‘ฮ้วนหมูผัดไข่’ ความขมนัวอันละมุนละไม โดย กฤช เหลือลมัย

หน้าร้อนที่บรรดาผักจีนปลูกแปลงยกร่องไม่ค่อยแตกใบงอกงามแข็งแรงได้เท่าหน้าหนาวนี้ เป็นช่วงเวลาของ “ผักยืนต้น” คือผักพื้นบ้านที่มีต้นสูงใหญ่หรือเถาเลื้อยแข็งแรง มีรากลึก สามารถสูบน้ำและธาตุอาหารใต้ดินได้โดยไม่ต้องดูแลมากนัก เรียกว่านี่เป็นฤดูกาลของการกินผักพื้นบ้านก็ว่าได้

ถ้าเราลองไปเดินตลาดสด ก็จะเห็นความคึกคักของแผงผักพื้นบ้านที่ว่าทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ยิ่งเมื่อการคมนาคมขนส่งในปัจจุบันสะดวกรวดเร็วขึ้น ผักเหล่านี้ย่อมเดินทางจากแหล่งกำเนิดมายังหัวเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯได้ง่าย จนเดี๋ยวนี้ดูเหมือนความคิดถึงบ้านของคนหนุ่มสาวต่างจังหวัดที่จำต้องเข้ามาทำงานในเมืองหลวงพอทุเลาไปได้มาก เพราะกับข้าวกับปลาที่ปรุงจากวัตถุดิบคุ้นลิ้นหากินได้สะดวกกว่าแต่ก่อน

ผักที่ชื่อเสียงเรียงนามไม่คุ้นหูคนเมือง อย่างอีหล่ำ (มะกล่ำตาช้าง), ซึก (พฤกษ์), ผักหวานป่า, จิก, กระโดน, กุ่ม, กุ๊ก ฯลฯ วางอวดโฉมเรียงรายบนแผงให้เราได้ไถ่ถามซื้อหากลับไปปรุงกับข้าว สำหรับคนที่ปรารถนาลิ้มลองรสชาติความอร่อยแปลกๆ ใหม่ๆ นี่ย่อมเป็นช่วงเวลาอันดี

ความรู้ที่ได้จากแม่ค้าว่าผักพื้นบ้านชนิดนี้ชนิดนั้นเอาไปทำอะไรกิน ก็เป็นแนวทางเบื้องต้นนะครับ แต่น่าจะสนุกท้าทายขึ้นไปอีก ถ้ากลับมาบ้านแล้ว เราลองช่วยกัน “ชิม” ผักนั้นดู แล้วคิดต่อว่าจะกินมันแบบอื่นยังไงดี

เหมือนที่ผมจะลองกิน ดอกผักฮ้วนหมู (Dregea volubilis Stapf) ที่เพื่อนจากเชียงใหม่เพิ่งให้มานี่แหละครับ

“ฮ้วนหมู” หรือ กระทุงหมาบ้า, เครือเขาหมู, มานหูกวาง นี้ คนเหนือกินกันมาก วิธีปรุงส่วนใหญ่ก็มักแกงน้ำใส ใส่ปลาย่าง พริกตำหอมแดง ปรุงเค็มด้วยน้ำปลาร้า รสจะออกขมอ่อนๆ เค็มนัวๆ ซดน้ำร้อนๆ กินชื่นใจดีครับ

คิดอยู่พักหนึ่ง ผมก็วางแผนว่า จะเกลื่อนความขมอ่อนๆ ของดอกฮ้วนหมูด้วยความหอมของไข่ และความมันของน้ำมันรำข้าวดีกว่า ส่วนรสเค็มนั้น นอกจากเกลือ ผมอยากได้กลิ่นหอมแดดในอะไรสักอย่าง เลยคิดว่าจะให้ฮ้วนหมูจากดงดอยได้ลองรู้จักเพื่อนใหม่อย่างปลาหมึกแห้งจากทะเลก็แล้วกัน

เมื่อล้างดอกฮ้วนหมู สรงไว้ให้สะเด็ดน้ำแล้ว หันมาปอกกระเทียมไทยสักห้าหกกลีบ ทุบพอแตก โรยๆ ไว้บนผัก ส่วนปลาหมึกแห้งก็ล้างน้ำเอาเศษอะไรที่ติดกรังอยู่ออกบ้าง ผึ่งพอหมาดๆ หั่นตามขวางเป็นชิ้นบาง เอาลงคั่วหรือทอดในกระทะจนพองกรอบ ตักใส่ถ้วยไว้

ถ้าไม่ชอบให้กลิ่นปลาหมึกอวลคลุ้งไปทั้งจานจนเกินไป ก็เปลี่ยนน้ำมันใหม่ เร่งไฟให้ร้อนดี โรยเกลือป่น กะว่าพอให้อ่อนเค็มเล็กน้อย ทีนี้ใส่ผักและกระเทียมทุบลงไปผัดดังฉี่ฉ่าๆ เร่งไฟให้แรงหน่อยนะครับ แล้วก็ตอกไข่ไก่ใส่กระทะ ผัดเคล้ากลับไปมาเพียงเบาๆ ขณะเดียวกันก็โรยปลาหมึกทอดของเราลงไปเพิ่มความเค็มพร้อมกันด้วย

พอไข่สุกนุ่มดี ก็ตักใส่จาน หากจะให้กลิ่นหอมลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น จงสเปรย์ด้วยน้ำปลาดีๆ สัก 1-2 ครั้งเหนือจาน โรยพริกไทยดำบดใหม่ๆ

“ฮ้วนหมูผัดไข่” จานนี้ คนชอบกินมะระผัดไข่ต้องชอบแน่ๆ เลย

กินกับน้ำพริกกะปิใสๆ หน่อย หรือปลาทอด หมูย่าง เนื้อเค็มนึ่งอีกสักอย่าง ก็หรูหรามากแล้วล่ะครับ

ขอข้าวสวยร้อนๆ สองจาน ! “ถ้าคุณเลิกใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ได้กลับมาคือ ชีวิตของคนที่คุณรัก”

คำกล่าวจากเกษตรกรรายหนึ่ง ที่สามารถประสบผลสำเร็จจากการทำเกษตรอินทรีย์ ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของสุขภาพที่ดีขึ้นจากการเลิกใช้สารเคมี และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เมื่อเร็วๆ นี้ เลมอนฟาร์ม ร่วมกับ สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สสส. จัดพิธีให้คำปฏิญญา ของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS น่าน มุ่งแสดงเจตจำนงผลิตพืชผักเกษตรอินทรีย์อย่างซื่อตรงต่อผู้บริโภคตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

การดำเนินการดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาในการใช้ห่วงโซ่เกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ เพื่อสร้างอาหารที่สะอาดแก่ผู้บริโภค และสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยในการเลี้ยงชีพให้สามารถหยุดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมีเข้มข้นไปสู่เกษตรอินทรีย์ มีรายได้ ลดหนี้ และจะเป็นรูปแบบหนึ่งในการช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนสารเคมีของ จ.น่าน และแก้ปัญหาสุขภาพของคนเมืองน่าน

พื้นที่ส่วนใหญ่ใน จ.น่าน เป็นไร่ข้าวโพด เกษตรกรนิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใช้สารเคมีเข้มข้นเป็นตัวกระตุ้นให้ได้ผลผลิตที่ดี โดยจะมีโรงงานเข้ามารับซื้อ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเกษตรกรจะเผ่าและไถกลบเพื่อเตรียมปลูกข้าวโพดในปีต่อไป ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

นางสุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ กรรมการผู้จัดการ เลมอนฟาร์ม ให้รายละเอียดงานว่า การพัฒนารูปแบบกรณีศึกษาการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โดยใช้ Lemon Farm PGS Model เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและดำเนินการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ตลาดจนถึงการผลิตของเกษตรกรรายย่อย โดยเริ่มต้นในปี 2559 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 18 เดือน ให้เกษตรกรหยุดการใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง หยุดการปลูกข้าวโพด หยุดการบุกรุกป่า โดยเปลี่ยนมาสู่การฟื้นฟูดินในวิถีเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบัน มีสมาชิก 53 ราย ผ่านการรับรอง Organic PGS แล้ว 18 ราย

นางสุวรรณา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเกษตรกรสามารถส่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ PGS จำหน่ายใน จ.น่าน และในระบบตลาดของเลมอนฟาร์มแล้ว โดยกรณีศึกษาเบื้องต้นเกษตรกรบางรายมีรายได้ดีกว่าปลูกพืชสารเคมีเชิงเดี่ยว 7 เท่า นอกจากการดำเนินการในจังหวัด ยังมีการดำเนินการกับเกษตรกรรายย่อย 11 กลุ่ม ใน 8 จังหวัด ภายใต้โครงการจัดการระบบการตลาดและการผลิตอาหารอินทรีย์อย่างยั่งยืนเพื่อสุขภาพผู้บริโภค ผู้ผลิต ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ สุพรรณบุรี อุบลราชธานี ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ ยโสธร และน่าน ความสำคัญอยู่ที่การดำเนินการทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การตลาด การจัดการ และการผลิต

ขณะที่ ดร. ธัญศิภรณ์ จันทร์หอม อาจารย์ประจำสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับภาคี ภาครัฐ และเลมอนฟาร์ม มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาต้นแบบเกษตรอินทรีย์ใน จ.น่าน โดยใช้ Organic PGS Model เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืนแก่เกษตรกร ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี ลดการใช้สารเคมีเกษตรลง รวมทั้งการแก้ปัญหาป่าน่านที่เสื่อมโทรมลง จากการเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปัญหาหมอกควันจากการเผา และมุ่งหวังให้สร้างอาหารดีให้แก่คนเมืองน่านเพื่อสร้างสุขภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ต่อไป

สำหรับขั้นตอนของการดำเนินการของระบบ Lemon farm Organic PGS Model คือ สำรวจการผลิตของสมาชิกกลุ่ม ร่วมกันกำหนดมาตรฐานและบทลงโทษของผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือมีการแอบใช้สารเคมีในการทำเกษตร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้ที่ทำผิดจะต้องถูกพิจารณาให้ออกจากกลุ่มหรือพักการส่งสินค้ามาขายที่บริษัท ในการตรวจสอบจะใช้เป็นแบบที่ให้แต่ละกลุ่มตรวจสอบกันเอง โดยที่ห้ามตรวจของตนเอง เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทำเกษตรอินทรีย์ต่างมีความพอใจในผลตอบรับที่ได้

ด้าน นางศุภลักษณ์ สุวรรณ หรือพี่พลับพลึง กลุ่มเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส จาก จ.น่าน เล่าว่า จากเดิมเคยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะทำงานอยู่กับสารเคมีตลอดจนเกือบเสียลูกในท้องไป จึงตัดสินใจลาออกจากงาน และหันมาทำเกษตรอินทรีย์แทน เริ่มจากการไปเช่าที่เพื่อทำเกษตร ปลูกผักขายเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป คือปลูกผักขายตามฤดูกาล ขายในราคาถูกไม่ได้คิดกำไร ไม่ได้คิดค่าแรง คือปลูกผักขายตามตลาด ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเก็บเงินประมาณ 3 ปี สามารถซื้อที่ตรงนี้ในราคาประมาน 250,000 บาท แต่ปัจจุบันเทศบาลให้ราคาที่ตรงนี้ในราคา 2,500,000 บาท

พี่พลับพลึง เล่าต่อว่า หลังจากที่ได้มารู้จักกับทีมวิจัยจากจุฬาฯ และ บริษัท เลมอนฟาร์ม ก็เริ่มมาคิดละว่า จะทำไงให้ได้ผลผลิตครบตามออเดอร์ที่รับมา ทางจุฬาฯ และเลมอนฟาร์มได้เข้ามาสอนให้เลือกปลูกผัก และผลไม้ให้เหมาะสมกับฤดูกาล คำนวณต้นทุนบวกค่าแรง สอนให้เราสามารถคำนวณอายุของพืช เพราะแต่ละชนิดจะมีอายุไม่เท่ากัน เมื่อเรารู้จักอายุของพืชแต่ละชนิดแล้ว เราสามารถจัดสรรได้ว่าจะปลูกพืชชนิดไหนไว้ด้วยกันได้บ้าง และยังมีการเพาะเมล็ดพันธุ์เอง ผสมพันธุ์พืชเอง ขายให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ

นายกฤต อินต๊ะนาม หรือ ลุงทัย อายุ 53 ปี กลุ่มเกษตรอีนทรีย์ พีจีเอส จาก จ.น่าน เล่าว่า เดิมมีที่ดินทั้งหมด 53 ไร่ คืนให้ป่าไม้ไป 16 ไร่ ที่เหลือก็ทำไร่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพียงอย่างเดียว โดยใช้สารเคมีในการทำการเกษตรมาตลอด ต่อมาเริ่มสังเกตคนรอบข้างว่าป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ กันเยอะ เกิดจากการที่ใช้สารเคมีในการทำการเกษตร จึงเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนมาปลูกผักแทน แต่ด้วยความที่ใช้สารเคมีมาตลอด ทำให้ดินในพื้นที่ตาย ไม่สามารถปลูกอะไรได้

ลุงทัย เล่าต่อว่า หลังจากเข้าร่วมเป็นสมาชิก ฝ่ายส่งเสริมของเลมอนฟาร์ม ลงพื้นที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูดิน ช่วยให้ดินที่ตายแล้วกลับมาปลูกพืชผลได้อีก พื้นที่ที่ใช้ทดลองทำเกษตรอินทรีย์ 2 ไร่ เริ่มจากการปลูกมะนอย (บวบเล็ก) เป็นการปรับหน้าดิน ปัจจุบันได้ปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพิ่มด้วย ทั้ง มะเขือยาว ผักสลัด ฟักทองญี่ปุ่น และสตรอว์เบอรี่ ทั้งหมดนี้ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีเลย ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ตอนนี้สามารถเก็บพืชในสวนขายได้ ที่สำคัญไม่ต้องเหนื่อยไปนั่งขายที่ตลาด แต่ขายทางออนไลน์ ในแต่ละวันจะเก็บผักชนิดต่างๆ ถ่ายรูปและโพสต์ขายทางเฟซ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่ ตอนเย็นก็จะขับรถไปส่งของตามบ้าน ตอนนี้กำลังคิดที่จะขยายพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ เป็นการเพิ่มผลผลิตเพื่อจะส่งไปขายที่เลมอนฟาร์มต่อไป

ด้าน นายปัญญา ใคร่ครวญ กลุ่มเกษตรอีนทรีย์ พีจีเอส จาก จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า จากเดิมผมทำไร่ปลูกอ้อย เจอปัญหาเยอะ ทั้งการตัด การหาโรงงาน หรือการขนอ้อยไม่หมด ทำให้เกิดความเสียหาย รู้สึกท้อจึงเลิกทำไร่อ้อยเปลี่ยนมาขับรถไถรับจ้างแทน ทำอยู่สักพักคิดว่ามันไม่แน่นอน ไม่ใช่อาชีพที่จะหาเลี้ยงตนเองได้ตลอด จึงกลับมาอยู่บ้านเปิดร้านขายของชำ และทำนาไปด้วย ผ่านไปประมาน 5-6 ปี ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมในโครงการเกษตรยั่งยืน ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า การทำเกษตรแบบไม่ต้องใช้สารเคมียังมีอยู่ พร้อมกับได้เห็นงานของคนที่ทำสำเร็จแล้ว ทำให้มีแรงกระตุ้นที่จะกลับมาปรับใช้กับนาของตนเอง แต่ยังไม่ได้เลิกใช้สารเคมีเด็ดขาดเลย ยังมีใช้อยู่บ้างแต่ไม่เยอะ

นายปัญญา เล่าต่อว่า จนได้มารู้จักกับเลมอนฟาร์ม ได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้อง จึงนำมาใช้กับสวนของตนเอง จากที่ทำนาอย่างเดียว ทำได้ปีละครั้งก็เปลี่ยนมาทำนาด้วยและปลูกผักผลไม้ด้วย เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกทาง จากเดิมที่ต้องรอรายได้จากการทำนาอย่างเดียว แต่ตอนนี้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8,000 บาท จากการขายผักและผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะส่งขายที่เลมอนฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งจะขายในตลาดชุมชนหรือไม่ก็มีคนมาซื้อถึงสวน

จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่การทำเกษตรอินทรีย์สามารถสร้างรายได้ ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรเอง และผู้บริโภค นสพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่ตนขอย้ายตัวเองออกจากตำแหน่ง ภายหลัง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงปัญหาการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าว่า ตนไม่ได้พูดอะไร ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครพูด ไม่แน่ใจว่าสำนักข่าวเอาข่าวมาจากไหน ทั้งนี้ ยืนยันว่ายังอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์ต่อไป

นสพ.อภัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องกระแสข่าวไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) นั้น สวนสัตว์โคราชได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ไม่มีการระบาดของไข้หวัดนกเกิดขึ้นตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตาม ตามมาตรฐานการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ หากพบเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์แม้เพียงตัวเดียว กรมก็จำเป็นต้องออกประกาศภาวะการติดเชื้อแล้ว ทั้งนี้ การติดเชื้อชนิดใดๆ จากสัตว์สู่คนนั้น สาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อโดยไม่ปรุงสุก จึงขอรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกด้วย และหากพบสัตว์ป่วยหรือตายโดยไม่รู้สาเหตุก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นมีเพียงพอ สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

“ประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงการจัดระเบียบให้ประเทศมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ในช่วงนี้อยากให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจกัน ผมก็ให้กำลังใจกลุ่มผู้ที่รักสัตว์เช่นเดียวกัน อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือบูรณาการกันให้ประเทศไทยเดินหน้าไปได้ด้วยดี อย่าสร้างข่าวเสียหายให้กัน”

ในส่วนเรื่องพิษสุนัขบ้านั้น มีบางพื้นที่ที่มีจุดการระบาดเพิ่มเติม แต่เป็นจุดที่ยังอยู่ในรัศมีพื้นที่การระบาดเดิม ไม่ใช่ในพื้นที่ใหม่ ส่วนในจุดอื่นที่สถานการณ์การระบาดลดลงแล้วก็ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องที่เกิดเหตุพบสุนัขติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ นั้น ตนอยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่า หากพบสุนัขจรจัดถูกรถชน หรือถูกทอดทิ้ง ผู้ที่เก็บมาเลี้ยงต้องมีความระมัดระวังด้วย

“พื้นที่การระบาดใหม่ยังอยู่ในรัศมีเดิม อาจมีสุนัขจรจัดบางตัวที่หลุดเข้าไปในป่าแล้วหลงออกมา ทำให้มีการแพร่เชื้อเพิ่มเติมได้บ้าง แต่ยืนยันว่าเป็นส่วนน้อย” นสพ.อภัย กล่าว ‘ทุเรียน’ เป็นผลไม้ ที่หากนำมากินเป็นของหวานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีเมนูหลากหลายที่ขายตามท้องตลาด เช่น ทุเรียนกวน หรือข้าวเหนียวทุเรียน
แต่การมานำปรุงเป็นเมนูของคาวเห็นทีจะเป็นเรี่องแปลกนัก โดยเฉพาะเมนู ‘เปลือกทุเรียนผัดพริก’ ที่สาวชาวอินโดนีเซียได้อัดคลิปโชว์เสน่ห์ปลายจวักลงเฟซบุ๊กของตนเอง ชื่อว่า Aguan Suriyantos จนมีผู้ใช้เฟซบุ๊กจากทั่วโลกเข้าไปรับชมแล้วกว่า 8 ล้านครั้ง

โดยคลิปวิดีโอดังกล่าว ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยด้วย ตลอดจนมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นมากมาย บ้างทั้งประหลาดใจ รวมไปถึงเผยว่าอยากลิ้มลองเมนูนี้ดูสักครั้ง

ทั้งนี้ ในคลิปวิดีโอยังได้เผยถึงขั้นตอนการทำอย่างละเอียด โดยเทน้ำมันลงกระทะ พร้อมใส่กระเทียม และหอมแดงลงไปคั่วให้พอมีกลิ่น จากนั้นใส่พริกแดงลงไป ตามด้วยเปลือกทุเรียนที่หั่นอย่างสวยงาม ปรุงรสด้วยซอส เติมน้ำเปล่า เพื่อไม่ให้แห้งเกินไป พอเปลือกทุเรียนเปลี่ยนสีได้ทีจัดใส่จานอย่างสวยงาม

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวอาจทำขึ้นมาเพื่อประท้วงในประเด็นราคาทุเรียนแพง ที่เมืองบาดัม ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 25 มี.ค. ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน ต. ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต กลุ่มนักตกปลา จำนวน 33 ทีม ที่เข้าร่วมในการแข่งขันตกปลาจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 9 ทยอยลำเลียงปลาที่ตกได้จากเรือ 3 ประเภท ทั้งเรือเร็ว เรือยนต์ และเรือหางยาว เข้าฝั่งส่งให้คณะกรรมการชั่งน้ำหนักก่อนการประกาศผลรางวัลชนะเลิศในประเภทต่างๆ รวม 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทปลาน้ำหนักสูงสุด 11 ชนิด, ประเภทปลาเกมส์รวมมากชนิด, ประเภทปลารวมน้ำหนักสูงสุด และประเภทปลาพิเศษน้ำหนักสูงสุด

ทั้งนี้ หลังการชั่งน้ำหนักปลาประเภทต่างๆ แล้วเสร็จ ได้มีการนำปลาทั้งหมดมาแขวน ที่ราวแขวนด้านข้างเวที เพื่อให้ประชาชนได้ชม ก่อนจะมีพิธีเปิดการแข่งขันตกปลา ครั้งที่ 9 โดย นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เดินทางมาเป็นประธาน มี นางสาว สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นายสุรศักดิ์ รักญาติ ผู้ตรวจการอัยการ นายก่อเกียรติ อุณหะไวทยะ ประธานชมรมตกปลาจังหวัดภูเก็ต นายสมคิด แซ่ฉั้ว ประธานชมรมกอจ๊าน รองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาล ผู้แทนทัพเรือภาค 3 ซึ่งมีการนำปลาทั้งหมดขึ้นประมูล นำรายได้ทั้งหมดมอบเป็นทุนการศึกษาและสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลฉลอง และมอบรางวัลให้แก่ผู้แข่งขัน โดยทีม ที่ชนะเลิศ ในประเภทปลารวมน้ำหนักสูงสุดนั้นจะได้รับเงินรางวัลสูงสุด เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล

สำหรับไฮไลท์สำคัญในงานที่ประชาชนให้ความสนใจและนับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนภูเก็ต และประเทศไทย คือ ในการแข่งขันตกปลาครั้งนี้ มีผู้ร่วมแข่งขัน 1 ใน 33 ทีม ที่สามารถตกปลาอินทรีขนาดใหญ่ได้ คือ ทีม “ตี๋น้อย” ของแพแสงอรุณ สามารถตกปลาอินทรี น้ำหนัก 72.5 กิโลกรัม ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทปลาเกมส์ น้ำหนักสูงสุดในรายการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังเป็นสถิติสูงสุดของประเทศไทย และเป็น อันดับ 3 ของเอเชีย

นายก่อเกียรติ อุณหะไวทยะ ประธานชมรมตกปลาจังหวัดภูเก็ต เปิดเผย ว่า ปลาอินทรี สายพันธุ์ เซียฟิช (Seer fish) น้ำหนัก 72.5 กิโลกรัม ที่ ทีม “ตี๋น้อย” ตกได้นั้น เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สุดที่นักตกปลาในประเทศไทยตกได้ และเมื่อดูจากน้ำหนักและขนาด พบว่า อยู่ อันดับ 3 ของเอเชีย นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่สามารถสร้างสถิตินี้ได้

นายก่อเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปลาอินทรีชนิดนี้ เป็นปลาในตระกูลแมคคอเรล มีชื่อเป็นทางการ ว่า เซียฟิช (Seer fish) ปกติเป็นปลาที่นิยมตกกันในแถบประเทศแม็กซิโกและปานามา หรือแถบทะเลแปซิฟิก ซึ่งเป็นปลามีชื่อเสียงระดับโลก โดยเป็นปลาน้ำลึก น้อยครั้งที่ปลาชนิดนี้จะเข้าหากินในเขตน้ำตื้น ก่อนหน้านี้เคยมีประวัติพบหลายครั้งในต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ครั้งนี้พบว่าเข้ามาหากินในเขตน้ำตื้น บริเวณที่เรียกว่า “กองมาตาฟ” ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะราชาน้อยและเกาะราชาใหญ่ ของ จ.ภูเก็ต และเรายังสามารถตกได้ ก็นับว่าน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่า จากสถิตินี้จะส่งผลให้ผู้ที่นิยมชมชอบกีฬาตกปลาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาให้ความสนใจจังหวัดภูเก็ต และอยากร่วมประชันความสามารถกับยักษ์ใหญ่ประเภทนี้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลให้ จ.ภูเก็ต อีกทางหนึ่ง

ด้าน นายทวัชชัย ทองมั่ง ปลัดเทศบาลนครภูเก็ต กล่าวว่า การแข่งขันตกปลาจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ เป็น ครั้งที่ 9 และเทศบาลนครภูเก็ตได้ร่วมเป็นเจ้าภาพเป็น ครั้งที่ 4 ปีนี้มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 33 ทีม จำนวน 127 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยส่งผลให้ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ละเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตดีขึ้นอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับปลาอินทรีตัวดังกล่าว ได้นำขึ้นประมูลภายในงาน เพื่อนำรายได้มอบเป็นทุนการศึกษาและสนับสนุนโครงการสร้างโรงพยาบาลฉลอง โดยมี ทีมไฮดรา เป็นผู้ประมูลไป ในราคา 55,000 บาท เริ่มต้นจาก ชาวบ้านในเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น ทำไก่ย่างบ้านขาย ที่สถานีรถไฟเขาสวนกวาง และ ริมถนนทางพาด (เส้นทางมิตรภาพปัจจุบัน) หลายสิบปีมาแล้ว

ชาวบ้านจะเดินขึ้นไปขายบนรถไฟที่สถานี เวลารถไฟจอด ผู้คนที่เดินทาง มักซื้อรับประทานบนรถ ด้วยความอร่อย จนชื่อเสียงดังไปทั่วเมืองไทย จนเป็นสูตรพิเศษ เป็นเอกลักษณ์ ของอำเภอเขาสวนกวางจนทุกวันนี้ …

ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศร่วงหนัก หลังสต๊อกทะลัก 380,000 ตัน ส่งออกไม่ได้ จับตาช่วงพีกเดือนพฤษภาคมมีสิทธิ์ดิ่งเหว กรมการค้าภายในขึงขังบังคับให้รับซื้อน้ำมันดิบ กก.ละ 19 บาท ด้านโรงงาน B100 ชี้สต๊อกใกล้เต็ม

เกษตรกรชาวสวนปาล์มกำลังเผชิญกับภาวะราคาผลปาล์มทะลายตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ตลาดการค้าน้ำมันปาล์มโลกตกอยู่ในภาวะซบเซา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่ อย่าง อินเดียปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก 15% เป็น 40% สหภาพยุโรปลดการใช้น้ำมันปาล์มจากการแก้ไขกฎหมายทางด้านพลังงานทดแทน มีผลทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาเหลือ กก.ละ 19.50 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ กก.ละ 26 บาท ถือเป็นราคาน้ำมันที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี

นายพันศักดิ์ จิตรัตน์ ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ราคาผลปาล์มเทกองลดลงเหลือ กก.ละ 2.70 บาท ส่วนราคาผลปาล์มทะลาย (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%) อยู่ที่ กก.ละ 3.20 บาท ถือเป็นราคาต่ำสุด ขณะที่ต้นทุนเกษตรกรอยู่ที่ กก.ละ 3.70 บาท “สถานการณ์ปาล์มแย่มาก จนชาวสวนปาล์มน้ำมันต้องรวมตัวกันที่สุราษฎร์ธานีและยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังนายกรัฐมนตรี ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหาด่วน เพราะเกษตรกรพยายามทำปาล์มคุณภาพดีเพื่อยกระดับราคาแล้ว”