เงาะพันธุ์สีทอง เนื้อมีสีขาวค่อนข้างใส ล่อนจากเมล็ดง่าย

เก็บจากต้นใหม่จะมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่ทิ้งไว้ 1-2 วัน จะมีรสหวานขึ้นและมีกลิ่นหอม ที่สำคัญเงาะพันธุ์สีทอง เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดส่งออก เนื่องจากมีรสหวานอมเปรี้ยว ตรงกับรสนิยมของผู้ซื้อในตลาดยุโรป ที่ต้องการทานเงาะผลสด ขณะเดียวกัน เงาะพันธุ์สีทอง กำลังเป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้ผลิตอาหารกระป๋องแปรรูปอีกด้วย

“มิโสะ” (Miso) เป็นอาหารหมักที่ทำจากถั่วเหลืองร่วมกับเกลือผ่านกระบวนการหมักโดยเชื้อราในกลุ่มแอสเปอร์จิลรัส ออไรเซ่ (Aspergillusoryzase) หรืออาจจะใช้หลายสายพันธุ์ร่วมกัน เช่น แอสเปอร์จิลรัส โซแย่ (A.soyae) และอาจใช้ยีสต์ร่วมด้วย ปกติมักบ่มในถังไม้นานประมาณ 1-3 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่บ่มสามารถเติมส่วนผสมอื่นลงไปได้ จึงทำให้ มิโสะ มีสี รสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป มิโสะ มีหลายสี อาทิ สีขาวครีม น้ำตาลแดง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม

คุณพิมพ์วลัญช์ พินธ์ประภา เจ้าของกิจการร้านอาหารเฮือนคำ ถนนศิริธร ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า “มิโสะ” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสาธารรัฐประชาชนจีน เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว โดยใช้เป็นเครื่องปรุงรสให้แก่อาหารประเภทต่างๆ และนำเข้าในประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นได้ปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ของเชื้อราที่ใช้ในการหมักกระบวนการผลิตตลอดจนการปรุงแต่งรสเรื่อยมา ทำให้มิโสะ มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งต้นกำเนิดมาจากแถบเกียวโต โดยมีสีค่อนข้างขาว

มิโสะ จัดได้ว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร โปรตีน เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและที่สำคัญคือ ธาตุเหล็ก ช่วยในการบำรุงโลหิต และวิตามิน เช่น บี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 12 วิตามินเอ และวิตามินอี โฟลิกย์ เอซิก รวมทั้งยังมีแคลเซียมและสารในกลุ่มไอโซฟลาโวน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังมีการทำงานได้เหมือนเอสโตรเจนไอโซฟลาโวนยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันมะเร็ง ยับยั้งการเจริญของเนื้องอก และป้องกันความเสื่อมของจอตา เมื่อทานมิโสะเข้าไปแล้วจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุล ทำให้แข็งแรง สดชื่น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ามีสารชะลอความแก่อีกด้วย

สำหรับ มิโสะ หรือชาวไทยเรียกว่า กะปิเจ เป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายชนิดในอาหารญี่ปุ่น หรือทำเป็นเครื่องจิ้มปรุงรส สำหรับอาหารประเภทเนื้อปลา หอย และผัก ซึ่ง มิโสะ ได้มาจากการแปรรูปอย่างหนึ่งของถั่วเหลือง โดยใช้วิธีการหมักทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานและคุณค่าทางอาหารไม่เปลี่ยน มีคุณค่าทางโภชนาการและโปรตีนสูง รสชาติคล้ายสารสกัดจากเนื้อสัตว์ จึงเป็นเครื่องปรุงอาหารสำหรับคนที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี (เหมาะสำหรับคนรับประทานอาหารเจ)

มิโสะ ยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการมากถึง 17 ชนิด มีสารชูรสและกลิ่นหอม ซึ่งสารที่ว่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในระหว่างการหมักมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด

มิโสะ ที่หมักเสร็จใหม่ๆ ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก เพียงล้างหั่นผักแล้วนำมาจิ้มรับประทานคู่กับ มิโสะ เป็นกับแกล้มได้ มีกลิ่นหอมและไม่เค็มจัด นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประกอบทำเมนูอาหารได้หลายอย่าง เช่น นำไปหมักปลา อาหารทะเล หมู เนื้อ แล้วนำไปย่างให้รสชาติหอมอร่อย มิโสะราเมน (ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่เหลืองรสเต้าเจี้ยว) รวมทั้งสามารถนำมิโสะไปปรุงอาหารไทย โดยใช้แทนกะปิได้ทุกรายการอาหาร และยังเป็นส่วนประกอบของอาหารเจได้ทุกชนิด

ผู้สนใจ มิโสะ หรือ กะปิเจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพิมพ์วลัญช์ พินธ์ประภา เจ้าของกิจการร้านอาหารเฮือนคำ ถนนศิริธร ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. 0-5321-2516, 0-5321-2683 และ 08-1531-0035

ในวันนี้สำหรับไก่งวงแล้ว ถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากปัจจุบันได้มีฟาร์มเพาะเลี้ยงไก่งวงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด และเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่งวงกันมาอย่างต่อเนื่อง

เบญจพรศิริฟาร์ม ที่มี คุณเบญจพร เบญจพรศิริ เป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 119 หมู่ที่ 5 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 080-460-8969, 086-857-2747 เป็นหนึ่งในฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ โดยปัจจุบันมีไก่งวงที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มมากว่า 1,000 ตัว

ด้วยความทุ่มเทของผู้เป็นเจ้าของและครอบครัว ในการพัฒนาการเลี้ยงการจัดการฟาร์ม พัฒนาด้านสายพันธุ์ ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ได้ทำให้ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ให้เข้ารับรางวัลชนะเลิศระดับเขต และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร

สำหรับการเลี้ยงไก่งวงนั้น เบญจพรศิริฟาร์ม ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เริ่มต้นการทำฟาร์มในปี 2524 ซึ่งขณะนั้นได้ทำฟาร์มในลักษณะของเกษตรผสมผสาน กอปรไปด้วยกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหลากหลายชนิด

“ในช่วงแรกนั้นสัตว์ที่สร้างรายได้ให้มากที่สุดคือ การเลี้ยงหมู ซึ่งเราเลี้ยงจำหน่ายทั้งพ่อแม่พันธุ์และหมูขุน ขณะเดียวกันก็เลี้ยงสัตว์อื่นๆ เสริมไปด้วย เช่น ไก่พื้นเมือง ไก่งวง หมูป่า ไก่ต๊อก เป็นต้น แต่ต่อมาเราประสบปัญหาภาวะตลาด รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้การเลี้ยงหมูไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงตัดสินใจที่จะเลิกเลี้ยง” คุณเบญจพร กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งอดีต

แม้จะต้องประสบปัญหามากมายในการประกอบอาชีพ แต่ด้วยใจที่สู้อย่างไม่ท้อ จึงทำให้คุณเบญจพรกลับมาเริ่มต้นคิดและมองหาสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนในการสร้างรายได้ “สำหรับ ไก่งวง นั้น เมื่อกว่า 30 ปีก่อน เราเริ่มต้นเลี้ยงไก่งวงแค่ 5 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 3 ตัว จุดประสงค์เพียงเพื่อเป็นสัตว์สวยงาม เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ คู่ไก่สัตว์ปีกอื่นๆ อย่าง ไก่ต๊อก ไก่ป่า ไก่พื้นเมือง เป็ด ไก่งวงที่เลี้ยงไว้ก็ขยายพันธุ์ออกลูกหลานมาอย่างต่อเนื่อง”

แต่สิ่งที่คุณเบญจพรบอกว่าเป็นสิ่งเหนือความคาดหมายคือ ไก่งวง กลายเป็นสัตว์ปีกที่มีการเจริญเติบโตที่ดีมาก

“เลี้ยงแบบเดียวกัน อาหารเหมือนกัน แต่ไก่งวงกลับเจริญเติบโตกว่า ให้เนื้อมากกว่า” คุณเบญจพร กล่าวถึงสิ่งที่พบจากไก่งวงที่เลี้ยงไว้ ด้วยข้อเด่นของไก่งวงที่พบ จึงทำให้คุณเบญจพรเกิดความสนใจที่จะเพาะเลี้ยงไก่งวงอย่างจริงจัง เธอจึงเริ่มต้นศึกษาข้อมูลของไก่งวงตั้งแต่การเลี้ยงไปจนถึงการตลาด

และนั่นคือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ในวันนี้ เบญจพรศิริฟาร์ม ได้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ของจังหวัดหนองบัวลำภู

จุดสำคัญที่ทำให้ เบญจพรศิริฟาร์ม สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้นั้น นอกเหนือจากเป็นคนหัวไวใจสู้ของผู้เป็นเจ้าของแล้ว การทุ่มเทศึกษาเรียนรู้อย่างเข้าถึงแก่นของการเลี้ยงไก่งวง นับตั้งแต่วิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ การจัดการต่างๆ แล้ว รวมถึงความต้องการของตลาด สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นปัจจัยที่เสริมส่งทำให้สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้

“สิ่งที่เราเน้นมากที่สุดในการเลี้ยงไก่งวงคือ การทำให้ไก่งวงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด หรือจะบอกว่าเป็นการปล่อยให้ธรรมชาติดูแลกันเองก็ได้ ข้อสรุปที่ได้นี้เกิดขึ้นจากการที่เราศึกษาเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในฟาร์มจนได้ข้อสรุปดังกล่าว”

วันนี้การเลี้ยงไก่งวงในฟาร์มแห่งนี้ จึงเน้นการปล่อยให้หากินตามธรรมชาติเป็นสำคัญ ไก่งวงถูกปล่อยอย่างมีอิสระในอาณาเขตที่กำหนด สามารถดำรงชีวิตอยู่แบบที่ไก่งวงต้องการและชอบ สิ่งที่ตามมาคือ ได้ไก่งวงที่มีคุณภาพ อัตราการเจริญเติบโตดี น้ำหนักตัวมาก ไม่เครียด ไขมันน้อย สุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคง่าย

“ตั้งแต่ออกมาเป็นไข่ จนกระทั่งเติบโตพร้อมจำหน่าย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างการฟักไข่เราก็เน้นให้แม่ไก่งวงจัดการเอง ออกไข่เอง ฟักเอง และเลี้ยงดูเองตามธรรมชาติ

มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้เอง พอโตแล้วก็สามารถอยู่ได้อย่างธรรมชาติเช่นกัน ตรงนี้เลยกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของการเลี้ยงไก่งวงในฟาร์มเรา” นอกจาก 9 สายพันธุ์ ดังกล่าวแล้ว ด้วยที่มีการเลี้ยงมากว่า 30 ปี จึงทำให้ไก่งวงในฟาร์มเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ และทางฟาร์มได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นออกมา และดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์ จนได้ไก่วงสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากในฟาร์มของเบญจพรศิริฟาร์มเองอีกด้วย

สำหรับสายพันธุ์ไก่งวงนั้น ทางเจ้าของฟาร์มบอกว่า แต่ละสายพันธุ์จะมีข้อเด่นที่แตกต่างกันไป เช่น พันธุ์อเมริกันบรอนช์ จัดเป็นไก่งวงพันธุ์หนัก สามารถหาอาหารกินเองได้ตามธรรมชาติ เช่น เศษอาหาร หญ้าสด ปริมาณการไข่ ให้ผลผลิตไข่ประมาณ 70 ฟอง ต่อตัว ต่อปี น้ำหนักมาตรฐานไก่งวงตัวผู้ 15 กิโลกรัม ตัวเมีย 9 กิโลกรัม ตัวผู้หนุ่ม 11 กิโลกรัม ตัวเมียสาว 7 กิโลกรัม

ขณะที่สายพันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอลไวท์ มีการเจริญเติบโตในระยะเล็กจนกระทั่งถึงโตเต็มวัยเร็วมาก หน้าอกกว้าง รสชาติของเนื้อดีเป็นที่ยอมรับ สามารถหาอาหารกินเองได้ตามธรรมชาติ ปริมาณการไข่ ให้ผลผลิตไข่ประมาณ 80 ฟอง ต่อตัว ต่อปี น้ำหนักมาตรฐาน ไก่งวงตัวผู้ 7.7 กิโลกรัม ตัวเมีย 5 กิโลกรัม ตัวผู้หนุ่ม 6.7 กิโลกรัม ตัวเมียสาว 4 กิโลกรัม

ซึ่งการที่จะเลือกสายพันธุ์ไหนไปเลี้ยงเพื่อให้เหมาะสมกับตนเองนั้น ทางเจ้าของฟาร์มบอกว่า พร้อมให้ข้อมูลข้อแนะนำแก่ผู้สนใจอย่างเต็มที่

ในส่วนของการตลาดนั้น ปัจจุบัน ทางฟาร์มได้วางเป้าหมายการตลาด ทั้งการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่งวงในทุกขนาด ทุกสายพันธุ์ตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ทางฟาร์มบอกว่า ไก่งวงได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายการเลี้ยงกันออกไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการขยายตลาดรองรับให้เพิ่มมากขึ้น ทางเบญจพรศิริฟาร์ม จึงวางเป้าหมายการตลาดที่เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภค ด้วยจัดพื้นที่ของฟาร์มจัดทำเป็นสวนอาหาร ที่เน้นนำเสนอเมนูอาหารที่เน้นการปรุงมาจากไก่งวงเป็นหลัก

การเปิดร้านจำหน่ายอาหารจากเนื้อไก่งวง ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจ เพราะจะเป็นทั้งการเปิดตลาดผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับไก่งวงที่เลี้ยงในฟาร์มด้วย โดยเมนูอาหารที่น่าสนใจของเบญจพรศิริฟาร์มประกอบด้วย ลาบไก่งวง ลาบไก่งวงกรอบ ต้มแซบไก่งวง เมี่ยงไก่งวง ไก่งวงทอดกระเทียม บาร์บีคิวไก่งวงกระทะร้อน เป็นต้น

ดังนั้น หากสนใจทั้งจะเพาะเลี้ยงไก่งวงและชิมเมนูอาหารเด็ดๆ จากไก่งวง ของเบญจพรศิริฟาร์ม คุณเบญจพร ผู้เป็นเจ้าของบอกว่า ยินดีต้อนรับและให้บริการอย่างเต็มที่ตลอดเวลา โดยสามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น 13-19 ธ.ค. 61 เจอกันที่ “งานวันยางพาราบึงกาฬ 2562” อลังการตระการตา มหกรรมยางพารายิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ แวะชมทุกโซน ลุ้นโชคได้ทุกวัน

องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ผนึกกำลังร่วมกับ จังหวัดบึงกาฬ หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัด งานวันยางพาราบึงกาฬ 2562” ระหว่าง วันที่ 13-19 ธันวาคม 2562 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬ ศูนย์กลางยางพารา เศรษฐกิจก้าวหน้า การค้าก้าวไกล” ซึ่งเป็นงานยางพาราเอ็กซ์โปครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศที่จะพัฒนาสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมยางพาราระดับอาเซียนในอนาคต

การจัดงานในครั้งนี้ อัดแน่นด้วยสาระความรู้ด้านยางพารา หวังส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ในทุกมิติ ไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดคือ “โซนเปิดโลกยางพารา นวัตกรรมการค้าและการลงทุน” ที่มุ่งนำเสนอการต่อยอดยางพาราสู่นวัตกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในหลากหลายรูปแบบ เช่น สนามฟุตซอล ที่ผลิตจากยางพารา 100%

บึงกาฬโมเดล

มุมนิทรรศการ “บึงกาฬโมเดล” สะท้อนความรักความสามัคคีของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ที่รวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ “บึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” เพื่อแปรรูปยางพารา สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ฯลฯ กลายเป็นจุดแข็ง ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับอุตสาหกรรมยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ จนเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ

กยท. เแนะแปรรูปยาง ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

โซนเวทีปราชญ์ชาวบ้าน ได้เชิญปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรตัวอย่างมาให้ความรู้เรื่องการปลูกและแปรรูปยางพารา รวมทั้งโชว์ผลงานวิจัยยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดนิทรรศการ “นวัตกรรมยางพารา สร้างมูลค่าเพิ่ม” ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (วัตถุดิบคุณภาพดี และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ) -กลางน้ำ (แปรูปยางขั้นต้น) -ปลายน้ำ (ผลิตภัณฑ์ยาง) และ นิทรรศการ “เกษตรกรรมใหม่ ทดแทนการปลูกยาง” เช่น การทำสวนผลไม้ (ลิ้นจี่ ทุเรียน กล้วย) การเลี้ยงแพะในสวนยาง การปลูกพืชสมุนไพรและเลี้ยงไก่งวงในสวนยาง

มุมนิทรรศการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โชว์นวัตกรรม “สารจับยาง IR” สำหรับน้ำยางพาราความเข้มข้นต่ำ ใช้สำหรับแยกเนื้อยางพาราออกจากน้ำ ช่วยแก้ปัญหาน้ำยาง DRC (Dry Rubber Content) ต่ำ และเวทีเสวนาเรื่อง “ถนนยางพาราดินซีเมนต์ ทางรอดของการใช้ยางพารา” โดย ผศ.ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี นักวิจัย มจพ. ที่ประสบความสำเร็จในการนำน้ำยางสดผสมกับปูนซีเมนต์สร้างถนนยางพาราที่ทนทานต่อการใช้งาน ลดการเเตกร้าว เพิ่มความยืดหยุ่นได้ดี

ส่วนศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) โชว์นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางพารา เช่น “สารบีเทพ (BeTHEP)” ที่ช่วยรักษาสภาพและยืดอายุน้ำยางสดก่อนนำไปแปรรูปเป็นยางแผ่น “ParaFIT” น้ำยางพาราข้นสำหรับทำผลิตภัณฑ์โฟมยางที่มีปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้า 30–75% และโชว์นวัตกรรม “กาวดักแมลงจากน้ำยางพารา (ParaTRAP)” ที่ออกแบบให้สะดวกต่อการใช้งานของสวนผลไม้ และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราได้เป็นอย่างดี

ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ร่วมสนุกอีกมากมาย เช่น การแข่งขันกรีดยางพาราชิงแชมป์ประเทศไทย การแข่งขันลับมีดกรีดยางพารา การแข่งขันกองเชียร์ยางพารา และพลาดไม่ได้กับครั้งแรกของการแข่งขันบึงกาฬฟุตซอลคัพ 2019 บนสนามที่ผลิตจากยางพารา 100% รวมทั้งสนุกกับคอนเสิร์ตส่งท้ายปีจากศิลปินระดับประเทศ

เข้าทุกโซน ลุ้นโชคทุกวัน

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 จัดหนักแจกจริง มอบโชคให้กับผู้ชมงานทุกวัน เริ่มที่กิจกรรม “Bueng Kan Passport” ประทับตราครบทุกโซน ลุ้นรับของที่ระลึกสุดน่ารัก กิจกรรม “Check in Bueng Kan” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้โพสต์ภาพบรรยากาศภายในงาน พร้อมติด #RubberDay2019 ก็มีโอกาสลุ้นรับของรางวัลได้ภายในงาน กิจกรรมสุดพิเศษจากคาราบาวแดง เพียงนำฝาขวดคาราบาวแดงมาชิงโชคลุ้นรับของรางวัล รถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมาย เวทีปราชญ์เสวนาความรู้สู่การสร้างรายได้ แค่ ตอบคำถามได้ถูกต้อง ลุ้นรับมือถือได้ทุกวัน ห้ามพลาด แค่แวะเดินชมงานทุกโซน ก็มีโอกาสได้ลุ้นโชคตลอด 7 วัน ของการจัดงาน

(12 ธ.ค. 62) โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกับ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโปรแกรม สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดรับฟังความคิดเห็นสถานประกอบการและผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโครงการ “วิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry: Sci-FI)” หลักสูตรการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ในรูปแบบบูรณาการการศึกษาร่วมกับการทำงานในสถานประกอบการ เมื่อวันพุธที่ 12 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมแมนดาริน BC ชั้น 1 โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เชื่อ! ช่วยตอบโจทย์ทั้งภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะ และมหาวิทยาลัยที่ต้องการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยหวังว่า Sci-FI จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะและศักยภาพเพื่อปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมไทยยุคอุตสาหกรรม 4.0

อุตสาหกรรม 4.0 เป็นยุคก้าวกระโดดที่ต้องการกำลังคนที่มีความรู้หลากหลายด้านและสามารถผสมผสานกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ให้กับสถานประกอบการ แต่ด้วยระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้สถานประกอบการประสบปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่มีความรู้และทักษะเฉพาะด้าน โดยเฉพาะบุคลากรระดับกลาง (Middle Manager/Engineer)

ที่มีความรู้ทั้งด้านกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม (Production Process) และการบริหารจัดการเทคโนโลยี (Technology Management) ทำให้ยากต่อการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ (Product-Process of Innovation) ดังนั้นหากสามารถพัฒนารูปแบบความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบที่เข้ากันได้อย่างพอดี ก็จะสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้ สวทน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สวทช. จึงได้ร่วมมือพัฒนา โครงการ Sci-FI เพื่ออุตสาหกรรม

โดยการสร้างกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ และเป็นทางเลือกหรือเส้นทางอาชีพใหม่สำหรับผู้เรียนจบปริญญาตรี สายวิทยาศาสตร์ ให้สามารถเรียนต่อในระดับปริญญาโทควบคู่ไปกับการทำงานในภาคอุตสาหกรรม อีกทั้ง Sci-FI ยังช่วยตอบโจทย์ในระดับประเทศ ในการยกระดับการพัฒนาการศึกษาไปพร้อมกับการแก้ปัญหาด้านกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยใช้โจทย์ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมมาเป็นตัวตั้ง

สำหรับแนวคิดโครงการ “วิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม หรือ Science for Industry: Sci-FI” เป็นโครงการที่รับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ เพื่อทำงานในสถานประกอบการเป็นระยะเวลา 2 ปี ในตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกร ผู้ช่วยหัวหน้างาน หรือผู้ช่วยหัวหน้าแผนก กับสถานประกอบการที่มีความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือออกแบบ ทดลอง ทดสอบ หรือวิจัยนวัตกรรมใหม่ โดยในขณะเดียวกัน นิสิต Sci-FI ก็จะเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry: Sci-FI) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่ไปด้วยนอกเวลาการทำงาน ทั้งนี้ ระหว่างโครงการระยะเวลา 2 ปี คณาจารย์หลักสูตร Sci-FI สามารถให้คำปรึกษา ร่วมดำเนินการ หรือร่วมพัฒนา ปรับปรุง ทดสอบ และร่วมวิจัยในหัวข้อที่สถานประกอบการสนใจได้ ซึ่งจะถือเป็นส่วนของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท อย่างไรก็ตาม

โครงการ Sci-FI เป็นโครงการที่ต่างจากการฝึกงานทั่วไป โดยปกติแล้วการฝึกงานระยะสั้น จะไม่สามารถทำให้นิสิตปฏิบัติงานได้เช่นพนักงานทั่วไป และความสนใจของนิสิตในการฝึกงานจะมีน้อย เนื่องจากพอหมดระยะเวลาการฝึกงานแล้วก็ต้องกลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ในขณะที่ Sci-FI กำหนดให้นิสิตปฏิบัติงานให้สถานประกอบการเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นเวลาให้นิสิต Sci-FI ปฏิบัติงานให้แก่สถานประกอบการได้อย่างคุ้มค่ากับทรัพยากรที่สถานประกอบการลงทุน โดยสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายค่าตอบแทนนิสิตเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท

รูปแบบของโครงการ Sci-FI จะเป็นการพลิกโฉมแนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการอย่างแท้จริง โดยสถานประกอบการจะได้บุคลากร (นิสิต) ที่มีทักษะตรงกับงานมามาปฏิบัติงานเต็มเวลา รวมถึงร่วมแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้านต่าง ๆ ร่วมกับบุคลากรในสถานประกอบการเอง โดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี หรืออาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ

ซึ่งโครงการรูปแบบดังกล่าวจะสร้างผลกระทบทางบวกให้กับภาคอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยมากกว่าการนำเพียงโจทย์วิจัยจากสถานประกอบการมาทำวิจัยในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และยังสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้ศึกษาจบในระดับปริญญาตรี จาก “เรียนจบตรีแต่ไม่รู้จะทำอะไร” มาเป็น “เรียนต่อโทและทำงานในอุตสาหกรรม” ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการเปิดรับฟังความคิดเห็น มีผู้ประกอบการให้ความสนใจในหลายประเด็น พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นในเรื่องของการรักษาความลับทางการค้าของสถานประกอบการในระหว่างที่นิสิต นักศึกษามาทำงานในช่วงโครงการว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก หากโครงการไม่สามารถดูแลเรื่องการเก็บรักษาความลับในช่วงเวลาของโครงการได้ โอกาสที่นิสิต

นักศึกษาจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการวิจัยขั้นสูงของสถานประกอบการจะเกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งในเรื่องดังกล่าว รศ.ดร.ประเสริฐ เรียบร้อยเจริญ คณะทำงานคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงว่า ทางโครงการให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาความลับทางการค้าของสถานประกอบการระหว่างช่วงดำเนินโครงการเป็นลำดับต้นๆ อีกทั้งพันธมิตรที่ร่วมโครงการทั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ITAP เองก็มีประสบการณ์ในการทำงานในสถานประกอบการมาพอสมควร สถานประกอบการหมดกังวลในประเด็นนี้ได้

ทั้งนี้ สถานประกอบการ หรือนิสิต นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริหารโครงการ Sci-FI คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร. ประเสริฐ เรียบร้อยเจริญ โทรศัพท์ (086) 733-7528 อี-เมล Prasert.R@chula.ac.th หรือ นางสาวเจนจิรา รัตถิวัลย์ โทรศัพท์ (085) 080-9870 อี-เมล

ในอดีตเห็ดที่รับประทานกันทั่วไป จะเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเฉพาะช่วงฤดูกาลเท่านั้น เมื่อมีผู้นิยมบริโภคกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่การเพาะเห็ดในเชิงการค้า เห็ดที่เพาะในเชิงการค้ามีหลายชนิด เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดยานางิ เห็ดหูหนู และเห็ดหอม เป็นต้น

เห็ดสกุลนางรม หรือเห็ดนางรม เป็นเห็ดที่นิยมของตลาด และมีการเพาะกันทั่วไปเกือบทั้งประเทศ เห็ดนางรมเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิระหว่าง 24-33 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์

เห็ดแต่ละชนิดมีวิธีการเพาะที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปผู้เพาะเห็ดจะนำถุงเชื้อที่ผลิตเองหรือซื้อมานำไปเปิดดอกในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้น โรงเรือนเปิดดอกเห็ดจึงมีความสำคัญในการเพาะเห็ด โดยจะต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เห็ดจึงจะออกดอกและให้ผลผลิตดี