เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยประจำปี

คุณวศิน ธนภิรมณ์ อยู่บ้านเลขที่ 104/5 หมู่ที่ 1 ซอยภูธร ถนนเพชรเกษม ตำบลตุยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีอาชีพเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งทำงานเพื่อสังคมจนได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ เกษตรกร ให้เป้นผู้นำถ่ายทอดความรู้สู่การส้รางอาชีพ

ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน

ปี 2532 เริ่มต้นจากการลงทุนเลี้ยงกุ้งกุลาดำกับญาติ จำนวน 1 บ่อ เป็นช่วงที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำมีการขยายตัวในภาคใต้เป็นอย่างมาก ขณะนั้นนายวศินซึ่งทำงานรับราชการครูได้ใช้เวลาหลังเลิกงานในการศึกษา เรียนรู้เทคนิคในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยการเลี้ยงครั้งแรกประสบผลสำเร็จ จึงทำให้มีการพัฒนาระบบการเลี้ยงและขยายฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น

ปี 2535 – 2537 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่เกิดโรคหัวเหลืองระบาดอย่างรุนแรง นายวศินได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี ในการจัดตั้งชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานีเพื่อร่วมประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหัวเหลือง พร้อมทั้งใช้ฟาร์มของตนเองเป็นแหล่งทดลองและเรียนรู้แนวทางการแก้ปัญหา

ปี 2538 – 2546 การเลี้ยงกุ้งกุลาดำประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และทำควบคู่กับการรับราชการ โดยมีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงกุ้งและร่วมกิจกรรมต่างๆ กับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี จนกระทั่งปี 2546 เริ่มได้รับความเสียหายจากโรคตัวแดงดวงขาวในกุ้งกุลาดำ เกิดความเสียหายมากขึ้น และไม่สามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำต่อไปได้ จึงต้องชะลอการเลี้ยงไประยะหนึ่ง

ปี 2547 – 2555 เริ่มหาแนวทางการแก้ปัญหาและขณะนั้นเริ่มมีการนำกุ้งขาวแวนนาไมเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย จึงสนใจเรียนรู้เทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาว และขยายการเลี้ยงขาวในฟาร์มของตนมากขึ้น ในพื้นที่จังหวัดปัตตานีมีการขยายฟาร์มเลี้ยงมากขึ้น ทำให้อาชีพการเลี้ยงกุ้งกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ปี 2555 นายวศิน ได้เกษียณอายุราชการสามารถทุ่มเทเวลาสำหรับการเลี้ยงกุ้งได้อย่างเต็มที่ จึงได้ขยายฟาร์มเลี้ยงกุ้งเพิ่มขึ้น และประสบความสำเร็จ จนกระทั่งปลายปี 2555 เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรค EMS ในภาคตะวันออก และภาคกลาง นายวศินได้เฝ้าระวังภายในฟาร์มของตน แต่ไม่สามารถป้องกันได้ และเริ่มเกิดความเสียหายในพื้นที่

ปี 2556 เกิดภาวะวิกฤตการณ์ของการเลี้ยงกุ้ง เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรค EMS ก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาชีพการเลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ รวมทั้งวศินฟาร์มก็ประสบปัญหาเช่นกัน

ปี 2557 นายวศินจำเป็นจะต้องหาแนวทาง การเลี้ยงและปรับเทคนิคการเลี้ยงกุ้งให้สามารถเลี้ยงกุ้งฝ่าวิกฤตโรค EMS ให้ได้ เริ่มจากการศึกษา ดูงาน ตามฟาร์มต่างๆ รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิชาการ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ แล้วนำความรู้ต่างๆที่ได้รับมาบูรณาการกับประสบการณ์ที่ผ่านมา จนสามารถ คิดค้นระบบการเลี้ยงกุ้งที่เหมาะสมกับฟาร์มของตนเอง คือการเลี้ยงกุ้งแบบสร้างสมดุลธรรมชาติ (สูตรคนจน) โดยเน้นการใช้จุลินทรีย์ (ปม 1) ของกรมประมง การใช้น้ำหมักสับปะรด น้ำปลาหมัก ใช้ปูนมาร์ลในการเตรียมบ่อและใช้ปลาพี่เลี้ยงในการบำบัดน้ำ

ปี 2558 เริ่มทดลองเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม รุ่นแรก ในน้ำความเค็มต่ำ ช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2558 จำนวน 1 บ่อ ขนาด 3.4 ไร่ ผลปรากฏว่าประสบความสำเร็จจับกุ้งได้ 12,000 กิโลกรัม หรือเฉลี่ย 3,529 กิโลกรัม/ไร่ และเริ่มรับตำแหน่งประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี สำหรับการเลี้ยง รุ่นที่ 2 เลี้ยงช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม 2558 จำนวน 4 บ่อ ขนาดบ่อเลี้ยง 3.4 ไร่ โดยทยอยลงทีละบ่อห่างกันประมาณ 15-30 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 9,500 กิโลกรัม/บ่อ หรือเฉลี่ย 2,794 กิโลกรัม/ไร่ ปลายปี 2558 ได้ขยายผลนำความรู้ ถ่ายทอดให้ผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมทั้งให้คำปรึกษาเทคนิคการเลี้ยงแบบสร้างสมดุลธรรมชาติ หรือ “สูตรคนจน” และจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายใช้จุลินทรีย์ ปม.1 สำหรับการเลี้ยงกุ้ง ทำให้ผู้เลี้ยงในพื้นที่มีแนวทางการเลี้ยงและมีความหวังมากขึ้น

ปี 2559 พัฒนาเทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบสร้างสมดุลธรรมชาติ ในน้ำความเค็มสูงขึ้น และสามารถเลึ้ยงกุ้งผ่านจำนวน 2 รุ่น รวม 11 บ่อ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 9,000กิโลกรัม/บ่อ และได้นำเทคนิคการเลี้ยงที่คิดค้นได้ไปถ่ายทอด ให้แก่ เครือข่าย ผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และพื้นที่จังหวัดอื่นใกล้เคียง จนสามารถช่วยเหลือให้เครือข่ายเลี้ยงกุ้งได้ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น รวมถึงขยายผลถ่ายทอดเทคนิคการเลี้ยงกุ้งให้แก่ผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ โดยการนำเสนอผ่านเวทีงานวันกุ้งไทยใต้ล่าง ครั้งที่ 5 (ณ โรงแรมบุรีศรีภูบูติกโฮเต็ลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา) พร้อมทั้งได้รับการคัดเลือกเป็น “เกษตรกรดีเด่นคนกุ้งใต้ล่าง ปี 2559”

ปี 2560 จากการได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานสัมมนาต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งในระดับประเทศ ทำให้มีผู้สนใจมาศึกษาดูงานที่ฟาร์มอย่างต่อเนื่อง และให้คำปรึกษาแก่ผู้เลี้ยงกุ้งที่สนใจโดยไม่ปิดบัง ซึ่งสูตรการเลี้ยงกุ้งแบบคนจนนี้สามารถควบคุมเชื้อ EMS ได้ โดยดูผลจากห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อ EMS และจากการที่สามารถเลี้ยงกุ้งได้ผลผลิตตามเป้าหมายติดต่อกัน 6 รุ่น ตั้งแต่ปี 2558

ผลงานและความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

1) ปริมาณผลผลิตกุ้งขาวเฉลี่ยต่อปีประมาณ 100 ตัน มูลค่า 18 ล้านบาท พื้นที่ฟาร์ม 63 ไร่ ขนาดบ่อเลี้ยงเฉลี่ย 3.4 ไร่ จำนวน 8 บ่อ ผลผลิตเฉลี่ย 2.9 ตันต่อไร่ ต้นทุนรวมเฉลี่ย 100 บาท/กิโลกรัม อัตรารอดเฉลี่ยร้อยละ 96.0 อัตราแลกเนื้อ 1.3

2) เป็นผู้คิดค้นเทคนิคการเลี้ยงแบบสร้างสมดุลธรรมชาติ หรือ “สูตรคนจน” ซึ่งให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัย คือ

2.1) พื้นบ่อเลี้ยงต้องสะอาด โดยใช้จุลินทรีย์ ปม.1

2.2) การบำบัดน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งโดยใช้ปลานิล

2.3) กุ้งที่เลี้ยงสะอาด แข็งแรงมีภูมิต้านทานและปลอดเชื้อ จากการเติมน้ำปลาหมักและน้ำสับปะรดหมักลงในอาหารกุ้ง

2.4) น้ำจากการเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติมีความสะอาดเพราะไม่มีการใช้ยาตลอดการเลี้ยง

3) ได้รับมาตรฐาน Certification of Good Aquaculture Practice (GAP) จากกรมประมง

4) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นคนกุ้งใต้ล่าง ครั้งที่ 5 ปี 2559

5) ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดปัตตานี จำกัด (ปี 2559-2560)

6) ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายเทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาวในงานสัมมนากุ้งต่างๆระดับประเทศ

7) เป็นคณะกรรมการสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย โดยมีส่วนร่วมวางแผนแก้ปัญหา ป้องกันด้านโรคระบาดกุ้ง ทั้ง EMS /ขี้ขาว/ ATM ตลอดจนการนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำ

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

1) ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานี 2 วาระๆ ละ 2 ปี (2558-2561)

2) เป็นผู้เสียสละทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์ในการเดินทางไปถ่ายทอดความรู้และให้คำปรึกษาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่มาเรียนรู้ศึกษาดูงาน ขอคำปรึกษา พร้อมทั้งนำแนวทางการเลี้ยงของนายวศินไปเลี้ยงกุ้งจนประสบความสำเร็จ จำนวนกว่า 20 ฟาร์ม

3) เป็นประธานจัดงานวันกุ้งไทยใต้ล่าง ครั้งที่ 5 – 6 (ปี 2559-2560) ร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้ง นักวิชาการ ผู้แทนบริษัท ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจในการเลี้ยงกุ้ง

4) เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งปัตตานี

5) เป็นแกนนำช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในพื้นที่ภาคใต้ และภาคอื่นๆของประเทศไทย

6) เป็นเจ้าภาพการทอดกฐินพระราชทาน ปี 2559 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

7) เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “แนวทางการจัดการและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคขี้ขาวในฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล” ให้กับกรมประมง ณ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

8) เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เจาะลึกการใช้ ปม.1และปลาพี่เลี้ยงอย่างเข้าใจ” ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปัตตานี

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

1) มีรูปแบบการเลี้ยงกุ้งที่คิดค้นขึ้น คือ ระบบการสร้างสมดุลแก่ธรรมชาติ ซึ่งไม่มีการใช้สารเคมีและไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง

2) มีการบำบัดน้ำที่ใช้เลี้ยงก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3) เป็นผู้นำขับเคลื่อนงานโครงการคืนชีวิตสู่ธรรมชาติของชาวกุ้งไทยใต้ล่าง ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน เป็นกิจกรรมของผู้เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้ง ผู้สนใจทั่วไป และชุมชน โดยลงไปทำกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกุ้ง ประชาชนในชุมชนต่างๆ ตระหนักและมีส่วนร่วมอนุรักษ์ ดูแลสิ่งแวดล้อม

4) เป็นผู้นำจัดตั้งกลุ่มเลี้ยงกุ้งโดยใช้ ปม.1 เพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อมภายในฟาร์ม และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการบำบัดน้ำด้วยจุลินทรีย์ ปม. 1

5) ร่วมขับเคลื่อนกับสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และกลุ่มเจ็ดห่วงอันดามัน เป็นผู้แทนในโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยการปล่อยเต่าคืนสู่ธรรมชาติ และเข้าร่วมการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของชมรมต่างๆ ทั่วประเทศ

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเร่งระบายน้ำจากวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เพื่อช่วยเหลือนนักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าจำนวน 13 ชีวิต โดยเบื้องต้นพบว่ามีพื้นที่ทำนาที่เป็นจุดรับน้ำ 3 ตำบล คือ ต.ศรีเมืองชุม ต.โป่งผา และ ต.บ้านด้าย จำนวน 1,397 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 101 ราย

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะมอบเงินจากกองทุนบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย ให้กับชาวบ้านครัวเรือนละ 3,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงให้กับผู้ได้รับผลกระทบทุกราย ส่วนการเยียวยานาข้าวเสียหาย จะได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในอัตราไร่ละ 1,113 บาท และหากเกษตรกรที่เสียหายมีการทำประกันภัยข้าวนาปีไว้ก็จะได้รับการชดเชยค่าเสียหายไร่ละ 1,260 บาท ซึ่งธ.ก.ส. กำลังเร่งประสานสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้ดำเนินการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมแล้วเกษตรกรที่ทำประกันภัย จะได้รับการเงินช่วยเหลือรวมไร่ละ 2,373 บาท และหลังจากนั้น ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเข้าไปดูแลและฟื้นฟูตามสภาพความเป็นจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ส่วนของการปรับแผนการระบายน้ำ ที่อาจส่งผลกระทบไปยังชาวบ้านในตำบลอื่นๆ เช่น มีรายงานเพิ่มเติมเข้ามาว่า ต.โป่งงาม เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่รับน้ำตามแผนปฏิบัติการในการเข้าไปช่วยเหลือครั้งนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะเร่งสำรวจและให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนมังคุด ในพื้นที่ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ว่า ในวันนี้ เวลา 14.00 น.กลุ่มเกษตรกรชาวสวนมังคุดจากหลายพื้นที่ นัดรวมตัวกันบริเวณที่ทำการเทศบาลตำบลพรหมคีรี อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกันหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคามังคุดตกต่ำ โดยเข้าหารือร่วมกับนายอำเภอและนายกเทศบาล ต.พรหมคีรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตัวแทนเกษตรกรรายหนึ่งระบุว่า หลังจากผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมาแล้วกว่า 2 อาทิตย์ ราคารับซื้อในช่วงแรกดีดตัวสูงขึ้นถึง กก.ละ 100 บาท ทำให้เกษตกรดีใจอย่างมาก แต่แค่เพียงไม่ถึง 1 อาทิตย์ ราคาผลผลิตกลับตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละที่รับซื้อในราคาที่แตกต่างกันไป จนขณะนี้ราคาลดลงเหลือเพียง กก.ละ 40-50 บาท ซึ่งเกินกว่าความเป็นจริงจากราคาท้องตลาด ที่ล้งรับซื้ออยู่ที่ราคา กก.ละ 80-90 บาท

สาเหตุจากมีพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง ที่ถูกส่งมาจากแผงรับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่ ตั้งตัวเป็นผู้กำหนดราคาโดยทำการควบคุมกำหนดกดราคารับซื้อจากเกษตรกร ด้วยวิธีการกระจายลูกจ้างไปทำการตั้งจุดรับซื้อครลอบคลุมทุกพื้นที่ เท่ากับเป็นการบีบบังคับเกษตรกรโดยตรง ทั้งนี้ยังได้รับรายงานอีกว่า แผงรับซื้อในพื้นที่ได้ข่มขู่แผงรับซื้อจากต่างถิ่น (ล้ง) ที่รับซื้อในราคาที่แพงกว่า พร้อมทั้งตั้งจุดรับซื้อแบบถึงมือเกษตรกร จนเกษตรกรเกิดความรู้สึกอึดอัดใจ ทั้งๆ ที่ต้องการจำหน่ายผลผลิตให้กับล้งจีนที่รับซื้อในราคาดีกว่า แต่ต้องจำใจขายในราคาถูก เพราะไม่ต้องการให้มีปัญหาเกิดขึ้น

“อย่างไรก็ตาม ตัวแทนเกษตรกรได้ประกาศให้พี่น้องเกษตรกรที่มารวมกันในวันนี้ ร่วมกันกดดันกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าโรงงานในพื้นที่ เพื่อให้หยุดพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าว ก่อนที่จะไม่สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรได้อีก เนื่องจากมาตรการที่จะประชุมหาแนวทางออกในวันนี้ เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเพื่อรวบรวมผลผลิตในพื้นที่แต่ละวัน และทำการติดต่อหาผู้รับซื้อที่สามารถให้ราคาผลผลิตที่ดีที่สุดกับเกษตรกร อีกทั้งเพื่อเป็นการต่อรองราคากลางของตลาดรับซื้อให้ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่จะไม่ถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าที่เข้ามากดราคาอีกต่อไป” ตัวแทนเกษตรกรกล่าว

“มะปี๊ด” หรือ ส้มจี๊ด (Kumquat) เป็นส้มผลเล็กที่คนครัวแถบภาคใต้ ภาคตะวันออกของไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอุษาคเนย์อย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ใช้ปรุงรสเปรี้ยวหลักในสำรับอาหาร ขณะที่ครัวภาคกลางแถบบ้านเรามักใช้มะนาวเป็นหลัก จนแทบลืมส้มสดพันธุ์อื่นๆ ไปแล้วก็ว่าได้

กลิ่นและรสของมะปี๊ดไม่แหลมจัดเหมือนมะนาว มีความหอมชื่นใจแบบส้มๆ ปนเข้ามามาก ใครไม่เคยชิม ให้ลองนึกถึงส้มเขียวหวานที่เปรี้ยวที่สุดเท่าที่นึกออกนะครับ ประมาณนั้น และผมแอบเดาโดยยังไม่ได้ลองค้นดูจริงๆ จังๆ ว่า แต่เดิม “เรา” ก็อาจใช้ส้มจี๊ดกันมากไม่แพ้ใครแถวนี้หรอก ไม่อย่างนั้นจะมีคำขยายความรสเปรี้ยวว่า เปรี้ยว “จี๊ด” หรือเปรี้ยว “ปรี๊ด” หลงเหลืออยู่ในภาษาไทยกลางเหรอครับ จริงไหม

คนภาคตะวันออกคั้นมะปี๊ดเป็นน้ำผลไม้สีส้มอ่อนๆ ใส่น้ำแข็งดื่มดับกระหายด้วยนะครับ แถมเอาไปดองเก็บไว้กินนานๆ ได้ เท่าที่ผมเคยพบในตลาดหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี ที่ตอนนี้กลายเป็นตลาดโบราณซึ่งคนไปเดินเที่ยวกันมากในวันหยุดนั้น เขาดองแบบหวาน หน้าตาเหมือนมะนาวดองในน้ำเชื่อมข้นๆ และแม้จะดองหนักน้ำตาลอ้อย ซึ่งเป็นของที่ผลิตมากในพื้นที่นั้น แต่ความที่มะปี๊ดมันเปรี้ยว ก็เลยยังพอมีรสเปรี้ยวแซมอยู่หน่อยๆ

ผมถามว่าแล้วกินยังไงเหรอครับ แม่ค้าบอกให้เอาเนื้อมะปี๊ดดองนี้มายีๆ กินใส่พริกขี้หนูซอยบ้าง หอมแดงซอยบ้าง อารมณ์เหมือนคนอีสานกินลูกค้อยำในพริกป่น หอมซอย เอาความแซบเปี๊ยบเลยทีเดียว

เมื่อได้ลองดม ลองชิมดูแล้ว ผมเกิดอยากลองเอามะปี๊ดดองนี้มาทดแทนมะนาวดองในต้มไก่หรือต้มเป็ดแบบสูตรยอดนิยม แต่จากรสชาติซึ่งอ่อนและเบากว่ามะนาวดองอย่างรู้สึกได้ จึงต้องคิดไตร่ตรองก่อนว่า มันจะเหมาะสมกับเนื้ออะไรดี

ผมนึกถึงปลาทะเล และเมื่อกลับมาจากตลาดสดเช้า ก็จับจ่ายได้เนื้อปลาเก๋าใหญ่แล่หั่นเรียบร้อยมาพอควรแก่การทำ “ปลาต้มมะปี๊ดดอง” หม้อนี้ ความที่ผมไม่อยากให้กลิ่นมะปี๊ดซึ่งผมคิดว่ามันเปรี้ยวอ่อนๆ ถูกกลบด้วยความแรงของวัตถุดิบอื่น จึงระมัดระวังปรุงเครื่องอย่างเบามือมาก โดยผมใช้กระเทียมอินทรีย์จากศรีสะเกษ บุบพอแตกเพียงไม่กี่กลีบ เกลือสมุทรเล็กน้อย ขิงอ่อนแง่งเล็กๆ และน้ำปลาดิบเจ้าอร่อยลือชื่อของบ้านหนองบัวเติมกลิ่นทะเลอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง

วิธีการนั้นรวบรัดยิ่ง ต้มน้ำให้เดือดพล่าน ใส่กระเทียม เกลือ ขิงลงไป รอชั่วอึดใจก็ใส่เนื้อปลาเก๋า กดเบาๆ ให้จมน้ำทั่วกันดี พอปลาเกือบจะสุก จึงใส่ลูกมะปี๊ดดองลงไป พยายามอย่าให้น้ำเชื่อมข้นๆ นั้นติดไปมากนะครับถ้าเราไม่ใช่คนชอบกินหวาน สักครู่เดียว ลูกดองนั้นจะค่อยๆ แตกออก ปล่อยน้ำเนื้อและกลิ่นมะปี๊ดออกมาจางๆ ประสมไอควันเดือดพลุ่งๆ จนเรารู้สึกได้ ทีนี้โปรยต้นหอมหั่นลงไปเพิ่มกลิ่นผักเพียงหนึ่งหรือสองต้น เหยาะน้ำปลาจนรู้สึกว่าหอมดีแล้ว ก็ตักใส่ชาม โรยพริกไทยป่นเล็กน้อย กินเป็นซุปรสเปรี้ยวอ่อนๆ ชื่นใจดีเชียวครับ

ในเมื่อมันเป็นอาหารทดลองของผม จึงแน่นอนว่าต้องมีข้อวิจารณ์ส่วนตัว ซึ่งก็ขอเอามาเล่าให้ฟังนะครับ คือผมคิดว่า ข้อแรกมะปี๊ดดองแบบนี้หวานไปหน่อยนึง ถ้าได้เอามาดองเอง หรือวันหลังแอบย่องไปกระซิบแม่ค้าชาวบ้านหนองบัวให้ดองเค็มเปรี้ยวติดหวานแค่เพียงนิดๆ ให้สักโหลย่อมๆ ก็คงไม่เลวนักแน่ๆ

และอีกข้อหนึ่ง ผมรู้สึกว่า ทำไปทำมา กลิ่นซุปเปรี้ยวอ่อนๆ หม้อนี้ เขยิบขึ้นไปเกือบจะแจะกับ “ต้มส้ม” แบบสูตรคนจีนอยู่แล้ว คงนึกออกกันใช่ไหมครับ คนจีนจะต้มส้มปลากระบอก ใส่ขิงอ่อนซอยมากๆ ในน้ำต้มซึ่งละลายหอมแดง กะปิ พริกไทยตำละเอียด เติมรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะขามเปียก เดาะรสหวานเล็กน้อย แล้วโรยต้นหอมหั่นท่อนในตอนท้าย บ้านไหนต้มกินตอนหนาวๆ หรือยามที่ฝนตกหนักๆ จะอุ่นท้องดีมากเลยทีเดียว

ใครจะว่างานนี้ผม “เดาผิด” ไปก็ได้นะครับ..แต่ ก็นี่ไม่ใช่หรือ ที่คือความสนุกตื่นเต้นของการทำอาหาร? นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้หาตลาดส่งออกลำไยเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนตลาดอินโดนีเซียที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ออกกฎระเบียบห้ามนำเข้าลำไยช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2561 ซึ่งตรงกับช่วงที่ลำไยภาคเหนือของไทยออกสู่ตลาดมาก

โดยข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ระบุว่า ปี2561 ผลผลิตลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณ 654,329 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 6.67 ที่มีปริมาณ 613,416 ตัน) และส่วนใหญ่จะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ประมาณ 381,498 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ1.01

ดังนั้น วันที่ 17–20 กรกฎาคม สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.)ได้เชิญผู้นำเข้าผู้ซื้อจากต่างประเทศ 18-20 ราย จากตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อมาเจรจากับผู้ผลิต ผู้ส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยของไทย 15 – 20 รายที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน คาดว่าจะเกิดคำสั่งซื้อทันที 3,000 ตัน

“เป้าหมายเพื่อเร่งรัดและขยายการส่งออกผลไม้ภาคเหนือโดยเฉพาะลำไยสู่ตลาดศักยภาพอื่นๆ ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเดิม อย่างตลาดอินโดนีเซีย มีแนวโน้มใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมถึงการเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดส่งออกสินค้าลำไยและผลิตภัณฑ์จากลำไยให้กับผู้ประกอบการไทย ”

นอกจากนี้ในงานจะมีกิจกรรมเสวนาให้คำปรึกษาด้านระบบโลจิสติกส์สำหรับสินค้าเกษตร การนำลำไยไปแปรรูปในรูปแบบใหม่ๆเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการเข้าสู่การค้าในระบบออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้าได้เชิญเว็บไซต์ Tmall.com เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในไทย และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการหารือในรายละเอียด

ปล่อยกายสโลว์ไลฟ์เที่ยวน่านหน้าฝน สัมผัสเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตน่ารักๆ ท่ามกลางบรรยากาศชุ่มชื้นที่รายล้อมไปด้วยเทือกเขาอันเขียวขจี หยิบเสื้อกันฝนสุดชิค พร้อมร่มสีแสบคู่กาย ไปเดินเล่นถ่ายรูปเก๋ๆ ให้เพื่อนอิจฉาเล่น น่านเมืองน่ารักหนึ่งในเส้นทางนำร่อง ของการท่องเที่ยวแบบใหม่สไตล์ “7Greens” โดยกูรูท่องเที่ยว “จ๊อบ นิธิ สมุทรโคจร” ร่วมเป็นแกนนำในการรณรงค์ท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จัดแคมเปญพิเศษ “สมุดโคจร 7 Greens Turismo”

รายการสมุดโคจร On The Way ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จัดทริปท่องเที่ยวสำหรับสื่อมวลชน (Press Trip) ภายใต้แคมเปญ “สมุดโคจร 7 Greens Turismo” ท่องเที่ยวเมืองน่ารัก จ. น่าน โดยกูรูท่องเที่ยว “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” พิธีกรรายการสมุดโคจร On The Way ควงแขกรับเชิญหนุ่ม “ป๊อก – โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว” พร้อมคณะบล็อกเกอร์ และสื่อมวลชน ลงพื้นเพื่อรณรงค์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ลดปัญหาที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้เกิดเป็นรูปธรรม

“น่าน” ต้นแบบแห่งความสโลว์ไลฟ์ขนานแท้ เที่ยวน่านได้ทุกฤดู มีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เลือกสัมผัสหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปั่นจักรยานสัมผัสวิถีชุมชนบ้านดอยไชย ทานข้าวซอยริมน้ำ ชมจักรยานโบราณกว่าร้อยปีที่ “เฮือนรถถีบ” เรียนรู้กิจกรรม DIY อย่างการทำตุ๊กตาจากหยวกกล้วยที่ “บ้านสวัสดีก้า” สัมผัสที่พักใกล้ชิดธรรมชาติ “บ่อเกลือ วิว รีสอร์ท” แวะจิบกาแฟที่ “ภูมิใจ๋ คอฟฟี่ ฟาร์ม” พร้อมทดลองคั่วกาแฟโบราณ จากนั้นไปทานอาหารท่ามกลางลำธารสวยที่ “อาโปเดอมาง” เรียนรู้วิถีแห่งโกโก้ ชิลกับบรรยากาศที่พักสุดสวย “Cocoa Valley Resort” พลาดไม่ได้กับร้านกาแฟท่ามกลางทุ่งนา “บ้านไทลื้อ”

“7 Greens” ประกอบไปด้วยการท่องเที่ยว 7 รูปแบบ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับสไตล์การท่องเที่ยวของตนเอง ซึ่งประกอบไปด้วย 1.) Green Heart เที่ยวด้วยใจคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องมีหัวใจที่เคารพ และตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม 2.) Green Logistics เที่ยวใกล้ไกลเลือกใช้พลังงานสะอาด ผ่านรูปแบบการเดินทางสีเขียว เน้นการประหยัดพลังงาน

3.) Green Attraction มุ่งสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว มีการบริหารจัดการการท่องเที่ยวกับสภาพดั้งเดิมของพื้นที่นั้นไว้ได้ 4.) Green Activity กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.) Green Community ชุมชนสีเขียว เที่ยวอย่างรู้คุณค่า รักษาเอกลักษณ์ชุมชน เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน 6.) Green Service จัดการธุรกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใส่ใจธุรกิจท่องเที่ยวแขนงต่าง ๆ เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 7.) Green Plus จิตอาสาดูแลสิ่งแวดล้อม นับเป็นการช่วยเหลือแหล่งท่องเที่ยวง่าย ๆ ด้วยตัวของนักท่องเที่ยวเอง

สัมผัสบรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดการท่องเที่ยวสไตล์ใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม “สมุดโคจร 7 Greens Turismo” ได้ทางรายการ “สมุดโคจร On The Way” ทุกวันเสาร์ ทางสถานีโทรทัศน์ 3SD ช่อง 28 หรือติดตามข่าวสารได้ทาง “Facebook: สมุดโคจร 7 Greens Turismo”