที่ปรึกษาตลาดไท อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายปราโมทย์ ร่วมสุข ประธานสถานบันทุเรียนไทย มาร่วมเสวนาในครั้งนี้ด้วย

ดร.วิฑูรย์ กล่าวว่า ส.มก. ได้เชิญวิทยกรที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ มาพูดถึง “เจาะลึกตลาดต่างประเทศ เพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทย” อาทิ ดร.วิรังรอง สงสังข์ แห่ง Siam Fresh Mart ผู้ส่งออกมะม่วงอบไอน้ำรายใหญ่ที่สุดไปญี่ปุ่นและเกาหลี ผู้แทนบริษัท Pagoda ผู้นำเข้าผลไม้คุณภาพจากทั่วโลกรายใหญ่ที่สุดในจีน(เป้าหมายขยายสาขาให้ครบถึง 10,000 ร้าน ในปี 2020) ผู้บริหารสหพันธ์ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ พูดถึงเรื่องการเปิดให้บริการท่าเรือใหม่ในอ่าวปูเป้ย 3 ท่า มีเรือแล่นระหว่างแหลมฉบังไปท่าเรือซินโจว (1 ใน 3 ท่าเรือ) ใช้เวลาเดินเรือประมาณ 4 วัน ทำให้ค่าขนส่งผลไม้จีนทางเรือลดลงอย่างมากเหลือแค่ 8,000 หยวนต่อตู้

จากด้วยระยะการขนส่งที่ถูกลงและเวลาที่เร็วขึ้นประกอบกับรัฐบาลจีนสร้างถนนและทางรถไฟมาจนถึงท่าเรือดังกล่าว จึงทำให้เป็นจุดกระจายสินค้าที่ถูกและรวดเร็ว เหมาะสมกับการส่งออกสินค้าที่เน่าเสียง่าย บริษัท ผิงเสียง อิมปอร์ต เอ็กปอร์ต ผู้นำข้าและส่งออกผลไม้ที่ด่านนำเข้าจีนทางบกด่านผิวเสียง บนเส้นทาง R 9 และ R 12 จะมาเล่าถึงการนำเข้าผลไม้ตามเส้นทางดังกล่าว พร้อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษผิงเสียงให้สิทธิพิเศษต่างๆ อีกทั้งผิงเสียงยังเป็นสุดกระจายผลไม้ออนไลน์ไปทั่วจีน แล้วยังมีบริษัทรับขนส่งผลไม้ทั้งทางบก ทางเรือ และอากาศ และ บริษัท สปีด อินเตอร์ ทรานสปอร์ต จำกัด จะพูดถึงการรับขนส่งผลไม้ไทย-จีน

ดร.วิฑูรย์ กล่าวอีกว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ส.มก. มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบสถานะและศักยภาพของผลไม้ไทยจากวิทยากรที่กล่าวมาข้างต้น และนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตและการค้าผลไม้ไทยในอนาคต และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ จะได้รับความรู้และมีความเข้าใจในกระบวนการส่งออกผลไม้ไทยและเส้นทางการขนส่งสินค้าต่างประเทศ เพื่อสร้างความพร้อมในการปรับปรุงและพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกได้ ทั้งเป็นนโยบายของ ส.มก. ที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนประเทศเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลกในอนาคต

ด้วยกระแสดื่มกาแฟที่ยังแรงไม่ตก ทำให้ชาวสวนกาแฟไทยหันมาจับเทรนด์ พัฒนาคุณภาพ หลายคนผันตัวมาคั่วกาแฟขายเป็นที่ยอมรับของตลาด โดยเฉพาะกาแฟจากชุมพรดินแดนถิ่นกาแฟโรบัสต้าฉายาบราซิลเมืองไทย มีแบรนด์กาแฟท้องถิ่นกว่า 10 แบรนด์

“กาแฟลุงเหนอ” เป็นอีกแบรนด์จังหวัดชุมพร ที่ผลักดันตัวเองขึ้นมา จนที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยมี “เสนอ ศรีคง” หรือ ลุงเหนอ เป็นเสาหลัก ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองแซะสามัคคี ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร

ลุงเหนอ ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนเป็นเกษตรกร ปลูกกาแฟมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ในช่วงที่กาแฟราคากิโลกรัมละ 100 กว่าบาท จนราคาเมล็ดกาแฟตกลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือกิโลกรัมละ 17 บาท แต่กาแฟสำหรับชงดื่มกลับแพงมาก จึงมาคิดว่าต้องทำกาแฟเอง โดยทดลองจากสวนตัวเอง 10 ไร่ นำมาคั่วเอง ลองผิดลองถูกอยู่ 2-3 ปี กระทั่งเจอคนจีนมาแนะนำว่ากาแฟที่จะนำมาคั่วต้องไม่ใช่กาแฟใหม่ แต่ให้ใช้กาแฟเก่าค้างปียิ่งดี และการคั่วต้องใช้เนย น้ำตาล ทำจนกระทั่งรสชาติเข้าที่ ทดลองให้เพื่อนฝูงชิม ไปถึงเริ่มออกบูทหาลูกค้า
“เริ่มต้นกาแฟผมมีเฉพาะสูตรกาแฟโบราณ แล้วเย็บถุงผ้าเล็ก ๆ เพื่อวางในแก้ว โดยจะวางขายพร้อมกาแฟ ใช้วิธีมัดปากถุง จนไปออกบูทที่กระทรวงสาธารณสุขได้เห็นสมุนไพรในซองเยื่อกระดาษ จึงทดลองทำ ปรากฏว่าตลาดตอบรับดีมาก”

กาแฟลุงเหนอ ปัจจุบันมี 2 แบบ 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แบบเมล็ดกาแฟสดคั่ว และแบบกาแฟโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กาแฟโบราณขายเพื่อพ่อค้ากาแฟไปชงขาย กาแฟโบราณในซองกระดาษเยื่อ กาแฟโบราณพร้อมซองน้ำตาล และกาแฟโบราณพร้อมซองน้ำตาลซองครีม ซึ่งกาแฟโบราณของลุงเหนอมีความพิเศษจากท้องตลาดทั่วไปคือไม่มีรสเปรี้ยวติด และล่าสุดเพื่อตอบตลาดคนรุ่นใหม่ที่ชอบรสชาติกาแฟสด ลุงเหนอได้ออกผลิตภัณฑ์กาแฟดริปออกมาให้ลิ้มลองด้วย

สำหรับเมล็ดกาแฟลุงเหนอปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่เดือนละ 3 ตัน เป็นผลผลิตจากสวนตัวเอง 10 ไร่ ประมาณ 2 ตัน และปลูกใหม่อีก 17 ไร่ เป็น 27 ไร่

และรับซื้อจากเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงกัน เน้นคุณภาพ มีการคัดแยก คัดเครื่องทีหนึ่ง และคัดมืออีกทีหนึ่ง โดยผลิตภัณฑ์กาแฟลุงเหนอจะใช้พันธุ์โรบัสต้าผสมกับอราบิก้าในสัดส่วน 70/30 เนื่องจากอราบิก้ามีความหอม แต่ด้อยเรื่องกาเฟอีน ขณะที่โรบัสต้าเด่นเรื่องกาเฟอีน แต่ด้อยเรื่องความหอม จึงนำมาเบลนด์ให้ได้สัดส่วน ปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป 4 ดาว

“วิธีดื่มไม่ยาก แช่น้ำร้อนประมาณ 3 นาที ดื่มแล้วรับรองตื่นแน่นอน (ยิ้ม) ขับรถสบายเลย ตอนนี้กำลังคิดว่าจะหาวิธีทำอย่างไรที่จะเหมือนเคี้ยวหมากฝรั่ง กำลังหาสูตรว่าเมล็ดกาแฟคั่ว เอาอะไรใส่ไปเพื่อให้จับเป็นก้อน แต่ไม่ให้หวานแล้วใส่ถุงเล็ก ๆ เวลาขับรถก็นั่งเคี้ยวไปด้วย”