เกษตรกรนครนายกเอาชนะธรรมชาติ เปิดไฟช่วยให้ออกดอก

มะยงชิด-มะปรางหวาน เป็นผลไม้ขึ้นชื่อจังหวัดนครนายก ผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ลูกใหญ่ สีสวย อร่อยกว่าในพื้นที่อื่น

คุณสุดา รุ่งเรือง เกษตรอำเภอเมืองนครนายก กล่าวว่า อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก มีพื้นที่การปลูกมะยงชิด ประมาณ 3,255 ไร่ ในปีนี้สถานการณ์การติดดอกออกผลถือว่าน้อยมาก ปลูกแบบวิธีธรรมชาติติดผลเพียง 10เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เกษตรกรต้องหาวิธีการใหม่ๆ มาใช้ในช่วงการติดดอกออกผล คือการใช้หลอดไฟเร่งในการออกดอก แต่บางปี อย่างปีนี้ หากมะยงชิดดอกกำลังบานแล้วฝนตกหนัก จะทำให้การติดผลน้อย

คุณชัชวาลย์ วิไลวงษ์ ข้าราชการบำนาญ ตำแหน่งโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด อยู่บ้านเลขที่ 79/2 หมู่ที่ 8 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เกษตรกรผู้ใช้นวัตกรรมผลิตมะยงชิดโดยการใช้ดวงไฟส่อง เพื่อช่วยการออกดอก เริ่มทำสวนได้เกือบ 10 ปีแล้ว ทำตั้งแต่ที่ยังรับราชการอยู่ โดยพื้นที่สวนตรงนี้มีทั้งหมด 22 ไร่ เป็นมรดกจากคุณพ่อคุณแม่ มีการแบ่งพื้นที่ไว้ปลูกผลไม้หลายชนิด โดยจะปลูกมะยงชิดเป็นตัวหลัก ปลูกมังคุด กระท้อน มะพร้าว เป็นพืชแซมบ้าง

คุณชัชวาลย์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ที่สวนมะยงชิดของตนต้องประสบกับปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด ปัจจัยหลักคือเรื่องของอากาศ มะยงชิดเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างมีผลผลิตยากหากอากาศไม่ดีจะไม่ออกดอกเลย ร้อนหรือหนาวไป อากาศไม่ดีลูกก็ไม่ติด พอติดลูกมาเจอฝนก็ทำให้ลูกไม่ดีแตกขายไม่ได้ จึงคิดวิธีเอาชนะกับธรรมชาติมาโดยตลอด จนวันหนึ่งได้ฟังเหตุการณ์ที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า

แถวตำบลท่าทรายมีการจัดงานศพ ชาวบ้านเมื่อมีการจัดงานศพเขาจะมีการติดไฟเปิดไฟประดับ แล้วตรงโซนที่เขาเปิดไฟบังเอิญมีต้นมะยงชิดอยู่ ปรากฏว่าเมื่องานศพเสร็จลงมะยงชิดออกดอกและออกตรงเฉพาะที่มีดวงไฟติดอยู่ เมื่อได้ยินอย่างนี้ ด้วยความที่เป็นคนชอบทดลอง จึงลองนำมาทำที่สวนของตัวเองดู ปรากฏว่าได้ผล เพราะว่าตนทำได้ผลมาเป็นปีที่ 3 แล้ว แต่ประเด็นนี้ก็ถือว่ายังไม่สรุปว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตนคิดว่าคล้ายๆ ว่าช่วงออกดอกเขาจะต้องการแสงสว่างทั้งวันทั้งคืน

โดยการทดลองนี้ คุณชัชวาลย์ได้เริ่มติดดวงไฟให้มะยงชิดเพื่อเร่งการออกดอก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เริ่มจากนำหลอดไฟมาทดลองติดที่สวน ประมาณ 60-70 หลอด ติดเพียงต้นละดวง ถือเป็นการทดลองช่วงแรก เมื่อติดดวงไฟแล้วลองสังเกตดูปรากฏว่าออกดอก เห็นผลภายในระยะเวลา 5-6 วัน

หลักการติดดวงไฟที่เหมาะสม

ที่สวนคุณชัชวาลย์ ปลูกต้นมะยงชิดในระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร หลักการติดดวงไฟ เริ่มติดจากเดือนพฤศจิกายน คือช่วงอากาศเริ่มหนาวเราก็เริ่มติด มีการเตรียมต้นตั้งแต่ช่วงต้นปี คิดง่ายๆ ว่า หลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ ช่วงเดือนมีนาคมให้เริ่มตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมีให้ใส่ช่วงเดือนตุลาคม สูตรสะสมอาหาร 8-24-24 การตัดแต่งกิ่งของคุณชัชวาลย์ไม่ได้เริ่มจากธรรมชาติ แต่ตัดแต่งกิ่งแบบเพื่อที่จัดการติดดวงไฟ คือลักษณะข้างในจะโล่งหมด แต่ข้างนอกจะต้องทึบ มองดูคล้ายร่ม

ลักษณะการติดหลอดไฟ ให้ติดแนวตั้ง ติดเพียงหลอดเดียว ไม่ต้องติดเยอะ เพราะว่าติดหลอดเดียวก็สว่างทั่วถึงแล้ว หลังจากติดดวงไฟ 4-5 วัน ออกดอก หรือไม่เกิน 10 วัน แต่ส่วนมากที่สวนติด 5 วัน ออกแล้ว

การพิจารณาต้นที่ควรติดหลอดไฟ ให้ดูที่ตาดอกที่สมบูรณ์

ระยะเวลาในการเปิดไฟ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินหมดแสงสว่างให้เริ่มเปิดดวงไฟนานถึงเช้า พอเช้าก็ปิด ที่สวนมีต้นมะยงชิด 500 ต้น แต่จะไม่ติดดวงไฟหมดเลยทีเดียว จะใช้หลักการบริหารจัดการ เพราะคนสวนที่นี่มีคนเดียว จะติดดวงไฟทีละ 40-50 ต้น คือไล่กันพอดอกติดเราก็ย้ายดวงไฟ แต่ถ้าเราติดดวงไฟพร้อมกันทั้งหมด 500 ต้น จะดูแลไม่ทัน เมื่อมันออกดอกมาแล้วเราต้องดูเรื่องแมลง รวมถึงการบำรุงต่างๆ มันถึงมีปัญหา แต่ถ้าติดทีละน้อยลูกน้องเราก็ดูทัน ใช้วิธีนี้แล้วถือว่าช่วยทุ่นปัญหาไปได้เยอะ ค่าไฟต่อเดือน เสียเดือนละ 3,000-4,000 บาท หากจะรอพึ่งวิธีธรรมชาติผมคิดว่าต้องรออีกหลายปี

“อย่างปีนี้ มะยงชิดกว่าจะทำให้ออกดอกว่ายากแล้ว แต่จะทำให้ติดผลยากกว่า เป็นเพราะที่อากาศ คือออกดอกมาจริง แต่อากาศไม่ได้ ร้อนๆ หนาวๆ มีฝน ดอกก็จะหลุดไปหมด ยิ่งปีนี้ยิ่งแย่ ของผมติดไฟร้อยกว่าต้น ผลผลิตผมปีที่แล้วได้ 4 ตัน ปีนี้เหลือไม่น่าถึง 2 ตัน” เจ้าของบอก

ฝากถึงเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิด“การปลูกมะยงชิด เรื่องของการดูแลคือเรื่องใหญ่ หมายความว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วต้องทำดูแลเป็นขั้นตอนตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยพืช ปุ๋ยขี้วัว แล้วก็คอยดูแลพวกต้น พอถึงช่วงที่เราต้องใส่ปุ๋ยชนิดไหนก็ใส่ให้ตรงตามความต้องการ อย่างของผมเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย 8-24-24 เพื่อให้ต้นได้สะสมอาหาร เพื่อที่เตรียมติดไฟ” เจ้าของสวนบอก

ทางด้าน อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระด้านพืช มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า หลังจากที่ได้ติดตามเรื่องการผลิตมะยงชิดออกก่อนฤดูโดยการใช้ไฟ ตนเองก็ดีใจไปกับเกษตรกรบ้านเราด้วย เมื่อเกษตรกรบ้านเราสามารถทำให้มะยงชิดออกนอกฤดูได้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเลย แม้แต่ในกรุงเทพฯ หรือพื้นที่อื่นๆ ก็จะสามารถปลูกได้ เมื่อปลูกได้มากขึ้นผลผลิตมีมากขึ้น ราคาจะย่อมเยาลง แต่ในตลาดต่างประเทศจะไปได้ดีขึ้น เพราะตลาดในปีที่ผ่านมา มีการส่งออกไปทางโซนยุโรป และประเทศจีน มะยงชิดเป็นผลไม้มีสีสวย รสเปรี้ยวอมหวาน หวานอมเปรี้ยว คนต่างชาติชอบ ซึ่งเดี๋ยวนี้ผลไม้ต้องมีสีสวย เพราะฉะนั้นผมมองว่าตลาดต่างประเทศจะดีขึ้น

“แต่เดิมช่วงที่เราผลิตได้เป็นระยะเวลาสั้น แต่ถ้าสามารถทำได้ถึง 6 เดือน มองว่าต่อไปเราพัฒนาวิธีทำให้ออกดอกผลิตผลดีขึ้น เราก็สามารถทำตลาดได้ดีขึ้น ผมมองในจุดนั้น เพราะผมเองก็มีประสบการณ์ทำให้ผลไม้ออกนอกฤดูในหลายๆ เรื่อง และพืชแต่ละชนิดก็จะมีฮอร์โมน มีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป ตอนนี้ทำให้ออกดอกได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เรารู้ทางแล้ว แล้วจะทำอย่างไรให้ติดผลดีขึ้น ลูกใหญ่ขึ้น คุณภาพดีขึ้น ก็คือเป็นอีกวิธีการหนึ่ง…อย่างกรณีที่เปรียบเทียบกันใกล้ที่สุดคือ แก้วมังกร แก้วมังกรจากหลายประเทศ อย่าง จีน ไต้หวัน เวียดนาม ก็ใช้ไฟบังคับให้ออกดอก แก้วมังกรเป็นพืชวันยาวก็ชัดเจนเลยว่าเมื่อได้ไฟ ได้วันที่ยาวขึ้นก็สามารถทำให้ออกดอกได้ แต่ส่วนของมะยงชิดก็เป็นอีกเรื่อง ที่ต้องศึกษากันเพิ่มเติมต่อไป ซึ่งเรามาเจอเทคนิคนี้ถือว่าเกษตรกรของเราเป็นคนช่างสังเกต และถือว่าเกษตรกรบ้านเราเป็นเกษตรกรที่มีความสามารถ มีองค์ความรู้ และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย

ในฐานะที่เป็นอดีตข้าราชการงานวิจัยมาก่อน จึงอยากฝากถึงนักวิจัยรุ่นต่อไปว่า ผมได้ข่าวเรื่องนี้มาเมื่อเดือนที่แล้ว ต่อไปเราจะทำอย่างไร เราจะพัฒนากันอย่างไร ในขณะที่เกษตรกรนำเราไปแล้วก้าวหนึ่ง เราเป็นนักวิชาการจะเสริมเขาอย่างไรได้บ้าง ซึ่งผมคิดว่าเอาวิชาการเข้ามาช่วยจะทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์มากขึ้น ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี” อาจารย์ประทีป กล่าว

มะยงชิดที่ออกดอกยาก ใช้เทคนิคเปิดไฟให้ออกดอกได้ดี

แต่สิ่งที่เกษตรกรประสบอยู่คือ ออกดอกแล้วฝนตก ดอกร่วง ติดผลน้อย นี่คือปัญหา ซึ่งจะต้องหาทางแก้ไขกันต่อไป มีบางคนคิดจะใช้พลาสติกทำหลังคาให้ ช่วงมีดอก ซึ่งต้องดูว่าคุ้มทุนไหม หรือมีปัญหาเรื่องการรับแสงของต้นไหม

คุณสุดา รุ่งเรือง แจ้งว่า ขอเชิญเที่ยวงานเกษตรนครนายก 2561 ณ ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส นครนายก พบกับกิจกรรมการประกวดผลมะปรางยักษ์ มะปรางหวาน มะยงชิด และเลือกซื้อสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลไม้สดจากสวน ผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าวิสาหกิจชุมชน ระหว่าง วันที่ 15-19 มีนาคม 2561

สำหรับท่านที่สนใจเทคนิคผลิตมะยงชิดโดยการใช้ไฟส่อง สามารถโทร.มาปรึกษา คุณชัชวาลย์ วิไลวงษ์ ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (081) 890-1026 ในอดีตจังหวัดชุมพรเคยประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย ภาครัฐและส่วนราชการของจังหวัดชุมพรจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็วเพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เวลาต่อมาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ เหลือประมาณกิโลกรัมละ 8-25 บาท

จนเมื่อปี 2540 เกษตรกรจึงร่วมกันก่อตั้งสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ขึ้น เพื่อดูแลจัดการผลผลิตและสร้างอำนาจการต่อรองทางการตลาด โดยดำเนินการภายใต้หลักการและวิธีการของสหกรณ์

คุณปิยะ หนูสุด ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกกว่า 700 ราย ดำเนินธุรกิจหลักคือ การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจแปรรูป โดยที่ผ่านมาการดำเนินงานของสหกรณ์เน้นความเป็นอยู่และความมั่นคงในการประกอบอาชีพของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยมีการส่งเสริมให้สมาชิกในกลุ่มลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ปุ๋ย ซึ่งสหกรณ์จะมีเครื่องผสมปุ๋ยสั่งตัดบริการให้สมาชิก

นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการตัดแต่งกิ่ง การทำสาวกาแฟ การเสียบยอด ตลอดจนพาไปศึกษาดูงานตามแปลงในสถานที่ต่างๆ ที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้สมาชิกนำองค์ความรู้มาต่อยอดในแปลงของตนเองต่อไป

สำหรับการรวบรวมผลผลิตกาแฟจากสมาชิกนั้น แต่ละปีสหกรณ์จะมีเงินทุนในการรวบรวมเมล็ดกาแฟปีละประมาณ 50 ล้านบาท โดยสหกรณ์จะได้รับสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมผลผลิตจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้ได้เงินสนับสนุนจำนวน 40 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี รวมถึงได้รับสนับสนุนโกดังรวบรวมและสต๊อกกาแฟ และเครื่องชั่งน้ำหนักขนาด 60 ตัน ตลอดจนสนับสนุนเงินทุนในการปรับปรุงร้านกาแฟให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในปีนี้สหกรณ์ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตที่ 1,000 ตัน โดยสหกรณ์จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดกิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนสมาชิกที่ผลิตกาแฟได้สวย เมล็ดใหญ่ มีคุณภาพ จะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท และในกรณีที่สมาชิกบางรายไม่รับเงินสด แต่เปลี่ยนเป็นการถือหุ้นแทน สหกรณ์จะบวกเพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 10 บาท ในส่วนของผลผลิตที่รวบรวมมานั้น บางส่วนสหกรณ์จะขายให้กับพ่อค้า โรงคั่ว และบริษัทใหญ่ๆ บางส่วนจะเก็บไว้แปรรูปเอง

ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กาแฟสาร กาแฟคั่ว-บด drip coffee กาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟชุมพร” และกาแฟ 3 in 1 แบรนด์ “กาแฟสหกรณ์” ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมในการดื่มกาแฟของผู้บริโภค โดยล่าสุดกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ กาแฟเรดโทน ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารต่างๆ ซึ่งในอนาคตยังมีแผนพัฒนากาแฟในรูปแบบขวดอีกด้วย

ทั้งนี้ ตลาดจำหน่ายกาแฟของสหกรณ์มีหลากหลาย เช่น ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร้านค้าเอกชนทั่วไปและตามห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในจังหวัดชุมพรอีก 14 สาขา

ด้าน คุณสุพัตรา เงินทอง สมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด บอกว่า เธอเป็นสมาชิกสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งและทำธุรกรรมกับสหกรณ์เรื่อยมา ทั้งการกู้ยืมเงินไปลงทุนในแปลง เช่น การซื้อปุ๋ยและยา ซึ่งสหกรณ์จะเป็นตัวกลางในการแบ่งปันประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องของการปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการคัดพันธุ์กาแฟ วิธีการปลูก การดูแลรักษา และการใส่ปุ๋ย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในการลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังเป็นตลาดรองรับผลผลิตที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป

“ตั้งแต่เป็นสมาชิกสหกรณ์ได้ประโยชน์จากสหกรณ์เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน ไม่เคยต้องกังวลเลย เพราะสามารถกู้ยืมจากสหกรณ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินคืนสหกรณ์ เพราะหากเรารู้จักบริหารเงินทุนที่ได้มา พร้อมกับนำคำแนะนำดีๆ ของสหกรณ์มาปรับใช้ กับการทำแปลงกาแฟของเรา คำว่าขาดทุนแทบไม่มี นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรามีความเชื่อมั่นและรักในสหกรณ์มาก” คุณสุพัตรา กล่าว

ด้วยความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของกาแฟชุมพร ทั้งในเรื่องของรสชาติและกลิ่นหอม ประกอบกับการเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการผลิตของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด ทำให้กาแฟโรบัสต้าของชุมพรขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่ดีที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากนั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาของสหกรณ์ยังเป็นที่ประจักษ์ในความสำเร็จจนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบของจังหวัด เป็น 1 สหกรณ์ 1 อำเภอของจังหวัดในฐานะของสหกรณ์พิเศษ และเป็นอีก 1 สหกรณ์ที่เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ไทยอีกด้วย

คุณสุบิน ปิ่นสกุล อยู่บ้านเลขที่ 111 หมู่ที่ 3 ตำบลอบทม อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพทำนามาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ต่อมาได้หาพันธุ์ไก่พื้นเมืองมาเลี้ยงเพื่อเป็นงานอดิเรกหลังว่างจากทำนา เมื่อเลี้ยงมาได้สักระยะไก่พื้นเมืองทั้งหมดสามารถขายทำเงินได้ดี จึงเริ่มทำอย่างจริงจังแบบครบวงจร

“พอเราได้พ่อแม่พันธุ์มา ก็เอามาเลี้ยงบริเวณบ้าน จะใส่สุ่มก็ได้ หรือถ้าใครมีพื้นที่จะปล่อยเลี้ยงลานกว้างก็ได้ แต่ต้องระวังเรื่องหมาให้ดี ซึ่งถ้าจะว่าไป ไก่ชนหรือไก่พื้นเมืองเลี้ยงไม่ยาก มีอะไรให้กินก็กินได้ง่ายๆ ซึ่งเวลาที่เราจะผสมพันธุ์เราก็เลือกได้เลยว่าจะเอาพ่อพันธุ์ตัวไหน ก็จับให้ผสมกับแม่พันธุ์ที่เราเลือกไว้ ก็เตรียมรอเลี้ยงลูกไก่หลังจากที่ฟักออกมาให้ดี” คุณสุบิน กล่าว

แม่ไก่จะใช้เวลาฟักไข่ ประมาณ 21 วัน พอได้ลูกไก่ออกมาเป็นตัวแล้วจะขังเลี้ยงไว้ในสุ่มให้อยู่กับแม่ไก่ไปสักระยะ ในช่วงนี้จะให้ลูกไก่กินอาหารหมูเม็ดเล็ก เมื่อลูกไก่โตจนไม่ติดแม่แล้ว ก็จะนำออกมาเลี้ยงข้างนอก แล้วให้กินอาหารจำพวกข้าวเปลือก จนไก่เจริญเติบโตสมบูรณ์อายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จึงนำไปขาย

ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็น 2 กลุ่ม คือ ตัวเมียที่มีจำนวนมากเกินไปก็จะส่งขายให้กับพ่อค้าที่อยู่ตลาด เพื่อเชือดขายเป็นไก่สดให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบเนื้อไก่พื้นเมืองนำไปประกอบอาหาร โดยขายยกตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 – 120 บาท

ส่วนไก่ตัวผู้ ที่มีทรงสวย คุณสุบิน บอกว่า จะนำมาฝึกให้เป็นไก่ชนให้กับผู้ที่ชื่นชอบมาไว้เลือกซื้อไว้ไปเลี้ยง โดยให้ราคากันอยู่ที่ตัวละ 800 บาทขึ้นไป ราคาขายจะอยู่ที่ความพอใจของทั้งสองฝ่ายว่าจะตกลงขายในราคาเท่าไร ไก่พื้นเมืองที่ขายดีที่สุดของที่นี่จะเป็นสายพันธุ์พม่า

ทั้งนี้ คุณสุบิน บอกว่า การเลี้ยงไก่ถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ดีสามารถทำในช่วงเวลาว่างจากหลังทำนา อย่างน้อยก็เป็นอาชีพเสริมที่สามารถได้เงินนำมาใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้อย่างสบาย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 035-611-746

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ปัจจุบัน บ้านเรามีข้าวสารพัดสายพันธุ์ มีทั้งข้าวสีและข้าวขาว ที่น่าสนใจคือ ผมยังไม่เข้าใจความหมายของ ข้าวตลาดเฉพาะ ว่าเป็นข้าวชนิดไหน พันธุ์อะไร ขอให้คุณหมอเกษตรอธิบายให้เข้าใจด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ตอบ คุณสุรัตน์ เพียนทองคำ

ข้าวตลาดเฉพาะ (Rice in Niche Market) หมายถึง ข้าวที่มีระบบการผลิตให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้า มีคุณลักษณะพิเศษ หรือมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นตลาดและผู้บริโภคเฉพาะ ข้าวชนิดดังกล่าวประกอบด้วย

ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) : เป็นการผลิตข้าวที่เกื้อหนุนจากระบบนิเวศน์ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยไม่มีการใช้สารเคมีทุกขั้นตอนการผลิต และการแปรรูป ข้าวผลิตตามแหล่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Protected Goodraphic Indecation) : เป็นข้าวที่ผลิตโดยชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ทั้งสภาพดินฟ้า อากาศ วัตถุดิบ รวมทั้งการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาใช้ในการเพาะปลูก หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากแหล่งอื่นๆ เช่น ข้าวพันธุ์เจ๊กเชย เสาไห้ ข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง หรือไข่เค็มไชยา เป็นตัวอย่าง และ ข้าวโภชนาการสูง (High Nutritions Rice) หมายถึงข้าวที่มีคุณค่า โดยมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นข้าวที่ไม่ผ่านขบวนการขัดสี หรือที่เรียกว่า ข้าวกล้อง ข้าวประเภทนี้ยังจำแนกได้อีก 3 กลุ่ม

ข้าวเหนียวดำ มีประโยชน์ช่วยลดภาวะอุดตันของเส้นโลหิต บำรุงสายตา และช่วยการยับยั้งของเซลล์มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ตัวอย่าง พันธุ์ข้าวเหนียวดำลืมผัว 2. กลุ่มข้าวสีแดง มีประโยชน์ช่วยชลอความแก่ของร่างกาย และส่งเสริมระบบการหมุนเวียนของโลหิต ตัวอย่าง ข้าวพันธุ์สังข์หยดเมืองพัทลุง และ 3. ข้าวสีครีม อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 และกรดอะมิโน ไนอะซิน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุแคลเซียมในปริมาณสูง มีบทบาทในการสนับสนุนขบวนการทำงานของตับอ่อน และเพิ่มปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดอีกด้วย

ดังนั้น จะเห็นว่าข้าวตลาดเฉพาะ นั้น มีโอกาสเข้าไปขอส่วนแบ่งการตลาด จากผู้บริโภคที่รักษาสุขภาพได้ดีอย่างแน่นอน ขอขอบคุณ กรมการข้าว ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลให้เป็นอย่างดี

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกและขายมะพร้าวมากเป็นอันดับต้นของประเทศ แม้จะเป็นรองจังหวัดในภาคใต้ตอนล่างอยู่บ้างก็ตาม แต่ผลิตผลที่ได้จาก “มะพร้าว” ก็มีหลากหลาย และได้รับการยอมรับในคุณภาพไม่น้อย

เกือบทุกส่วนของต้นมะพร้าวที่ไม่ได้ขายผลสด จะถูกแปรรูปขาย สร้างรายได้เช่นกัน

ทางมะพร้าวแก่ ที่หลุดร่วงจากต้น เกษตรกรส่วนใหญ่นำไปสุมโคนต้นไม้บางชนิด เพื่อประโยชน์ในทางการเกษตร แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่ปล่อยทิ้งไว้ หรือ กำจัดทิ้ง โดยการเผา สร้างมลภาวะทางอากาศ และทำให้หน้าดินสูญเสียแร่ธาตุ

ในบางมุมมองชาวบ้านหรือเกษตรกร อาจไม่ได้มองเช่นนั้น เมื่อเห็นว่าทางมะพร้าวแก่ที่หลุดร่วงจากต้น ไม่มีประโยชน์ หากนำไปกำจัดได้ ก็น่าจะเป็นผลดี

คุณฐนโรจน์ เดิมที่เป็นชาวนนทบุรี แต่ปักหลักมีครอบครัวอยู่ที่ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยความสนใจในการทำเกษตรกรรม จึงศึกษาและปลูกไม้ผล ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไว้จำนวนหนึ่ง

แม้คุณฐนโรจน์ จะไม่ได้ปลูกมะพร้าวเหมือนเช่นเกษตรกรรายอื่นทำ แต่คุณฐนโรจน์ก็เห็นคุณค่าของทางมะพร้าวแก่ที่หลุดร่วงจากต้นมะพร้าว โดยไม่คิดทำลายทิ้งด้วยการเผา แต่มองเห็นเม็ดเงินในทางมะพร้าวเหล่านั้น

จากเริ่มแรกเห็นว่า ทางมะพร้าว มีประโยชน์ โดยเฉพาะการนำมาเหลาใบมะพร้าวออก เหลือแต่ก้านมะพร้าว แล้วนำมาทำเป็นไม้กวาด จึงขอให้ชาวบ้านเก็บทางมะพร้าวแก่ที่หลุดจากต้น มาเหลาใบทิ้ง ส่วนก้านขอซื้อ นำไปถวายวัด ให้วัดได้มีไม้กวาดใช้

“ตอนแรกคิดแค่อยากนำไปทำบุญเท่านั้น ถวายทางมะพร้าวไป ที่เหลือก็ขึ้นกับทางวัดจะนำไปทำเป็นไม้กวาดชนิดไหน เพราะก้านสำหรับทำไม้กวาดก็เป็นไม้ในท้องถิ่นที่หาได้ง่าย ผู้ใช้จะได้ถนัดมือด้วย”

คุณฐนโรจน์ บอกว่า หลังจากที่ให้เกษตรกรสวนมะพร้าวเหลาทางมะพร้าวมาขายให้กับตน ก็มีเกษตรกรนำมาขายให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงคิดในมุมของการเพิ่มรายได้ และหาข้อมูลเพิ่มเติม ทราบว่า แหล่งผลิตทางมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศ อยู่ที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพียงแห่งเดียว ดังนั้น หากจะมีแหล่งขายทางมะพร้าวเพิ่มอีกแห่ง ก็คงจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อได้

“ผมรับซื้อจากเกษตรกร ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท และขายออกในราคากิโลกรัมละ 25 บาท” เมื่อจำนวนทางมะพร้าวมากขึ้น คุณฐนโรจน์ จึงประกาศขายทางอินเตอร์เน็ต และได้รับการติดต่อซื้อจากลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร

จำนวนขายน้อยที่สุด นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา อยู่ที่ขั้นต่ำ 30 กิโลกรัม ไปถึงหลายร้อยกิโลกรัม

การเหลาทางมะพร้าวขายให้กับคุณฐนโรจน์ ถือเป็นงานอดิเรกเสริมรายได้ของเกษตรกรที่นี่ในแต่ละวัน เมื่อเกษตรกรว่างเว้นจากการทำการเกษตร จะเดินเก็บทางมะพร้าวแก่ที่หลุดร่วงจากต้นในสวน นำมากองไว้ใกล้ที่พัก เมื่อได้จำนวนมากพอ จะเริ่มเหลาทางมะพร้าว และมัดทางมะพร้าวที่เหลาเรียบร้อยแล้วเป็นมัดด้วยยาง น้ำหนักทางมะพร้าวมัดละ 5 กิโลกรัม เมื่อได้ปริมาณมากพอจะนำไปขายให้กับคุณฐนโรจน์ ที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของคุณฐนโรจน์ หรือ โทรศัพท์ให้คุณฐนโรจน์ เข้ามารับทางมะพร้าวไป

ขนาดของทางมะพร้าวที่รับซื้อ ไม่ได้กำหนดความสั้นหรือยาว คุณฐนโรจน์ ใช้วิธีขายเหมา ขึ้นกับลูกค้าว่าต้องการนำไปทำอะไร เช่น ทางมะพร้าวก้านสั้น เหมาะสำหรับนำไปทำไม้กวาด ใช้กวาดดินลูกรัง ส่วนทางมะพร้าวก้านยาว เหมาะสำหรับนำไปทำไม้กวาด ใช้กวาดพื้นคอนกรีตหรือซีเมนต์

ปัจจุบัน มีเกษตรกรประมาณ 100 ครัวเรือน ที่ใช้เวลาว่างเหลาทางมะพร้าวมาส่งขายให้กับคุณฐนโรจน์ สร้างรายได้เสริมได้ไม่น้อย ซึ่งแหล่งผลิตไม้กวาด เช่น จังหวัดขอนแก่น และปราจีนบุรี ก็ยังสั่งทางมะพร้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากที่นี่

คุณฐนโรจน์ อธิบายให้ฟังว่า หากเปรียบเทียบราคาไม้กวาดที่ขายตามท้องตลาด หรือขายส่งทั่วไป อยู่ที่ ด้ามละ 30-40 บาท ความต้องการซื้อทางมะพร้าว เพื่อนำไปประกอบไม้กวาดเอง ยังมีสูง เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย และยังสามารถหาขนาดด้ามไม้กวาดที่เหมาะมือกับผู้ใช้มาประกอบเอง เพื่อความถนัด อีกทั้งราคาทางมะพร้าวที่เหลาแล้ว กับทางมะพร้าวที่นำไปประกอบเป็นไม้กวาดสำเร็จรูปนั้น ห่างกันมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ไม้กวาดจำนวนมาก จึงเลือกซื้อทางมะพร้าวเหลาแล้ว ไปประกอบด้ามเอง สะดวกกว่า

เกษตรกรแต่ละครัวเรือนในแต่ละวัน จะเหลาทางมะพร้าวได้อย่างน้อย 3-4 กิโลกรัม ในเวลาที่ว่างเว้นจากการทำเกษตรกรรม จึงถือเป็นรายได้เสริมที่เกษตรกรพึงพอใจ และแม้คุณฐนโรจน์เอง จะต้องควักกระเป๋ารับซื้อทางมะพร้าวเหลามาไว้ ก่อนจะถ่ายเทออกไปเมื่อมีลูกค้าสั่ง แต่คุณฐนโรจน์ ก็มีรายได้จากส่วนต่างที่รับซื้อจากเกษตรกร