เกษตรฯ รวมสินค้าสหกรณ์จัดลงกระเช้า ภายใต้แนวคิด

“กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” เกษตรฯ รวมสินค้าสหกรณ์จัดลงกระเช้า ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด สำหรับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบให้กันเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

สำหรับสินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภคบริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย กุนเชียงมะขามแช่อิ่ม

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทองม้วน คุกกี้ใส้สับปะรด คุกกี้ข้าวหอมะลิ 100 % ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช น้ำพริกประเภทต่าง ๆ และสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ ผงชงพร้อมดื่มที่ทำจากข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัวผสมใบเตยและต้นข้าวอ่อน ข้าวหอมมะลิผสมใบเตย สมุนไพรชงดื่ม จากใบย่านาง รางจืดและผักเชียงดา ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์อาหารจากดอยคำโครงการหลวง ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ ถ้วยกาแฟ ผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์จากสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ทั้งกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และหมวก

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตร ผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่าง ๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับสหกรณ์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์และสินค้าเด่นที่น่าสนใจสู่ประชาชน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่าง ๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสร้างยอดขายได้เกือบ 2 ล้านบาท

สำหรับรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆ มาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง – 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 12 มกราคม 2561 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 281 3095 ต่อ 157 หรือ 06 2610 7842หรือดูรายละเอียดในเวปไซด์ www.cpd.go.th โดยทางกรมฯได้มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมฯได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรก โดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเวปไซด์ www.coop-mart.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่าง ๆ มาโพสขายผ่านเว็บไซต์นี้ได้

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงสถานการณ์มันสำปะหลังปี 2560/61 ว่า ผลผลิตหัวมันสำปะหลังสดจะมีประมาณ 28 ล้านตัน ลดลงจากปี 2559/60 ที่มีปริมาณ 30 ล้านตัน และยิ่งช่วงนี้ ฝนตก เกษตรกรจึงต้องเลื่อนการขุดมันออกไปจากเดิม แทนที่จะเริ่มขุดกันช่วงนี้ หรือเดือนม.ค.-เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมาก ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดไม่กระจุกตัวและไม่กระทบต่อราคาที่เกษตรกรจะขายได้

โดยคาดว่าราคาปี 2561 น่าจะดีกว่าปี 2560 และอาจจะขยับขึ้นไปถึงกิโลกรัม (ก.ก.) ละ 2.50 บาท หรือสูงกว่าได้ ทำให้ภาพรวมราคาในปี 2561 ไม่น่าห่วง แต่จากนี้ไป ต้องรอดูผลผลิตช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ก่อนว่าจะออกมากแค่ไหน โดยราคาหัวมันสำปะหลังสดล่าสุดได้ปรับขึ้นจากก.ก.ละ 2.25 บาท มาอยู่ที่ 2.40 บาทแล้ว ดีกว่าปีก่อนมาก

นายกีรติกล่าวว่า สำหรับตลาดรองรับผลผลิตมันสำปะหลัง ทั้งมันเส้นและแป้งมัน ยังคงมีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจีนยังคงต้องการซื้อมันเส้นเพิ่มขึ้น ญี่ปุ่นและเกาหลี ซื้อแป้งมันสำปะหลัง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอื่นๆ แต่กรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำแผนเร่งขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อไม่ต้องพึ่งพาแต่ตลาดหลักอย่างจีนมากจนเกินไป โดยจะขยายตลาดตุรกีต่อเนื่อง หลังจากปี 2560 ได้ไปเจรจาซื้อขายมันสำปะหลัง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และปีนี้จะไปโรดโชว์อีกช่วงเดือนเม.ย.2561 มั่นใจว่าจะผลักดันส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่นำไปทำอาหารสัตว์

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะจัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติช่วงเดือนมิ.ย.2561 เพื่อแสดงศักยภาพการผลิตและการส่งออกมันสำปะหลังของไทยให้กับคนในวงการมันสำปะหลังได้รับทราบ เพื่อสร้างการยอมรับและกระตุ้นให้มีการส่งออกมากขึ้น โดยการจัดงานครั้งนี้ จะมีไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่การนำมันสำปะหลังมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลัง ในการร่วมมือกับกำหนดราคาส่งออกที่สะท้อนความเป็นจริง และป้องกันปัญหาการขายตัดราคา จนส่งผลกระทบกลับมายังหัวมันสด และขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา อย่าเชื่อข่าวลือข่าวปล่อย เช่น จีนจะห้ามนำเข้ามันสำปะหลัง เพราะเกิดฝุ่น ซึ่งเป็นข่าวที่มักจะนำมาปล่อย เพื่อหวังกดราคา ทั้งๆ ที่ไม่มีมูลความจริง

นายกีรติกล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561 กระทรวงพาณิชย์จะนำมาตรการใหม่ในการดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ โดยก่อนนำเข้า ผู้นำเข้าต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการนำเข้า เพื่อให้รู้ว่าจะเอามันไปทำอะไร โดยให้กรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมฯ และปริ้นออกมาประกอบการนำเข้า ไม่ต้องติดต่อกรมฯ และให้กรมฯ อนุญาตก่อน ติดต่อผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น และอีกมาตรการ ผู้นำเข้าต้องพร้อมให้พนักงานสุ่มตรวจคุณภาพมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ประเทศและส่งผลกระทบต่อระดับราคาในประเทศ ซึ่งหากตรวจผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน ก่อนยื่นต่อกรมฯ เพื่อขอปลดล็อคการนำเข้า โดยมาตรการนี้ ไม่ได้เป็นการกีดกันการนำเข้า หรือห้ามการนำเข้าใดๆ ยังคงสามารถนำเข้าได้ตามปกติ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 11 เดือนของปี 2560 มีปริมาณ 10.025 ล้านตัน ลดลง 1% มูลค่า 2,507 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 6.1% โดยราคาส่งออกมันเส้นล่าสุดอยู่ที่ตันละ 205 เหรียญสหรัฐ และแป้งมันตันละ 430 เหรียญสหรัฐ ส่วนทั้งปี 2561 คาดว่า การส่งออกน่าจะอยู่ในระดับ 10-11 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจสอบแบบจำลองสภาวะอากาศ(วาฟ-รอม) สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.)ว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ตั้งแต่หลังเที่ยงคืน จนถึงช่วงกลางวัน มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยอยู่ที่ 14 มิลลิเมตร พื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนสูงสุดอยู่ที่เขตบางบอน ปริมาณน้ำฝน 16 มม.สำหรับอุณหภูมิตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืนถึงช่วงเช้าอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่เขตหลักสี่ที่ 18.4 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิช่วงกลางวันเฉลี่ยทั้งพื้นที่อยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส โดยฝนจะตกแบบพรำๆต่อเนื่องและมีท้องฟ้าครึ้มตลอดเวลาไปจนถึงตอนสายของวันที่ 28 ธันวาคม จึงจะเริ่มมีแดด และมีอากาศอบอุ่นขึ้นอุณหภูมิจะอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส

วาฟยังระบุด้วยว่า หลังจากนั้นในคืนวันที่ 30 ธันวาคม ความกดอากาศสูงจะแผ่ลงมาอีกรอบ คาดว่า ช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ถึงวันที่ 1 มกราคม 2561 กทม.จะกลับมาหนาวอีกรอบ อุณหภูมิจะอยู่ที่ 19-20 องศาเซลเซียส

วาฟ ยังอธิบายถึงปรากฏการณ์ความหนาวเย็น และมีฝนตกไปพร้อมๆกันในช่วงเวลานี้ แต่หลายคนรู้สึกว่าหนาวน้อยกว่าช่วงกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะ ช่วงก่อนหน้านี้อุณหภูมิลดลงไปถึง 15 องศาเซลเซียส บางพื้นที่เหลือ 14.8 องศาเซลเซียส ประกอบกับมีลมแรงและอากาศค่อนข้างแห้งทำให้ไอน้ำในร่างกายระบายออกไปมาก ทำให้รู้สึกหนาวแบบแห้งๆ ประกอบกับมีลมค่อนข้างแรง ทำให้รู้สึกหนาวมาก แต่ครั้งนี้มีฝนตกลงมา มีความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง อุณหภูมิสูงกว่าครั้งก่อนเล็กน้อย คือ 19 องศาเซลเซียส น้ำฝนจะเป็นตัวดึงความร้อนจากอากาศออกมาส่วนหนึ่ง ร่างกายก็ไม่ได้ระบายความชื้นออกมามากนัก เป็นความหนาวชื้นๆ หรือรู้สึกเย็นยะเยือก ลักษณะคล้ายตอนหิมะตกใหม่ๆ คือ หนาวน้อยกว่าตอนก่อนหิมะตก

กรณีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอเป็นภาพนักดำน้ำพบอวนประมงถูกตัดทิ้งไว้ปกคลุมแนวเขตปะการังบริเวณเกาะยาวาซำ ใกล้กับเกาะปอดะ ทะเลแหวก เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พบปลาสวยงาม อาทิ ปักเป้า ปลาสิงโต ติดอยู่กับอวนจำนวนมาก ก่อนนักดำน้ำ อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะช่วยกันตัดอวนช่วยปลาออกมา และกู้ซากอวนขึ้นมาจากทะเลได้หมดแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ซากอวนถ่วงที่กู้ขึ้นมาเป็นทั้งอวนใหม่และเก่า มีความยาวกว่า 100 เมตร ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่อุทยานฯ มักจะพบซากอวนเป็นประจำ เพราะชาวประมงมักตัดอวนทิ้งในทะเลเลย แต่ครั้งนี้คาดว่าเป็นช่วงมรสุมทำให้ซากอวนต่างพัดเข้ามาทำให้ติดแนวเขตปะการังซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ทำให้สัตว์ทะเลติดอวนไปด้วย

ที่ผ่านมาอุทยานฯ พยายามจัดการเรื่องขยะทะเล แต่ด้วยความมักง่ายจึงมักจะเห็นภาพขยะที่พัดขึ้นชายฝั่งซึ่งเป็นกรณีเดียวกับซากอวนในครั้งนี้ แต่มรสุมได้พัดไปติดแนวกับปะการังตามที่เห็นเป็นข่าวนั้น เชื่อว่าไม่มีประมงลักลอบเข้ามา

เนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้มีการลาดตระเวนเป็นประจำอยู่แล้ว มีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สายตรวจ ทั้งชุดสายตรวจทางบกและชุดสายตรวจทางทะเล ส่วนการเก็บกู้อวนนั้นเรียบร้อยแล้ว และปล่อยปลาที่ยังมีชีวิตคืนสู่ทะเล

ผู้อำนวยการ สำนักอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า อุทยานฯ ได้จัดฝึกอบรมการดำน้ำให้แก่กลุ่มอนุรักษ์ และอาสาสมัคร ที่ช่วยกันปกป้องท้องทะเลของไทยไว้ มีการร่วมมือกับชุมชนและเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างต่อเนื่อง มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก อย่างไรก็ตามได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ออกตรวจลาดตะเวนในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะยาวาซำ และเกาะแดง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ อย่างเข้มงวด และให้มีการดำน้ำลงไปเก็บขยะทะเลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้อุทยานฯ ได้เตรียมวางทุ่นรักษาแนวเขตปะการังห่างจากฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร เพื่อป้องกันอนุรักษ์เขตปะการังและป้องกันการลักลอบการทำประมงด้วย

ด้าน ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า อวนติดในแนวปะการัง แม้จะไม่ตั้งใจ แต่ถือเป็นการทำร้ายทะเลอย่างรุนแรง ฝรั่งเรียกโกสต์ ฟิชชิ่ง (Ghost fishing) หรือการที่ปลาและสัตว์น้ำมาติดเครื่องมือประมงที่หลุดลอยหรือติดกับพื้น เช่น ลอบเก่าๆ หรืออวนติดปะการังแบบนี้

ผลที่เกิดรุนแรงกว่าจับปลาทั่วไป เพราะปลาที่ติดอวนก็ตายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครได้ประโยชน์ แถมอวนก็อยู่ตรงนั้น ปลามาติดเรื่อยๆ ยิ่งกว่าการทำประมงที่มีจับมีหยุด อวนติดยังทำลายปะการัง เพราะกระแสน้ำอาจกระชากจนอวนดึงปะการังและสัตว์เกาะติดหลุดมา อวนยังปิดทับปะการัง และบางครั้งเป็นอวนตาถี่ติดอยู่นาน มีสาหร่ายขึ้น มาตะกอนมาทับ จนปะการังที่อยู่ข้างล่างตายหมด

ผศ.ธรณ์ โพสต์ต่อว่า ต่างประเทศให้ความสำคัญกับโกสต์ฟิชชิ่งมาก แต่เมืองไทยไม่ค่อยมีใครศึกษาจริงจัง หากดูจากตัวเลขงานวิจัยแถวระยองโดยภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มก. ระบุว่าสัตว์น้ำประมาณ 10% จากทั้งหมด สูญเสียไปเพราะสาเหตุนี้

แต่นั่นเป็นการวิจัยขั้นต้นและเฉพาะพื้นที่เท่านั้น การจัดการต้องทำ 2 อย่าง อันดับแรกคือป้องกันอย่าให้มีการทำประมงในแนวปะการังหรือในบริเวณใกล้เคียง เพราะอวนอาจเข้ามาติดได้

ผศ.ธรณ์ ระบุอีกว่า ในกรณีที่มีการลักลอบ จนเกิดอวนติดปะการัง ก็ต้องฝากพี่น้องนักดำน้ำช่วยกัน ทราบดีว่าแกะอวนเก็บอวนทำยากมาก แต่ถือว่าเป็นการช่วยทะเลอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดที่คนธรรมดาทำได้

ที่ผ่านมามีคนช่วยกันเก็บอวนตลอด บางกลุ่มทำมาหลายปี ถือเป็นการเสียสละอย่างยิ่ง แม้อาจไม่เป็นที่สนใจนัก แต่อวนติดคือสาเหตุร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำร้ายแนวปะการังโดยตรง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่สำนักงานเขตตลิ่งชัน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยนายประชา พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการเขตตลิ่งชัน ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยมีผศ.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. สร้างนวัตกรรมจากถ่านอัลคาไลน์เก่า สู่ทางเดินแม่เหล็กสำหรับผู้พิการทางสายตา ตามนโยบายของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.มอบหมายให้ทุกเขตคิดค้นนวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

นายประชา กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการทางสายตา เพื่อลดปริมาณขยะอันตราย โดยการนำถ่านไฟฉายเก่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานเขตได้ตั้งกล่องรับบริจาคถ่านเก่า และได้นำไปมอบให้มจธ.เพื่อคัดแยกเอาสารแม่เหล็กมาเป็นส่วนประกอบในการทำทางเดินแม่เหล็กสำหรับผู้พิการ ซึ่งจะเริ่มนำร่องที่สำนักงานเขตตลิ่ง ก่อนขยายโครงการไปยังสถานที่สำคัญอื่น อาทิ ศาลาว่าการกทม. เป็นต้น

ผศ.ธิดารัตน์ กล่าวว่า จากสถิติการใช้ถ่านอัลคาไลน์หรือถ่านไฟฉายของคนไทยพบมีปริมาณการใช้ถึง 3,400 ตันต่อปี โดยเฉลี่ย 1 คนใช้ถ่านปีละ 4 ก้อน ซึ่งมีมูลค่าทางการตลาด 4,500 ล้านบาทต่อปี เมื่อใช้เสร็จจะนำไปฝังกลบรวมกับขยะชนิดอื่น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อมีปริมาณสะสมมาก มจธ.จึงทำการศึกษาวิจัยอิฐทางเดินแม่เหล็กไฟฟ้าและไม้นำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา ด้วยการนำผงถ่านอัลคาไลน์ที่ใช้แล้วมาสังเคราะห์เอาสารแม่เหล็ก หรือ เฟอร์โรแมกเนติก จากนั้นพบว่า ถ่านขนาด 2 เอ จำนวน 100 ก้อน จะได้สารแม่เหล็ก 1 กิโลกรัม

“เมื่อนำมาสังเคราะห์และผสมกับสีแล้วฉาบเป็นทางเดินแม่เหล็ก จะช่วยให้ผู้พิการที่ใช้ไม้นำทางติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสนามแม่เหล็ก มีสัญญาณเสียงและสั่น เพื่อนำทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน มจธ.ได้ทดลองติดตั้งทางเดินแม่เหล็กที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ และจะมีการศึกษาพัฒนาให้มีประสิทธิภาพต่อไป” ผศ.ธิดารัตน์ กล่าว

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ abrahamstent.org เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย มีหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอให้กรมประมงจัดสรรเพิ่มวันทำการประมง เนื่องจากขณะนี้ชาวประมงพาณิชย์บางส่วนมีการใช้วันทำการประมงที่ได้รับอนุญาตในรอบปีการประมง 2560 ระหว่าง 1 เม.ย. 2560 – 31 มี.ค. 2561 หมดแล้ว ขณะที่ยังเหลือระยะเวลาอีก 3 เดือนกว่าจะสิ้นสุดปีการทำประมงนี้ ส่งผลให้ชาวประมงได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากจะขาดรายได้และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน

กระทรวงเกษตรฯ จัดสรรเพิ่มวันทำการประมงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือชาวประมงเป็นการชั่วคราว โดยใช้วิธีการนำปริมาณสัตว์น้ำที่ได้จัดสรรให้กับเรือประมงไว้แล้วตามการประเมินค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (maximum sustainable yield: MSY) แต่ไม่ได้ถูกจับมาใช้ประโยชน์ ทำให้มีปริมาณสัตว์น้ำเหลือ จึงสามารถนำมาจัดสรรวันทำการประมงเพิ่มเติมภายในรอบระยะเวลาที่เหลืออยู่ของปีการทำประมง 2560 คือตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 มี.ค. 2561 เพื่อเพิ่มวันทำการประมงให้แก่ชาวประมงที่มีรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่มีวันทำประมงไม่เพียงพอ

โดยมีแนวทางในการจัดสรร ดังนี้ 1. ฝั่งอ่าวไทย เรือประมงอวนล้อม เรือประมงจับปลากะตัก สามารถทำการประมงได้ จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2561 ส่วนเรืออวนลากจะได้รับวันทำการประมงเพิ่มจากที่มีอยู่แล้วอีกลำละ 42 วัน เช่น ถ้ามีวันทำประมงเหลืออยู่ 10 จะได้รับวันทำประมงเพิ่มเป็น 52 วัน ขณะที่เรือที่หมดวันทำการประมงแล้วจะได้วันทำการประมง 42 วัน 2. ฝั่งอันดามัน เรือทั้งหมดสามารถออกทำการประมงได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2561

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า แนวทางในการเพิ่มวันทำการประมงนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งจะใช้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2561 เท่านั้น จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงทุกท่านในการร่วมกันบริหารจัดการวันทำการประมงโดยปฏิบัติตามระเบียบกฏหมายอย่างเคร่งครัด ถือเป็นการมอบของขวัญให้แก่ชาวประมงในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพ เชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ชาวประมงที่มีวันทำการประมงเหลือน้อยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งอันซีนน่าประทับใจ คือทุ่งคอสมอสรับลมหนาวแห่งใหม่แห่งเดียวใน จ.สิงห์บุรี โดยทุ่งคอสมอสนี้ ทางชมรมแม่ค้าวัดพิกุลทอง ได้ร่วมกันปลูกที่บริเวณด้านข้างองค์พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ และอยู่ด้านหน้าองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางน้ำ ประกอบกับช่วงนี้อากาศในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี กำลังเย็นแบบสบายๆ เมื่อดอกคอสมอสต้องลมหนาวจะพลิ้วไหวสวยงาม ทำให้มีนักท่องเที่ยวที่พาครอบครัวไปไหว้พระในวัดพิกุลทองเรียบร้อยแล้ว จะแวะมามาเที่ยวชม และถ่ายรูปกับดอกคอสมอส แล้วแชร์ภาพที่เซลฟี่ในโลกโซเชียลกันอย่างคึกคัก

กรรมการชมรมแม่ค้าวัดพิกุลทองคนหนึ่ง กล่าวว่า การปลูกดอกไม้ในพื้นที่นี้เป็นดำริของพระราชสุวัฒนาภรณ์ (ประจวบ สุธีโร) เจ้าอาวาส และรองเจ้าอาวาสทั้ง 4 ท่าน ที่อยากให้คณะกรรมการ และแม่ค้าพ่อค้าในวัดต่างรู้สึกรักในพื้นที่ที่อยู่ จึงทำให้คณะกรรมการฯ และพ่อค้าแม่ค้าในชมรมฯ ร่วมกันสร้างพื้นที่ที่เป็นดอกไม้นี้ขึ้นมา โดยใช้เงินที่เก็บจากร้านค้าแต่ละร้านเดือนละ 100 บาท นำมาวางระบบจัดการกับน้ำ เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ส่วนวัชพืชทั้งหลายได้ช่วยกันถอน เมื่อทุกคนรักกัน ความร่วมมือร่วมใจก็เกิดขึ้น จึงเกิดผืนแผ่นดินดอกไม้สวยงามนี้ขึ้นมา ซึ่งทางวัดพิกุลทองไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ ในเวลานี้วัดพิกุลทองมีคนมาทำบุญไหว้พระกันเยอะขึ้น และอยากประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้ติดตามกันว่าในพื้นที่แห่งนี้ในวัดพิกุลทอง จะมีทุ่งดอกไม้เวียนกันให้ชมใน 1 ปี มี 4 ทุ่ง ให้มาเปลี่ยนภาพบรรยากาศใหม่ๆ ใน จ.สิงห์บุรี ในช่วงปลายปีก็จะเป็นทุ่งทานตะวัน ส่วนในฤดูหนาวจะเป็นดอกไม้ฤดูหนาว ช่วงวาเลนไทน์จะเปลี่ยนเป็นทุ่งที่มีดอกสีแดงทั้งหมด ส่วนช่วงฤดูร้อนก็จะเป็นดอกไม้หลากสี