เจริญ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกระทบเพียงเล็กน้อย

และยังไม่จำเป็นต้องปรับราคา เพราะเชื่อว่าราคาจะสูงระยะสั้นเท่านั้น ตอนนี้ราคาเริ่มลดลงแล้ว แต่ห่วงค่าเงินบาทแข็งค่าและผันผวนไม่มีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยมากกว่า เพราะบาทแข็งทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยาก ซึ่งค่าเงินบาทที่เหมาะสมขณะนี้ไม่ควรเกิน 33 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทอยู่ 31.75 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ

วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ที่บ้านเลขที่ 170/4 หมู่ที่ 4 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง นางนงนภัส สภานุช อายุ 39 ปี พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลตรัง ได้ใช้เวลาหลังเลิกงานหันมาหารายได้เสริม ด้วยการทำวุ้นแฟนซีกะทิสด เป็นรูปต่างๆ ขาย โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งกำลังได้รับความสนใจและนิยมกินกันอย่างมากในขณะนี้ ให้เกิดไอเดียทำวุ้นกะทิสดแฟนซีทุเรียนขึ้นมา สีสัน เป็นเม็ดทุเรียน เหมือนกับนั่งรับประทานทุเรียนจริงๆ สำหรับวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียน มีส่วนผสมหลักที่ประกอบด้วย ผงวุ้น น้ำกะทิสด น้ำตาลทราย และสีผสมอาหาร โดยวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียน และวุ้นกะทิแฟนซีข้าวโพด

ราคาชุดละ 40 บาท สำหรับวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียน จะอยู่ได้ 3-5 วัน และจะต้องปิดฝาให้สนิทแช่ตู้เย็น เพราะปลอดสารกันบูด ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมสั่งอวยพรเป็นเค้กวันเกิดให้ผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีลูกชุบพวงองุ่น ใส่ไส้ถั่วเขียวซีก หน้าตาสีสันสวยงามเหมือนกับองุ่นสด ซึ่งลูกชุบพวงองุ่นมี ราคา 200 บาท ลูกค้าจะนิยมสั่งไปเป็นเค้กอวยพรวันเกิดให้แก่ผู้ใหญ่

นางนงนภัส กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นเทศกาลฤดูผลไม้ทุเรียน และบางคนจะไม่ชอบกลิ่นทุเรียน เพราะที่ได้ลง วุ้นกะทิแฟนซีทุเรียน ขายในวันแรก ทำให้มีผลตอบรับกลับมา มีลูกค้าออเดอร์สินค้าเข้ามาเยอะมาก เดี๋ยวจะมีลูกค้าบางคนที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนเลย และเข้าใกล้ไม่ได้เลย แต่พอเจอวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียนดังกล่าว และเป็นวุ้นกะทิธรรมดาที่ใช้กะทิสด น้ำตาล และผงวุ้น และยังเหมาะเป็นของฝากด้วย ส่งออเดอร์ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะนำเป็นไปฝากผู้ใหญ่กัน ซึ่งในเซตของวุ้นกะทิแฟนซีทุเรียน จะมีทุเรียนที่มีเปลือก และทุเรียนที่ไม่มีเปลือก จะขายเป็นชุด ราคาละ 40 บาท

“ยอดขายช่วงนี้ทำให้ตนเองทำแทบไม่ทัน รายได้ต่อวันส่วนใหญ่ตนเองจะกลับมาทำหลังเลิกงาน ต่อวันได้ถึง 1,500-2,000 บาท แต่จะรวมถึงเค้กวุ้นด้วย แล้วก็ยังมีออเดอร์ที่เป็นทั้งของฝากของเยี่ยมไข้ และที่สั่งทำเป็นเค้กวันเกิด ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าก็จะเป็นกลุ่มที่แพ้ถั่ว แพ้แป้ง ไข่ ก็จะมีลูกค้าที่สั่งไปทำเป็นเค้กวันเกิดให้ลูกของตนเอง และมีสั่งให้ผู้สูงอายุ เนื่องจากตนเองจะทำไม่หวานมาก ส่วนลูกชุบ รูปองุ่น ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่งไปเป็นของฝากให้กับผู้ใหญ่ แสดงความยินดีหรือมอบให้กับคุณครูอาจารย์” นางนงนภัส กล่าว

คุณระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่กล่าวว่าจากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในจังหวัดกระบี่ พบว่าในพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีการเข้าทำลายของโรคโคนลำต้นเน่า และเริ่มระบาดมากกับต้นปาล์มน้ำมันอายุ 10 – 15 ปี (ระบาดในต้นที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ) ซึ่งโรคโคนลำต้นเน่ามีสาเหตุมาจากเชื้อรา Ganoderma (กาโนเดอร์ม่า) โดยเชื้อราจะเข้าทำลายที่รากเข้าสู่โคนต้น หากมีการเข้าทำลายประมาณครึ่งหนึ่งของลำต้น จะแสดงอาการให้เห็นทางใบ การเน่ามีผลทำให้ไปบล็อคทางลำเลียงอาหารและน้ำในต้นพืช ทำให้อาการเหมือนกับอาการขาดน้ำ และขาดธาตุอาหารของพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ จึงขอแจ้งให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปาล์มน้ำมันและเฝ้าระวังการระบาดของโรค

อาการภายนอกที่พบคือใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลงรอบ ๆ ลำต้น ซึ่งจะเร็วหรือช้าขึ้นกับฤดูกาล ทางยอดที่ยังไม่คลี่มีจำนวนมากกว่าปกติ ในขณะเดียวกันภายในลำต้นปาล์มน้ำมันถูกทำลายไปถึง 50 % ต้นจะตายภายใน 2 – 3 ปี โดยต้นจะหัก หรือล้มลง โรคนี้ทำให้เกิดการเน่าแห้งของเนื้อเยื่อที่ฐานของต้น เมื่อตัดต้นเป็นโรคตามขวางจะเห็นเนื้อเยื่อบริเวณที่เน่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีแถบสีน้ำตาลเข้มรูปร่างไม่แน่นอนเกิดสลับกันอยู่ และที่ขอบแผลมีบริเวณสีเหลืองใสกั้นระหว่างส่วนที่เป็นโรคและส่วนที่ผิดปกติ รากมีลักษณะกรอบ เนื้อเยื่อภายในแห้งเป็นผง

ลักษณะของดอกเห็ด สร้างขึ้นที่บริเวณฐานของลำต้น หรือรากบริเวณใกล้ลำต้น ดอกเห็ดที่พบครั้งแรกมีสีขาวขนาดเล็ก ต่อมาจะขยายโตขึ้นมีสีน้ำตาลแดงมีสีขอบสีขาวผิวด้านบนเรียบเป็นมันคล้ายทาด้วยแลคเกอร์ ผิวด้านล่างมีสีขาวขุ่นเต็มไปด้วยรูเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่สร้างสปอร์สีน้ำตาลเป็นผงเล็ก ๆ กระจายไปทั่วบริเวณใกล้เคียง

โรคโคนลำต้นเน่าปาล์มน้ำมันนี้พบว่าเคยมีการระบาดสร้างความเสียหายแก่ปาล์มน้ำมันที่ปลูกในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียมาแล้วแพร่กระจายโดยสปอร์ที่ปลิวไปในอากาศ หรือ รากที่ไปสัมผัสกับดินที่มีเชื้อ

โรคโคนลำต้นเน่าปาล์มน้ำมันนี้พบว่าเคยมีการระบาดสร้างความเสียหายแก่ปาล์มน้ำมันที่ปลูกในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียมาแล้วแพร่กระจายโดยสปอร์ที่ปลิวไปในอากาศ หรือ รากที่ไปสัมผัสกับดินที่มีเชื้อ

อย่าเคลื่อนย้ายต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคผ่านไปในแปลงปาล์มน้ำมัน
2. ขุดร่องหรือคูรอบบริเวณต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคเพื่อป้องกันการสัมผัสของราก
3. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อควบคุมโรคพืช
3.1 ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กก. ผสมกับรำละเอียด 4 – 10 กก.และปุ๋ยอินทรีย์ 50 – 100 กก.

– รองก้นหลุมอัตรา 100 กรัม/หลุมตามขนาดของหลุมปลูก

– หว่านในแปลงปลูก หรือรอบทรงพุ่มในอัตรา 3 – 6 กก./ต้น

3.2 ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กก. ผสมน้ำ 20 – 100 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้ำนำไปฉีดพ่นอย่าง

สม่ำเสมอเพื่อป้องกันโรคในส่วนบนของต้นปาล์มน้ำมัน

3.3 ตรวจสอบต้นที่เป็นโรคโดยใช้ไม้เคาะลำต้นปาล์มน้ำมันเพื่อฟังเสียงในบริเวณที่ถูกทำลาย

ถากส่วนที่เป็นโรคออก ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กก. น้ำ 2 ลิตร ดินฝุ่นแดง 1 กก. ผสมเข้ากันทา

บนรอยแผลที่ถาก

ถากส่วนที่เป็นโรคออก ใช้สารเคมี เช่นไทแรม ทาบนรอยแผลที่ถาก เพื่อป้องกันการเข้าทำลายซ้ำจากเชื้ออื่นๆ
5. กำจัดต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงโดยการขุดเผาทำลาย
สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ 075-611649

สยามคูโบต้า ร่วมเฟ้นหาเจ้าสนามสุดยอดรถไถทางเลนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ในรายการศึกควายเหล็ก Battle 2 ถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ผลจากการแข่งขันแบบเก็บคะแนนทั้ง 5 สนาม ทั่วประเทศ ได้แก่ ทีมลั่นทุ่ง จากจังหวัดพิษณุโลก ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า RT125 ติดโครงรถไถเดินตามตราช้าง ชนะเลิศในรุ่นสแตนดาร์ด และทีมช่างรุน จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้วยเครื่องยนต์คูโบต้า RT140 ติดโครงรถไถเดินตามตราช้าง ชนะเลิศในรุ่นโอเพ่น พร้อมทั้งสนับสนุนรางวัลพิเศษเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า รุ่นใหม่ ZT155 Pro แรงเต็มขุมพลัง สำหรับผู้ชนะรุ่นโอเพ่น

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “สยามคูโบต้า ได้ร่วมสนับสนุนการแข่งขันรถไถทางเลน “รายการศึกควายเหล็ก Battle 2” ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ถ่ายทอดสดโดยสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.05-16.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันที่ 18 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ชื่นชอบในความเร็วและความท้าทายใช้เวลาว่างหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ได้ร่วมทำกิจกรรมสร้างความสนุกสนานและความสามัคคีในชุมชน อีกทั้งใช้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการพัฒนาปรับแต่งเครื่องยนต์รถไถเพื่อใช้ในการแข่งขัน รวมถึงเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนยุคใหม่ให้หันมาสนใจในอาชีพเกษตรกรรมและร่วมสืบทอดประเพณีการแข่งขันต่อไป

โดยครั้งนี้ สยามคูโบต้า ได้มอบเงินสนับสนุนการแข่งขัน จำนวน 100,000 บาท พร้อมมอบรางวัลพิเศษให้แก่ทีมชนะเลิศในรุ่นโอเพ่น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า รุ่นใหม่ล่าสุด ZT155 Pro ขนาด 15.5 แรงม้า โฉบเฉี่ยว ไฟหน้าสว่างด้วยหลอด LED พร้อมฟังก์ชั่นไฟเลี้ยวและช่องเสียบ USB มูลค่า 51,500 บาท รวมถึงออกบู๊ธแสดงสินค้าพร้อมโปรโมชั่นพิเศษจากสยามคูโบต้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนการจัดงานแข่งขันรถไถทางเลนระดับท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มเกษตรกรในภาคอีสาน โดยในปีนี้จะจัดขึ้นอีก 2 สนาม ในเดือนมิถุนายน ณ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู และเดือนพฤศจิกายน ณ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร่วมสืบทอดประเพณีการแข่งขันให้คงอยู่และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของสังคมเกษตรของไทย”

การแข่งขันรถไถทางเลน “รายการศึกควายเหล็ก Battle 2” แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ด เครื่องยนต์ดีเซลที่มีขนาดลูกสูบไม่เกิน 94 มม. ขนาด 12.5 แรงม้า ไม่มีการปรับแต่งหลุมลูกสูบ มีเกษตรกรเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 35 ทีม และรุ่นโอเพ่น เครื่องยนต์ดีเซลที่มีขนาดลูกสูบไม่เกิน 97 มม. ขนาด 14 แรงม้า ปรับแต่งเครื่องยนต์โดยไม่ติดตั้งเทอร์โบ มีเกษตรกรที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 20 ทีม โดยเป็นการแข่งขันแบบสะสมคะแนนจาก 5 สนามแข่งขันทั่วประเทศ ได้แก่

สนามที่ 1 บ้านวัดพริก จ. พิษณุโลก สนามที่ 2 วัดหนองต้นไทร จ.พิจิตร สนามที่ 3 บ้านเนินหว้า จ.สุโขทัย สนามที่ 4 บึงแม่ระหัน จ.พิษณุโลก และปิดท้ายรอบชิงชนะเลิศสนามที่ 5 อำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยทีมที่มีคะแนนสะสมมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ผลปรากฏว่าทีมที่ทำคะแนนรวมได้ดีที่สุดในรุ่นสแตนดาร์ด ได้แก่ ลั่นทุ่ง จาก จ.พิษณุโลก ด้วยเครื่องยนต์ RT140 ติดโครงรถไถเดินตามตราช้าง คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง และรุ่นโอเพ่น ได้แก่ ทีมช่างรุน จาก จ. พระนครศรีอยุธยา ด้วยเครื่องยนต์คูโบต้า RT125 ติดโครงรถไถเดินตามตราช้าง คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง พร้อมเงินรางวัลและเครื่องยนต์ดีเซลคูโบต้า รุ่น ZT155 Pro แรงเต็มขุมพลัง

นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม กล่าวว่า โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นโครงการที่ดำเนินการภายใต้งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีงบประมาณ 2561 ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 6,482,800 บาท เพื่อจัดทำโครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำประเภทชั่วคราวในเขตปฏิรูปที่ดิน ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด จำนวนฝาย 244 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ 11 จังหวัด (กำแพงเพชร เชียงราย ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน อุตรดิตถ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด (กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มุกดาหาร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี) และภาคกลาง 2 จังหวัด (ลพบุรี สระบุรี)

โครงการดังกล่าว ส.ป.ก. ใช้งบกลางปี ซึ่งรัฐบาลต้องการให้เป็นงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน นอกจากเพื่อการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารและรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการจ้างแรงงานในท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และเกษตรกรในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ ทั้งวิธีการพัฒนาคัดเลือกพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ เทคนิคการสร้างฝาย โครงการมีระยะเวลาดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีงบประมาณ 2561

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก. นครราชสีมา) มีแผนก่อสร้างฝายชะลอน้ำประเภทชั่วคราว ในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 25 แห่ง ในพื้นที่ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง (หมู่ที่ 9 จำนวน 2 แห่ง หมู่ที่ 15 จำนวน 3 แห่ง) และพื้นที่ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว (หมู่ที่ 16 จำนวน 20 แห่ง)

ส.ป.ก. โดยสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (สพป.) ร่วมกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา จึงได้จัดกิจกรรม คลิกออฟ (Kick off) เริ่มต้นโครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำประเภทชั่วคราว ในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ หมู่ที่ 15 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2561

สาเหตุที่เลือกพื้นที่แห่งนี้ สืบเนื่องจากเกษตรกรมีความต้องการพัฒนาพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม และเป็นพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาลที่จัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน เมื่อปี พ.ศ. 2560 โดยมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 100 ราย ประกอบด้วยสมาชิกสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด เกษตรกรรุ่นใหม่ เครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ ผู้นำท้องที่ เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารงานส่วนตำบล และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้

ในระยะต่อไปจะมีการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก การปลูกป่าในรูปแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน คาดว่าโครงการดังกล่าวจะก่อเกิดประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารและการรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน เสริมสร้างองค์ความรู้ ในการสร้างฝายชะลอน้ำฯ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของฝายชะลอน้ำฯ และมีการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ในช่องทางต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เอกสารเผยแพร่ สื่อสารมวลชน สื่อสารเทคโนโลยีสนเทศ เครือข่ายเกษตรกรและผู้สนใจ

ด้าน นายไพรัตน์ โลหณุต รักษาการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับรูปแบบที่ใช้ในการสร้างฝายเป็นรูปแบบฝายชะลอน้ำประเภทชั่วคราว ออกแบบโดยวิศวกรจากสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ที่ใช้สร้างถนนลำน้ำหรือร่องน้ำขนาดกว้างไม่เกิน 6 เมตร ใช้ไม้ไผ่หรือไม้อื่นๆ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 นิ้ว ความยาว 6 เมตร) ที่จัดหาได้ในท้องถิ่นเป็นโครงสร้างยึดกระสอบทราย

โดยใช้ทรายมีส่วนผสมของปูนซีเมนต์ต่อทราย ในอัตราส่วน 1 : 10 พื่อทำให้ทรายมีการจับตัวเป็นก้อนหลังจากสัมผัสกับน้ำ ทำให้โครงสร้างฝายมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มีแนววางกระสอบทราย 2 แนว เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวฝาย งบประมาณที่ใช้ในการสร้างฝาย จำนวน 9,370 บาท ต่อ 1 ฝาย จัดแบ่งค่าใช้จ่ายเป็น 2 ส่วน คือ 1. ค่าวัสดุ เป็นเงินประมาณ 5,770 บาท 2. ค่าจ้างแรงงาน เป็นเงินประมาณ 3,600 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัด) โดยใช้แรงงาน 4 ราย ระยะเวลาทำงาน 3 วัน ต่อฝาย 1 แห่ง

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้รับรายงานจากสภาเกษตรกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า มีการเปลี่ยนการขนถ่ายพันธุ์ทุเรียนซึ่งเป็นพืชสงวนตาม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี 2518 ณ ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ออกไปตรวจสอบบริเวณที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าว โดยพบบริเวณบ้านพักตามที่ได้รับแจ้งมีการกักเก็บต้นพันธุ์ทุเรียนจำนวนมาก รวมถึงต้นพันธุ์มะขาม ลำไย มะนาว ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ แต่ยังไม่พบเห็นการเคลื่อนย้ายต้นไม้ดังกล่าว ในเบื้องต้นได้ข้อมูลว่าผู้ส่งออกเป็นคนไทยพลัดถิ่น (พม่าสัญชาติไทย) และนำต้นพันธุ์ทุเรียนมาจากแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินและน้ำไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้รับแจ้งว่าไม่มีการส่งออกพันธุ์ทุเรียนหรือพืชสงวนอื่นๆ แต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการลักลอบส่งออกต้นพันธุ์ทุเรียนตามที่ได้รับรายงาน เนื่องจากพบเห็นต้นพันธุ์ทุเรียนในเขตด่านสิงขร ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตปลูกทุเรียน และหากมีการลักลอบส่งออกไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แสดงว่าจะต้องมีพื้นที่ปลูกจำนวนมากและมีที่พักสินค้าเพื่อรอการขนย้าย รวมทั้งยังพบว่ามีการใช้รถยนต์ที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรอการขนส่ง นอกจากนี้ อาจมีความเป็นไปได้ที่ขนส่งทางช่องทางอื่นโดยไม่ผ่านเจ้าหน้าที่
หลังจากที่ได้รับรายงานถึงข้อสังเกตดังกล่าว จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ซุ่มดูพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งจากจำนวนต้นพันธุ์ทุเรียนที่เห็น หากใช้รถขนส่งเพียงคันเดียวอาจต้องใช้เวลาขนส่งอีกประมาณ 3-4 วัน จึงจะขนส่งได้หมด โดยหากพบว่ามีการลักลอบขนส่งจริงจะแจ้งให้สภาเกษตรฯ แจ้งตำรวจกองปราบเพื่อดำเนินการดักจับในวันต่อไป เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงมาตราการป้องกันและกฎหมาย แต่หากไม่พบการเคลื่อนย้ายแสดงว่าผู้ประกอบการรับรู้และระวังตัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้กรมวิชาการเกษตรจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชระนองมาเข้าเวรประจำทุกวันที่ด่านสิงขร เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและปรามการกระทำผิด และจัดทำป้ายติดประกาศทั้งภาษาไทยและพม่าถึงพืชสงวนของไทยและโทษของการลักลอบส่งออก โดยผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งจุดมุ่งหมายที่มีการกำหนดพืชสงวนขึ้นในพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เนื่องจากเกรงว่าหากพันธุ์พืชที่ดีเหล่านี้ถูกนำไปปลูกในต่างประเทศแล้วจะกลับมาเป็นคู่แข่งทางการค้าได้ จึงห้ามส่งออกพืชสงวน มีทั้งสิ้น 11 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ องุ่น ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะพร้าว กวาวเครือ ทองเครือ สะละ และสับปะรด

วันที่ 31 พ.ค. รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาแจ้งว่า สถานการณ์ราคากุ้งขาวแวนาไมที่ตกต่ำลงอย่างหนักในรอบหลายสิบปี จนทำให้เกษตรกรหลายจังหวัดภาคใต้ได้ออกมารวมตัวกันเรียกร้องจนได้รับความช่วยเหลือในโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง แต่จนถึงขณะนี้การดำเนินการทำได้ล่าช้า อีกทั้งทางผู้ประกอบการห้องเย็นที่รับซื้อกุ้งจากเกษตรกรมีข้อจำกัดมาก ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มโครงการ ทั้งที่กำหนดจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ล่าสุด นายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา กล่าวว่า เมื่อราคากุ้งขาวตกต่ำ การช่วยเหลือของรัฐบาลทำได้ไม่เต็มที่ มีข้อจำกัดมากและปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการจับกุ้ง ที่มีปัญหากับทางห้องเย็น ทำให้ทางชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา-นครศรีธรรมราช ได้เริ่มดำเนินการนำกุ้งขาวแวนาไม จับมือกับห้างค้าส่งยักษ์ใหญ่ หรือห้างแม็คโคร จัดโครงการเทศกาลกินกุ้งไทยต่อลมหายใจเกษตรกร ซึ่งทางชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา ร่วมกับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยนำกุ้งขาวแวนาไม จากเกษตรกรผู้เลี้ยง เข้ามาส่งขายในห้างแม็คโคร สาขาหาดใหญ่ เป็นการนำร่องตลาด กระตุ้นให้ประชาชนบริโภคกุ้งขาวจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเริ่มเปิดโครงการ ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นวันแรก

นายกาจบัณฑิต กล่าวว่า สำหรับโครงการนำร่องนั้น จะนำกุ้งขาว ขนาด 50 ตัว ต่อกิโลกรัม มาส่งขายถึงมือผู้บริโภค ที่ห้างแม็คโครหาดใหญ่ ในราคากิโลกรัมละ 199 บาท ซึ่งจะทำให้เกษตรกร ได้ราคาเพิ่มขึ้นจากการขายส่งให้ห้องเย็น เฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-10 บาท ในขณะที่ผู้บริโภค จะได้กุ้งคุณภาพดี ราคาถูก กว่าที่อื่นๆ ที่กุ้งขนาดนี้ในท้องตลาดขายที่ กิโลกรัมละ 240 บาท หลังจากนั้น หากการทดลองตลาดได้ผลก็จะนำกุ้งจากผู้เลี้ยงส่งเข้าจำหน่ายที่ห้างแม็คโคร 5 สาขา ในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ หาดใหญ่ พัทลุง ตรัง สตูล และอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถระบายกุ้งของเกษตรกรได้วันละ 1-2 ตัน นอกจากนั้น ยังเตรียมที่จะเจรจากับห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่งเพื่อเปิดตลาดกุ้งให้กว้างมากขึ้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ มีเป้าหมายสนับสนุนการส่งออกสินค้าพืชผลเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดการค้าให้กับเกษตรกร จึงได้มอบหมายให้ ดร.ภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ร่วมกับ กองกำลังสุรสีห์ โดย พ.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์ ผบ.ฉก.จงอางศึก พ.อ. วุทยา จันทมาศ รอง ผบ.ฉก. จงอางศึก พ.ท.เพรียว เลี้ยงชีพ นายทหารยุทธการ ฉก.จงอางศึก กองร้อยตระเวนชายแดนที่146 ผู้แทนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์ชัย ศิลปอาชา ผอ.ส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ เกษตรอำเภอเมือง จ.ประจวบฯ ได้ลงพื้นที่จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ร่วมหารือแนวทางการเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าพืชและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ไปพม่าทางด่านสิงขร ให้ถูกตามกฎหมาย ที่กรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบ