เกษตรกรโคราชโอด ราคาอ้อยตกต่ำขายอ้อยไม่พอใช้หนี้วอนรบ.

พักชำระหนี้ บรรเทาความเดือดร้อนผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการเปิดรับซื้ออ้อยประจำฤดูการผลิต ปี 2561/2562 โดยมีการประกาศราคาขั้นต้นที่ 668-714 บาท ต่อตัน สืบเนื่องมาจากน้ำตาลในระบบของตลาดทั่วโลกมีมากเกินความต้องการ หลังจากผลผลิตน้ำตาลในหลายประเทศซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งออกน้ำตาลมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้เกษตรกรหลายรายเริ่มบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาที่ได้ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็น

ล่าสุด วันนี้ (3 ธ.ค. 61) จากการลงพื้นที่สอบถาม นายสนั่น เพิ่มพูน เกษตรกรชาวไร่อ้อย บ้านหนองระเวียง ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาอ้อยในปัจจุบันถือว่าราคาต่างจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก โดยในปีที่แล้วราคาเมื่อรวมเงินขั้นต้น ค่าความหวานและเงินสนับสนุนอื่นๆ แล้ว จะได้ราคาตันละ 1,000 กว่าบาท ซึ่งถ้าราคาเช่นนั้นเกษตรกรสามารถอยู่ได้ มีเงินชำระหนี้ ซึ่งตนเองเป็นหนี้สหกรณ์การเกษตร ธนาคาร ธ.ก.ส. รวมแล้วประมาณ 100,000 บาท

ซึ่งเป็นการกู้มาลงทุนในการปลูกอ้อย แต่ในปัจจุบันราคาที่โรงงานรับซื้อนั้นเกษตรกรไม่สามารถมีเงินเหลือเพียงพอในการชำระหนี้เงินกู้แน่นอน เนื่องจากราคาอ้อยลดลง ส่วนราคาแรงงานตัดอ้อยและค่ารถในการขนย้ายยังมีราคาเท่าเดิมหรือมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ช่วงนี้ที่ทำได้ก็เพียงใช้แรงงานตัดเอง ซึ่งก็พอจะประหยัดไปได้ไม่มากก็น้อย เพื่อจะพอเหลือเงินไปใช้หนี้ได้บางส่วน ก็อยากฝากหน่วยงานภาครัฐให้เข้ามาช่วยดูแลปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม และช่วยในการหามาตรการพักชำระหนี้หรือยืดเวลาในการผ่อนชำระในกรณีราคาผลผลิตตกต่ำเช่นนี้

3 ธันวาคม 2561 – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ (พม.) มอบโล่ประกาศเกียรติคุณองค์กรสนับสนุนงานด้านคนพิการดีเด่น ประจำปี 2561 แก่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัทในกลุ่ม รวม 16 บริษัท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในงานวันคนพิการสากลประจำปี 2561 ในฐานะเป็นองค์กรเอกชนชั้นนำที่มีนโยบายชัดเจนในการสนับสนุนคนพิการ การสนับสนุนภาครัฐคนพิการได้มีงานทำและรายได้ที่มั่นคง ช่วยให้คนพิการสามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม

นายปริโสทัต ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรมนุษย์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญของการสร้างสังคมพึ่งตน และเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้คนพิการได้รับประโยชน์โดยตรงแทนการจ่ายเงินชดเชยเข้ากองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ซีพีเอฟร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุเป้าหมายในการสนับสนุนให้คนพิการในสังคมมีงานทำที่มั่นคงเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพ และมีรายได้พึ่งพาตนเอง และเลี้ยงดูครอบครัว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นำไปสู่สังคมที่มีการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ซีพีเอฟภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการเสริมสร้างพลังให้กับคนพิการในสังคมได้สามารถเข้าถึงการทำงาน และมีรายได้ที่มั่นคง เข้าถึงสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียม ช่วยให้คนพิการดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม” นายปริโสทัต กล่าว

ปีนี้ บริษัทได้ส่งเสริมการสร้างอาชีพที่มั่นคง จัดจ้างคนพิการทำงานกับซีพีเอฟและบริษัทในกลุ่ม รวม 733 คน โดยจัดจ้างใน 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก จัดจ้างคนพิการทำงานอยู่ในโรงงานและฟาร์มของบริษัททั่วประเทศ รูปแบบที่สอง ซีพีเอฟร่วมมือกับหน่วยงานในชุมชน และองค์กรสาธารณประโยชน์ด้านคนพิการ จัดจ้างคนพิการที่ด้อยโอกาส ฐานะยากจน

เป็นพนักงานบริษัททำงานในชุมชนของคนพิการเอง อาทิ ทำงานช่วยงานครูโรงเรียน ช่วยงานที่วัด เทศบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ขณะที่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟจัดจ้างนักกีฬาบาสเกตบอลวีลแชร์ทีมชาติไทยเป็นพนักงานบริษัท พร้อมทั้ง สนับสนุนค่าใช้จ่ายและอาหารในช่วงการเก็บตัวฝึกซ้อม และการเดินทางไปร่วมแข่งขันในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุด เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ที่ประเทศอินโดนีเซีย ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ส่วนรูปแบบที่ 3 เป็นการจัดจ้างงานตามมาตรา 35 โดยการให้สัมปทานแก่คนพิการ จัดสถานที่ให้จัดจำหน่ายสินค้าในโรงงานและสถานประกอบการของบริษัท

ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างเสมอภาคและทั่วถึง บริษัทยังได้ร่วมมือ จัดอบรมให้แก่คนพิการที่เป็นพนักงานที่ทำงานในโรงงาน ฟาร์ม รวมทั้งคนพิการทำงานในชุมชน มีความรู้เรื่องความปลอดภัย อาชีวอนามัยในการทำงาน กฎหมาย การประกันสังคม และสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คนพิการทำงานด้วยความตระหนักถึงความปลอดภัย และสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้อย่างครบถ้วน เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงให้กับคนพิการและครอบครัวได้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

นอกจากนี้ บริษัทยังติดตามและเยี่ยมคนพิการที่ทำงานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดูแลชีวิตความเป็นอยู่คนพิการถึงที่บ้าน เพื่อให้มั่นใจว่าคนพิการที่บริษัทจัดจ้างทุกคน ได้รับการปฏิบัติที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากทั้งวัด โรงเรียน และหน่วยงานในชุมชนว่าคนพิการได้เข้ามีส่วนสำคัญในการเติมเต็มและช่วยให้การดำเนินงานหลายเรื่องประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นายอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ได้เสนอชื่อ นางสาวราตรี พันธมัง คนพิการปฏิบัติตัวเป็นคนพิการแบบอย่างของจังหวัดสระบุรี พร้อมทั้งสภากาชาดจังหวัดสระบุรียังได้มอบบ้าน 1 หลัง ภายใต้ “โครงการเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ซ่อมแซม ปรับปรุงและสร้างบ้านผู้ยากไร้” ช่วยนางสาวราตรีได้มีบ้านพักอาศัยและที่ดินเป็นของตัวเองที่มั่นคง

การจัดจ้างคนพิการเป็นพนักงานบริษัทสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเปิดโอกาสให้คนพิการได้มีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งช่วยให้คนพิการเองและครอบครัวได้รับประโยชน์โดยตรง และช่วยเพิ่มโอกาสให้คนพิการได้ดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง เลี้ยงดูตนเอง ตลอดจนเป็นที่พึ่งพาของสมาชิกในครอบครัวได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม

อุตสาหกรรมแปรรูปและเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ประเทศไทยเป็นผู้นำ อันดับ 1 ของเอเชีย ไม้สักธรรมชาติและสวนป่าของพม่าที่ผลิตออกมาได้ ประเทศไทยเป็นผู้ซื้อ อันดับ 1 เฉลี่ยปีละ 150,000-200,000 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ เนื่องจากโรงงานไม้สักในประเทศไทยออกแบบไว้สำหรับไม้ขนาดใหญ่จากธรรมชาติ

เกษตรกรที่ปลูกไม้สักจำเป็นต้องจัดการ-บำรุงสวนสักให้ถูกหลักวิชาวนวัฒนวิทยาและพืชสวน จึงจะสามารถผลิตไม้สักขนาดโต 110 เซนติเมตร ความยาวซุงท่อนแรก 6.50 เมตร ในอายุ 15-16 ปี ได้ เกษตรกรไทยเก่งที่สุดในโลก เพราะผลิตสินค้าล้นตลาดจนราคาตกต่ำทุกชนิด ยกเว้นแต่ไม้สักเท่านั้น

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและไม้สักในสวนป่า

ไม้สักในสวนป่าของเกษตรกรจะเจริญเติบโตดีมากแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ คือ
1. คุณภาพ ดิน ฟ้า อากาศ ของพื้นที่ปลูก
2. กรรมพันธุ์ของต้นสักที่ใช้ปลูก
3. การจัดการดูแลสวนสักที่เหมาะสม

การเจริญเติบโตของไม้สักในธรรมชาติและสวนป่าที่ดีมากนั้น ได้มีผู้ศึกษาและรายงานไว้ ดังนี้1. ต้นสักจะเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาดเป็นหุบเขาถึงเนินเขา มีความลาดชัน (2-25%) บริเวณไหล่เขา ริมฝั่งน้ำและริมตลิ่ง ซึ่งน้ำไม่ท่วมขังก็ขึ้นได้ดี (ดินทรายจัด ดินเหนียว ดินลูกรัง จะเจริญเติบโตไม่ดี)

2. ไม้สักจะเจริญเติบโตดี ในดินที่มีความร่วนซุยและชุ่มชื้นดี ได้แก่ ดินร่วนปนทราย (Sandy loam) ถึงดินร่วนเหนียวปนทราย (Sandy clay loam) ซึ่งมีการระบายน้ำดีและดินลึก (ดินชั้น A ลึกมากกว่า 1.00 เมตร)

3. ไม้สักเจริญเติบโตได้ดี ในดินที่มีสภาพเป็นกลางหรือด่างเล็กน้อย โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ระหว่าง 6.5-7.5 ปริมาณน้ำฝนที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพเนื้อไม้ อยู่ระหว่าง 1,500-1,600 มิลลิเมตร ต่อปี มีฤดูแล้งสลับกับฤดูฝนทำให้มีเนื้อไม้ มีลวดลายวงปีชัดเจน ระดับความสูงของพื้นที่ไม่เกิน 700 เมตร จากระดับน้ำทะเล (อภิชาติ และคณะ 2535)

4. Drechsel and Zech (1994) พบว่า ปริมาณไนโตรเจน ความลึกของดินและปริมาณน้ำฝน เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของไม้สักที่ปลูกในแถบประเทศแอฟริกาตะวันตก

จากข้อมูล ข้อ 1-4 แสดงว่าต้นสักจะเจริญเติบโตดี ต้องอาศัยปุ๋ย น้ำ และการป้องกันโรคแมลง ให้ใบสามารถสังเคราะห์แสงได้สูงสุดในทุกๆ ปี

ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกต้นสักจะต้องดูแลสวนสักเหมือนสวนผลไม้ ให้น้ำ-ปุ๋ย และป้องกันโรคแมลงทุกปี ต้นไม้สักจึงจะเติบโตเร็วมีราคาแพง กรมป่าไม้ (2551) มีสวนสักที่ทดลองปลูกด้วยระยะ 8×8 เมตร อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยกล้าไม้สักพันธุ์ดีขยายพันธุ์จากเนื้อเยื่อ (Tissue culture) อายุ 22 ปี มีความสูงเฉลี่ย 35.36 เมตร หรือเฉลี่ย 1.61 เมตร ต่อปี และมีความโตเฉลี่ย 41.12 เซนติเมตร หรือเฉลี่ย 1.87 เซนติเมตร ต่อปี ทำลายสถิติโลกไปแล้ว

ผู้เขียนลองคำนวณมูลค่าไม้ต่อไร่โดยใช้ราคาไม้ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) มีมูลค่าดังต่อไปนี้

ก. ปลูกโดยกล้าจากเมล็ดทั่วไป ไม้สักสูงเฉลี่ย 30.08 เมตร ความโตเฉลี่ย (DBH) 35.29 เซนติเมตร ปริมาตรต่อท่อน 0.61 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรต่อไร่ 15.29 ลูกบาศก์เมตร มูลค่า 346,928 บาท ต่อไร่

ข. ปลูกด้วยกล้าสักพันธุ์ดีจากเนื้อเยื่อ (Tissue culture) ไม้สักสูงเฉลี่ย 35.36 เมตร ความโตเฉลี่ย (DBH) 41.12 เซนติเมตร ปริมาตรต่อท่อน 0.82 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรต่อไร่ 20.46 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่า 513,524 บาท ต่อไร่ หรือราคาเฉลี่ย 20,524 บาท ต่อต้น สวนสักแห่งนี้มีปริมาณน้ำฝน 1,650 มิลลิเมตร ต่อปี เนื้อดินเป็นดินเหนียวสีดำออกน้ำตาลแดงเข้มมาก ดินลึกมากกว่า 100 เซนติเมตร เป็นที่ลาดเนินเชิงเขา PH 6.16-7.10 ลักษณะพืชพรรณเป็นเบญจพรรณแล้วผสมป่าไม้ การดูแล-จัดการปกติแบบสวนสักรัฐบาล โดยป้องกันไฟและสัตว์เลี้ยง ไม่มีไฟไหม้ตลอดระยะ 22 ปี

จากกรณีศึกษาและข้อมูลที่มี จึงกล่าวได้ว่าถ้าเกษตรกรปลูกไม้สักพันธุ์ดีและดูแลแบบสวนผลไม้หรือยางพารานั้น มีโอกาสร่ำรวยและหลุดพ้นหนี้สินอย่างแน่นอนบทบาทของป่าปลูก

รัฐนิวเซาท์เวลส์ ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าสนและยูคาลิปตัสบนพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามาก่อนให้มากยิ่งขึ้น ยิ่งมีพื้นที่ป่าปลูกมากและต้นไม้โตได้เร็วมากเท่าใด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะยิ่งถูกขจัดไปจากชั้นบรรยากาศได้มากเท่านั้น จึงเป็นการลดสมดุลของปฏิกิริยาเรือนกระจก

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยและคนไทย ต้องการลดโลกร้อนก็จำเป็นต้องปลูกต้นสักเป็นไม้ก่อสร้างบ้านเรือน สำนักงาน เป็นผลิตภัณฑ์ไม้ส่งออกสู่ตลาดโลก ลดการปลูกพืชล้มลุก เปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชยืนต้น ซึ่งมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจีนและอินเดียไม่มีทางสู่เทคโนโลยีการเกษตรที่เกษตรกรไทยปลูกพืชให้มีผลผลิตนอกฤดูกาลได้ แต่ก็ยังไมร่ำรวย เพราะต้องพึ่งปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง จนต้นทุนสูงกว่าราคาจำหน่าย แข่งขันไม่ได้ การปลูกไม้สักจะไม่มีวันล้นตลาดและราคาตกต่ำแต่อย่างใด เพราะความต้องการบริโภคภายในประเทศและต่างประเทศมีมากมหาศาล

ไม้สักไทย : ไม้ที่มีราคาแพงในตลาดโลก

ไม้สัก เป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะมีคุณภาพสูง เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมาก เป็นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ หากจะใช้ก็จะใช้ได้ทุกส่วน ตั้งแต่เสา พื้น ไปจนถึงหลังคา แม้แต่ใช้แทนมุงกระเบื้องหลังคา นอกจากนั้น ยังทนทานมาก ทนแดด ทนฝน ปลวกไม่กิน เนื้อไม้ก็นิ่ม แกะสลักง่าย สีสวย ใช้ทำเครื่องเรือนได้ดีที่สุด อายุการใช้งานยาวนาน วัดหลายแห่งในภาคเหนือสร้างด้วยไม้สักอายุ 400 ปี ยังอยู่ในสภาพดี

ไม้สัก มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Tectona grandis ภาษาสันสกฤต เรียกไม้ชนิดนี้ว่า ไม้สัคคะ ไม้สักมีชื่อทางการค้าว่า Teak มาจาก คำว่า Teca ในภาษาละติน แปลว่า หวานใจ ของช่างไม้ หรือกล่าวได้ว่าชาวยุโรปชื่นชมและนิยมชมชอบในไม้สักมาก

ไม้สักไทยดีที่สุดหรือไม่นั้น ศ.ดร.อำนวย คอวนิช ปรมาจารย์ด้านไม้สัก และการปลูกสวนสักด้วยระบบหมู่บ้านป่าไม้ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการป่าไม้ทั่วโลก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไม้สักของไทยไว้ดังนี้ “ประเทศที่เป็นคู่แข่งของไทยในเรื่องไม้สักนั้น ได้แก่ พม่า และอินโดนีเซีย แต่ไม้สักพม่าที่ตัดออกมานั้นเป็นไม้สักทอง 25% ในขณะที่ของไทยเป็นสักทอง 75% ส่วนอินโดนีเซียนั้น ไม้สักคุณภาพด้อยกว่าเรา เนื่องจากซุงสั้นและเนื้อไม้สีคล้ำไม่สวย ราคาขายในต่างประเทศต่ำกว่าเรา 30-40% เป็นข้อมูลที่แสดงว่าแหล่งไม้สักไทยนั้นมีคุณภาพสูง แข่งขันได้ในตลาดโลก

CPF IT Center ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับการรับรองด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) 3 ระบบ จาก 2 องค์กรสากล ตอกย้ำศักยภาพด้าน IT เดินหน้าธุรกิจในยุคดิจิตอล

นายประเดิม โชติศุภราช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบงาน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอล ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพในงานบริการด้วยระบบไอทีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Charoen Pokphand Malaysia หรือซีพีมาเลเซีย โดยการสนับสนุนจาก CPF IT Center ผ่านการรับรองระบบการจัดการแบบบูรณาการถึง 2 ระบบ จาก BSI (British Standards Institution) Malaysia ซึ่งเป็นองค์กรดำเนินงานด้านมาตรฐานการบริหารและจัดการในระดับสากล

ทั้ง ISO27001: 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ (Information Security Management Systems : ISMS) ที่กำหนดความต้องการ (Set of Requirements) เกี่ยวกับการจัดทำระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัย เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการรับรอง ISO20000: 2011 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับ “IT Service Management : ITSM” ด้านกระบวนการบริหารจัดการงานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นเรื่องกระบวนการในการให้บริการแก่ผู้ใช้ (Users) และลูกค้า (Customers) เป็นหลัก

“ความมั่นคงทางข้อมูลมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีข้อมูลคู่ค้าหรือข้อมูลสำคัญทางธุรกิจถูกนำไปเปิดเผยได้ รวมทั้งกระบวนการให้บริการด้าน IT ที่มีมาตรฐานย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือ ถูกต้อง ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้กับผู้ใช้บริการ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งหมดนี้ เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตสอดรับกับยุคดิจิตอล” นายประเดิม กล่าว

นอกจากนี้ CPF IT Center ยังได้รับประกาศนียบัตรการบริหารจัดการสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ (Software Asset Management : SAM Certificate) จากไมโครซอฟท์ (Microsoft Operations Pte Ltd.) ที่สะท้อนภาพองค์กรที่มีการบริหารจัดการสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ที่ดี จากการที่บริษัทดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของบรรษัทภิบาลที่ดี ด้วยหลักความเป็นธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดยได้นำระบบการบริหารจัดการสินทรัพย์ซอฟต์แวร์มาใช้ตั้งแต่ปี 2553 และยังให้ความร่วมมือกับเจ้าของซอฟต์แวร์ในการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

“การบริหารจัดการสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ IT ของซีพีเอฟ ทั้งในด้านการลดปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยบริษัทจะยังคงรักษาระดับการเป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ที่ดีเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง” นายประเดิม กล่าวทิ้งท้าย

กรมส่งเสริมการเกษตร ลุยเพิ่มศักยภาพเกษตรกรสู่ “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ช่วยลดรายจ่ายซ่อมเครื่องยนต์เกษตร เปิดรับเกษตรกรเข้าอบรมฟรีทั่วประเทศ

เนื่องจากที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่น และเพื่อปรับตัวรองรับการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องจักรกลขนาดเล็ก ที่ปัจจุบันมีการถือครองอยู่ไม่น้อย กว่า 2.8 ล้านเครื่อง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินการพัฒนาความรู้และศักยภาพแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องไปในวงกว้าง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรนำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ผ่านการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและเทคนิคที่ถูกต้องในด้านการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ และสามารถพัฒนาไปสู่การให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้แก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นของตน

โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” จำนวน 2,400 ราย ทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย ช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับที่ 1 จำนวน 2,100 ราย ซึ่งผู้ผ่านการฝึกอบรมจะมีทักษะในการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 500 บาท ต่อเครื่อง ต่อปี

สำหรับการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับที่ 2 จำนวน 200 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตร ระดับที่ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม ให้สามารถบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,000 บาท ต่อปี ต่อเครื่อง

และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับที่ 3 จำนวน 100 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรระดับที่ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม ให้สามารถบริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่ เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,500 บาท ต่อเครื่อง ต่อปี

โดยสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่น ระดับที่ 3 กรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนเครื่องมือสำหรับการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้เกษตรกรนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

นายกิตติพิชญ์ ทองขาว นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย สงขลา คว้ารางวัลความคิดสร้างสรรค์ในการเข้าร่วมการแข่งขันโครงการประกวดศิลปิน “ดาวเด่นบัวหลวง ๑๐๑” ประจำปี 2561 ที่แสดงออกถึงความสามารถจุดประกายความตื่นตัวการสร้างสรรค์งานศิลปะ ของศิลปินหนุ่มสาวรุ่นใหม่สู่สาธารณชน ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ The Queen’s Gallery เมื่อเร็วๆ นี้

“เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก บล็อกก่อสร้างชีวภาพมวลเบาจากต้นกัญชง” อีกหนึ่งงานวิจัยจากหน่วยงานวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี น้ำหนักเบากว่าบล็อกก่อสร้างทั่วไปต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้งานได้จริง การันตีด้วยรางวัลจากเวทีโลกรางวัล Bronze Medal ในงาน “46th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส รางวัล Gold Prize กับ Special Prize ในงาน “Seoul International Invention Fair 2017” (SIIF 2017) ณ COEX กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

นายประชุม คำพุฒ หัวหน้าหน่วยวิจัยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เผยว่า เศษต้นกัญชงที่เหลือทิ้งจากกระบวนการนำเปลือกไปทำเป็นเส้นใย โดยลอกเส้นใย ใช้เป็นสิ่งทอ ทำเสื้อผ้า ซึ่งเมื่อลอกผิวแล้วจะเหลือแกน แกนเอาไปทิ้งปล่อยให้เน่าเปื่อย กลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ทางการยาสูบแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง จึงมีโจทย์ต้องการพัฒนานวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้

และการยาสูบแห่งประเทศไทยยังต้องการนำวัสดุก่อสร้างที่ได้จากการวิจัยมาสร้างศูนย์การเรียนรู้อาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ณ การยาสูบแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่) จังหวัดกรุงเทพฯ เพื่อเป็นศูนย์การให้ความรู้เกี่ยวกับการนำกัญชงไปใช้ประโยชน์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อันนำมาซึ่งการส่งเสริมให้ชุมชนในพื้นที่ปลูกต้นกัญชงเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกใบยาสูบที่ต้องลดปริมาณลง และเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร ที่ต้องหารายได้เข้าองค์กร จึงได้จัดทำต้นแบบของวัสดุก่อสร้างจากแกนของต้นกัญชงขึ้นมา เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ของการยาสูบแห่งประเทศไทย สำหรับผลิตจำหน่ายเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค เป็นวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆ

โดยจุดเด่น ของ “เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก” ช่วยลดหน้าตัดขององค์อาคารลงได้ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา และใช้เป็นวัสดุฉนวนความร้อนและฉนวนกันเสียง ในการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานได้ “เฮมพ์-ไบโอ-บล็อก” ออกแบบให้สามารถก่อสร้างอาคารได้ทั้งหลังในระยะเวลารวดเร็ว โดยใช้ระบบเดือยและสลักรางลิ้น จึงไม่ต้องสิ้นเปลืองการฉาบปูนปิดทับผิวหน้า หลักการ วิธีการ และขั้นตอนการทำงาน ใช้การทำงานเป็นวัสดุก่อสร้างเฉพาะในแต่ละประเภท ประกอบด้วย บล็อกก่อผนัง บล็อกประสาน และแผ่นซีเมนต์บอร์ด ใช้ก่อผนังอาคารโดยใช้ปูนก่อปกติหรือก่อโดยไม่ใช้ปูนฉาบด้วยวิธีการยาแนว ซึ่งใช้เป็นผนังฉนวนป้องกันความร้อนและป้องกันเสียงได้ ส่วนของบล็อกปูพื้น และบล็อกประสานปูพื้น ใช้สำหรับปูพื้นทั้งภายนอกและภายในอาคาร โดยการปรับพื้นด้านล่างให้เรียบเสมอกันแล้วใช้บล็อกปูด้านบนเรียงต่อกัน สามารถลดการสะท้อนความร้อนเข้าสู่ภายในตัวอาคารได้