เงื่อนไขหลักที่สถาบันเกษตรกรเข้าถึงได้ยาก คือ มีกำไร

เนื่องจากผลประกอบการของสถาบันเกษตรกรยางในระยะปี 2559-2560 ล้วนประสบภาวะขาดทุน กรณีคู่สมรสมต้องเซ็นยินยอม บางรายคู่สมรสไม่ได้ประกอบกิจการยาง จึงไม่เซ็นยินยอม เพราะไม่เกิดความเชื่อมั่น รวมถึงวิสาหกิจชุมชนที่มีคณะกรรมการไม่ถึง 15 คน ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งยังเรื่องหลักทรัพย์ที่กำหนดเฉพาะที่ดินเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ที่ดินของเกษตรกรต่างวางเป็นหลักค้ำประกันไว้กับ ธ.ก.ส. เป็นส่วนใหญ่ก่อนหน้าแล้ว” นายเรืองยศ กล่าว

ในขณะที่ นายชำนาญ เมฆตรง ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) โดยผู้ประกอบการค้ายางแผ่นรมควันจำนวนหนึ่งได้หาทางออกผ่านการทำสัญญาซื้อขายผูกพันวันต่อวัน และส่งมอบยางรมควันในอีก 6 วัน เพื่อรับประกันความเสี่ยง จึงเสนอทางออกให้ กยท. เป็นผู้ดำเนินการทำการซื้อขายล่วงหน้า ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ผลิต กล่าวคือ ทำสัญญาซื้อราคาวันนี้และส่งมอบภายใน 7 วัน เพื่อป้องกันการแก้ไขการขาดทุน ไม่ต่างกับการซื้อขายตลาดล่วงหน้าที่ต่างประเทศ

“ปัจจุบัน ใน ชสยท. ที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณน้อยราย ประเด็นหาผู้ซื้อไม่ได้ น่าจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อว่า ไม่สามารถจะส่งมอบยางรมควันให้ได้ตามกำหนด เพราะเวลายางพาราราคาขึ้นจะไม่ส่งมอบ และจะส่งมอบในช่วงราคายางขาลง ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อมั่น จึงอยู่ที่ กยท. เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดทุนได้ ส่วนน้ำยางสดแม้มีราคาต่ำลงแต่ไม่ผันผวนรุนแรงเท่ายางแผ่นรมควัน เพราะรับทราบราคาวันต่อวัน ส่งมอบวันต่อวัน” นายชำนาญ กล่าว

นายเยี่ยม วโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท. ได้อนุมัติงบประมาณ 250 ล้านบาท สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนจ่ายให้เกษตรกรวันต่อวันในการรับซื้อยางจากเกษตรกรในตลาดกลางยางพาราของ กยท. จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย จ.หนองคาย บุรีรัมย์ ยะลา สงขลา นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เพราะเกษตรกรเริ่มนำยางเข้าไปขายในตลาดยางของ กยท. มากขึ้น ทำให้สามารถควบคุมราคาและปริมาณยางได้ ผ่านการที่ กยท. เป็นตัวกลางในการเจรจากับผู้ซื้อ ในลักษณะการประมูลแข่ง ทำให้ราคากลับเข้าสู่ระบบที่ควรจะเป็น

เมื่อช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา กระแสนิยมดื่มน้ำสมุนไพรบุก หรือน้ำคอนยัก เพื่อลดหุ่นให้สลิมมาแรงมาก แต่เนื่องจากสูตรน้ำสมุนไพรบุกไม่มีความเข้มข้นพอ จึงทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล ความนิยมในสมุนไพรตัวนี้จึงลดน้อยลงอย่างน่าเสียดาย

ทั้งที่หากมีการใช้อย่างถูกต้องแล้ว บุก เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพรที่เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดน้ำหนัก และช่วยรักษาโรคอ้วนได้ผลดีมาก

บุก เป็นตัวเลือกสมุนไพรที่ “ใช่เลย” สำหรับการลดน้ำหนัก เพราะ บุก เป็นสมุนไพรไร้แคลอรี องค์ประกอบส่วนใหญ่ของแป้งบุกคือ คอนยัก กลูโคแมนแนน (Konjac glucomannan) ซึ่งแม้จะเป็นน้ำตาลตัวหนึ่ง แต่ก็เป็นโพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ ที่ไม่มีการย่อยสลายแตกตัวเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กในระบบย่อยอาหาร ดังนั้น จึงไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแม้แต่โมเลกุลเดียว แต่จะขับถ่ายออกมาในรูปเดิม

พูดง่ายๆ คือ เข้าทางปากเท่าไร ก็ระบายออกทางทวารเท่านั้น

บุก จึงไม่ให้พลังงานใดๆ ไร้แคลอรีหรือซีโร่ชูการ์ (Zero sugar) โดยสิ้นเชิง มีการคำนวณว่า มีผู้ใหญ่คนหนึ่งบริโภคอาหาร 2,000-4,000 กิโลแคลอรี ต่อวัน ร่างกายสามารถใช้หมด แต่ถ้ามีส่วนเกินสะสมถึง 7,000 กิโลแคลอรี ต่อวัน เมื่อไร น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม ทันที และจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณแคลอรีที่เหลือใช้ในร่างกาย

นอกจากนี้ วุ้นจากแป้งบุกยังช่วยชำระล้างลำไส้ให้สะอาดหมดจดเหมือนทำดีท็อกซ์ (Detox) อีกด้วย

2.
บุก มีฤทธิ์ลดความอยากอาหาร และช่วยลดพุง มีการทดลองในคนที่มีสุขภาพดีและคนโรคอ้วน ซึ่งแบ่งเป็นอย่างละ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกกินผงบุกบรรจุแคปซูล ขนาด 3.6 กรัม ต่อวัน แบ่งเป็น 3 มื้อ กินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

อีกกลุ่มให้กินยาหลอกในขนาดเดียวกัน ผลปรากฏว่าทุกคนในกลุ่มที่กินบุกมีความอยากอาหารน้อยกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก แสดงว่า บุก สามารถลดความอยากอาหารได้

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า คนกลุ่มแรกมีรอบท้อง รอบเอว รอบสะโพก ลดลงเฉลี่ย 4.5, 4.1 และ 2.3 ซ.ม. ตามลำดับ โดยมีน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม ทั้งนี้ เพราะแป้งบุกเมื่อผสมน้ำจนอิ่มตัวแล้วจะพองตัวกลายเป็นวุ้นขยายใหญ่กว่าเดิมมากกว่า 20 เท่า

ดังนั้น ถ้ากินวุ้นบุกในปริมาณที่พอเหมาะกับขนาดของกระเพาะอาหาร ก็จะช่วยลดการบริโภคอาหารเกินจำเป็น ด้วยวิธีนี้จะสามารถลดน้ำหนักอย่างได้ผล ขนาดกระเพาะอาหารของแต่ละคนไม่เท่ากัน คนอ้วนมีกระเพาะใหญ่กว่าคนผอม โดยปกติกระเพาะคนเราขณะท้องว่าง มีความจุเพียง 50 ซีซี แต่เมื่อมีอาหารตกถึงท้องก็จะขยายความจุได้ถึง 10-40 เท่า นั่นคือ 500-2,000 ซีซี หรืออาจมากกว่านั้นในรายที่อ้วนมากๆ ปกติอาหารจะพักอยู่ในระบบย่อยของกระเพาะได้ราว 30 นาที ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณและความอ่อนแข็งของอาหารด้วย

มีวิธีการปฏิบัติที่ผิดในการลดการบริโภคอาหารคือ การดื่มน้ำมากๆ ให้เต็มท้อง หรือการกินผักเยอะๆ จนพุงกาง ซึ่งนอกจากจะทำให้กระเพาะขยายตัวแล้ว กระเพาะยังสามารถปรับตัวหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารผักเหล่านั้นในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เกิดความหิวถี่ขึ้นจนไม่สามารถลดปริมาณอาหารได้

แต่บุกเมื่อกลายเป็นวุ้นอยู่ในกระเพาะอาหารแล้ว ไม่มีกรดหรือเอ็นไซม์ชนิดใดสามารถย่อยน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ของบุกได้ ซ้ำวุ้นบุกยังคงแช่อยู่ในกระเพาะเป็นเวลานาน 1-3 ชั่วโมง ก่อนจะถูกขับถ่ายออกไป

ดังนั้น การกินแป้งบุกจึงเป็นวิธีการลดอาหารที่ได้ผลและสามารถลดพุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุก มีฤทธิ์ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด

จากการศึกษาทดลองในคนอ้วนและผู้ป่วยเบาหวาน หลายรูปแบบทั้งแบบให้กินผงบุกแคปซูลก่อน 1 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง และแบบให้กินอาหารปกติผสมผลิตภัณฑ์อาหารบุก เป็นเวลานาน 6-8 สัปดาห์

พบว่า กลุ่มทดลองมีคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในเลือดลดลง 21.7 และ 15 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ตามลำดับ และไม่มีพิษข้างเคียงใดๆ จากสารคอนยักกลูโคแมนแนนเลย

ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่า ในผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลที่เจาะตรวจในช่วงงดอาหาร (fasting blood glucose) ลดลงถึง 23.2 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร บุก เป็นสมุนไพรไร้พิษ จากการศึกษาทดลองทางพิษวิทยาของบุก ทั้งในสัตว์ทดลองและในคนอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี พบว่า ไม่พบความผิดปกติใดๆ ของผลเลือด ผลปัสสาวะ และผลตรวจทางร่างกาย

สรุปว่า การกินแป้งบุก ปลอดภัย 100%

วิธีกินบุก เพื่อรักษาโรคอ้วนอย่างถูกต้อง ถ้ากินระยะยาวทุกวัน โดยหวังผลหลัง 6-8 สัปดาห์ สำหรับคนที่มีดัชนีมวลกายระหว่าง 25-35 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร ขนาดรับประทานบุก 2 แคปซูล (500 มิลลิกรัมต่อแคปซูล) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง โดยดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว (250-400 ซีซี)

ถ้าต้องการกินบุก เพื่อให้ได้ผลเร็วภายใน 2-3 สัปดาห์ สำหรับคนอ้วนที่มีดัชนีมวลกาย 30-50 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร ขนาดรับประทานเพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง โดยดื่มน้ำตาม 2-4 แก้ว (400-600 ซีซี)

ข้อควรระวังคือ แม้สมุนไพรบุกไม่มีสารพิษใดๆ แต่เป็นสารประกอบน้ำตาลที่ไร้แคลอรี ไร้พลังงาน ไม่มีวิตามิน หรือเกลือแร่ หรือสารอาหารใดๆ ดังนั้น จึงต้องคำนวณสัดส่วนการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายกับแป้งบุกอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดสารอาหาร

บุกแห้ง เป็นสมุนไพรหาง่ายตามร้านขายยาไทย-จีน ทั่วไป เมืองไทยเองเป็นแหล่งส่งออกบุกที่สำคัญ วิธีการใช้เองง่ายๆ คือ นำบุกแห้งมาบดผง แล้วกินครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำตาม 2 แก้ว กินวันละ 3 ครั้ง กินต่อเนื่องได้ทุกวัน

แล้วไขมันส่วนเกินจะหายไปจากชีวิตของคุณ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ทวิตเตอร์ TRS สถานีจราจรเพื่อสังคม ได้ทวีตข้อความระบุว่า เมื่อเวลา 09.01 น. เกิดเหตุเครื่องบินเล็กตก ที่บริเวณบ้านหัวลิง ต.วังแสง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ห่างจาก อ.ชนบท ประมาณ 20 กิโลเมตร เบื้องต้นได้รับรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคผลเน่าและโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นติดผลจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับโรคผลเน่า อาการบนใบ ในระยะแรกจะเห็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปบนใบและกิ่งก้าน อาการบนผล เริ่มแรกเป็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก จากนั้นแผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนเห็นได้ชัดเจนบนผลองุ่นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว แผลฉ่ำน้ำ ยุบตัวลง ไม่มีขอบแผลที่ชัดเจน เนื้อเยื่อกลางแผลฉีกขาด ต่อมาโรคจะขยายลุกลามไปยังผลอื่นๆ ในช่อนั้นจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ

หากพบอาการของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน

ส่วนโรคใบจุดที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบ พบใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแห้งและเป็นรูพรุน อาการบนเถา กิ่ง ก้าน และมือเกาะ หากเกิดโรคบนกิ่งบริเวณส่วนยอด จะทำให้ยอดบิดเบี้ยว อาการที่ผล เกิดแผลจุดสีดำยุบตัวลง ขอบแผลนูนขึ้นเห็นได้ชัดเจน หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ ขอบแผลมีสีอ่อนกว่าตรงกลางแผล และแผลค่อนข้างแห้ง

เมื่อพบการระบาดของโรคใบจุด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน โดยทั้ง 2 โรคนี้ ถ้าพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก อย่าให้มีใบแน่นทึบจนเกินไป อีกทั้งควรตัดและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค

เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมในหลายจังหวัด ทั้งภาคกลางและภาคตะวันตก อาทิ กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะแปลงที่ปลูกอินทผลัมแบบเพาะเนื้อเยื่อ เพื่อรักษามาตรฐานของผลผลิตอินทผลัมผลสดให้อยู่ในระดับเดียวกัน ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมในเมืองไทย และช่วยยกระดับผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดโดยไม่แย่งกันจำหน่าย โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก หรือ WDP

3 ปีแล้ว สำหรับการก่อตั้งกลุ่ม และรวมตัวเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ปีที่ผ่านมามีสมาชิกประมาณ 30 ราย พื้นที่ปลูกอินทผลัมรวม 600 ไร่ ปัจจุบัน เปิดรับสมาชิกเพิ่มทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคกลางหรือภาคตะวันตก ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่ม คิดเป็นพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ จำนวนกว่า 30,000 ต้น ทั่วประเทศ ให้ผลผลิตแล้วในปีนี้ ประมาณ 5,000 ต้น ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตอินทผลัมผลสดออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ตัน แต่ในปีนี้จะสูงถึง 150 ตัน และจะสูงถึง 300-400 ตัน ในปีหน้า

ต้นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ ถูกสั่งมาจากประเทศอังกฤษ เป็นสายพันธุ์บาร์ฮี (barhee / barhi) ในราคาต้นละ 1,200 บาท และเป็นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อตัวเมียทั้งหมด ต้นอินทผลัมตัวผู้จะปลูกด้วยการเพาะเมล็ด เพื่อสำหรับเก็บเกสรตัวผู้ใช้ผสม และยังมีพื้นที่บางส่วนของแต่ละสวนของสมาชิกที่ยังคงปลูกอินทผลัมต้นตัวเมียแบบเพาะเมล็ดไว้ เพื่อเก็บเป็นตัวอย่างและเปรียบเทียบ

คุณอนุรักษ์ บุญลือ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้ก่อตั้งกลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตกในยุคแรก บอกกับเราว่า กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่สนใจทั่วประเทศเข้ามาเป็นสมาชิก ไม่จำกัดเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมในภาคกลางและภาคตะวันตกเท่านั้น เพราะมีเป้าหมายและกลไกทางการตลาดที่คิดว่าจะเป็นการช่วยให้มีการถ่ายเทผลผลิตออกไปสู่ตลาดได้อย่างคล่องตัว

จากเดิมเป็นกลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตกเล็กๆ ที่มีเป้าหมายในการช่วยกันดูแลแปลงปลูก ระบบน้ำ เทคโนโลยีการปลูก เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ เมื่อกลุ่มโตขึ้นจึงเล็งเห็นเป้าหมายในการจัดการอินทผลัมในเมืองไทย ว่า ควรเพิ่มจากการดูแลแปลงเพื่อให้ผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างมีคุณภาพ ให้มีเรื่องของการแปรรูปอินทผลัมผลสดในเมืองไทยอย่างเป็นรูปธรรมและมีคุณภาพออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากแปลงปลูกอินทผลัมมีเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องรองรับผลผลิตบางส่วนที่อาจไม่ได้คุณภาพระดับดีที่สุด นำไปใช้ในการแปรรูป เพื่อให้มีสินค้าเกี่ยวกับอินทผลัมอย่างครบวงจร

เนื่องจากอินทผลัมไม่ใช่ผลไม้ของประเทศไทย ทำให้ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตออกมาชัดเจน โดยกลุ่มได้หารือร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อกำหนดมาตรฐานการผลิตอินทผลัมออกมาใช้ในระบบ แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา กลุ่มจึงดำเนินการควบคุมผลผลิตให้มีคุณภาพเองให้ผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างมีคุณภาพ โดยยกมาตรฐานของ Codex Committee on Fresh Fruits and Vegetables (CCFFV) มาเป็นเกณฑ์ในการผลิตอินทผลัมผลสดของกลุ่ม เพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐานของกลุ่มเอง อาทิ ความหวาน อายุการเก็บเกี่ยว ขนาดผล เป็นต้น

“เราแบ่งผลผลิตออกเป็นขนาดซุปเปอร์จัมโบ้ ขนาด A ขนาด B+ ขนาด B ขนาด C+ จะวางจำหน่าย แต่ถ้าผลผลิตที่ได้ต่ำกว่าเกรด C เราจะนำเข้าห้องเย็น เพื่อเก็บผลผลิตไว้สำหรับการแปรรูป เมื่อไม่ใช่ฤดูของการเก็บเกี่ยวแต่ละปี”

สำหรับจำนวนสมาชิกที่เปิดรับเพิ่มขึ้นทั่วประเทศนั้น คุณอนุรักษ์ ระบุว่า ในจำนวนสมาชิกกลุ่มทั้งหมด เกษตรกรที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลูกภาคกลางและภาคตะวันตก จะมีสัดส่วนในการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องปลูกอินทผลัมผลสดพันธุ์บาร์ฮีได้ให้ผลผลิตตามมาตรฐานของกลุ่มที่วางไว้ โดยไม่เป็นคู่แข่งทางการตลาดซึ่งกันและกัน แต่จะช่วยกันเรื่องการตลาด โดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกผู้ปลูกอินทผลัมในหลายจังหวัดทุกภูมิภาค อาทิ เชียงใหม่ กำแพงเพชร ตาก อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น บุรีรัมย์ เป็นต้น ส่วนภาคใต้ผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มจะมีแปลงปลูกไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อทดลอง

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกอีกประเภทที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรกร ไม่จำเป็นต้องมีแปลงปลูก แต่มีหน้าร้านเป็นของตนเอง ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกกลุ่ม โดยนำผลิตภัณฑ์จากกลุ่มไปจำหน่ายผ่านหน้าร้าน และยังเปิดรับสมาชิกที่ไม่มีแปลงปลูก ไม่มีหน้าร้าน เพิ่งเริ่มปลูก และต้องการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอินทผลัมอีกจำนวนหนึ่ง

ราคาผลผลิตอินทผลัมผลสดปีที่ผ่านมา กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก สามารถขายได้กิโลกรัมละ 600-700 บาท ซึ่งมีผลผลิตบางส่วนส่งเข้าไปวางจำหน่ายโมเดิร์นเทรดและตลาดไท ในราคาส่ง กิโลกรัมละ 500-550 บาท

และเมื่อคิดเป็นสัดส่วนในตลาดอินทผลัมผลสดในเมืองไทย กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตกครองสัดส่วนไปได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนผลผลิตของปีที่ผ่านมา ส่งเข้าจำหน่ายโมเดิร์นเทรดไม่ต่ำกว่า 10 ตัน อีกจำนวน 7-8 ตัน มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เข้ามาซื้อถึงหน้าสวน ส่วนที่เหลืออีกราว 5-6 ตัน เก็บเป็นสต๊อกไว้สำหรับการแปรรูป ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแปรรูปครบจงวร ตั้งแต่การคัดล้าง แพ็ก บรรจุ ห้องเย็น ห้องรอเพื่อส่งตลาด และห้องแช่แข็งเพื่อรอการแปรรูป โดยโรงงานแปรรูปครบวงจรจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

ปัจจุบัน การแปรรูปของกลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและมีแบรนด์เป็นของตนเอง ขึ้นทะเบียนไว้แล้วในแบรนด์ “IN ONE” ประกอบด้วยน้ำอินทผลัมผลสด ที่ผลิตจากผลสดสายพันธุ์บาร์ฮี และน้ำอินทผลัมผลแห้ง ซึ่งผลิตจากผลแห้งสายพันธุ์เมดจูล ซึ่งนำเข้าจากไร่คู่ค้าที่มีที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบเดดซี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทราบกันดีกว่าเป็นแหล่งที่เหมาะสำหรับปลูกอินทผลัมดีที่สุดของโลก

นอกจากนี้ ยังนำเข้าผลแห้งจากไร่คู่ค้าใกล้ทะเลสาบเดดซีมาจำหน่าย และผลิตไซรัปจากอินทผลัมผลแห้งสายพันธุ์เมดจูล ทั้งยังวางการตลาดของการแปรรูปไปถึงผงอินทผลัมสำหรับชงดื่ม หรือเป็นสารแทนน้ำตาลบรรจุซอง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการผลิตและส่งจำหน่ายยังต่างประเทศ

เมื่อถามถึงตลาดส่งออก คุณอนุรักษ์ บอกว่า ตลาดในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นตลาดใหญ่ของอินทผลัม ที่มีชาวมุสลิม ซึ่งจากข้อมูลเชิงวิชาการ พบว่า มีชาวมุสลิมในภูมิภาคอาเซียนที่ต้องบริโภคอินทผลัมมากถึง 220 ล้านคน หากคิดจำนวนการบริโภคที่น้อยที่สุดต่อปี ในปริมาณ 1 กิโลกรัม ต่อคน ก็มากถึง 220 ล้านกิโลกรัม ต่อปี นั่นหมายถึงตลาดอินทผลัมยังคงไปได้ดีแน่นอน

“เป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศเหมาะสำหรับปลูกอินทผลัม ในประเทศที่ต้องการการบริโภคมาก เช่น อินโดนีเซีย ไม่สามารถปลูกได้ ต้องนำเข้าผ่านประเทศมาเลเซียไป และพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลูกอินทผลัมได้”

เมื่อเล็งเห็นตลาดอินทผลัมในต่างประเทศที่น่าจะไปได้ดี คุณอนุรักษ์ ให้ข้อมูลว่า เป็นที่น่ายินดีที่เรามองเห็นตลาดอินทผลัมในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่โชคร้ายที่ประเทศไทย มีข้อจำกัดทางด้านการค้าอินทผลัมกับต่างประเทศ เนื่องจากอินทผลัมไม่ได้เป็นผลไม้ในเมืองไทย จึงยังไม่มีการกำหนดการซื้อขายอินทผลัมกับต่างประเทศ ดังนั้น จึงต้องย้อนไปแก้กฎหมายการส่งออก เพื่อให้ตลาดอินทผลัมออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้

แต่แม้ว่าข้อจำกัดในการส่งออกอินทผลัมของเมืองไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข คุณอนุรักษ์ ก็ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอินทผลัมในประเทศไม่ได้ถึงทางตัน เนื่องจากความต้องการบริโภคทั้งผลสดและการแปรรูปในประเทศไทย ยังคงมีความต้องการสูงอยู่ เพราะอินทผลัมเพิ่งเป็นที่รู้จักในเมืองไทยเพียงไม่กี่ปี ตลาดยังคงไปได้อีกไกล ส่วนข้อกังวลในราคาจำหน่ายที่ปัจจุบันราคาสูง

แต่หากผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ราคาจะตกลงเช่นเดียวกับกลไกทางการตลาดของผลไม้ชนิดอื่นด้วยหรือไม่นั้น คุณอนุรักษ์ บอกว่า ไม่ต้องกังวล เนื่องจากเดิมทีกลุ่มวางแนวคิดการซื้อขายอินทผลัมผลสดในเมืองไทยไว้เพียงกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อคิดในปริมาณการให้ผลผลิตต่อต้นที่ปีแรกของต้นที่ให้ผลผลิต เฉลี่ย 30-40 กิโลกรัม ต่อต้น จะได้ผลผลิตประมาณ 1,500-2,000 บาท ต่อต้น ในพื้นที่การปลูก 1 ไร่ สามารถปลูกอินทผลัมได้ 25 ต้น นั่นหมายถึงได้ 37,500-50,000 บาท ต่อไร่ เมื่อหักต้นทุนการผลิตไม่เกิน 10,000 บาท ต่อไร่ เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้แน่นอน

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนาอินทผลัมกินผล ทางผู้จัดได้เชิญ คุณอนุรักษ์ บุญลือ มาพูดคุยด้วย ผู้สนใจสามารถจองได้ โดยดูรายละเอียดการสัมมนาได้ในเล่มนี้

พริก เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพสูง และมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศ คาดว่าพื้นที่ปลูกพริกของเกษตรกรไทยในปัจจุบันนี้มีรวมทั้งสิ้น 584,564 ไร่ รูปแบบของการใช้ประโยชน์จากพริกมีมากมาย ทั้งเพื่อการบริโภคสด ผลิตเป็นพริกแห้งหรือพริกป่น รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ นอกจากนั้น ยังใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคบางชนิด

จากข้อมูลการสำรวจพบว่า โดยเฉลี่ยคนไทยบริโภคพริก คนละ 5 กรัม ต่อวัน หรือลองคำนวณคร่าวๆ ด้วยประชากรคนไทย 60 ล้านคน ก็จะประมาณได้ว่าคนไทยบริโภคพริกถึง 109,500,000 กิโลกรัม ต่อปี พื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “พริกขี้หนูหัวเรือ” มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตจังหวัดอุบลราชธานี แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรที่ปลูกพริกสายพันธุ์นี้พบปัญหาเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีการเก็บเมล็ดพันธุ์เองและไม่มีการคัดเลือกสายพันธุ์