เกษตรกรที่สนใจการตัดช่อผล เพื่อให้ได้ลำไยคุณภาพ เกรด AA

ช่วงนี้สามารถนำไปปฏิบัติทดลองตัดช่อผล/ตัดช่อแบบเว้นช่องไฟ/ตัดแบบผสมผสาน ในสวนสัก 2-3 ต้น แต่ต้องตัดช่อผลทั้งต้น 30-50% ไม่ต้องเสียดาย แล้วท่านจะพบความเปลี่ยนแปลงระหว่างการตัดช่อผลและต้นที่ปล่อยให้ดกตามธรรมชาติว่า คุณภาพ ขนาด และราคาของลำไยมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน “เกษตรกรต้องตัดช่อผล เพื่อให้ได้ลำไยคุณภาพ เกรด AA” สนใจในรายละเอียด ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ ผศ. พาวิน มะโนชัย โทร. (081) 881-9694, อาจารย์สถาพร ฉิมทอง โทร. (087) 230-4020, สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือ ใกล้บ้านท่าน หรือ น.ส. ศิริลักษณ์ กมล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (081) 287-3063

ชื่ออื่นๆ ส้านป้าว กะปรุ ส้านท่า สัมปรุ มะส้าน แส้น แอปเปิ้ลมอญ หะเปร้า ปะฮะพร้าว (แกงมะตาดชาวเกาะเกร็ด)

ฉันสะดุ้งทุกครั้งเมื่อใครเรียก มะตาด เพราะฉันเองไปนึกถึง “คัสตาร์ด” ที่มีคาราเมล หนืด นุ่ม อยู่บนก้อนเนื้อนิ่มๆ ไข่ไก่อิ่มนมสด ชื่อของฉันถูกนำไปสอบถามคนทั่วไปว่าเคยได้ยินชื่อหรือไม่ แหม! แต่ละคนตอบว่าไม่เคยได้ยิน มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่รู้จัก ยิ่งหนุ่มสาววัยรุ่นสมัยนี้แล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่รู้จักเลยว่ามะตาดคืออะไร แต่พอถามซื้อคัสตาร์ด ทุกคนตอบว่าชอบกิน….

เรื่องของฉันกลายเป็นพรรณไม้ที่ต้องศึกษาวิจัยเพื่อการรณรงค์อนุรักษ์ไปแล้ว แต่ก็ถือเป็นเกียรติแก่ตัวฉันเองเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งสถานศึกษาและสถานที่ต้องการปลูกไม้ประดับตกแต่งก็ใช้ฉันเป็นหนึ่งพรรณไม้นั้น เอ่ยถึงแต่ละสถานที่ก็ฟังแล้วเหมือนฉันถูกจัดอยู่ในพิพิธภัณฑ์กระนั้นเลย เช่นเล่ากันว่า ถ้าใครไปที่ “วิทยาลัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว จะพบฉันเป็นต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างอาคารวิเศษศราวัฒน์ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว แม้แต่ชื่อ “วิทยาลัยครู” ก็กลายเป็นสถาบันราชภัฏ ถ้าสนใจอยากเจอฉันจริงๆ ก็ลองไปที่จังหวัดสมุทรสงคราม ไปที่อุทยาน ร.2 ก็พบฉันได้ แต่อย่าไปเพลินกับอัมพวาจนลืมฉันก็แล้วกันนะ อยากจะเห็นฉันยืนเรียงแถวมากกว่า 10 ต้น ก็เชิญที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ ถนนวิภาวดี-รังสิต ใกล้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ถ้าไปที่นั้นแล้วก็แวะไปที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดู ใบ ดอก ผล ได้ เขาปลูกฉันไว้ในสวนมิตรสัมพันธ์สวนต้นไม้ของโรงเรียน หรือไปพบฉันที่เกาะเกร็ด จังหวัดปทุมธานี ฉันอยู่ในชุมชนชาวมอญ ที่นั้นเขาอนุรักษ์ฉันไว้

ตัวฉันเองเป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกหนา ดอกสีขาว กลิ่นหอม ผลขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ กลมแป้น ผลสดเจริญภายในมีเมือกเหนียวที่เขาพูดถึง ใช้เป็นกาว แต่กินได้ ชาวมอญชุมชนเกาะเกร็ดนิยมนำไปแปรรูปทำมะตาดผง น้ำมะตาด ชามะตาด มะตาดกวน แช่อิ่มหรือเชื่อม รวมทั้งมะตาดสามรส แต่สำหรับชาวมอญพื้นบ้านทั่วไปนิยมนำมาแกงส้ม แกงคั่วกุ้งสดประจำบ้าน

ฉันมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการชัก ต้านเชื้อโรค ผลดิบมีรสเปรี้ยว แก้ไข้ เป็นยาขับเสมหะ ฉันเป็นสินค้า OTOP ประจำเกาะเกร็ดเชียวนะ ภายในผลมียางเป็นกาวเหนียวใช้ทำกาวติดโครงกระดาษว่าว ติดธงทิวในงานวัด และยางในผลนี้แหละที่เป็น “บอดี้การ์ด” คุมเมล็ดไม่ให้หลุดกระจายออก ฉันจึงกลายเป็นพันธุ์ไม้ที่มีลูกยาก เรียกว่าเป็นพันธุ์ไม้ขยายพันธุ์ยากไปแล้ว

แม้ในผลมียางเหนียว แต่ถ้าเคี้ยวผลอ่อนรสเปรี้ยวฝาด ไม่ต้องกลัวยาง “มะตาด” ติดปากจนพูดไม่ออก ขอบอกนะ…ขรัวเจ้า! เพราะศิลปะมีคุณค่าความงดงาม สามารถจรรโลงสังคมให้เจริญก้าวหน้าทั้งด้านความคิดและจิตใจ รวมทั้งสามารถบันทึกเหตุการณ์ของสังคมในสมัยนั้นๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ มูลนิธิเอสซีจี จึงดำเนิน “โครงการรางวัลยุวศิลปินไทย” หรือ “Young Thai Artist Award” เวทีการประกวดศิลปะระดับเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศ อายุ 18 – 25 ปี ส่งผลงานเข้าประชันเชิงชั้นด้านศิลปะได้ถึง 6 สาขา คือ ศิลปะ 2 มิติ ศิลปะ 3 มิติ ภาพถ่าย ภาพยนตร์ วรรณกรรม และการประพันธ์ดนตรี การันตีคุณภาพด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นที่ยอมรับมากว่าหนึ่งทศวรรษ

สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า “มูลนิธิฯ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถด้านศิลปะ โดยริเริ่มโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยมาตั้งแต่ปี 2547 เพื่อเป็นเวทีสานฝันสำหรับเยาวชนผู้รักงานศิลปะจากทั่วประเทศ โดยน้องๆ ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในแต่ละสาขา นอกจากจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจอันสูงสุดแล้ว ยังได้รับเงินรางวัลอีก 150,000 บาท รวมทั้งโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศ เพื่อชมงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ เทศกาลศิลปะที่สำคัญ ตลอดจน ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าจากศิลปินระดับโลก เพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงานต่อไป ส่วนผู้ได้รับรางวัลดีเด่นในแต่ละสาขาจะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท โดยผลงานทั้งหมดที่ได้รับรางวัลจะนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ และสัญจรไปจัดแสดงในหอศิลป์ส่วนภูมิภาค ถือเป็นใบเบิกทางสู่วงการศิลปะที่น้องๆ ไม่ควรพลาด”

ตลอดระยะเวลา 14 ปี มูลนิธิฯ ได้ส่งเสริมให้เวทีนี้เป็นพื้นที่บ่มเพาะยุวศิลปินเลือดใหม่มาประดับวงการจนประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและเวทีโลกหลายคน อาทิ ลี้ – จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุทร นักเขียนซีไรต์ที่อายุน้อยที่สุดได้เล่าเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมประกวดโครงการนี้ว่า “ก่อนจะส่งผลงานประกวดเวทีรางวัลยุวศิลปินไทย ลี้เคยประกวดมาแล้วหลายเวที ส่วนมากเป็นเรื่องสั้นเรื่องเดียวจบ แต่เวทีนี้ต้องส่งต้นฉบับอย่างน้อย 8 เรื่อง จึงถือเป็นความท้าทายที่ทำให้อยากร่วมประกวด นอกจากนี้ เวทีนี้ยังจำกัดอายุเฉพาะเยาวชนด้วยกัน

จึงเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนอย่างแท้จริง ลี้ประทับใจมากที่ได้รับรางวัลดีเด่น สาขาวรรณกรรม ในปี 2556 และ 2559 จากผลงานรวมเรื่องสั้นและนวนิยาย เพราะนอกจากรางวัลแล้ว เวทีนี้ยังเปิดโอกาสให้ผลงานของเราได้ไปจัดแสดงในนิทรรศการด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในเวทีประกวดอื่น ต่อมาหลังได้รับรางวัลแล้ว ลี้ก็มองหาก้าวต่อไปในการพัฒนาฝีมือด้วยการส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด จนได้รางวัลชนะเลิศประเภทเรื่องสั้น จึงได้รับโอกาสรวบรวมเรื่องสั้นตีพิมพ์ชื่อ “สิงโตนอกคอก” และได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (S.E.A. Write) ประจำปี 2560 ด้วย มาถึงวันนี้ได้ต้องขอบคุณโครงการรางวัลยุวศิลปินไทยที่ผลักดันส่งเสริมให้นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีวิธีการเขียนที่สร้างสรรค์แปลกใหม่อย่างเรา ได้แจ้งเกิดเป็นนักเขียนอาชีพในวงการวรรณกรรมไทยอย่างเต็มตัว”

ด้าน เอก-เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เลือดใหม่กล่าวเสริมว่า “สาเหตุที่ร่วมประกวดโครงการนี้เพราะเป็นเวทีที่น่าสนใจ มีรุ่นพี่ผู้กำกับดังหลายคนอย่างพี่เมษ ธราธร หรือพี่นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ที่แจ้งเกิดจากเวทีนี้ เมื่อหนังสั้นเรื่อง “ฝน” ของผมได้รับรางวัลยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ปี 2558 ก็ภูมิใจ เพราะถือเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือและเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นให้มีแรงสร้างสรรค์ผลงานต่อไป

กระทั่งปี 2561 ผมได้ส่งหนังสั้นเรื่องนี้ไปร่วมคัดเลือกเพื่อฉายและประกวดในเทศกาล Winter Film Awards 2018 ณ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่มีภาพยนตร์ร่วมประกวดกว่า 650 เรื่องจากทั่วโลก แต่มีเพียง 100 เรื่องเท่านั้นที่จะได้เข้าฉายในประเภทต่าง ๆ คือ แอนิเมชัน สารคดี หนังยาว หนังสั้น และมิวสิควิดีโอ และหนังของผมเป็น 1 ใน 4 เรื่องที่ได้เข้าฉายและร่วมประกวดหนังสั้นยอดเยี่ยม สาขานักศึกษา ซึ่งมูลนิธิเอสซีจีก็ได้สนับสนุนให้ผมเดินทางนำภาพยนตร์ไปฉายในครั้งนี้ แม้ผมจะไม่ได้รับรางวัลกลับมาแต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ เพราะได้รู้จักผู้สร้างภาพยนตร์และผู้กำกับหลายเชื้อชาติ ทำให้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผมจะนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาสร้างหนังสารคดีของตัวเองต่อไป”

ในปี 2561 นี้ “โครงการรางวัลยุวศิลปินไทย” ก็กำลังเฟ้นหาดาวดวงใหม่ที่มีศักยภาพด้านศิลปะอย่างต่อเนื่อง รุ่นพี่จากเวทีนี้อย่าง ลี้-จิดานันท์ จึงขอร่วมเชิญชวนให้น้องๆ เข้าประกวดว่า “เหตุผลที่ควรเข้าร่วมประกวดโครงการนี้ หนึ่งคือรางวัลที่สูงกว่าเวทีประกวดวรรณกรรมอื่นๆ สองคือการเป็นเวทีแข่งขันระดับเยาวชนอย่างแท้จริง และสามคือโอกาสที่ผลงานของคุณจะได้ไปอยู่ในสายตาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละสาขา จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ”

ด้าน เอก-เอกพงษ์ ก็เชิญชวนน้องๆ ให้ร่วมประกวดในปีนี้ว่า “ส่งประกวดกันเถอะครับไม่มีอะไรเสียหาย มันจะเป็นประตูบานหนึ่งที่นำไปสู่ประตูอีกหลายๆ บานในอนาคตของเรา ผมเชื่อว่าโอกาสเป็นของคนที่วิ่งเข้าหา และวันหนึ่งมันจะพาเราไปสู่เส้นทางความสำเร็จได้”

น้องๆ ที่สนใจแจ้งเกิดในฐานะยุวศิลปิน สามารถร่วมส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – กรกฎาคม 2561 ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา บริษัทประชารัฐรักสามัคคีนครราชสีมา และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เตรียมจัดประกวดสาวไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2561

กรมหม่อนไหม สนองพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เผยแพร่สัญลักษณ์ตรานกยูงพระราชทาน 4 ชนิด ได้แก่ นกยูงสีทอง นกยูงสีเงิน สีน้ำงิน และสีเขียว ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย โดยมิสแกรนด์ไทยแลนด์ ในงานแถลงข่าว “การจัดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2561” โดยงานประกวดเส้นไหมฯ มีกำหนดจัดขึ้น ในวันที่ 7-8 มิถุนายน 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา

31 พ.ค. 2561 นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นประธานการแถลงข่าวการจัด “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2561” โดยมี นายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

นายสันติ กลึงกลางดอน ผู้อำนวยการสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 4 จังหวัดนครราชสีมา และ นายเสฏฐวุฒิ ทัตสุระ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา ร่วมแถลงข่าว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม เป็นอาชีพที่อยู่คู่ประเทศไทยมานาน และสามารถสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ผ้าไหมไทยยังเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกทั้งในด้านความสวยงามและมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งนับเป็นมรดกภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสืบสานไว้ เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ตามพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

กรมหม่อนไหม จัดให้มีการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานงานตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในด้านการอนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป นอกจากนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหมให้คงอยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานให้กับประชาชน เกษตรกร หรือชุมชนอื่นๆ ที่สนใจ และยังช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ช่วยภาคการผลิตให้ก้าวทันความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า การประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2561 กำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 7-8 มิถุนายน 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์ โดยในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 จะเป็นการประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน การประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม/รังไหม การประกวดสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม และ วันที่ 8 มิถุนายน 2561 เป็นการแข่งขันสาวไหมและประกวดกองเชียร์สาวไหม โดยปีนี้แบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 31 ประเภท ประกอบด้วย

การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท

– การแข่งขันศิลปะการแสดงภูมิปัญญาหม่อนไหม (กองเชียร์สาวไหม) 1 ประเภท

– การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 21 ประเภท การประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม/รังไหม 2 ประเภท

– การแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม 1 ประเภท

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าสนใจ เช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 นิทรรศการความรู้นวัตกรรมด้านหม่อนไหม จัดแสดงเครื่องมือทอผ้าในสมัยโบราณ นิทรรศการผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานผ้าไหมเอกลักษณ์ของกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ การเดินแบบแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหม การจำหน่ายผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพกว่า 40 ร้าน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา สนับสนุนสถานที่ในการจัดแสดงนิทรรศการและร้านจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ จนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2561

การจัดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในครั้งนี้ กรมหม่อนไหม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชน และประชาชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น และร่วมอนุรักษ์ผ้าไหมไทย ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทุกประเภทจะได้รับโล่พระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2561 ซึ่งกรมหม่อนไหมมีกำหนดจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 31 ก.ค. ถึง 4 ส.ค. 2561 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

กรมหม่อนไหม จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าชมงาน “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2561” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรหม่อนไหม และช่วยกันสืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยให้คงอยู่ต่อไป

แนะต้องมีการวิเคราะห์ค่าดินและผลิตปุ๋ยให้มีธาตุอาหารเหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์การเกษตรร่วมโครงการผลิตปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แนะสหกรณ์เป็นตัวกลางรับตัวอย่างดินจากสมาชิกส่งให้กรมพัฒนาที่ดินวิเคราะห์ ธาตุอาหารในดิน ก่อนจะจัดทำฐานข้อมูลสำรวจความต้องการใช้ปุ๋ยจากสมาชิกเพื่อเตรียมผลิตปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการและเติมธาตุอาหารของดินให้สมบูรณ์ คาดจะช่วยลดต้นทุนต่อไร่ไม่น้อยกว่า 500 บาท เตรียมจัดประชุม Video Conference ชี้แจงรายละเอียดโครงการให้สหกรณ์ทั่วประเทศ รับทราบ วันที่ 5 มิถุนายน นี้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการการผลิตและจัดทำปุ๋ย สั่งตัดเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยดำเนินการผ่านสถาบันการเกษตรนั้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จัดทำฐานข้อมูลสมาชิกว่ามีปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยมากน้อยเพียงใด โดยให้สมาชิกเก็บตัวอย่างดินในไร่ นา หรือสวนของตนเอง เพื่อนำมาบริการตรวจดิน เพื่อหาธาตุอาหาร N-P-K รวมทั้ง คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่สหกรณ์ สหกรณ์จะให้บริการตรวจดิน (ข้าว ข้าวโพด ใช้ KU Soil Test Kit) และแนะนำการใช้ “ปุ๋ยสั่งตัด” ในกรณีข้าว และข้าวโพด โดยใช้ข้อมูลชุดดินร่วมกับค่าวิเคราะห์ดิน ส่วนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ใช้คำแนะนำปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับสมาชิกได้มากขึ้น และส่งผลทำให้พื้นที่เพาะปลูก มีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ครบถ้วน ส่งผลต่อการปลูกพืชได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร วงเงินสินเชื่อ 3,600 ล้านบาท โดยการปล่อยสินเชื่อแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กำหนด วงเงินให้เป็นไปตามศักยภาพและความจำเป็นของตนเอง ส่วนอีกกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กำหนดวงเงินแห่งละไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย โดยเรียกเก็บจากสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ในอัตรา MLR-3 ต่อปี หรือคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2% ปี เท่านั้น เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนนำไปเป็นทุนหมุนเวียนจัดหาแม่ปุ๋ย เพื่อนำมาบริการผสมปุ๋ยหรือผลิตให้ตรงตามความ ต้องการและสอดคล้องกับสภาพดินแต่ละพื้นที่ของสมาชิก

ขณะที่ระยะเวลาของการดำเนินโครงการนั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 ระยะเวลาการจ่ายเงินกู้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 พร้อมกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้เป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส หรือราย 6 เดือน หรือรายปี โดยให้ชำระหนี้คืนเสร็จไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2563 ซึ่งโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมาย คือ สถาบันเกษตรกร จำนวน 500 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร จำนวน 300 แห่ง และวิสาหกิจชุมชน 200 แห่งทั่วประเทศ

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกรอย่างมาก โดยสมาชิกของสหกรณ์ที่ร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์คือ สามารถลดต้นทุนในการผลิตต่อไร่ลง ไม่น้อยกว่า 500 บาท ต่อไร่ และได้ปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับสภาพดิน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและส่งผลต่อปริมาณผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะมีการประชาสัมพันธ์ และชี้แจงโครงการผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับทราบรายละเอียดของโครงการต่อไป

­กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือกับ Tmall.com ยักษ์ใหญ่ตลาด ออนไลน์สัญชาติจีน จัดกิจกรรม “Thai Flagship Store Business Matching” ภายในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2018 เพื่อคัดเลือกสินค้าคุณภาพของไทยไปขึ้นขายบนเว็บไซต์ Tmall.com การเจรจาจับคู่ธุรกิจได้ผลตอบรับดีเกินคาด ยอดคาดการณ์สั่งซื้อลำไยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ในงานแสดงสินค้า THAIFEX กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เชิญ ผู้แทนจาก Tmall.com มาคัดเลือกสินค้าและเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากข้าว และอาหารสัตว์เลี้ยง มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 70 บริษัท ก่อให้เกิดมูลค่าคาดการณ์ซื้อขายประมาณ 572 ล้านบาท

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์มีนโยบาย ส่งเสริมสินค้าคุณภาพของไทยไปตลาดจีนมาโดยตลอด เพราะเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งเราได้ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือกับอาลีบาบา ในการผลักดันสินค้าเกษตรเจาะตลาดออนไลน์ส่งตรงผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เปิดตัว Thai Flagship Store บน TMall.com เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา สินค้าเกษตรไทยก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมและทีมงานกระทรวงพาณิชย์ได้ไปพูดคุย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมการค้า ออนไลน์ และการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ Thai Flagship Store ให้แก่เกษตรกร ผู้แทนสหกรณ์ และ ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี และเชียงใหม่ ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี หลายรายก็พัฒนาตนเองอย่างรวดเร็ว เข้าร่วมเป็นสมาชิก Thaitrade.com และได้รับคัดเลือกมาร่วมเจรจาธุรกิจกับ TMall.com โดยตรงในงาน THAIFEX ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจเป็นอย่างดี ที่เห็นได้ชัดคือผลไม้สด โดยเฉพาะลำไยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มียอดสั่งจองข้ามปี ก็จะช่วยคลายความกังวลเรื่องผลผลิตเกินความต้องการเนื่องจากการปิดกั้นของตลาดอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย เป็นต้น”

ทั้งนี้ ลำไยของไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก คาดการณ์ว่าจะมีคำสั่งซื้อลำไยจากไทยเพื่อขายบน TMall.com ประมาณ 8,000-10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา และจะโตต่อเนื่องภายใน 3 ปี มากกว่า 100% ทุกปี นับเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทยที่ต้องการจะผลักดันลำไยไทย สู่ตลาดจีน นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ก็จะเร่งดำเนินการผลักดันสินค้าอื่นๆ ของไทยเจาะตลาดจีนผ่าน Thai Flagship Store อย่างต่อเนื่องต่อไป