เกี๊ยวกรอบ 100 ปี เสาไห้ เปิดบริการทุกวัน ไม่มีวันหยุดยกเว้น

วันตรุษจีนและสารทจีนเท่านั้น ส่วนเวลาทองที่ผู้คนนิยมมาทานนั้นจะอยู่ในช่วงเวลา 11.00- 13.00 น. ส่วนร้านเปิดเวลา 10.00-15.00 น.

หากใครอยากลิ้มลอง ลองหาเวลาดูสักครั้งแล้วจะรู้ว่า กรอบ 100 ปีแบบไร้เทียมทานนั้น เป็นเช่นไร จังหวัดบึงกาฬได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ จังหวัดบึงกาฬขึ้น โดยมีนายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬเป็นประธานในการประชุม ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ เมื่อเร็วๆ นี้

การจัดประชุมในครั้งนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งคาดว่าจะมีการวางดอกไม้จันทน์จำนวน 210,500 ดอก โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติในการผลิต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ดอกไม้จันทน์สำหรับเป็นตัวแทนจังหวัดและอำเภอ จำนวน 878 ช่อ จัดส่งไปร่วมกับส่วนกลางที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และส่วนที่ 2 ดอกไม้จันทน์สำหรับประชาชนร่วมถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่

กระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนรับผิดชอบในการออกแบบและจัดทำดอกไม้จันทน์ของจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งสนับสนุนการฝึกสอนการทำดอกไม้จันทน์สำหรับประชาชน

ทั้งนี้ดอกไม้จันทน์ที่จัดไว้สำหรับเป็นตัวแทนจังหวัดและอำเภอ ได้กำหนดให้จังหวัดออกแบบและจัดทำดอกไม้จันทน์โดยมีต้นแบบเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดที่มีความเหมาะสม เช่น จังหวัดบึงกาฬใช้ดอกสิรินธรวัลลี กำหนดขนาดความกว้าง 21-24 ซม. และสูง 35-45 ซม. พร้อมป้ายชื่ออำเภอ/จังหวัด

เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติที่มีในพื้นที่ หรือวัสดุดัดแปลงตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เช่น เปลือกข้าวโพด ผักตบชวา ใบตองแห้ง ใบยางพารา หรือกระดาษสา ประกอบกับจังหวัดบึงกาฬมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านไร่ สามารถใช้ใบยางพาราในการผลิตดอกไม้จันทน์ได้ตามแบบที่ส่วนกลางกำหนด 7 แบบด้วยกัน คือ 1.ดอกดารารัตน์ 2.ดอกกุหลาบ 3.ดอกพุดตาน 4.ดอกลิลลี่ 5.ดอกกล้วยไม้ 6.ดอกชบาทิพย์ 7.ดอกชบาหนู และจะใช้ดอกไม้ประจำจังหวัดคือดอกสิรินธรวัลลีเป็นแบบในการผลิตดอกไม้จันทน์อีก 1 แบบ

พ.อ.ธวัชชัย ปัญญะวิก สัสดีจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า การนำใบยางพารามาแปรรูปทำดอกไม้จันทน์เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เกิดจากการประชุมที่จังหวัด ในที่ประชุมได้หารือกับทุกภาคส่วนของจังหวัดบึงกาฬถึงวัสดุจัดทำดอกไม้จันทน์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ถามว่าพอจะใช้ใบยางพาราที่มีอยู่ได้ไหม

“ผมชี้แจงกลับไปว่าใบยางพาราในสวนนั้นมีมาก สามารถตัดลงมาได้ หลังจากนั้นผมกลับไปที่สวนยาง เรียกประชุมลูกน้อง 30 ครอบครัวที่รับจ้างกรีดยาง บอกกับพวกเขาว่าทางจังหวัดบึงกาฬต้องการใบยางเพื่อนำไปจัดทำดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 พอวันรุ่งขึ้นทุกคนก็ลงมือดำเนินการ โดยกลุ่มหนึ่งตัดกิ่งใหญ่ๆ ของยางลงมาประมาณ 200-300 ต้น อีกกลุ่มหนึ่งเด็ดยอดละ 3 ใบ ใส่ถุงอย่างเดียว ทำอยู่ 2 วัน ได้ใบยางทั้งหมด 16 ถุงใหญ่”

พ.อ.ธวัชชัยกล่าวว่า เมื่อได้ใบยางมาได้นำไปแช่น้ำประมาณ 25 วัน และนัดกันไปล้างใบยาง ใช้คนประมาณ 100 คน ทั้งทหารกองหนุน ชาวบ้าน ข้าราชการสัสดีอำเภอและจังหวัดลงไปล้าง การล้างใบยางยากมาก เพราะต้องใช้แหล่งน้ำที่จะล้าง ถ้าน้ำไม่หมุน หรือน้ำไม่แรงพอ คลอโรฟิลล์ก็จะออกไม่หมด

แต่เราทำได้ภายในวันเดียว ล้างหมด 16 ถุงใหญ่

หลังจากนั้นนำใบยางทยอยมาคัดแยกส่วน เอาส่วนดีไปแช่ไฮเตอร์จากสีคล้ำๆ จะขาว พอแช่เสร็จ ใช้เวลาประมาณ 25-30 นาที นำขึ้นมาล้างน้ำ 3 น้ำ เพื่อล้างไฮเตอร์ออกให้หมดแล้วนำไปผึ่งแดดในที่ร่มให้แห้ง พอแห้งก็นำมาบรรจุถุง นับโดยการชั่ง 1 ถุง ขนาด 1 ขีดต่อใบยาง 2,000 ใบ 2 ขีด ต่อใบยาง 4,000 ใบ ทำได้ทั้งหมด 270,000 กว่าใบ
ต่อมาได้ส่งมอบให้กับ นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ส่งมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ เช่น พัฒนาชุมชน, พัฒนาฝีมือแรงงาน, การศึกษานอกโรงเรียน, เขตพื้นที่การศึกษา, ท้องถิ่นจังหวัด, หอการค้า, องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เพื่อนำไปทำดอกไม้จันทน์ร่วมกับวิทยากรต้นแบบ รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการจัดทำดอกไม้จันทน์ และให้ประชาชนจิตอาสาในแต่ละอำเภอใช้เวลาว่างในการจัดทำดอกไม้จันทน์ร่วมกัน

“แรงจูงใจในการทำใบยางครั้งนี้เกิดจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เราตั้งใจทำถวาย ชาวบ้านเองก็ร่วมบริจาคร่วมทำโดยไม่คิดค่าแรง ทำเพื่อถวายท่านทั้งหมด งานนี้

ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจให้กับชาวบ้าน” พ.อ.ธวัชชัยกล่าว และว่า การร่วมแรงร่วมใจกันครั้งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่ เราไม่ได้หวังอะไรเลย หวังว่าเราทำถวายพระองค์ ทำเพื่อนำไปให้ชาวบ้านใช้จัดทำดอกไม้จันทน์

นายพงษ์ศักดิ์ เหมะธุลิน รักษาราชการแทนพัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ ในนามตัวแทนที่รับผิดชอบเรื่องการจัดทำดอกไม้จันทน์ สรุปผลการจัดทำดอกไม้จันทน์จากประชาชนทุกภาคส่วนทั้ง 8 อำเภอแล้วจำนวน 350,175 ดอก และได้จัดพิธีนำดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัดและอำเภอมาประกอบพิธีอธิษฐานจิต และนำดอกไม้จันทน์ตัวแทนของจังหวัดส่งมอบให้กระทรวงมหาดไทยแล้ว เพื่อรวบรวมให้กรุงเทพมหานครนำไปถวายที่หอเปลื้องพระเมรุมาศในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

ด้าน นายพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวินิจฉัยให้รัฐบาลดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศจำลองทั่วประเทศ ด้วยทรงห่วงใยว่าประชาชนจำนวนมากจะไม่สามารถเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯได้ จึงมีพระราชประสงค์ให้ทุกคนมีโอกาสถวายความจงรักภักดีแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้ายอย่างทั่วถึง โดยทรงพระกรุณาให้จัดสร้างพระเมรุมาศจำลองรวมจำนวน 85 แห่ง ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาค จำนวน 76 จังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง

รวมทั้งจังหวัดบึงกาฬด้วย

จังหวัดบึงกาฬจัดทำซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ตามที่กรมศิลปากรออกแบบในทุกอำเภอทั้ง 8 อำเภอ ได้แก่ 1.อำเภอเมืองบึงกาฬร่วมกับจังหวัดบึงกาฬ จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 50,000 คน 2.อำเภอบุ่งคล้า จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดบึงสาราษฏร์ สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 7,000 คน 3.อำเภอบึงโขงหลง จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดสว่างวารี สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 18,700 คน 4.อำเภอเซกา จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดไตรภูมิ สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 43,100 คน

5.อำเภอพรเจริญ จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดป่าวิเวกธรรมคุณ สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 21,800 คน 6.อำเภอศรีวิไล จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดอรัญญวิเวก สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 20,000 คน 7.อำเภอโซ่พิสัย จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดสุวรรณาราม สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 36,200 คน และ 8.อำเภอปากคาด จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่บริเวณเมรุวัดโพธิ์ศรีสร้อย สามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 17,700 คน

ทั้งหมดกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

สำหรับชาวจังหวัดบึงกาฬสามารถร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ณ พื้นที่ซึ่งทางอำเภอกำหนดไว้ตามความสมัครใจ โดยอำเภอได้จัดทำแผนอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่จะมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

บึงกาฬ – นายขวัญประชา ระเริง นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ รักษาการแทนประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า รณรงค์ให้เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มาขายเป็นน้ำยางสดแทนการขายยางก้อนถ้วย เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ ซึ่งราคาน้ำยางสดมีราคาที่สูงกว่ายางก้อนถ้วยถึงเท่าตัว ที่สำคัญการรับซื้อผ่านกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเอง จะเชื่อใจกันได้เรื่องการโกงน้ำหนักและคุณภาพของน้ำยาง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีความยุติธรรม 100 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับกลุ่มชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางหนองหัวช้าง

ลงพื้นที่นี้เพื่อติดตามผลการดำเนินงานว่าที่ผ่านมาเกษตรกรได้รับประโยชน์จากการขายน้ำยางพาราสดจริงหรือไม่ พร้อมมาแนะนำวิธีการวัดค่าเปอร์เซ็นต์ น้ำยางพารา(DRC) ให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมให้คำปรึกษาและตอบปัญหาเรื่องการขายน้ำยางพาราสดด้วย
ด้าน นายโกสี คนเพียร ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ยางพารา กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำยางก้อนถ้วยมาขายน้ำยางสดนั้น เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

สุขภาพก็ดีขึ้นเพราะไม่ได้สูดดมหรือจับสารเคมี (น้ำกรด) เหมือนแต่ก่อน และเกษตรกรก็มีเงินสดใช้ทุกวันจากการขายน้ำยาง หรือจะสามารถรับเงินสดเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็ได้ตามความสะดวกของเกษตรกรเอง เกษตรกรที่นำน้ำยางมาขาย ก็เห็นถึงขบวนการการรับซื้อ การหาค่า (DRC) ด้วยตัวเอง ซึ่งก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรว่าไม่มีการโกงน้ำหนัก โก่งราคาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ จุดรับซื้อน้ำยางพาราสด บ้านโคกกระแซ หมู่ที่ 8 และ หมู่ที่ 12 ตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย เกษตรกรชาวสวนยางพาราร่วมกันจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ยางพารา เป็นจุดรวบรวมน้ำยางพาราสดก่อนส่งขายให้กับโรงงานรับซื้อน้ำยางพารา ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับค่าใช้น้ำจากแหล่งน้ำในกิจกรรม 3 ประเภท ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคท่องเที่ยว อาทิ รีสอร์ต โรงแรม สนามกอล์ฟ และภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ถูกพิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการฯ ประเด็นสำคัญคือ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้า สนช.เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ก่อนรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลใช้บังคับ ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ผ่านขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯจึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้ลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด กลุ่มกรรมการลุ่มน้ำ เกษตรกร ภาคประชาสังคม เบื้องต้นจำนวน 37 จังหวัดแล้ว

พล.อ. อกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนข่าวออกมาว่าจะมีการเก็บค่าภาษีน้ำกับเกษตรกรรายย่อยนั้น ขอชี้แจงว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อยุติและกฎหมายยังไม่ผ่านการพิจารณาของ สนช. ข่าวที่ออกมาแบบนี้ทำให้เกษตรกรเกิดความตื่นตระหนก ไม่เข้าใจว่าข่าวออกมาได้อย่างไร เอาเรื่องที่ สนช.ยังพิจารณาไม่เสร็จออกมาพูดก่อน ถือว่าไม่สมควร ขอประชาชนและเกษตรกรอย่าตื่นตระหนก นอกจากนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 73 ระบุว่าให้รัฐส่งเสริมการลดต้นทุนภาคเกษตร หากไปเก็บกับเกษตรกรรายย่อยก็ไม่ใช่เป็นการลดต้นทุน แต่จะเป็นการเพิ่มต้นทุน

“ขอยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนของประเทศได้ใช้น้ำอย่างเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคและเป็นธรรม หากอุตสาหกรรมรายใหญ่ใช้น้ำเยอะ แต่ไม่เก็บเพิ่มก็ไม่เป็นธรรมกับสังคม ส่วนเกษตรกรรายย่อยใช้น้ำไม่มาก แต่ไปเก็บเพิ่ม มันก็ไม่เป็นธรรม” พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นแล้ว ขีดความสามารถไทยเพิ่มขึ้น ก้าวไปสู่ยุคใหม่ไทยแลนด์ 4.0 แต่ปัจจุบันไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำสุดในอาเซียน ช่วงนี้เป็นไตรมาสสุดท้ายของปี รัฐบาลห่วงแต่ตัวเลขส่งออก ในขณะที่เศรษฐกิจระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังคงมีปัญหาปากท้องและตกอยู่ในภาวะลำบาก กลับไม่มีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ มีเพียงแต่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น การซื้ออาวุธ และการกู้เงินมาลงทุน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเพียงรอบเดียว ไม่ได้ช่วยปัญหาปากท้องประชาชน

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นประชาชน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจฐานรากเดือดร้อนฝืดเคืองจริงๆ หลักการบริหารประเทศต้องมองเห็นอนาคตที่สดใส แต่ดูเหมือนรัฐบาลมองเห็นแต่อนาคตที่มืดมน แถมรัฐบาลยังมีแนวคิดจะออกกฎหมายเก็บภาษีน้ำ ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกรจะกระทบขนาดไหน ลำพังไม่เสียค่าน้ำยังเดือดร้อน มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ยิ่งมาเพิ่มต้นทุนเรื่องน้ำยิ่งเดือดร้อนหนัก พท.จึงขอเรียกร้องรัฐบาลจะออกกฎหมายอะไรก็ให้นึกถึงเกษตรกรที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศด้วย และขอให้รัฐบาลเร่งคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้ง เพราะจากผลสำรวจของโพลหากการเลือกตั้งเลื่อนออกไปไม่เป็นไปตามโรดแมป จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยค่อนข้างมากถึงมากที่สุด จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการตามโรดแมปเพื่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะได้กลับคืนมา

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพผนึก สทท. จัดทำมาตรฐานอาชีพด้านการท่องเที่ยว ตอบรับนโยบายรัฐที่มุ่งผลักดันไทยเป็นฮับด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค หวังสนับสนุนความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ดร. นพดล ปิยะตระภูมิ รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. เปิดเผยว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เพื่อร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการต่อกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนามาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศไทย ในสาขาวิชาชีพ หรือสาขาอาชีพที่มีการตกลงร่วมกัน คือ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญโดยตรง

จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายจะแต่งตั้งผู้แทนของแต่ละฝ่ายในการประสานงาน หรือเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกันให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ และจะประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่ทำร่วมกันให้เป็นที่รับรู้และยอมรับของทุกภาคส่วนเป็นลำดับต่อไป

ด้าน นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ในฐานะที่สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีบทบาทในการเป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการประสานงานอย่างมีระบบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน ในการส่งเสริมให้มีระบบการรับรองคุณภาพ

ระบบมาตรฐาน และระบบประกันคุณภาพของธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้า หรือบริการสำหรับรองรับนักท่องเที่ยว และส่งเสริมผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ดำเนินการอย่างมีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณ เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีการพัฒนาก้าวหน้า อันจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงและเป็นอีกหนทางหนึ่งในการพัฒนาและสนับสนุนบุคลากรในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเทียบเท่ากับระดับอาเซียนและก้าวสู่ระดับสากลในอนาคต

อนึ่ง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ โดยการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มวิชาชีพในการจัดทำมาตรฐานอาชีพและมีอำนาจหน้าที่ในการรับรององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ รวมถึงมีอำนาจหน้าที่ในการให้ประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพและหนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพแก่บุคคลที่ผ่านการประเมินสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพในสาขาวิชาชีพที่สถาบันกำหนด

สุพรรณบุรี – นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ. สุพรรณบุรี พร้อม นายวิทยา บุณยพัชรินทร์ ผู้ประสานงาน อบจ.ร่วมกับชมรมอนุรักษ์ไก่พื้นบ้าน แถลงข่าวงานการประกวดไก่พันธุ์พื้นบ้านชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2560 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม ภายในลานพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไก่ไทย และส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่พันธุ์ไทยสวยงาม ผู้ชนะเลิศประเภทต่างๆ จะได้รับถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินรางวัลรวมกว่าหนึ่งแสนบาท ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดที่

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กล่าวว่า ตามที่ นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้ สกศ.เป็นเจ้าภาพศึกษาและพัฒนาแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัย อายุ 3 ขวบ ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ว่าต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาเด็กเล็กนั้น ตนและคณะทำงานได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อจัดเก็บข้อมูลการจัดการศึกษาปฐมวัยจากผู้บริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน ในพื้นที่การดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุดรธานี เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่าจุดเด่นของ อปท.มีความพร้อมในเรื่องอาคารสถานที่ ครูผู้สอน อาหารโภชนาการ ขณะที่โรงเรียนของรัฐมีปัญหาเรื่องครูผู้สอนที่มีจำนวนน้อย ส่วนโรงเรียนเอกชนภาพรวมไม่มีปัญหา เพราะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมาย

จากการลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. จังหวัดเพชรบุรี ยังรับทราบข้อเสนอกฎหมายเปิดช่องให้ร่วมกันจัดการศึกษาได้ในส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีจำนวนเด็กน้อยแต่อยู่ใกล้กัน ขณะที่ จังหวัดอุดรธานี มีข้อเสนอให้จัดการศึกษาเด็กเล็กร่วมกับโรงเรียนรัฐ เนื่องจาก อปท.มีความพร้อมในเรื่องงบประมาณ แต่ขาดความพร้อมในด้านสถานที่ ขณะที่โรงเรียนรัฐมีความพร้อมด้านสถานที่ ก็อาจให้ใช้สนามเด็กเล่นรวมกันได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมพลัง ประหยัดงบประมาณ และใช้ทรัพยากรร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะศึกษานิเทศก์และผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่ง สกศ.จะนำข้อมูลต่างๆ มาสังเคราะห์และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ในส่วนของมาตรฐานการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นขณะนี้คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติได้พัฒนามาตรฐานขึ้นมาเป็น 3 กลุ่มมาตรฐาน 53 ตัวชี้วัด ซึ่งจะมีการพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ผศ.ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวในโอกาสครบ 19 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย ว่า มฟล.เป็นมหาวิทยาลัยขนาดกลางที่มีคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ในระดับสากล มีความเป็นเลิศในศิลปะ และวิทยาการสาขาต่างๆ เป็นแหล่งผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศและ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งเป็นแหล่งสร้างสมและพัฒนาองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ควบคู่ไปกับการนำองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัย ออกไปสู่การประยุกต์ใช้ในสังคมและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ในขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมหาวิทยาลัย แห่งนี้ได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 ได้มีการผลักดันให้มหาวิทยาลัยก้าวเดินไปสู่ความยอมรับของสังคมและนานาประเทศ สามารถผลิตบัณฑิตคุณภาพออกไปรับใช้สังคมแล้วกว่า 20,000 คน ที่กระจายอยู่ในทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“มฟล.จึงมีความพร้อมในทุกด้านที่จะร่วมมือพัฒนาประเทศ โดยการพัฒนาและวางหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตลาดงาน เน้นพัฒนาภาษาต่างประเทศ รวมถึงการเตรียมนักศึกษาให้พร้อม ไม่เฉพาะเพื่อท้องถิ่น หรือในประเทศเท่านั้น เพื่อให้มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองและเรียนรู้ตลอดชีวิต และยังให้ความสำคัญ กับคำว่าโอกาส ที่เป็นเจตนารมณ์เดิมว่า จะไม่มีนักศึกษาคนใดที่ เรียนได้ ต้องออกจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพราะความยากจน โดยพร้อมที่จะจัดหาทุนการศึกษาเข้ามาสนับสนุน” อธิการบดี มฟล. กล่าว

โครงการความร่วมมืออาเซียน – เยอรมันด้านอาหารและการเกษตรนำเสนอหลักการระบบอาหาร-เกษตรอย่างยั่งยืนในอาเซียน ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรในอาเซียนจำนวนกว่า 125,000 ราย เป็นมูลค่าถึง 98 ล้านยูโร (เทียบเท่าประมาณ 3,800 ล้านบาท) ในระยะเวลา 4 ปีของการทำโครงการ ผ่านนิทรรศการการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ที่จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 นี้ จัดขึ้นในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 300 ท่านจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วม เพื่อร่วมหารือในระดับภูมิภาคให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียน และเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค พร้อมทั้งร่วมสร้างจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ

โดยโครงการความร่วมมืออาเซียน mo-rpg.com เยอรมันได้นำเสนอ 4 หลักการในนิทรรศการ “แนวทางระบบอาหาร-เกษตรยั่งยืน สู่ความมั่นคงด้านอาหารและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดังนี้ 1) ผู้มีส่วนร่วมในทุกระดับต้องทำความเข้าใจและนำนโยบายด้านระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนไปปฎิบัติและทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม 2) การกำหนดบทบาทและความร่วมมือของแต่ละภาคส่วนในห่วงโซ่มูลค่า (ภาครัฐ เอกชน และผู้ผลิต) และนำจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาเสริมซึ่งกันและกัน 3) การให้ความสำคัญและดึงเกษตรกรรายย่อยให้มีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าเพื่อสร้างความยั่งยืน และ 4) การพัฒนาผู้นำและสร้างศักยภาพของตัวบุคคลเพื่อนำไปพัฒนาภาคส่วน (หรือองค์การของตน) และสังคมในระดับต่อๆไป ซึ่งเหล่านี้เป็นหลักการจากการทำงานร่วมมือระหว่างอาเซียน – เยอรมันผ่านโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (ASEAN Sustainable Agirfood Systems: ASEAN SAS) ที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557-2560

โครงการ ASEAN SAS เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมอาเซียน-เยอรมันด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการเกษตรและป่าไม้ (GAP-CC) ดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และพันธมิตรในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนเริ่มแรกจากรัฐบาลเยอรมัน จำนวน15 ล้านยูโร (เทียบเท่าประมาณ 580 ล้านบาท) และจากหุ้นส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เสริมขึ้นมาอีก 15 ล้านยูโร ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรจำนวน 125,000 รายในอาเซียน สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 98 ล้านยูโร (เทียบเท่าประมาณ 3,800 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 4 ปี

นางคลาวเดีย เอบาค อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายอาหารและการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายอันใหญ่หลวงในภาคการเกษตรและอาหาร เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ในราคาที่เหมาะสม ถูกสุขอนามัย และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด

นางคลาวเดีย เอบาค กล่าวเสริมว่าโครงการระบบอาหาร-เกษตรแบบยั่งยืนแห่งอาเซียน (ASEAN SAS) ได้ดำเนินการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนมาถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างอาเซียนและประเทศเยอรมันจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนให้เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้จำหน่ายมีมาตรฐานคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และยั่งยืนขึ้น ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตรให้มากขึ้นด้วย

ดร. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าความร่วมมืออาเซียน-เยอรมัน ทางด้านการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการเกษตรในการพัฒนาระบบการผลิต