เครื่องอบแห้งระบบพาด้วยความร้อนแบบบังคับ ของ ม.แม่โจ้

เครื่องอบแห้งผลผลิตทางการเกษตร ที่เราได้พบเห็นมีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งที่ใช้พลังงานไฟฟ้า พลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานจากแก๊สหุงต้ม แต่ทุกๆ รูปแบบได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ดังเช่นที่นำมาแสดงในงาน “เกษตรแม่โจ้ 85 ปี ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” ครั้งที่ผ่านมา

ผศ.ดร. ฤทธิชัย อัศวราชันย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการอบแห้ง คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้รายละเอียดว่า ตนเองได้รับทุนวิจัย ประเภททุนอุดหนุนการวิจัย ปี 2556 เรื่องเกษตรพื้นที่สูง จึงได้ร่วมมือกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง้ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ในการปลูกดอกคาโมมายล์ ดอกเก๊กฮวย และดอกเบญจมาศ จึงเกิดแนวคิดว่าควรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในเชิงพาณิชย์ ทั้งในรูปแบบของการพัฒนาผลผลิต และเป็นโอกาสการขยายการตลาด

ประกอบกับโรงอบแห้งและเครื่องอบแห้งที่ใช้อยู่มีสภาพทรุดโทรม เครื่องอบแห้งมีประสิทธิภาพต่ำ และมีจำนวนไม่เพียงพอกับผลผลิตที่ได้รับ ทำให้เกิดการสูญเสียดอกสดที่อบแห้งไม่ทันเป็นจำนวนมาก ทีมงานวิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะปรับปรุงกระบวนการอบแห้ง โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ การปรับปรุงโรงอบและเครื่องอบแห้งให้เป็นไปตามมาตรฐานวิสาหกิจชุมชน จากที่เคยเป็นโรงงานแบบเปิด ตั้งบนพื้นดิน ทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อน ให้กลายเป็นโรงอบแบบปิด พื้นเป็นคอนกรีต ในพื้นที่ 250 ตารางเมตร

จากนั้นจึงเริ่มศึกษาวิจัยกรรมวิธีการอบแห้งจากแบบเดิม เป็นการปรับปรุงเครื่องอบแห้ง ได้รับการพัฒนามาเป็นแบบระบบการพาความร้อนแบบบังคับ เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมและเปรียบเทียบประสิทธิภาพ เปรียบเทียบกับการอบแห้งกับเตาอบแห้งแบบดั้งเดิม ผลจากการศึกษาพบว่า การอบแห้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ที่อัตราการไหลเวียนของอากาศ 0.012 กิโลกรัม อากาศแห้งต่อวินาที โดยมีชั้นความหนาของดอกคาโมมายล์ 10 มิลลิเมตร เป็นภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งต่อการรักษาคุณภาพ ทั้งคุณภาพทางกายภาพและด้านเคมีของผลิตภัณฑ์อบแห้ง ที่ความชื้นสุดท้าย ร้อยละ 7.0 ของน้ำหนักแห้ง พบว่ามีอายุการเก็บรักษาดอกคาโมมายล์เป็นเวลา 348 วัน ดอกเก๊กฮวย 280 วัน

เครื่องอบแห้งระบบพาด้วยความร้อนแบบบังคับ จะทำเป็นตู้อบทรงสี่เหลี่ยม ผนังทั้งสี่ด้านเป็นแผ่นสแตนเลส ด้านในจะทำเป็นตะแกรงเพื่อวางผลผลิตทางการเกษตร จำนวนชั้นแล้วแต่ต้องการ ชนิดและขนาดของผลผลิตที่ต้องการใช้อบแห้ง ชุดตะแกรงนี้สามารถหมุนได้ตามกระแสความร้อนที่ส่งผ่านจากภายนอกตู้ ระบบการบังคับจะติดตั้งด้านนอก สามารถบังคับความร้อนเข้าไปสู่ภายในได้ตามต้องการ สำหรับท่านที่สนใจระบบการอบแห้งแบบนี้ สามารถนำไปดัดแปลงไปใช้กับพืชอื่นๆ ได้

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งโดยพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อสืบสานงานด้านหม่อนไหมของประเทศไทยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังได้เข้าไปร่วมสืบสานพระราชปณิธานงานในโครงการพระราชดำริต่างๆ รวมถึงในพื้นที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ลดการบุกรุกทำลายป่า ลดการใช้สารเคมี รักษาสภาพแวดล้อมแหล่งต้นน้ำลำธาร ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อีกทั้งยังสามารถเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้อีกด้วย

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ได้ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิตการปลูกหม่อนผลสดในพื้นที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ ในพื้นที่ 3 ไร่ ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อเป็นแปลงเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร และพบว่าหม่อนผลสดเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงและเป็นพืชที่มีศักยภาพ จึงส่งเสริมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อนผลสด การจัดการแปลงหม่อน การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดจนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ขยายผลสู่เกษตรกร ทำให้ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกหม่อนผลสด จำนวน 167 ราย พื้นที่รวม 334 ไร่ มีผลผลิตหม่อนผลสดออกสู่ตลาดเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยเกษตรกรในโครงการฯ สามารถผลิตหม่อนผลสดได้ผลผลิตหม่อนผลสดในฤดูกาล (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2561) จำนวน 117 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,095,000 บาท เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกหม่อนผลสด โดยเฉลี่ย 24,520 บาท/ราย /รุ่น (ใน 1 ปี มี 2 รุ่น) นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมได้รับรองแปลงหม่อนผลสด GAP จำนวน 145 แปลง พื้นที่ 318 ไร่ และปัจจุบันเกษตรกรในโครงการได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนผลสด และเป็นพื้นที่แปลงใหญ่ด้านหม่อนผลสด

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่นำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในที่ทำกินของ ตนเองจนประสบความสำเร็จ มีรายได้จากการปลูกหม่อนผลสด เป็นเงินจำนวน 80,000 บาท/ปี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และจัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนผลสด บ้านน้ำรีพัฒนา ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการประกอบอาชีพต่อไป จึงนับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและเป็นตัวอย่างที่ดีของชุมชนที่จะนำไปสู่ความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

มีหลักฐานตั้งแต่ครั้งอยุธยา ว่ากับข้าวที่คนไทยนิยมมาก คือ น้ำพริก แต่เป็นน้ำพริกอย่างง่ายๆ เครื่องปรุงต่างๆ ยังไม่มากมายหลากหลายอย่างในปัจจุบัน

จะด้วยรสชาติสัมผัสที่ถูกใจใช่เลยหรืออะไรก็ตาม ทำให้คนไทยกินน้ำพริกมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง พร้อมกับการพลิกแพลงเป็นน้ำพริกที่หลากหลาย รสชาติก็อร่อยอัศจรรย์ล้ำเหลือ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดน้ำพริกจึงยืนหนึ่งในใจคนไทยมาตลอด

ตลาดน้ำพริกเองก็เบ่งบานเติบโตตอบรับความนิยมนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน แม้จะไม่มีใครเก็บสถิติอย่างจริงจัง แต่ผู้ที่อยู่ในวงการต่างคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดน้ำพริกทะลุไปเกินพันล้านบาทแล้ว

ทุกวันนี้ซุปเปอร์มาร์เก็ตเราจะเห็นน้ำพริกหลากยี่ห้อทั้งรายเล็กรายใหญ่เรียงแถวออกสู่ตลาดเป็นทางเลือกจนละลานตา และถ้าใครยังไม่มีแบรนด์ในใจ อยากให้ลอง “น้ำพริกคุณตุ๊ก” สินค้าโอท็อป เขตบางแค เป็นอีกยี่ห้อที่อาศัยรสชาติและความสร้างสรรค์เบียดแทรกตัวเองจนเป็นที่ติดใจของใครหลายคน

น้ำพริกคุณตุ๊ก ที่มีให้เลือกชิมเกือบ 70 สูตร โดยเฉพาะน้ำพริกเผาโบราณ มีรสชาติที่หอมอร่อยโดดเด่นจากเจ้าอื่นๆ อย่างชัดเจน“เราเน้นไม่ใส่สารกันบูด พบว่าลูกค้าที่อยากกินอาหาร สะอาด ปลอดภัยมีกลุ่มเยอะมาก” คุณตุ๊กบอกเคล็ดลับ และอธิบายต่อว่า น้ำพริกเราเป็นน้ำพริกสูตรภาคกลาง แต่จะไม่หวานนำ อย่างน้ำพริกเผาหลายเจ้าจะหวานนำ แต่ของเราเป็นสูตรโบราณต้อง 3 รส หวาน เปรี้ยว เค็ม กลมกลืนกัน เป็นน้ำพริกสำหรับคลุกข้าว

ครูตุ๊ก บอกอีกว่า น้ำพริกเผาโบราณ หลายๆ เจ้า โดยเฉพาะเจ้าดังๆ จะไม่ใช้หอมเจียม กระเทียมเจียวเต็มที่ แต่จะใช้มันเทศต้มเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเป็นการเพิ่มเนื้อสัมผัส แต่ทั้งนี้ก็ถือเป็นสูตรของเขา

แต่สูตรของเรา ใช้หอมเจียว กระเทียมเจียม พริกทอด กุ้งแห้งทอด ใส่เต็มที่ บดแล้วจะไม่ค่อยละเอียดนัก เป็นกากๆ ก้อนๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของน้ำพริกเผาโบราณ รับประทานแล้วจะหอมเครื่องเจียว ที่เราเจียวกันสดๆ รสชาติจะอร่อยมาก

“น้ำพริกที่ดีต้องเปรี้ยวนำ เค็มตาม แล้วหวานมา เพราะถ้าหวานนำกินคำแรกจะอร่อย แต่คำที่สามที่สี่จะหวานขึ้นๆ กลายเป็นเลี่ยน แต่ถ้าเปรี้ยวนำ กินแล้วจะทำให้เจริญอาหาร ทำให้ต่อมรับรสอยากกินอาหารมากขึ้น ยิ่งกินแนมกับผัก ปลาแดดเดียว ไข่เจียว ไข่ต้ม จะทำให้กินน้ำพริกอร่อยมากขึ้น”

วันนี้ไม่เพียงขายน้ำพริก คุณตุ๊ก-ขนิษฐา ชัยชาญกุล ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมเกษตรกรแห่งชาติ สอนเรื่องการแปรรูป พืช ผัก ผลไม้ และยังสอนอาหารไทย ระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาอุตสาหกรรมอาหาร ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตั้งอยู่ที่สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า และแบ่งเวลาอีกหน่อยมาสอนที่ “มติชน อคาเดมี” ถึง 2 คอร์ส คือ คอร์ส “น้ำพริกเพื่อการค้า 10 เมนู” 1 และ 2 อีกด้วย

ครูตุ๊ก ให้วิชามาแล้วหลายรุ่น ประสบความสำเร็จไปก็เยอะ ด้วยจุดเด่น คือ เทคนิคที่สอนกันแบบกระจ่างเข้าใจ เอาไปทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเชื้อขวดแก้วด้วยการสเตอริไลซ์แบบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย ทำให้น้ำพริกอยู่ได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ไปจนถึงสูตรเด็ดและเคล็ดลับต่างๆ

หนึ่งในเคล็ดลับในคลาสเรียน คือ การเจียวหอม เป็นการเจียวหอมในแบบที่จะไม่มีใครสอนแน่นอน รวมถึงการดูยูทูบก็เข้าใจได้ยากหากไม่มาดูด้วยตา และลองทำดูด้วยตัวเอง “การเจียวกระเทียมอาจจะง่าย แต่เจียวหอมนั้นตกม้าตายทุกคน ทำยังไงถึงจะเจียวให้หอมกรอบ ไม่กอดกันเป็นก้อน อร่อย และไม่อมน้ำมัน และเอาจริงๆ คนมาเรียนแค่ได้เทคนิคการเจียวหอม เจียวกระเทียมก็สามารถทำเป็นอาชีพได้แล้วถ้ามีหัวทางธุรกิจ”

ครูตุ๊กบอกว่า ความยากในการเจียวหอม คือ ความชื้น และน้ำในหัวหอมที่มีเยอะทำให้เจียวยาก อีกทั้งอุณหภูมิของน้ำมัน ถ้าร้อนไม่พอก็จบเลย หอมจะเปียกแฉะ นอกจากนั้นเทคนิคการแยกหอมให้แตกตัวจากกัน การเขย่าหอม เทคนิคพวกนี้ดูตามยูทูบ ออนไลน์ก็ไม่รู้เรื่อง ต้องมาดูเทคนิคด้วยตาตัวเอง และทดลองทำตอนนั้น ซึ่งแม้จะเป็นครัวสาธิตแต่ครูจะให้ทำทุกคน ไม่ใช่มาแค่ชะโงกเรียน

ส่วนสูตรก็สอนแบบการค้าเลย คือ การวัดชั่งตวงต้องเป๊ะ ชั่งเป็นกรัม จะทำมากขึ้น 100 เท่า ก็คูณเข้าไป ไม่ต้องมานั่งทดลองทำใหม่หลายๆ ครั้ง

“น้ำพริกหลายตัวเป็นสูตรเราเอง อย่างน้ำพริกไตปลา เราลองเอาน้ำมาใส่ก็ยังไม่หอม ก็อัดพริกแกงไตปลาเข้าไป พอรสชาติกลิ่นได้แล้ว แต่ยังไม่มีเสน่ห์ จึงโรยพริกไทยอ่อนเข้าไป ทีนี้โป๊ะเชะ”

ปัจจุบัน ลูกศิษย์ครูตุ๊กมีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก และที่ประสบความสำเร็จเกินคาด คือ “น้ำพริกเสน่ห์จันทร์” แบรนด์น้องใหม่ไม่นานมานี้ มีอาชีพเป็นเซลส์ที่มาเรียนกับครูตุ๊ก เพียงเพราะต้องการทำของขวัญให้ลูกค้า แต่ทำไปทำมาเกิดมีออเดอร์มากขึ้นๆ จากกระทะใบเดียวในครัว ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ เครื่องกวนน้ำพริก เพราะขายดีมาก แว่วว่าแค่เทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมารายได้เกือบแสน

เห็นว่าวันเสาร์ที่ผ่านมาครูตุ๊กก็สอนจบไปแล้วอีกรุ่นหนึ่ง และถ้าใครอยากจะเรียนบ้าง ไม่ยาก เพราะครูตุ๊กแบ่งเวลามาสอนที่ “มติชน อคาเดมี” อยู่เรื่อยๆ ให้ติดตามกันไว้ที่ www.matichonacademy.com ที่นี่เขาเน้นตอบโจทย์คนอยากทำเป็นงานอดิเรก ไปจนถึงขั้นอยากเป็นนายตัวเอง

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่ไม่นอนอย่างนี้ ลองมาลงเรียนซักวิชาสองวิชาติดตัวไว้ ไม่เสียหลายแน่นอนจำได้ว่าสมัยก่อน ผักหวานป่า หากินยากมาก เพราะจะมีอยู่แต่ในป่าและได้กินเฉพาะช่วงหน้าร้อน-หน้าฝน เท่านั้น แต่หลายปีมานี้มีการนำเมล็ดพันธุ์ผักหวานป่ามาปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบผักชนิดนี้มีกินได้ตลอดทั้งปี ในราคาที่จับต้องได้

สวนผักหวานป่า อมรฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโพนสุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เป็นอีกแห่งที่ปลูกผักหวานป่าขายทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม โดยมี คุณพิมพ์พกานต์ ซ้ายกาละคำ อดีตพยาบาลสาว เป็นเจ้าของ ซึ่งในสวนนี้มีเนื้อที่ 23 ไร่ นอกจากจะปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ ยังแบ่งปลูกพืชผักผลไม้อื่นๆ อีก อาทิ ไผ่บงหวาน 6.5 ไร่ ปลูกข้าว รวมถึงมะม่วง มะขามเทศ หม่อน ฝรั่งไส้แดง มะเดื่อฝรั่ง สมุนไพรหลากหลาย พืชผักสวนครัวนานาชนิด และเห็ดขอนขาว

แปรรูปผลผลิตเพื่อสุขภาพ
สวนแห่งนี้ใช่จะขายใบผักหวานป่าอย่างเดียว ยังขายเมล็ดพันธุ์และกิ่งพันธุ์ด้วย และยังนำพืชผักผลไม้ในสวนมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย อย่างเช่น น้ำมัลเบอรี่ มัลเบอรี่ไซรัป แยมหม่อน ชาใบหม่อนขาว ชาใบมะเดื่อฝรั่ง ข้าวโปร่งหม่อน ฯลฯ ใช้ชื่อแบรนด์ “แอนนา” เรียกว่าเป็นสวนที่ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลยทีเดียว

เดิมนั้น คุณพิมพ์พกานต์ ทำงานเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และเป็นพยาบาลอิสระ รวมระยะเวลากว่า 10 ปี กระทั่งเริ่มสนใจการทำเกษตรอย่างจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แรงจูงใจที่อยากมาทำเกษตร เนื่องจากเจ้าตัวมองแล้วว่าคนต้องกินอาหารทุกวัน การทำธุรกิจอาหารและการเกษตรน่าจะเหมาะกับยุคปัจจุบันที่พืชผักอาหารราคาแพงขึ้น ในส่วนของราคาผักหวานป่าก็แพง ตกกิโลกรัมละ 300-500 บาท ถือว่าสูงมากทีเดียว อีกทั้งยังนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงเลียง แกงจืด แกงส้ม เป็นต้น

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2551 ทางครอบครัวได้ลองปลูกผักหวานป่า เพราะเห็นว่าคนอีสานชอบกินแกงผักหวานป่ามาก อีกทั้งคนในพื้นที่ยังไม่มีใครปลูกได้ ดูแล้วมีตลาดรองรับแน่นอน และได้ไปดูแนวทางการปลูกผักหวานป่าจากอำเภอบ้านหมอ จังหวัด สระบุรี จากนั้นสั่งเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้า หลังจากปลูกผักหวานป่ามาได้สัก 7 ปี พ่อก็เสียชีวิต ทำให้แม่ต้องดูแลสวนผักหวานป่าคนเดียว คุณพิมพ์พกานต์จึงได้เข้ามาช่วยงานในสวนเต็มตัว และยังเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยใช้ผลผลิตในสวนมาทำทั้งหมด

คุณพิมพ์พกานต์ เล่าว่า ช่วงแรกได้ใช้เงินลงทุน ประมาณ 500,000 บาท ลงทุนปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ เนื่องจากที่ดินแปลงปลูกไม่มีไฟฟ้าและแหล่งน้ำ ต้องขุดสระ 2 สระ ประมาณ 1 ไร่ แล้วนำดินไปถมในพื้นที่ลุ่มต่ำ และใช้เงินในการปลูก เตรียมเมล็ดพันธุ์ เครื่องสูบน้ำ 2 ตัว ค่าแรงงานปลูกและดูแลอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มเก็บผักหวานป่าเมื่อเข้าปีที่ 5 ผักหวานป่าเริ่มโตเต็มที่ คาดว่าจะได้เงินทุนคืนภายในปีนี้ และปีหน้ามีเป้าหมายจะได้ผลผลิตจากผักหวานป่า 500,000 บาท ต่อปี

“หลังจากดิฉันได้ทำการตลาดออนไลน์ เพื่อโปรโมตสวนผักหวานป่าให้คนในพื้นที่ได้รู้จักเพิ่มมากขึ้น ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าในชุมชนทั่วอำเภอและทั้งจังหวัด มีออเดอร์จองผักหวานป่ากันข้ามวัน ลูกค้าต้องเข้าคิวรอ แจ้งจองล่วงหน้ากัน 1-2 วัน ลูกค้ากินแล้วติดใจผักหวานป่ายอดอ่อนๆ เก็บสดใหม่ทุกวัน ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ถึงตี 5 ทุกวัน เพื่อเก็บผักหวานป่าให้ทันออเดอร์ ซึ่งทำให้มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และลูกค้าต่างบอกปากต่อปากว่า ถ้าจะกินแกงผักหวานป่าให้อร่อยต้องซื้อจาก อมรฟาร์มเท่านั้น”

คุณพิมพ์พกานต์ บอกด้วยว่า ผักหวานป่านอกจากจะทำเป็นอาหารได้หลายเมนูแล้ว คนโบราณยังนิยมนำมาทำยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคได้หลายชนิด เนื่องจากเป็นพืชที่มีโปรตีน วิตามินซี และใยอาหารสูง ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี ในส่วนของรากผักหวานป่า สามารถนำมาต้มเพื่อแก้อาการปวดมดลูกและแก้ดีพิการ อีกทั้งแก่นต้นผักหวานนำมาต้มน้ำดื่มแก้อาการปวดตามข้อ

สำหรับชาผักหวานป่า มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็ง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ดื่มง่าย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

เทคนิคการปลูกผักหวานป่า
คุณพิมพ์พกานต์ ยังได้แจกแจงเทคนิควิธีการปลูกและการดูแลผักหวานป่าเพื่อให้ออกตลอดทั้งปีว่า ทางฟาร์มเน้นปลูกจากการเพาะเมล็ดเป็นหลัก เนื่องจากจะได้ต้นผักหวานป่าที่มีรากเดินดีและแข็งแรง อีกทั้งจะมีชีวิตอยู่ได้นานเป็น 100 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ชั่วลูกชั่วหลาน

สำหรับขั้นตอนการปลูกก็ไม่ยาก เริ่มจาก

1. รองก้นหลุมด้วยขี้วัว

2. ปลูกหลังจากเพาะกล้าเมล็ดได้สัก 1 เดือน

3. ขุดหลุมปลูกไม่ต้องให้ลึกมาก

4. ระยะปลูกที่แนะนำ 1×1 เมตร จะได้จำนวน 400 ต้น ต่อไร่ และระยะ 2×2 เมตร จะได้ 200 ต้น ต่อไร่

5. ต้นอ่อนต้องครอบด้วยกระถางหรือเข่งไม้ไผ่ ให้ต้นกล้าผักหวานป่าต้นอ่อนโดนแสงแดดน้อย เป็นเวลา 1 ปี

6. หลังปลูกเสร็จ ต้องให้น้ำประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึง

7. ในฤดูกาลแตกยอดเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมของทุกปี ในช่วงที่ต้องการให้ผักหวานป่าออกยอด ควรตัดแต่งกิ่ง

8. ให้ขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่ ปีละ 2-3 ครั้ง

9. พ่นน้ำหมักชีวภาพหัวปลีฉีดพ่นยอดผักหวานป่า จะทำให้ยืดยาวได้น้ำหนัก

ช่วงที่เหมาะแก่การปลูกในพื้นที่ราบดอนประมาณเดือนเมษายน-เดือนพฤษภาคม เมื่อได้รับน้ำสม่ำเสมอผักหวานป่าจะเจริญเติบโตเร็ว ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นเนินเขา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูก จะต้องปลูกประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน

เจ้าของอมรฟาร์มบอกว่า การปลูกผักหวานป่าหลายคนบอกว่า ปลูกง่าย ดูแลยาก ตายง่าย โตช้า มีแนวโน้มตายมากกว่ารอด แต่จากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาของทางฟาร์ม ค้นพบเทคนิคการปลูกผักหวานป่าให้รอด และโตไวด้วยวิธีธรรมชาติแบบง่ายๆ ดังนี้

1. ปลูกในพื้นที่ป่าที่มีอยู่แล้ว เช่น ป่าเต็งรัง สวนป่า

2. ผักหวานป่าชอบแดดรำไร ชอบมีต้นไม้พี่เลี้ยง เช่น ตะขบ มะขามเทศ ยางนา ขี้เหล็ก มะม่วง ประดู่

3. ที่ดินเหมาะแก่การปลูก ต้องเป็นที่เนิน ดอน ภูเขา น้ำไม่ท่วมขัง

4. การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกผักหวานป่า เช่น ห้ามน้ำท่วมขัง ให้น้ำในหน้าแล้ง ต้องวางระบบน้ำให้ดี

สำหรับการดูแลต้นผักหวานป่าให้ได้ใบดกและดี มีหลายปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ระวังหนู และแมงอีนูน หนอนจาะแทะต้น ระวังน้ำขัง รากเน่า ฝนฟ้าพายุ และระวังอย่าเหยียบหรือกระแทกต้นผักหวานบ่อยๆ

คุณพิมพ์พกานต์ ให้ข้อมูลอีกว่า ด้วยความที่ดินเป็นที่ราบดอน การบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งจำเป็น จึงขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาลไว้ใช้ พอถึงหน้าแล้งก็บริหารจัดการน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ หน้าฝนก็คอยดูแลไม่ให้น้ำท่วมขัง เพราะถ้าปล่อยให้น้ำแช่ขังจะทำให้รากเน่า ต้นผักหวานจะตายได้ ที่สำคัญต้องคอยตรวจว่ามีหนอนเจาะต้นผักหวานป่าหรือไม่ เพราะแมลงหนอนร้ายจะมากับพวกปุ๋ยขี้ไก่

แรกทีเดียวนั้น ทางอมรฟาร์มปลูกผักหวานป่า 6.5 ไร่ แต่ปีนี้ได้เพิ่มมาเป็น 10 ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพืชชนิดนี้ต้องมีพืชพี่เลี้ยงด้วย โดยทางฟาร์มปลูกมะม่วง หม่อน และฝรั่ง เป็นพืชพี่เลี้ยง

เล็งทำท่องเที่ยวฟาร์มสเตย์
คุณพิมพ์พกานต์ ระบุว่า เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าผักหวานป่าอมรฟาร์มปลอดสารพิษแน่นอน จึงได้มองถึงการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) ซึ่งทางสวนอยู่ระหว่างดำเนินการขอใบอนุญาต การรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร

สำหรับการแข่งขันทางการตลาดในเพื้นที่ คุณพิมพ์พกานต์ ระบุว่า มีผักหวานป่าราคาถูกจากสระบุรีเข้ามาตีตลาดมาก แต่ด้วยคุณภาพของผักหวานป่าอมรฟาร์มที่สวนเก็บใหม่สดทุกวัน รสชาติดีกว่าผักหวานสระบุรี และปลอดสารพิษแน่นอน จึงได้รับความนิยมมากกว่าผักหวานสระบุรี

“ผักหวานป่า ที่สวนเน้นขายผักสดทำกับข้าวในช่วงหน้าร้อน ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม ซึ่งผักหวานป่าจะออกมาก พอหน้าฝนผักหวานป่าราคาถูก ช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน ทางสวนจะเก็บใบมาแปรรูปเป็นชาใบผักหวานป่า นอกจากนี้ จะนำผลผลิตของสวนที่มีหลากหลายมาแปรรูป ทั้งนี้ทั้งนั้นจะดูตามความเหมาะสมของตลาดเป็นหลัก อย่างถ้าช่วงไหนผักหวานป่าราคาถูกจะนำมาแปรรูปทำชา”

ในฐานะพยาบาลเก่า คุณพิมพ์พกานต์แจกแจงสรรพคุณของชาผักหวานป่าว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ดื่มง่าย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งทางฟาร์มขายกล่องละ 50 บาท มี 12 ซอง

เจ้าของสวนผักหวานป่าอมรฟาร์ม เล่าถึงเทคนิคการทำผักหวานป่านอกฤดูว่า หลังจากปลูกกล้าผักหวานป่าได้ 3-5 ปีแล้ว ให้เริ่มตัดแต่งกิ่ง โดยให้ตัดปลายกิ่งทุกกิ่งทิ้ง ประมาณ 15-20 เซนติเมตร พร้อมกับรูดใบแก่บริเวณโคนกิ่งทิ้ง และเหลือไว้ 3-4 ใบ หลังจากนั้น หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น และปุ๋ยเคมี สูตร 23-5-5 จำนวน 1 กำมือ ต่อต้น พร้อมรดน้ำให้ชุ่มทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ประมาณ 7-14 วัน

ผักหวานป่าจะแตกยอดยาวพร้อมเก็บ และเก็บได้ต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม หากต้องการเก็บยอดจนถึงเดือนสิงหาคม สามารถกระตุ้นให้แตกยอดได้ด้วยการลิดใบแก่ออก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากเดือนสิงหาคมแล้ว ให้หยุดการเก็บยอด จนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน ค่อยเริ่มการตัดแต่งกิ่งลิดใบออกอีกครั้ง เพื่อจะได้ยอดอีกครั้งกลางเดือนตุลาคม ซึ่งผักหวานป่าจะพักตัวช่วงหน้าฝนตกชุกในเดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน

และในช่วงฤดูหนาว ถ้าเจออากาศหนาวเย็นผักหวานป่าจะไม่ชอบ เริ่มจากเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม จะหยุดชะงัก ยอดหงิกงอ หลังจากนั้นผักหวานป่าจะออกยอดดีในฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าว