เงื่อนไขเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกร

ข้าวนาปรังและขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังในรอบ 4 ปี (ปี 2556 – 2559 ปีใดปีหนึ่ง) พื้นที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่นาเท่านั้น ขนาด 1 งานขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยเกษตรกรต้องลงทุนในการเตรียมแปลงและปลูกพืชในนาก่อน เมื่อปลูกแล้วให้มาแจ้งยืนยันการเพาะปลูก เพื่อให้คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลทำการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการบริหารโครงการฯ ระดับอำเภอ จะส่งรายชื่อให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อโอนเงินให้เกษตรกร ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่สามารถนำพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการกลับไปทำนาปรังในช่วง 1 พฤศจิกายน 2560 – 30 เมษายน 2560 ได้อีก ยกเว้นพื้นที่รับน้ำที่มีประกาศให้ทำนาปีเร็วขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนชาวนาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในวันและเวลาราชการ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

เมื่อวันที่ เร็วๆนี้กระทรวงเกษตรฯ นำโดย นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. พบปะพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย โดยมีนายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัด ภาคใต้ ชูแนวทางปฏิรูปยางพาราไทยทั้งระบบ หวังเดินหน้าบูรณาการกับรัฐ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายาง สู่ความยั่งยืน

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยหลังการพบปะพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยว่า ขอชื่นชมในแนวทางที่สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้มานำเสนอในวันนี้ เป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดีกับเกษตรกรพี่น้องชาวสวนยางรายย่อยด้วยแนวทางปฏิรูปที่นำเสนอ ได้แก่ ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง เน้นพึ่งพาตนเอง อยู่แบบพอเพียง และต้องลดการขอความช่วยเหลือจากรัฐ การปฏิรูปสวนยาง ให้เปลี่ยนการทำสวนยางแบบเชิงเดี่ยวเป็นการทำสวนยางแบบยั่งยืน

โดยชาวสวนยางรายย่อยไม่จำเป็นต้องปลูกยางอย่างเพียงอย่างเดียว ให้ลดจำนวนต้นยางต่อ 1 ไร่ และสร้างแรงจูงใจในการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน จะสามารถจำกัดจำนวนต้นยางและปริมาณน้ำยางในตลาดได้ ซึ่งขอให้ กยท. มีการจ่ายเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติม รวมถึง การปฏิรูปการผลิตและการแปรรูป เป็นแนวความคิดที่ตรงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ พี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพ สู่การพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือ สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อจะได้ทำหน้าที่ในการรวบรวมน้ำยาง รวบรวมยาง และนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หากมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นแล้วจะ สามารถทำการตลาดต่อไป เพราะฉะนั้น พี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ ต้องการการสนับสนุน จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวง จะสามารถให้การสนับสนุนได้ เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง ยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง

นอกจากนี้ ทางตัวแทนยังเสนอให้มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยหรือชาวสวนยางชายขอบได้มีส่วนร่วมในคณะทำงานเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาตั้งแต่การวิจัย การบริหารกองทุนตามมาตรา 49 (5) เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับเกษตรกรรายย่อย ในรูปแบบเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือเป็นการสมทบร่วมกันระหว่างรัฐและเกษตรกร โดยมีการตั้งคณะกรรมการที่มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเข้ามาร่วมบริหารเงินกองทุนนี้ จนสู่การมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)

ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่เกษตรกรชาวสวนยาง เห็นความสำคัญและพร้อมนำนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหันมาพึ่งพาตนเอง อยู่แบบพอเพียง โดยเปลี่ยนจากการทำสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกยางแบบผสมผสาน ซึ่ง กยท. มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการโค่นยางที่เสื่อมสภาพ หันมาปลูกแทนผสมผสาน มีทุนสนับสนุนให้ไร่ละ 16,000 บาท ทั้งนี้ ในปี 2560 มีชาวสวนยางโค่นยางแล้วปลูกแทน

จำนวน 42,036 ราย พื้นที่ 422,728.50 ไร่ ในจำนวนนี้ ปรับหันมาปลูกแบบผสมผสานมากขึ้นประมาณร้อยละ 7 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่โค่นยางแล้วปลูก (จำนวน 3,043 ราย พื้นที่ 32,315.30 ไร่) พร้อมทั้ง กยท. มีทุนสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพเสริม เช่น ปศุสัตว์ ประมง พืชผักสวนครัว พืชร่วมยาง เป็นต้น ระหว่างรอผลผลิต จนถึงมีผลผลิตแล้ว รายละไม่เกิน 50,000 บาท ปัจจุบัน กยท. ได้เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ชาวสวนยางสามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านนี้ เพราะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 430 ราย รวมเป็นเงิน 17,133,000 บาท ทั้งนี้ ข้อเสนอสำหรับการปฏิรูปด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การตลาด เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยสามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ จะเร่งหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบบูรณาการทุกภาคส่วน

อำเภอเกาะยาว ร่วมกับ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดจัดงานวันจิตอาสาลงแขกเกี่ยวข้าว ประเพณีวิถีเกาะยาว ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560
ณ แปลงนาข้าว บ้านน้ำจืด หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นวิถีชีวิตของคนเกาะยาว ที่มีอาชีพหลัก คือ การทำนา ให้อยู่คู่คนเกาะยาวสืบไป และเป็นการ-ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาว

นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า อำเภอเกาะยาว ร่วมกับ สำนักงานเกษตร-อำเภอเกาะยาว ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดจัดงานวันจิตอาสาลงแขก

เกี่ยวข้าว ประเพณีวิถีเกาะยาว ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ แปลงนาข้าว บ้านน้ำจืด หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นวิถีชีวิตของคนเกาะยาว ที่มีอาชีพหลัก คือ การทำนา ให้อยู่คู่คนเกาะยาวสืบไป ซึ่งคนเกาะยาวมีความผูกพันกับการทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบัน 100 กว่าปีแล้ว จะสังเกตได้แม้กระทั่งการตั้งนามสกุล ยังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นชาวนา เช่น ไถนาเพรียว ดำนาดี วงษ์นา ถิ่นนา หาญเคียว สงวนไถ วางไถคล่อง กองข้าวเรียบ ไถเอี่ยม เป็นต้น และอาจถือ

ได้ว่าแปลงนาของอำเภอเกาะยาวเป็นนาผืนสุดท้ายกลางทะเลอันดามันก็เป็นได้ อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาวให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดพังงา เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 277 ราย พื้นที่ 927 ไร่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ร่วมกับหน่วยงานภาคีดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาข้าว) สมาชิก จำนวน 104 ราย พื้นที่ 420 ไร่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าว

ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ภายใต้การสนับสนุนและบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนเกษตรฯ เปิดเวทีระดับภาค ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือ 4 ภาคี ภาครัฐ เกษตรกร สถาบันการศึกษา และเอกชน ลงนามความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกัน ย้ำก้าวสำคัญ และความมุ่งมั่นเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้บรรลุเป้าหมาย

วันนี้ (7 ธันวาคม 2560) นายธนิต เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ถึงการประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารหอพัก 700 ปี สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามการขับเคลื่อนงานตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ของภาคเหนือ และรับฟังข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคการดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 โดยการประชุมดังกล่าว ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายลักษณ์ วจนานวัช) เป็นประธาน พร้อมนี้ยังจัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือใน ครั้งนี้ด้วย

การดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560–2564 เป็นกรอบการดำเนินงาน และได้เร่งรัดให้ทุกภาคส่วนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ผ่านคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 ภูมิภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

สำหรับเกษตรอินทรีย์ และตลาดประชารัฐ นับเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแก่ทุกภาคส่วนในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายประสานการทำงานที่มีเป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคัดเลือกเกษตรกรเพื่อเชื่อมโยงตลาดการค้า ในการเข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการความร่วมมือดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ รวม 5 ฉบับ ขับเคลื่อนทำงานระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ และงานวิจัย กลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ผู้ผลิตข้าว พืชผัก พืชสมุนไพร ที่ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และวิทยาลัยนเรศวร ในการสนับสนุนการบริหารจัดการกลุ่ม การถ่ายทอดความรู้ และการประเมินผล และภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิพัฒนาศักยภาพ (โดยสถาบันชุมชนเกษตรยั่งยืน) บริษัท แมคนีน่าฟาร์มจำกัด คู่ค้าข้าวจังหวัดอุทัยธานี บริษัทเปรมสุขฟาร์ม ในการสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ร่วมวางแผนการผลิตการรับซื้อสินค้า นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการคัดเลือกเกษตรกรและสินค้าที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดมาร่วมจัดนิทรรศการเป็นจำนวนกว่า 40 บูธอีกด้วย

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า การจัดประชุมและลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในภาคเหนือให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการว่าด้วยการส่งเสริมการนำผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตร มาใช้ประโยชน์ในระบบเกษตรอินทรีย์ 4.0” ระหว่าง นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. และ ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัย ศนก.วว. กับ นายเลิศชัย วงษ์ชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเปรมสุข ฟาร์ม จำกัด ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ อาคารหอพัก 700 ปี สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี poipetsix.co.uk มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงบูรณาการของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการส่งเสริมการนำผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในระบบเกษตรอินทรีย์ 4.0 โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการนำเทคโนโลยีการเกษตรแบบแม่นยำ ปฏิบัติ ทดลอง ในการสร้างพื้นที่ต้นแบบ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลคลองสิบสี่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก รวมพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

(7 ธันวาคม 2560 / โรงแรมคลาสิค คามิโอ จ.พระนครศรีอยุธยา) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สป.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จัดสัมมนา เรื่อง “การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการยกระดับโอทอป ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)” บูรณาการความร่วมมือพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการกลุ่ม OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. ประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาฯ ชี้แจงว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความยินดีที่ได้นำ วทน. มาส่งเสริม เผยแพร่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา วท. ได้ดำเนินงานโครงการ “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป (STI Coupon for OTOP Upgrade)” โดยจัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ รวม 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน การพัฒนาและออกแบบเครื่องจักร ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน้ำ

โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติการพัฒนาตามแนวทางคูปองวิทย์เพื่อ OTOP จำนวนทั้งสิ้นกว่า 700 ราย นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เห็นถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกับเครือข่ายมากกว่า 40 หน่วยงาน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ประกอบการให้ได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร อาทิ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่ให้การรับรองระบบและมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ สถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานส่งเสริมด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและขนส่ง เพื่อขยายโอกาสการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการ

นายคมสัน เจริญอาจ ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม เข้ามาพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาช่วยพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ พัฒนาสังคม และสร้างอาชีพใหม่ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“… ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีที่สามารถรองรับผู้ประกอบการ OTOP ทั้งด้านอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร การเกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจน สินค้าของตกแต่งและของที่ระลึก ในปี 2561 นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานเครือข่าย มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยการผลิตของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับผู้ประกอบการ OTOP ด้วย วทน. ให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และมีนวัตกรรมของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีรูปธรรม” ผู้ว่าการ วว.กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรมภายในงานสัมมนาฯ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้ประกอบการโอทอป ได้แก่ การเสวนา เรื่อง “ยกระดับโอทอปด้วย วทน. ได้อย่างไร” กิจกรรม STI for OTOP Upgrade Matching เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึก แก้ไขปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโอทอป และมีการรับสมัครผู้ประกอบการตามแนวทางคูปองวิทย์เพื่อโอทอป นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการโชว์ผลงานหน่วยงานในเครือข่ายกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สถาบันการเงิน และอื่นๆ

อพท. จับมือชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตะเคียนเตี้ย พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยววิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย ชูจุดเด่นธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ สวนปลอดสารพิษ ใช้อินทรีย์สารดูแลสวนมะพร้าว เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง เปิดเผยว่า ได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยววิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย (Coconut tourism) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนตะเคียนเตี้ยที่มีความผูกพันกับสวนมะพร้าวมานาน และที่ผ่านมาพบว่าต้นมะพร้าวถูกทำลายโดยหนอนหัวดำมะพร้าว ส่งผลให้มีต้นมะพร้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก อพท. จึงมีแผนที่จะช่วยชาวชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ยกำจัดหนอนหัวดำ เพื่อช่วยให้ชาวชุมชนมีวิถีชีวิตเช่นเดิม และสามารถอนุรักษ์สวนมะพร้าวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

โดย อพท. ได้ประสานไปยังศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ภาคกลาง คณะกีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน เพื่อจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีและการเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติเพื่อใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว นั่นคือ เพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ โดยหวังว่า การเพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ จะสามารถควบคุมศัตรูมะพร้าวหรือหนอนหัวดำได้ และทำให้วิถีมะพร้าวคงอยู่กับชุมชนตะเคียนเตี้ยต่อไป

ขณะเดียวกัน ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี (กรมส่งเสริมการเกษตร) ให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ และฝึกอบรมการเลี้ยงแตนเบียนฯให้กับชาวบ้าน เพื่อนำแตนเบียนฯไปควบคุมศัตรูมะพร้าว คือหนอนหัวดำมะพร้าว ที่มีการแพร่ระบาดในตำบลตะเคียนเตี้ย ซึ่งหลังจากมีการเพาะเลี้ยงแตนเบียนฯมาระยะหนึ่ง จึงได้ยกระดับกิจกรรมการปล่อนแตนเบียนให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมท่องเที่ยว วิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย (Coconut Tourism) โดยชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลตะเคียนเตี้ย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ปล่อยแตนเบียน ซึ่งนอกจากจะช่วยกำจัดหนอนหัวดำแล้ว ชาวชุมชนยังมีรายได้จากการเลี้ยงแตนเบียนฯด้วย