เกษตรกรราชบุรีเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พ เป็นอาชีพทำเงินมา

กว่า 1 ทศวรรษคุณศักรินทร์ สินทะสุทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าราบ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พมามากกว่า 10 ปี โดยมีการพัฒนาสายพันธุ์และสร้างลูกพันธุ์ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น จนสามารถเกิดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวของเขาได้เป็นอย่างดี

คุณศักรินทร์ เล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษา ปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ได้ยึดการร้องเพลงและเล่นดนตรีเพื่อเป็นอาชีพทำเงิน ต่อมาเมื่อมีโอกาสได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด และได้แต่งงานจึงได้รู้สึกอยากจะอยู่กับที่ ไม่อยากเดินทางเหมือนเช่นสมัยก่อน ทำให้ตัดสินใจมองหาอาชีพใหม่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

“พอได้มีโอกาสกลับมาบ้านเกิด ก็ได้แต่งงานมีครอบครัว ทีนี้ก็ไม่อยากเดินทางไปเล่นดนตรีเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะรู้สึกว่าอิ่มตัว ทีนี้บ้านของภรรยาได้เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอยู่แล้ว ทีนี้ก็มองเห็นถึงโอกาส จึงได้มาศึกษาเกี่ยวกับวิธีการเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเป็นการหาประสบการณ์ พร้อมทั้งช่วยครอบครัวของภรรยาเลี้ยง เพื่อเราจะได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มากขึ้น ก็สามารถทำจนประสบผลสำเร็จและยึดเป็นอาชีพของตนเองได้” คุณศักรินทร์ เล่าถึงที่มา

ในช่วงแรกเน้นเพาะพันธุ์เป็นปลาฉลามหางไหม้ และปลากาแดง ต่อมาปี’48 ได้มีเพื่อนชักชวนให้มาเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พ จึงได้ตัดสินใจทดลองเลี้ยง พร้อมทั้งพัฒนาและขยับขยายมาเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พทำเป็นธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ จนประสบผลสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

การเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พให้ประสบผลสำเร็จนั้น คุณศักรินทร์ บอกว่า ไม่เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะวิธีการเพาะเหมือนกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นที่เขาเคยเพาะพันธุ์มา จึงได้นำวิธีการและเทคนิคต่างๆ ผสมเข้าด้วยกัน ทำให้การเพาะพันธุ์ลูกปลาสามารถทำได้จำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพ

โดยพ่อแม่พันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พจะเลี้ยงให้มีความสมบูรณ์ภายในบ่อดิน ขนาด 3 งาน ความลึก 1.5 เมตร ปล่อยเลี้ยงอัตราส่วน 400-500 ตัว ต่อบ่อ อายุขั้นต่ำก่อนที่จะนำมาผสมพันธุ์จะเลี้ยงให้มีอายุอยู่ที่ 2 ปีขึ้นไป จะได้ปลาขนาดไซซ์ 40 เซนติเมตร ซึ่งการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์มีการแบ่งบ่อแยกเพศอย่างชัดเจน โดยไม่นำมาเลี้ยงรวมกัน

“การปล่อยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จะไม่รวมกัน พอช่วงที่เราจะผสมพันธุ์ ก็จะไปลากอวนนำพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาเพื่อผสมเทียม โดยตัวเมียก็จะรีดไข่ออกมาใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นนำตัวผู้มารีดน้ำเชื้อผสมลงไปในไข่ที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไข่ที่ผ่านการผสมเทียมแล้ว มาเทลงในตาข่ายที่เตรียมไว้ แช่อยู่ในน้ำลักษณะคล้ายกระชังผ้า ดูแลไปประมาณ 3 วัน ก็จะได้เป็นตัวลูกปลาออกมา เสร็จแล้วนำลูกปลาที่ออกมาเป็นตัวทั้งหมดไปอนุบาลลงในบ่อดิน” คุณศักรินทร์ บอก

บ่ออนุบาลลูกปลาแฟนซีคาร์พ ใช้บ่อดิน ขนาด 3 งาน ในช่วงแรกให้ลูกปลากินรำละเอียดและปลาป่น พร้อมทั้งปล่อยให้กินอาหารภายในบ่อที่ทำเตรียมไว้อยู่แล้ว หลังจาก 15 วัน เปลี่ยนสูตรอาหารเสริมด้วยอาหารเม็ดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 32 ให้กินผสมกับอาหารอื่นๆ อีกประมาณ 1 เดือน

เมื่อลูกปลาแฟนซีคาร์พมีอายุได้ 45 วัน จึงนำลูกปลาภายในบ่ออนุบาลทั้งหมด นำขึ้นมาคัดไซซ์เป็นปลานิ้วและดูความสมบูรณ์ต่างๆ ตามความสวยงาม โดยลูกปลาที่ไม่สวยจะนำไปส่งขายให้กับฟาร์มปลากินเนื้อต่อไป ส่วนลูกปลาที่มีลักษณะดีนำส่งขายให้กับลูกค้าได้ทันที

“เนื่องจากการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาของเรา จะทำเป็นระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น ในเรื่องของการที่โรคเกิดขึ้นยังไม่มี เพราะหลังจากที่ส่งลูกปลาขายหมดแล้วในแต่ละครั้ง ก็จะวิดน้ำออกจากบ่อทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดบ่อให้ดี นำน้ำใหม่ใส่เข้ามาเลี้ยงใหม่ ดังนั้น ถ้าเราเตรียมสภาพบ่อดีอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ปลาไม่เกิดโรคจนเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน” คุณศักรินทร์ บอก

ทำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้น

คุณศักรินทร์ เล่าให้ฟังถึงเรื่องการทำตลาดส่งขายปลาแฟนซีคาร์พว่า เกิดจากการที่เขาได้ไปร่วมงานการประกวดต่างๆ พร้อมทั้งเป็นประธานชมรมปลาสวยงาม จึงทำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าในวงกว้าง ทำให้ลูกค้ามีความสนใจและสั่งซื้อลูกปลาเข้ามาเป็นระยะ โดยมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศสั่งซื้อลูกปลาภายในฟาร์มอยู่เสมอ

“อย่างในประเทศไทย จะนิยม 3 สี เป็นสีพื้นฐานที่อยู่ในปลา ซึ่งที่ฟาร์มจะเน้นทำตลาดล่างกับตลาดกลาง ทำให้สามารถผลิตลูกพันธุ์ได้จำนวนมาก และทำให้คนที่สนใจใหม่ๆ สามารถหยิบจับซื้อได้ ซึ่งลูกปลาแฟนซีคาร์พ ขนาดไซซ์ 1 นิ้ว ขายอยู่ที่ตัวละ 1 บาท เน้นขายให้มีปริมาณมากๆ ใน 1 เดือน ก็จะส่งขายอยู่ 70,000-80,000 ตัว พร้อมทั้งมีการส่งขายปลา ขนาด 4-5 นิ้วด้วย เป็นการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น” คุณศักรินทร์ บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะเพาะพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พเป็นอาชีพ คุณศักรินทร์ แนะนำว่า การเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพนั้น ต้องมีพ่อแม่พันธุ์ที่ดีในการเพาะพันธุ์ จะช่วยส่งผลให้ได้ลูกพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ คือสีสดสวย ลูกปลามีความแข็งแรง ส่วนในเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้เลี้ยงแต่ละคน ว่าต้องการผสมพันธุ์ให้เป็นไปในทิศทางไหน เพราะถ้ามีใจรักและชอบที่จะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังไงการทำเป็นอาชีพก็ประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายใหม่เกี่ยวกับไม้มีค่าทางเศรษฐกิจซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยหนึ่งในไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมคือไม้สัก

อย่างไรก็ตาม การลงทุนปลูกไม้เศรษฐกิจโดยเฉพาะไม้สักมีข้อคำนึงในการประเมินภาวะตลาด ราคาตลาด และผลตอบแทนที่พึงได้รับให้ชัดเจน เพื่อความมั่นใจในการลงทุน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการประเมินค่าไม้สักตามเอกสารซึ่งเป็นการนำเสนอของสหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน จำกัดและวิสาหกิจชุมชนชมรมไม้กฤษณา (ไม้หอม) แห่งประเทศไทย กำหนดไว้เบื้องต้นคือ

1. คำนวณหาปริมาตรไม้ ให้ใช้สูตรหลักของการคำนวณปริมาตรของไม้ยืนต้น คือ สูตรโต x โต x สูง x 7.96 / 1,000,000 โดยได้ปริมาณไม้เป็นลูกบาศก์เมตร

2. วัดระยะจากพื้นดินขึ้นมา 1.3 เมตร แล้ววัดเส้นรอบวงของลำต้น เรียกว่า “ความโต” 3. วัดระยะจากพื้นดินขึ้นมาถึงเรือนยอดของต้นไม้ แล้วลบออก 30% เรียกว่า “ความสูง”

สำหรับราคาราคาไม้สักตามอายุที่แตกต่างกันตามการประมาณการของสหกรณ์ฯ เป็นดังนี้:

1. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 5-10 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 1,000 บาท 2. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 11-15 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 2,000 บาท

3. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 16-20 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 3,000 บาท

4. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 21-25 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 5,000 บาท

5. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 25-30 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 7,000 บาท

6. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 31-35 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 8,000 บาท

7. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 36-40 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 10,000 บาท

8. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 41-45 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 12,000 บาท

9. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 46-50 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 15,000 บาท

10. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 18,000-25,000 บาท

โดยราคาตลาดเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบยังมีแหล่งที่มาของทางราชการคือกรมป่าไม้ ตามข้อมูลสารสนเทศป่าไม้ มีข้อมูลราคาไม้ ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2559 เป็นข้อมูลที่ปรับปรุงล่าสุด

โดยนัยนี้ผู้ประเมินสามารถสื

สำหรับราคาราคาไม้สักตามอายุที่แตกต่างกันตามการประมาณการของสหกรณ์ฯ เป็นดังนี้:

1. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 5-10 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 1,000 บาท

2. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 11-15 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 2,000 บาท

3. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 16-20 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 3,000 บาท

4. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 21-25 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 5,000 บาท

5. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 25-30 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 7,000 บาท

6. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 31-35 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 8,000 บาท

7. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 36-40 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 10,000 บาท

8. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 41-45 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 12,000 บาท

9. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 46-50 ปี ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 15,000 บาท

10. ไม้สักที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ราคาประเมิน ลบ.เมตรละประมาณ 18,000-25,000 บาท

โดยราคาตลาดเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบยังมีแหล่งที่มาของทางราชการคือกรมป่าไม้ ตามข้อมูลสารสนเทศป่าไม้ มีข้อมูลราคาไม้ ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2559 เป็นข้อมูลที่ปรับปรุงล่าสุด

โดยนัยนี้ผู้ประเมินสามารถสืบค้นย้อนกลับไปถึงปี 2557 ทำให้สามารถสร้างเส้นแนวโน้มตลาดได้โดยเบื้องต้นเพื่อประมาณการราคาไม้สักในปัจจุบัน

นอกจากนี้ผู้ประเมินยังอาจดูได้จากเว็บไซต์ของวงการไม้สัก (https://bit.ly/2VyFWdB) รวมทั้งเว็บขายต่างๆ เช่น Alibaba มีราคาไม้สักเป็นท่อน (https://bit.ly/2YucD9l) และไม้สักเป็นต้นจากแหล่งต่างๆ ในภูมิภาคนี้ (https://bit.ly/2JjjSxo) เพื่อใช้ดูแนวโน้มในตลาดโลก

อนึ่ง ข้อมูลพื้นฐาน “สัก (Teak)” เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นเปล่าตรงเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำ ๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ บางส่วนในภาคกลางและภาคตะวันตก มีอยู่บ้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สักมักจะได้รับความเข้าใจผิดเสมอว่าเป็นไม้เนื้อแข็งเนื่องจากว่ามันมีลักษณะพิเศษที่เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีความทนทานกว่าไม้เนื้อแข็งหลาย ๆ ชนิด

ไม้สักชั้นหนึ่งมีเนื้อไม้สีน้ำตาลทอง และมีเส้นลวดลายสีดำ เรียกว่า “สักทองลายดำ” เนื้อไม้สักค่อนข้างละเอียด มีเสี้ยนตรงทำให้ง่ายต่อการเลื่อย ไส และตบแต่ง มีความแข็งแรงเท่าเทียมกับไม้เนื้อแข็ง. ใช้ในงานก่อสร้าง และทำโครงสร้างของที่อยู่อาศัย ใช้ทำดาดฟ้าเรือ ทำเครื่องเรือน และแกะสลักได้อย่างสวยงาม

นอกจากไม้สักจะมีคุณสมบัติที่ต้านทานการรบกวนจากปลวก และเชื้อเห็ดราแล้ว ยังมีความทนทานต่อลมฟ้าอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ดังจะเห็นได้จากสภาพของโบสถ์ วิหาร หรือบ้านที่มีอายุหลายร้อยปี ที่สร้างขึ้นด้วยไม้สัก ในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ

ที่อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ มีต้นสักที่โตที่สุดในโลกปัจจุบันที่ยังยืนต้นอยู่ และยังได้รับยกย่องให้เป็น 10 สุดยอดต้นไม้มหัศจรรย์ของไทย ลำต้นโต 9.85 เมตร สูงประมาณ 47 เมตร มีอายุไม่น้อยกว่า 1,500 ปี และยังมีสะพานอู้เบน ซึ่งเป็นสะพานไม้สักทอดข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจาะตอจี้ ซึ่งอยู่อีกฟากของทะเลสาบ ตั้งอยู่ที่อมรปุระ ก่อนจะเข้าถึงตัวเมืองมัณฑะเลย์ มีความยาว 1.2 กิโลเมตร (0.75 ไมล์) สร้างขึ้นเมื่อราวปี ค.ศ. 1850 เชื่อว่าเป็นสะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก สะพานสร้างจากไม้สักที่เหลือจากการรื้อพระราชวังเก่ากรุงอังวะ เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากอังวะ มายังอมรปุระ จำนวน 1,086 ต้น ชื่ออู้เบนนั้นเป็นชื่อของขุนนางที่มีนามว่า “อูเบียน” ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดเกล้าฯ ให้มาทำหน้าที่เป็นแม่กองงานสร้าง

คุณสมโชค ณ นคร เกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ข้อมูลว่า จากวิสัยทัศน์ที่ว่า นครศรีธรรมราชเป็น “นครแห่งอารยธรรม น่าอยู่ น่าเที่ยว การเกษตรและอุตสาหกรรมยั่งยืน” ซึ่งจังหวัดแห่งนี้ถือว่ามีพื้นที่การทำเกษตรมากอีกพื้นที่หนึ่ง จึงได้มุ่งเน้นและสร้างแบบแผนให้เกษตรกรสร้างสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานตรงความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งมีการนำวิทยาการและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรมีการพัฒนาสู่การเป็น smart famer เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร สามารถสร้างฟาร์มสู่การเป็นฟาร์มที่มีมาตรฐาน และมีแผนการผลิตที่ชัดเจน ผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี

“พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของนครศรีธรรมราช ก็จะมี ข้าว ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ยางพารา โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมาคือ ปาล์มน้ำมัน และข้าว ส่วนในเรื่องของไม้ผล อย่าง มังคุด และทุเรียน ถือว่าเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีรสชาติที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในอนาคตไม้ผลอย่างทุเรียน มังคุด เมื่อมีการพัฒนาและสร้างมาตรฐานอยู่เสมอๆ ก็จะช่วยส่งผลให้ในเรื่องของราคาในอนาคตดีขึ้น และเกษตรกรมีผลกำไรได้อย่างแน่นอน” คุณสมโชค กล่าว

ด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของการทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้ผู้สนใจได้เข้ามาเที่ยวชมนั้น คุณสมโชค บอกว่า “ในเวลานี้แทบทุกอำเภอที่อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีโอกาสหรือไปเยือนในอำเภอนั้นๆ จะต้องไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้นให้ได้ เพื่อที่จะไปลองชิมและดูขั้นตอนการผลิตแบบครบวงจร จึงเป็นทั้งผลดีต่อผู้เข้าชมว่าจะได้เห็นสินค้า ว่ามีการผลิตเป็นอย่างไร และช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นและส่งผลดีต่อเรื่องของการทำตลาดต่อไปได้อีกด้วย” คุณสมโชคบอก

ปัจจุบัน ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการผลิตอาหารปลอดภัย ทั้งการผลิตพืชผลแบบไม่ใช้สารเคมี ตลอดไปจนถึงการผลิตผักอินทรีย์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารปลอดภัย เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนยังจังหวัดนครศรีธรรมราชจะเน้นการท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า โดยไม่เน้นเพื่อความสนุกสนานเหมือนเช่นสมัยก่อน จึงทำให้กลุ่มของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้

ทำเกษตรแปลงใหญ่

ช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ในเรื่องของการทำเกษตรเพื่อให้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกลง พร้อมทั้งเป็นการสร้างการตลาดที่เข้มแข็ง เกษตรกรภายในจังหวัดได้มีการรวมกลุ่มกันทำเกษตรแปลงใหญ่ คือนำพื้นที่เกษตรของแต่ละคนที่เป็นพืชชนิดเดียวกัน มารวมกลุ่มกัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีเป้าหมายการผลิตเดียวกันในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต อย่างเช่น ในเรื่องของการซื้อปุ๋ย การผลิตเมื่อซื้อจำนวนที่มาก ราคาปุ๋ยก็จะถูกลง จะช่วยให้ได้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าแต่ละครั้ง

“การทำเกษตรแปลงใหญ่ สามารถทำให้ทิศทางของการผลิตสินค้าเกษตรไปในทิศทางเดียวกันได้ เพราะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกในกลุ่มจะมีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนปัญหาและแนวทางกันอยู่เสมอ จึงช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการเป็นระบบระเบียบมากขึ้น จากนั้นผลสุดท้ายผลผลิตก็จะมีคุณภาพตามมาด้วย ส่งผลให้ในเรื่องของการตลาดก็ทำการค้าขายได้ง่ายขึ้น มีลูกค้าเข้ามาประมูลถึงในกลุ่ม จึงทำให้เครือข่ายการทำเกษตรแปลงใหญ่เป็นเรื่องที่สำคัญของเกษตรกรในยุคนี้” เกษตรจังหวัดกล่าว

ทั้งนี้ ต่อไปในอนาคตสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช มีทิศทางและแผนที่จะส่งเสริมสินค้าที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างเช่น ส้มโอทับทิมสยาม ให้เป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อและยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ปลูกให้สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการของตลาด บวกกับใส่ใจในเรื่องของคุณภาพให้มีมาตรฐานมากขึ้น คือกระบวนการผลิตต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีมาตรฐานเพื่อสร้างเป็นสินค้าพรีเมี่ยม โดยนอกจากส้มโอทับทิมสยามแล้ว ยังมีไม้ผลอื่นๆ ที่จะพัฒนาต่อไปเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิตให้ดียิ่งขึ้น และเกษตรกรในจังหวัดสามารถทำเป็นอาชีพส่งต่อสืบๆ กันไปสู่คนรุ่นหลัง เพื่อเป็นอาชีพที่เลี้ยงและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

หลายคนนิยมให้ลูกหลานบริโภค “ส้ม” เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในปี 2560กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้สำรวจผักผลไม้ในท้องตลาดค้าส่งทั่วประเทศไทย พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า “ส้ม” เป็นผลไม้ที่ค้นพบสารพิษตกค้างมากถึง 9 ชนิด รองลงมาคือ แก้วมังกร ชมพู่ และลำไย ชนิดสารเคมีตกค้างในผลไม้สดสูง คือ carbendazim ร้อยละ 34 และไซเปอร์เมทริน (Cypermethrin) ร้อยละ 23 ซึ่งเป็นสารเคมีที่ออกฤทธิ์ในการกำจัดแมลง ผู้บริโภคที่ได้รับสารเคมีตกค้างชนิดนี้จะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริวที่ท้อง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มึนงงหากได้รับในปริมาณมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อกระตุกและชักได้

สำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ หากไม่อยากเสี่ยงกับการบริโภคส้มที่มีสารเคมีตกค้าง ขอแนะนำให้เลือกซื้อส้มอินทรีย์ ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง (ปิ่นโตเกษตรอินทรีย์) ภายใต้การนำ ของ “นายกิตติวัฒน์-นางกัลย์ทิพา วสุรัฐเดชาพงศ์” ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 48/2 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองสามวัง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 12170 โทร. 093-324-2799

หลายคนอาจไม่คุ้นหูกับชื่อ “นายกิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง (ปิ่นโตเกษตรอินทรีย์) สักเท่าไร หากเอ่ยชื่อเดิมของเขา “นายวรพนธ์ สาสดี” หลายคนคงร้องอ๋อ! จำได้แล้ว เพราะเขามีผลงานโดดเด่นในฐานะผู้บุกเบิกการทำสวนส้มอินทรีย์ในย่านทุ่งรังสิตมานานปี

สองสามีภรรยาแกนนำกลุ่มปิ่นโตเกษตรอินทรีย์ เล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังว่า คุณกิตติวัฒน์ เกิดในครอบครัวชาวสวนส้มบางมด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มเขียวหวานสายพันธุ์ดีของประเทศไทย ต่อมาสวนส้มบางมดเจอปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าพื้นที่การเกษตร ทำให้ปลูกส้มไม่ได้ เกษตรกรที่ทำสวนส้มบางมดส่วนใหญ่จึงตัดสินใจอพยพครอบครัวมาทำการเพาะปลูกในอำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอคลองหลวง ซึ่งที่ดินมีราคาถูกและสภาพน้ำยังดีอยู่

คุณกิตติวัฒน์ ซื้อที่ดินในพื้นที่ตำบลหนองสามวัง ซึ่งเป็นที่อยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำสวนส้มแห่งใหม่ ส้มเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก จึงทำสวนส้มแบบร่องน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงผลส้มตลอดทั้งปี ช่วงนั้น เกษตรกรขายส้มได้ราคาดี คุณกิตติวัฒน์ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทำสวนส้มโดยใส่ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงอย่างหนัก ใครว่า ปุ๋ย ยา ชนิดไหนคุณภาพดี ก็หามาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดีป้อนเข้าสู่ตลาf

หลังจากเกษตรกรสวนส้มรังสิตส่วนใหญ่หันมาใช้สารเคมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ปี 2538 ทำให้เกิดปัญหาดินเป็นกรด เกิดโรคระบาดและแมลงศัตรูพืชรบกวน การแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง ทำให้ผลส้มร่วง ต้นส้มล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรจำนวนมากตัดสินใจเลิกปลูกส้ม หันไปปลูกพืชผัก ไม้ผลและสวนปาล์มน้ำมันแทน แต่คุณกิตติวัฒน์ตัดสินใจย้ายไปเช่าที่ดินปลูกส้มแห่งใหม่ เนื้อที่ 100 ไร่ ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ทำได้เพียงไม่กี่ปี ก็เจอปัญหาเดิมเช่นเดียวกับสวนส้มรังสิต

ปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้น ทำให้คุณกิตติวัฒน์ประสบปัญหาขาดทุนและมีหนี้สินก้อนโต มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ต้องขายทรัพย์สินของครอบครัวเพื่อชำระหนี้ รวมทั้งสมัครเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และรับการฟื้นฟูอาชีพตามขั้นตอน แม้เจอปัญหาอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ไม่หมดกำลัง พร้อมลุกขึ้นสู้ โดยปฏิวัติแนวคิดหันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มจากปลูกฝรั่งอินทรีย์ มะนาว พืชผักไม้ผลนานาชนิด และทำสวนส้มอินทรีย์ บนเนื้อที่ 8 ไร่ จนประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง ในฐานะเกษตรกรต้นแบบของการทำสวนส้มอินทรีย์รายแรกของทุ่งรังสิต

ปัจจุบัน คุณกิตติวัฒน์ ปลูกส้มเขียวดำเนินอินทรีย์ ที่มีลักษณะเด่นคือ ส้มเขียว ผิวสีเขียวอ่อน รสเปรี้ยวอมหวาน ซังอ่อนนุ่มมีกากเล็กน้อย เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลืองอมเขียว รสหวานจัดขึ้น เกษตรกรชาวสวนส้มทั่วไปเลือกผลิตส้มให้มีผลผลิตออกมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่คุณกิตติวัฒน์มองว่า ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะในระยะนั้น มีผลผลิตเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก จึงขายผลผลิตไม่ได้ราคาที่ต้องการ

เขาจึงวางแผนการผลิตให้มีสินค้าส้มอินทรีย์เข้าสู่ตลาดเป็น 3 ช่วงแทน เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาด โดยผลผลิตรุ่นแรก จะเริ่มวางขายในเดือนพฤศจิกายน รุ่นที่สอง ขายในช่วงเดือนเมษายน ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนรุ่นที่สาม ขายในช่วงเดือนตุลาคม โดยมีราคาขายไม่ต่ำกว่า 70-80 บาท ต่อกิโลกรัม

“การวางแผนจำหน่ายส้มอินทรีย์ในระยะเวลาดังกล่าว ทำให้มีผลกำไรที่ดี เพราะต้นทุนการผลิตส้มอินทรีย์ โดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 40 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วยังเหลือผลกำไรก้อนโต คุ้มค่ากับการลงทุน ต้นทุนหลักของการทำสวนส้มอินทรีย์อยู่ที่ต้นทุนด้านแรงงานในการดูแลจัดการปัญหาโรคแมลงในสวนส้มให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี ทุกวันนี้ หากเจอปัญหาโรคกรีนนิ่ง จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าฉีดพ่น ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสบาย” คุณกิตติวัฒน์ กล่าว

ทุกวันนี้ คุณกิตติวัฒน์ ทำหน้าที่ฝ่ายผลิตสินค้า ส่วนคุณกัลย์ทิพา ช่วยดูแลด้านตลาด รวมทั้งแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น สบู่ แชมพู และครีมนวดผมจากมะกรูด ผลิตน้ำส้มคั้นพร้อมดื่มออกขายร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจมาล่องเรือ หิ้วตะกร้าสานคนละใบ แล้วไปนั่งเรือเก็บส้มด้วยตนเองตามร่องสวน สร้างรายได้ก้อนโตได้อีกทางหนึ่ง

ปัจจุบัน คุณกิตติวัฒน์ และคุณกัลย์ทิพา ชักชวนเกษตรกรในท้องถิ่นและเพื่อนเกษตรกรที่มีอุดมการณ์เดียวกัน หันมาปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการปลูกดูแลพืชผักผลไม้ รวมกันซื้อ รวมกันขาย จนกลายเป็นสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็ง ภายใต้ชื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง (ปิ่นโตเกษตรอินทรีย์)

“ผักผลไม้อินทรีย์” มีคุณภาพดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค แต่มีราคาจำหน่ายสูงกว่า สินค้าพืชผักผลไม้ทั่วไปอยู่บ้าง สำหรับผู้บริโภคที่มีความรู้ ความเข้าใจ คุณค่าของผักผลไม้อินทรีย์ ส่วนใหญ่ยินดีควักกระเป๋าซื้อโดยไม่ลังเล แต่ผู้บริโภคที่ไม่รู้จักสินค้าประเภทนี้ อาจเป็นเรื่องยากในการเข้าถึง ดังนั้น พวกเขาจึงยินดีแบ่งปันความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ต่อเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รู้จักคุณค่าและประโยชน์ของพืชผักผลไม้อินทรีย์ ขณะเดียวกัน กลุ่มปิ่นโตอินทรีย์ก็เรียนรู้ที่จะเจาะตลาดให้ถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ย่านถนนสีลม และงานประชุมของกลุ่มโรตารี่ เป็นต้น

ก่อนจบการสนทนา คุณกิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรไทยจำนวนมากนิยมใช้เคมีภัณฑ์การเกษตรทั้งปุ๋ยและยา เพราะเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวกสบาย ให้ผลไวทันตาเห็น แถมได้ผลผลิตต่อไร่ในปริมาณมาก ทำกำไรได้ก้อนโต แต่ในความเป็นจริง เม็ดเงินที่ไหลเข้ากระเป๋า “อาจได้ไม่คุ้มเสีย” เมื่อเทียบกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากในสังคมไทย เพราะปัญหาสารเคมีตกค้างที่สะสมในร่างกายเกษตรกรและผู้บริโภค ก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย ทั้งโรคมะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ จึงอยากเชิญชวนให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจบริโภคพืชผักผลไม้อินทรีย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในระยะยาว