เข้าฤดูฝนปลูกพริก โหระพา พริกที่ปลูกเป็นพริกขี้หนูพันธุ์ซุป

ลำต้นสูง 70-80 เซนติเมตร ลำต้นแข็งแรง แตกแขนงกิ่งมาก มีทรงพุ่มกว้างปานกลาง ติดผลดกมาก ผลชูเหนือทรงพุ่ม ผลดิบสีเขียวถึงสีเขียวเข้ม เมื่อผลสุกเป็นสีแดงสด ผลยาว 5-7 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 80-90 วัน หลังจากย้ายกล้า ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของแม่ค้าอย่างมาก

กุยช่าย ผักที่ทำรายได้งามอีกชนิดหนึ่ง เป็นพันธุ์ที่ได้มาจากสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย มีลำต้นยาวและอวบอ้วน ปกติกุยช่ายที่มีลำต้นใหญ่มักเป็นกุยช่ายอายุมากจะแข็งเหนียวและมีกลิ่นฉุน กุยช่ายจากสวรรคโลกมีลำต้นใหญ่ก็จริง แต่ไม่แข็ง ลำต้นนิ่ม เคี้ยวง่าย และไม่ค่อยมีกลิ่นฉุน เมื่อรับประทานสดหรือทำสุก หลังจากปลูก 2 เดือน ตัดต้นได้และตัดทุก 15 วัน เป็นที่ต้องการของแม่ค้าขายขนมกุยช่าย แต่ผลิตให้ได้น้อย เพราะปลูกไว้เพียง 2 แปลง ก็ปลูกมันเทศสายพันธุ์ใหม่จากญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา และตอนนี้กำลังขยายพันธุ์มะอึกไร้หนาม

รายได้จากการปลูกผัก ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็ไม่ขัดสนนัก ซึ่งเขาก็ได้ทำบัญชีเก็บไว้จนพบว่า แต่ละเดือนจะมีรายได้ไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและฤดูกาล บางเดือนได้รับ 6,000 กว่าบาท แต่บางเดือนได้แค่ 2,000 บาท เป็นรายได้ที่พอเพียงและพอใจ นอกจากนั้น เขายังทำนาข้าวอีก 2 ไร่ อีกทั้งเมื่อมีเวลาว่างก็เขียนป้ายต่างๆ ตามแต่ชาวบ้านจะจ้างวาน เนื่องจากมีความสามารถในด้านการเขียนป้ายมาก่อน

ด้านชีวิตครอบครัว คุณสอาดแต่งงานกับสาวบ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง แล้วตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 คุณสอาดเป็นคนอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง มีลูกสาวคนเดียว เรียนเก่ง ลูกสาวจบปริญญาตรี อุตสาหกรรมเกษตร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จบปริญญาโทวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบัน กำลังศึกษาปริญญาเอกที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 ปี ทั้งปริญญาโทและเอกได้รับทุนจากประเทศญี่ปุ่น

คุณสอาด มีปัญหาด้านสุขภาพ เข้ารับการผ่าตัด 2 ครั้ง เพราะเส้นเลือดหัวใจตีบ 5 เส้น จึงเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) เมื่อปี พ.ศ. 2555 ในวัย 54 ปี ในตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลำปาง

ทุกวันนี้ คุณสอาด คำทราย ดำรงชีวิตด้วยวิถีเกษตรพอเพียง เป็นแบบอย่างให้กับคนในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งศึกษาให้กับผู้ต้องการเรียนรู้เกษตรกรผู้ทำนาปลูกข้าวหลายรายในจังหวัดนครราชสีมา กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนจากพายุดีเปรสชั่น ทำให้มีฝนตกและลมกระโชกแรงในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาบางส่วน อย่างในเขตพื้นที่ อ.จักราช จ.นครราชสีมา ต้นข้าวที่กำลังออกรวงใกล้ได้เก็บเกี่ยวถูกลมฝนกระโชกแรง ส่งผลให้ต้นข้าวล้มทับกัน เมล็ดข้าวร่วงหล่นเสียหาย บางพื้นที่รวงข้าวได้ร่วงหล่นจมน้ำ เป็นความเสียหายหนัก อีกทั้งในช่วงนี้เกษตรกรยังประสบกับปัญหาโรคใบข้าวไหม้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งโรคใบข้าวไหม้นี้จะทำให้เมล็ดข้าวเล็กลีบลง ขายไม่ได้ราคา เป็นที่น่าหนักใจของเกษตรกร

โดย นายสนั่น บุญพิมาย อายุ 71 ปี ชาวนาตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช กล่าวว่า ปีนี้ลงทุนปลูกข้าวหอมมะลิ เป็นจำนวน 63 ไร่ ต้องมาประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้ลดน้อยลง บางไร่ข้าวต้องยืนต้นตาย แต่ยังมีผลผลิตข้าวบางส่วนที่สามารถเก็บเกี่ยวมาขายได้ ซึ่งช่วงนี้ข้าวกำลังขายได้ราคาดี อีกไม่นานจะเก็บเกี่ยวก็ต้องมาโดนลมฝนกระโชกแรง พัดจนข้าวที่กำลังออกรวงร่วงหล่น ต้นข้าวบางส่วนล้มทับกัน โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ได้ประสบปัญหากับโรคใบข้าวไหม้ระบาดอยู่ก่อนแล้ว ผลผลิตเมล็ดข้าวที่ได้ในปีนี้จะเล็ก ลีบ ไม่สวยเหมือนเมล็ดข้าวหอมมะลิปกติ จึงหวังว่าเมื่อเก็บเกี่ยวได้จะนำไปขายเพื่อเป็นทุนในการทำนาปีต่อไป แต่ตอนนี้ผลผลิตส่วนใหญ่ก็ได้เสียหายไปแล้ว จึงอยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีชาวนาที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้เป็นจำนวนมาก

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรเร่งสำรวจต้นมันสำปะหลังที่มีอาการคล้ายโรคใบด่าง ก่อนแมลงหวี่ขาวยาสูบพาหะนำโรคขยายพันธุ์ช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่ตุลาคม – พฤศจิกายน นี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งมีพื้นที่ระบาดอยู่ใกล้ชายแดนไทย ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่ จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร เร่งสำรวจต้นที่แสดงอาการคล้ายโรคดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลง มันสำปะหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังบริเวณใกล้ชายแดนกัมพูชา

หากพบมันสำปะหลังแสดงอาการใกล้เคียงโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้าน เพื่อเข้าไปสังเกตต้นมันสำปะหลังดังกล่าวทันที และเก็บตัวอย่างต้องสงสัยส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ หากมีความเสี่ยงจะเร่งทำลายด้วยการฝังกลบใต้ดินลึกประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังมันสำปะหลังต้นอื่น นอกจากนี้ กรณีพบแมลงหวี่ขาวยาสูบอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังกลบต้น ที่แสดงอาการแล้ว ให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเพื่อตัดวงจรพาหะนำโรค และสำรวจเพิ่มเติมในบริเวณ ที่ห่างจากจุดพบอาการต้องสงสัยออกไปในรัศมี 5 กิโลเมตร

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะของโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีลำหัวสีเหลืองอ่อน ปีกสีขาว ขนาดตัวเล็ก 1 มิลลิเมตร สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว (ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน) กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นมันสำปะหลังและแมลงหวี่ขาวยาสูบโดยเฉพาะในช่วงนี้ โดยแนะนำให้ทำความสะอาดแปลงปลูกมันสำปะหลังไม่ให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยที่อาจเป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น มันฝรั่ง กะเพราะ โหระพา พริก และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของไวรัส สาเหตุโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ละหุ่ง สบู่ดำ ยาสูบ ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังด้วย

นอกจากนี้ การฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายโรคใบด่าง เป็นวิธีหยุดการแพร่กระจายของโรคที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการเผาทำลาย เนื่องจากการเผาอาจหลงเหลือชิ้นส่วนของต้นมันสำปะหลังที่ยังสดอยู่ทำให้แมลงหวี่ขาวยาสูบอาจเข้าดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนนี้แล้วแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่อไป ประกอบกับหากมีความชื้นเหมาะสม ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เผาทำลายไม่หมดอาจแตกเป็นต้นอ่อนที่แสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายโรคต่อไปได้

นายอีลอย คาสติลโล เอ็คคลา (Engr. Eloy Castillo Eclar) นายกเทศมนตรี เมืองเฮโรนา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เป็นประธานเปิด “โครงการสนับสนุนด้านการแพทย์และทันตกรรม : Medical and Dental Mission” ปีที่ 2 ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร คอร์ปอร์เรชั่น ฟิลิปปินส์ (ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์) ริเริ่มดำเนินการกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

โดยร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่น เทศบาลเมืองเฮโรนา ผู้นำหมู่บ้าน หน่วยแพทย์ ทหาร และตำรวจ พร้อมสนับสนุนด้านยา เวชภัณฑ์ การตรวจสุขภาพและทันตกรรม แก่ชาวชุมชนในบริเวณที่ตั้งของโรงงานซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) ซีพีเอฟ และ นายสกล ชีวะโกเศรษฐ รองประธานกรรมการ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมสัตว์บก ซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาร่วมโครงการฯ ณ หมู่บ้านพลาสตาโด (Barangay Plastado) เมืองเฮโรนา (Gerona)

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบ 51 ปี พร้อมร่วมบริจาคเงินสมทบทุนให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ โดยมี นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้การต้อนรับ ณ กรมส่งเสริมการเกษตร กรุงเทพมหานคร

รมช. เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนา กรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบปีที่ 51 พร้อมมอบนโยบายแก่ข้าราชการ และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2561

วันที่ 21 ตุลาคม 2561 นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนา กรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบปีที่ 51 โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อ่านสารจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวอวยพรในวันครบรอบของกรมส่งเสริมการเกษตร และขอบคุณข้าราชการ ตลอดจนบุคลากรทุกคนที่ร่วมทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรมาตลอดทั้งปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรถือเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงและได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกร ซึ่งพันธกิจของกรมต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามายกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของประเทศ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดจัดกิจกรรมต่างๆ ในงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ครบรอบปีที่ 51 ประกอบด้วย พิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงท้าวมหาพรหมและศาลพระภูมิในช่วงเช้าพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์พิเศษทำนอง สิงคาลวณิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนแรก การมอบนโยบายแก่ข้าราชการโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานต่างๆ ร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบเงินบริจาคแก่โรงพยาบาลสงฆ์ และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้บุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2561

ด้าน นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในวาระครบรอบปีที่ 51 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2561 เพื่อสนับสนุนการสร้างนักส่งเสริมการเกษตรให้สามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตร โดยแบ่งการคัดเลือก เป็น 2 กลุ่ม 7 ประเภท ดังนี้

กลุ่มบุคคลดีเด่น คัดเลือกจากบุคคลที่มีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ เคารพกฎหมาย มีการประสานสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน มีความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม รับผิดชอบต่อหน้าที่และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย มีทัศนคติในการทำงานที่ดี มีผลงานเป็นที่ยอมรับ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประชาชน ทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ เกษตรตำบลดีเด่น รางวัลชนะเลิศ นายชัยยุทธ พุทธิจุน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร เกษตรอำเภอดีเด่น

รางวัลชนะเลิศ นายวีระ สมัตถะ เกษตรอำเภอ (นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ) สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น นักส่งเสริมการเกษตรระดับจังหวัดดีเด่น รางวัลชนะเลิศ นางสาวจันทราพร ประธาน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี นักส่งเสริมการเกษตรส่วนกลางดีเด่น รางวัลชนะเลิศ นายกวี ลิ่มอุสันโน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานสนับสนุนดีเด่น รางวัลชนะเลิศ นางพนิดา อุ่นกันทา เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีชำนาญงาน ฝ่ายบริหารทั่วไป สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย

กลุ่มหน่วยงานดีเด่น คัดเลือกจากหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการสำนักงานที่ดี ทั้งตัวอาคาร สภาพแวดล้อม อุปกรณ์เครื่องมือมีความพร้อมในการให้บริการประชาชน รวมถึงพัฒนาองค์กรเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมด 2 ประเภท ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการดีเด่น รางวัลชนะเลิศ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดจันทบุรี

ศธ.​ จับมือ CP ALL ร่วมผลิต “บัณฑิตพรีเมียม” ในสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ตอบโจทย์ความต้องการสถานประกอบการศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมผลิตบัณฑิตพรีเมี่ยม” เมื่อวันศุก​ร์ที่ 19 ตุลาคม 2561 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

กรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หันมาปลูกพืชไร่หรือพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งแทนการปลูกข้าวนาปรัง ชี้ปลูกง่าย ราคาดี มีการสนับสนุนช่วยเหลือจากภาครัฐตลอดกระบวนการผลิต

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งนี้ ขอเชิญชวนเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าว หันมาปลูกพืชไร่หรือพืชใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว ฯลฯ แทนการปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากในปีนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนเพื่อการเกษตรน้อยกว่าปีที่แล้ว ทำให้ต้องจำกัดพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรได้รณรงค์ให้ปลูกพืชฤดูแล้งเสมอมา พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ สู่เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชฤดูแล้ง อาทิ โครงการศูนย์ผลิตพันธุ์พืชชุมชน ซึ่งสนับสนุนการปลูกตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง เพื่อถ่ายทอดความรู้และควบคุมการผลิตให้ได้เมล็ดพันธุ์พืชที่ดี และให้เกษตรกรมีโอกาสได้ใช้พืชพันธุ์ดีในการเพาะปลูกอย่างเพียงพอต่อความต้องการ รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ในกระบวนการผลิตสู่เกษตรกร จนทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้นในทุกๆ ปี อีกทั้งยังเน้นย้ำให้เกษตรกรปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ (Zoning by Agrimap) ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ผลผลิตดีและมีตลาดรองรับ จึงส่งผลให้สินค้าเกษตรมีราคาดี

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเปิดเผยข้อมูลสถิติราคาพืชฤดูแล้งระบุว่า ราคาเฉลี่ยของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงฤดูแล้งปีการผลิตปี 2560/61 สูงกว่า ปี 2559/2560 (ความชื้น 14.5%) คือ มีนาคม-พฤษภาคม 2560 กิโลกรัมละ 6.14 บาท เป็นมีนาคม-พฤษภาคม 2561 กิโลกรัมละ 8.42 บาท ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของพืชตระกูลถั่วช่วงฤดูแล้งปีการผลิตปี 2560/61 กับ ปี 2559/2560 มีราคาใกล้เคียงกัน โดยถั่วเหลืองรุ่น 2 ราคากิโลกรัมละประมาณ 16 – 17 บาท ถั่วเขียวรุ่น 2 ราคากิโลกรัมละประมาณ 21-22 บาท และถั่วลิสง ราคากิโลกรัมละประมาณ 45-46 บาท

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวนาปรัง โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พร้อมแนะเกษตรกรเลือกปลูกพืชให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้บูรณาการกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยได้จัดประชุมคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และร่วมจัดทำข้อมูลแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง รวมทั้งนโยบายและมาตรการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในฤดูกาลที่จะถึงนี้ พร้อมกับเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ซึ่งสอดคล้องกับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2562 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าสถิติราคาและผลตอบแทนผลผลิตในช่วงฤดูแล้งปีที่ผ่านมา (ก.พ. – พ.ค.) พบว่าพืชใช้น้ำน้อย ได้แก่ พืชไร่ พืชผัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ดังนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 8.42 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้ 8,445 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 2,649 บาทต่อไร่ ข้าวโพดหวานทั้งเปลือก (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 7.21 รายได้ 15,652 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 8,791 บาทต่อไร่ ข้าวโพดฝักอ่อน (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 17.98 บาทต่อกิโลกรัม รายได้ 16,464 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 11,080 บาทต่อไร่ ขณะที่ ข้าวนาปรัง (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 7,830 ต่อตัน รายได้ 5,293 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 398 บาทต่อไร่

จะเห็นได้ว่าพืชไร่ พืชผัก ดังกล่าว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรังเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชไร่ พืชผัก ใช้น้ำน้อย ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา จะมีผู้รับซื้อโดยสหกรณ์ในพื้นที่และสมาคมอาหารสัตว์ และยังมีการประกันราคารับซื้อด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมวางแผนการผลิตในเขตพื้นที่ชลประทานที่ใช้น้ำในคลองส่งน้ำเดียวกัน

โดยการทำแผนร่วมกันปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันตลอดแนวคลองส่งน้ำ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำให้พืชดังกล่าวได้รับน้ำพอดีกับความต้องการ ซึ่งการปลูกเป็นพื้นที่ผืนเดียวกันตลอดแนวคลองส่งน้ำยังช่วยให้เป็นแหล่งที่มีผลผลิตที่ง่ายต่อการรับซื้อของตลาด สุดท้ายแล้วจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทั้งนี้สามารถขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน

ถั่วพู เป็นหนึ่งในผักขายดี ที่คนไทยนิยมบริโภค การซื้อขายถั่วพูในท้องตลาด มีภาวะราคาขาขึ้นขาลงเหมือนกับพืชชนิดอื่น ๆ ในช่วงฤดู ราคาซื้อขายในท้องตลาดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ผลผลิตถั่วพูนอกฤดู เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี กว่าร้อยบาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายปลีกในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 140-160 บาทต่อกิโลกรัม

การทำสวนถั่วพูนอกฤดู ทำได้ไม่ยาก แนะนำให้เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม ไปจนถึงเดือนมีนาคม สามารถเก็บเกี่ยวถั่วพูนอกฤดูออกขายได้ในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี หลังจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จะมีผลผลิตถั่วพูเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก ราคาขายจะปรับตัวลดลงประมาณ 50-55 บาทต่อกิโลกรัม

การปลูกถั่วพูนอกฤดู

การปลูกถั่วพูนอกฤดู เริ่มจากเตรียมแปลงปลูกให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จึงค่อยเมล็ดพันธุ์ถั่วพู โดยนำเมล็ดถั่วพูไปแช่น้ำนาน 1 คืน นำขึ้นมาใส่ในถุงผ้าและรดน้ำให้ชุ่ม หมักทิ้งไว้สัก 2 คืน พอเมล็ดถั่วพูแตกรากก็นำมาใส่ถุงเพาะชำอีกประมาณ 3-4 วัน หรือจะนำไปเพาะในแปลงปลูกเลยก็ได้ แต่ควรหยอดหลุมละ 2 เมล็ด ในระยะห่างประมาณ 1.40 เมตร จากนั้นก็ให้เตรียมหลักสำหรับปักให้ต้นถั่วพูเลื้อยขึ้นไปทำเป็นค้าง หลักที่นิยมนำมาใช้ก็คือ ต้นกระถิน หรือ ลำไม้ไผ่

เมล็ดพันธุ์ถั่วพูคุณภาพดี ที่มีขายในท้องตลาด มีราคาจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 500-600 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น เกษตรกรหลายรายจึงนิยมเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงเก่ามาปลูกใหม่เพื่อประหยัดต้นทุน สำหรับเมล็ดพันธุ์ถั่วพูที่ใช้ปลูกทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นถั่วพูพันธุ์พื้นบ้าน ที่เรียกกันว่า พันธุ์ผักบุ้ง ซึ่งมีอัตราการงอกที่ดี 100% เต็ม ซึ่งถั่วพูพันธุ์ผักบุ้งมีทั้งสายพันธุ์เถาดำและพันธุ์เถาขาว

เมื่อเมล็ดถั่วพูที่เพาะไว้ เริ่มเติบโตเป็นต้นกล้า และแตกใบแล้ว ให้นำเถาไม้เลื้อยจับยอดต้นถั่วพูพันเสาหลัก ต้นถั่วพูจะเจริญเติบโตเร็วมาก ผ่านพ้นช่วงระยะเวลา 3 เดือน ขึ้นไป ต้นถั่วพูก็จะเริ่มติดดอกบานและติดลูก ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ให้รดน้ำทุกวัน

การเก็บเกี่ยว

เมื่อถึงระยะที่ต้นถั่วพูติดลูกแล้วเกษตรกรก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปขายตลาดได้วันเว้นวัน และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 3 เดือน การเก็บถั่วพู ไม่ยุ่งยากอะไร แค่เด็ดถั่วพูที่มีสภาพฝักสมบูรณ์ เมล็ดไม่ลีบก็ใช้ได้แล้ว ควรเก็บเกี่ยวถั่วพู ตั้งแต่ 06.00-10.00 น. เพราะ หากเก็บถั่วพูช่วงสายกว่านี้ ถั่วจะมีสีดำ เพราะแดดแรง

การปลูกต้นถั่วพู ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง คนรักผักจึงสามารถบริโภคถั่วพูได้อย่างสบายใจได้เต็มที่ว่า ไม่เสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างในถั่วพู ปัญหาที่พบในการปลูกถั่วพูก็คือ โรคถั่วพูดำ และโรคเหี่ยว หากเกษตรกรปล่อยถั่วพูไว้ไม่เก็บ ถั่วพูก็จะเหี่ยวและดำภายใน 3-4 วัน

ฝนชุก อากาศชื้นในช่วงระยะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกหน้าวัว กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีรับมือโรคเน่าดำที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอร่า (Phytophthora parasitica) ให้เกษตรกรผู้ปลูกหน้าวัวเฝ้าระวังการเกิดโรค เพราะสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของหน้าวัว มักพบแสดงอาการเริ่มแรกบนใบมีแผล ฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลามรวดเร็วเป็นแผลไหม้สีน้ำตาล แผลมีรูปร่างไม่แน่นอน และอาจพบอาการที่บนดอก ก้านดอก และหน่อ

เชื้อราไฟทอปธอร่าสามารถเข้าทำลายที่รากและโคนต้น จะพบโคนต้นมีแผลช้ำ สีน้ำตาล ต่อมาขยายลุกลามไปที่ก้านใบและใบ ทำให้ก้านใบและใบเน่าหลุดจากต้นได้ง่าย รากเน่ามีสีดำ