เจลลี่ฟิช เซรั่ม (Jellyfish serum) สำหรับบำรุงผิวหน้า มีคุณสมบัติ

ลดฝ้า ช่วยลดความหมองคล้ำ ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยของผิวหน้า ลดริ้วรอยรอบดวงตา และเพิ่มความกระจ่างใส ผิวอวบอิ่มชุ่มชื้น มีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างเซลล์คอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง เร่งการผลัดเซลล์ผิว

เจลลี่ฟิชโลชั่นบำรุงผิวกาย (Jellyfish body lotion) บำรุงผิวมีคุณสมบัติเพิ่มความกระจ่างใส ผิวนุ่มอวบอิ่มชุ่มชื้น ลดริ้วรอย
เจลลี่ฟิชเจลล้างหน้า (Jellyfish cleansing gel) ทำความสะอาดผิวหน้า ขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขุน หรือขจัดสิวอุดตัน เร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก บำรุงผิวไม่แห้งตึง มีความชุ่มชื้นและนุ่มนวลหลังทำความสะอาดผิว

เจลลี่ฟิชโฟมล้างหน้า (Jellyfish cleansing foam) ทำความสะอาดผิวหน้า ขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขุน หรือขจัดสิวอุดตัน เร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก บำรุงผิวไม่แห้งตึง มีความชุ่มชื้นและนุ่มนวลหลังทำความสะอาดผิว
เจลลี่ฟิชสบู่เหลว (Jellyfish body wash foaming gel) ทำความสะอาดผิวกาย ขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขุน เร่งการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก บำรุงผิวไม่แห้งตึง มีความชุ่มชื้นและนุ่มนวลหลังทำความสะอาดผิว

จากผลการทดลองใช้ในอาสาสมัครที่เป็นฝ้าและริ้วรอยบนใบหน้า พบว่า ผลิตภัณฑ์ เจลลี่ฟิช เซรั่ม (Jellyfish serum) ให้ผลในการลดฝ้าภายใน 7 วัน และลดริ้วรอยภายใน 3 วัน เมื่อใช้คู่กับ เจลลี่ฟิช เจลล้างหน้า (Jellyfish cleansing gel)

อนึ่ง แมงกะพรุน (Jellyfish) เป็นแพลงตอนขนาดใหญ่ อยู่ในไฟลัม ไนดาเรีย ในประเทศไทยแมงกะพรุนชนิดที่รับประทานได้ที่พบมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ แมงกะพรุนหนัง (Rhopilema hispidium) แมงกะพรุนหอม (Mastigiad sp) และ แมงกะพรุนลอดช่อง (Lobonema smithi Mayer)

จากการสกัดและพิสูจน์โครงสร้างของตัวแมงกะพรุน ประกอบด้วยเจลาติน คอลลาเจน และโปรตีน ที่สามารถรับประทานได้ ในการศึกษาขั้นตอนการสกัดเพื่อให้ได้สารสกัดที่มีความปลอดภัย พบว่า สารสกัด fraction ที่เลือกจากการสกัดแมงกะพรุนลอดช่อง เป็นชนิด collagen type I และเมื่อนำไปผ่านกระบวนการไฮโดรไลเซท ทำให้ได้สารสกัดที่มีขนาดเล็ก ประกอบด้วยกรดอมิโน hydroxyproline, proline, glycine, glutamic acid, aspartic acid, arginine และ cystine

เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยกรดอะมิโน ชนิด taurine ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย เมื่อนำสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพ พบว่า สารสกัดดังกล่าวมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ สารสกัด fraction ที่เลือกนี้ไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ (human fibroblast cell line) ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง (Acute dermal toxicity test) และไม่มีความเป็นพิษเมื่อนำไปทดสอบในสัตว์ทดลองโดยการกิน (Acute oral toxicity test)

3,000 โรงรมควันยางพารา สูญ 2 พันล้านบาท เหตุพิษกำแพงภาษีสหรัฐ-จีน ทำราคา “ยางรมควัน” ผันผวนรายวัน เร่งพลิกกลยุทธ์การผลิต เพิ่มแปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น 70% ลดยางรมควันเหลือ 30% น้ำยางข้นแปรรูปได้หลากหลาย พร้อมวอนรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ธ.ก.ส. 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกำหนดสถาบันเกษตรกรต้อง “กำไร” เหตุราคายางตก ขาดทุนต่อเนื่องกันหลายปี

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรผู้ส่งออกยางรายใหญ่ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีการค้า 45% กับประเทศจีน และการที่นักลงทุนซื้อขายล่วงหน้าที่ตลาดยางเซี่ยงไฮ้ ล้วนส่งผลให้เกิดการกดราคายางลดลง และส่งผลต่อสถาบันการเกษตร เนื่องจากไทยส่งออกยางไปสู่จีนปริมาณมาก และจีนนำไปผลิตล้อยางรถยนต์ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาถึง 40%

ทั้งนี้ สถานการณ์ราคายางพาราผันผวนเกิดขึ้นทั้งในส่วนน้ำยางสด และยางรมควัน ส่งผลให้สถาบันในกลุ่มสหกรณ์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ราคายางรมควันลดต่ำกว่าราคารับซื้อน้ำยางดิบในช่วงราคาผันผวน แต่ผู้ค้ายางรายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการป้องกันความเสี่ยงผ่านการสต๊อกยางพาราในปริมาณมาก รวมถึงเข้าลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ขณะที่สถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากราคายางที่ผันผวนวันต่อวันได้ เพราะไม่มีเงินทุนสะสมเพียงพอที่จะสต๊อกยางพาราที่รับซื้อมา

ด้าน นายเรืองยศ เพ็งสกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย (วคยถ.) และสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวว่า กลุ่ม วคยถ. ประกอบด้วยสมาชิกโรงรมควันยางพารา ประมาณ 250 โรง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ และพัทลุง ขาดทุนโดยเฉลี่ย โรงรมละ 500,000 บาท/ปี นับตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นมา เฉลี่ยทั้งกลุ่มเสียหายราว 125 ล้านบาท ทั้งนี้ จากโรงรมทั่วประเทศกว่า 3,000 ราย ความเสียหายรวมอาจถึง 2,000 ล้านบาท

จากการประชุมร่วมกับสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มยาง ฯลฯ ประมาณ 100 กว่าราย พบว่า สถาบันเกษตรกรหลายแห่งเปลี่ยนอัตราส่วนการผลิตน้ำยางสดเพื่อการแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ประมาณ 70% และอีก 30% เป็นยางรมควัน จากเดิมที่อัตราส่วนเท่ากัน 50% เนื่องจากยางรมควันมีตลาดรองรับเพียงการแปรรูปเป็นล้อยางรถยนต์ส่งออกไปจีน ในขณะที่น้ำยางข้นสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น หมอน ที่นอน ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย และอุปกรณ์การแพทย์ สำหรับส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย และขายตลาดภายในประเทศ

ส่วนที่รัฐบาลสนับสนุนแหล่งเงินทุนช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรยางพารา จำนวน 2 โครงการ ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) งบประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร 10,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อลงทุนและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพารา จำนวน 5,000 ล้านบาท นายเรืองยศ กล่าวว่า ในส่วน 10,000 ล้านบาท ยังคงเหลืออยู่กว่า 8,000 ล้านบาท

เนื่องจากสถาบันเกษตรกรยางพาราติดเงื่อนไขที่กำหนดว่า ต้องเป็นสถาบันเกษตรกรยาง กลุ่มยาง ฯลฯ ที่ดำเนินการมาแล้ว 3 ปี และมีผลกำไร รวมไปถึงกรรมการสถาบันเกษตรกรยาง คู่สมรสจะต้องลงนามยินยอมร่วม และต้องมีคณะกรรมการ 15 คน ซึ่งมีหลักประกันเงินกู้เป็นหลักทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดิน เป็นต้น และจะต้องมีเอกสารแสดงกว่า 20 รายการ โดยต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาจากคณะกรรมการอีกหลายคณะ

“เงื่อนไขหลักที่สถาบันเกษตรกรเข้าถึงได้ยากคือ มีกำไร เนื่องจากผลประกอบการของสถาบันเกษตรกรยางในระยะปี 2559-2560 ล้วนประสบภาวะขาดทุน กรณีคู่สมรสมต้องเซ็นยินยอม บางรายคู่สมรสไม่ได้ประกอบกิจการยาง จึงไม่เซ็นยินยอม เพราะไม่เกิดความเชื่อมั่น รวมถึงวิสาหกิจชุมชนที่มีคณะกรรมการไม่ถึง 15 คน ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งยังเรื่องหลักทรัพย์ที่กำหนดเฉพาะที่ดินเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ที่ดินของเกษตรกรต่างวางเป็นหลักค้ำประกันไว้กับ ธ.ก.ส. เป็นส่วนใหญ่ก่อนหน้าแล้ว” นายเรืองยศ กล่าว

ในขณะที่ นายชำนาญ เมฆตรง ประธานกรรมการ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) โดยผู้ประกอบการค้ายางแผ่นรมควันจำนวนหนึ่งได้หาทางออกผ่านการทำสัญญาซื้อขายผูกพันวันต่อวัน และส่งมอบยางรมควันในอีก 6 วัน เพื่อรับประกันความเสี่ยง จึงเสนอทางออกให้ กยท.เป็นผู้ดำเนินการทำการซื้อขายล่วงหน้า ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ผลิต กล่าวคือ ทำสัญญาซื้อราคาวันนี้และส่งมอบภายใน 7 วัน เพื่อป้องกันการแก้ไขการขาดทุน ไม่ต่างกับการซื้อขายตลาดล่วงหน้าที่ต่างประเทศ

“ปัจจุบัน ใน ชสยท. ที่ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณน้อยราย ประเด็นหาผู้ซื้อไม่ได้ น่าจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้ซื้อว่า ไม่สามารถจะส่งมอบยางรมควันให้ได้ตามกำหนด เพราะเวลายางพาราราคาขึ้นจะไม่ส่งมอบ และจะส่งมอบในช่วงราคายางขาลง ขึ้นอยู่ที่ความเชื่อมั่น จึงอยู่ที่ กยท. เป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาการขาดทุนได้ ส่วนน้ำยางสดแม้มีราคาต่ำลง แต่ไม่ผันผวนรุนแรงเท่ายางแผ่นรมควัน เพราะรับทราบราคาวันต่อวัน ส่งมอบวันต่อวัน” นายชำนาญ กล่าว

นายเยี่ยม วโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กยท. ได้อนุมัติงบประมาณ 250 ล้านบาท สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนจ่ายให้เกษตรกรวันต่อวันในการรับซื้อยางจากเกษตรกรในตลาดกลางยางพาราของ กยท. จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย จ.หนองคาย บุรีรัมย์ ยะลา สงขลา นครศรีธรรมราช และ จ.สุราษฎร์ธานี ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เพราะเกษตรกรเริ่มนำยางเข้าไปขายในตลาดยางของ กยท. มากขึ้น ทำให้สามารถควบคุมราคาและปริมาณยางได้ ผ่านการที่ กยท. เป็นตัวกลางในการเจรจากับผู้ซื้อ ในลักษณะการประมูลแข่ง ทำให้ราคากลับเข้าสู่ระบบที่ควรจะเป็น

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดตัว แพลตฟอร์มเอสเอ็มอี ดี แบงก์ บริการผ่านแอพพลิเคชั่นช่วยเอสเอ็มอีคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น พร้อมโปรแกรมให้ความรู้ทำธุรกิจ

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารเปิดบริการ “เอสเอ็มอี ดี แบงก์” แพลตฟอร์มที่จะสร้างความสะดวกสบายในการเข้าถึงแหล่งทุนและยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อย หรือคนตัวเล็กทั่วประเทศ 5.4 ล้านราย ให้สามารถปรับตัวสู่ยุค 4.0 ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากผลการทำวิจัยระหว่าง ธพว.กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า เอสเอ็มอีคนตัวเล็ก

ส่วนใหญ่จะไม่กล้าเดินเข้ามาหาสถาบันการเงินเพราะขาดความพร้อมด้านคุณสมบัติ ดังนั้นระบบบริการนี้จะช่วยให้ธนาคารรู้ตัวตนและสถานประกอบการของเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก สามารถทำหน้าที่เป็นฝ่ายเดินเข้าไปสนับสนุนเอสเอ็มอีด้วยตัวเองอย่างฉับไว และถึงถิ่น โดยมีบริการหลักสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. ระบบยื่นขอสินเชื่อออนไลน์ให้บริการได้ทุกเวลา ทุกสถานที่โดยผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบอัตราการผ่อนชำระต่อวงเงินยื่นกู้ รวมถึงยื่นขอกู้ได้ทันที เพียงกรอกข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งข้อมูลจะส่งต่อไปยังสาขาธนาคารในพื้นที่ตั้งสถานประกอบการของผู้ยื่นกู้

จากนั้นหน่วยบริการเคลื่อนที่ “รถม้าเติมทุน” จะวิ่งเข้าไปพบภายใน 7 วัน เพื่อตรวจสภาพกิจการจริงช่วยให้คนตัวเล็กเพิ่มความสะดวกเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยถูกของธนาคารได้ง่ายยิ่งขึ้น 2. ทูลบ็อกซ์ บริการเครื่องมือด้านดิจิทัล เพื่อยกระดับธุรกิจสู่ยุค 4.0 รวบรวม แอพพลิเคชั่น และซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้เอสเอ็มอียกระดับและลดต้นทุนทางธุรกิจ อาทิ ระบบงานขายหน้าร้าน ระบบการเขียนแผนธุรกิจ ระบบบริหารงานบุคคล ระบบคลังสินค้า ระบบจัดการขนส่ง ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ดูฮวงจุ้ยร้านค้า โดยเบื้องต้นเปิดให้ทดลองใช้ฟรีกว่า 50 แอพพลิเคชั่น และจะเพิ่มเติมเครื่องมือใหม่ถึง 100 แอพพลิเคชั่นภายในสิ้นปีนี้

อี-ไล บริการข้อมูลความรู้ ข่าวสาร และวิธีการในการประกอบธุรกิจ รวบรวมความรู้ที่จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอีไม่ว่าจะเป็นด้านบริหารจัดการ การตลาด มาตรฐานคุณภาพ ฯลฯ นำเสนอในรูปแบบบทความประกอบภาพ คลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก เป็นต้น ช่วยให้ผู้ประกอบการมีภูมิคุ้มกันทางธุรกิจสูงขึ้น โดยจะอัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยเสมอ เหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้งานจริง

“บริการดิจิทัลแบงกิ้งของธนาคารทั่วไปจะเน้นให้บริการธุรกรรมทางการเงิน แต่สำหรับแพลตฟอร์มเอสเอ็มอีดี แบงก์ มุ่งให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกพาเอสเอ็มอีคนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยถูก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล อาทิ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 ดอกเบี้ย 1% และสินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว ดอกเบี้ย 3% พร้อมต่อยอดด้วยความรู้ และเครื่องมือด้านดิจิทัลเพื่อให้สามารถอยู่รอด และเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เมื่อใช้บริการจะมีคะแนนสะสมแลกอาหาร เครื่องดื่ม และที่พักจำนวนมาก” นายมงคล กล่าว

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่าง บริษัท เมดิฟูดส์ และบริษัท เจอเจียงจงผานซีเรียลแอนด์ออยล์ บริษัทนำเข้ารายใหญ่ของจีน ในการส่งเสริมข้าวชนิดพิเศษ อาทิ ข้าว กข 43 ในตลาดจีน ว่า บริษัทจีนตั้งเป้านำเข้าข้าวชนิดต่างๆ รวม 10,000 ตัน ผ่านช่องทางการค้าปกติและการขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ บนเว็บไซต์ Tmall.com ภายใต้โครงการ “Thai Rice Flagship Store” พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรอื่น อาทิ ผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลไม้ นอกจากนี้กำลังเร่งโปรโมตขายข้าวชนิดต่างๆ รวมถึงข้าวพันธุ์ กข 43 ในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐ แคนาดา ที่จะนำคณะเอกชนไปส่งเสริมการขาย 17-29 กรกฎาคม รวมถึงยุโรป ฮ่องกง สิงคโปร์

“การทำตลาดข้าว กข 43 เป็นต้นแบบการดูแลครบวงจร เป็นการรวมกลุ่มสหกรณ์ที่รับซื้อข้าวสารโดยตรงจากเกษตรกรในราคาไม่ต่ำกว่า 12 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) สูงกว่าราคาข้าวสารเจ้าปกติ 7.50-8.50 บาท ต่อกิโลกรัม ประเมินว่าปีนี้ กข 43 จะมีผลผลิตข้าวเปลือกเดือนสิงหาคม-กันยายน 13,000 ตันข้าวเปลือก” นางสาวชุติมา กล่าว

“สมคิด” สั่งเกษตรฯ เร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกร รับอุดหนุนจำนำยุ้งฉาง เร่งปรับแผนปฏิรูปเกษตร เฟส 1 ส.ค.นี้ จ่อชงมาตรการพักหนี้ เอาใจเกษตรกร 3 ล้านคน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและรับฟังรายงานความคืบหน้าของผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า เนื่องจากรัฐบาลเหลือเวลาทำงานเพียงแค่ 7-8 เดือน ก็อยากจะให้การทำงานคืบหน้าไปด้วยความรวดเร็ว โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหลายอย่างเพื่อผลักดันให้ราคาข้าวสูงขึ้น เช่น การรับจำนำข้าวในยุ้งฉาง ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ดี ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรฯ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งการลงทะเบียนเกษตรกร เพื่อที่ชาวนาจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลให้เร็วที่สุด โดยให้ทางเกษตรจังหวัด และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงไปบอกข่าวแก่เกษตรกร

“ส่วนชาวนาที่ไม่มียุ้งฉาง จะทำอย่างไร ให้สามารถมาลงทะเบียน และระบายข้าวโดยไม่ต้องมีข้าวตกค้างไว้ ซึ่งอาจให้สหกรณ์ต่างๆ เช่ายุ้งฉางและโกดัง เพื่อให้ข้าวขาวในภาคกลางมีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ ในขณะที่สหกรณ์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐ เช่น โรงอบ ลานตาก เหล่านี้ต้องให้สมาชิกเข้ามาใช้ด้วย”

สำหรับโครงการปฏิรูปภาคการเกษตรฯ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิตจะเริ่ม เฟสที่ 1 ได้ในกลางเดือน ส.ค.นี้ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอแผนมาแล้ว เช่น ลดการปลูกข้าวนาปรัง เพือปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน ได้แก่ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ส่วนทางภาคใต้ อยากให้ดูเรื่องผลไม้เป็นหลัก และพยายามอย่าให้เกิดต้นทุนกับผู้ที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด เพราะถ้าต้องรับความเสี่ยงไม่มีใครอยากปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น

“ภาคเอกชนได้มาประสานกับทางผมแล้วว่า จะให้ความร่วมมือเต็มที่ รวมทั้งล้งต่างๆ จะเข้าหารือสถานการณ์ตลาดร่วมกับรัฐบาล แล้ววางแผนร่วมกัน อย่างตอนนี้กระทรวงพาณิชย์สามารถหาตลาดล่วงหน้าของลำไยได้ ดังนั้น สินค้าทุกตัวที่จะให้ทำการปลูกแทนที่ เขาจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยจะเริ่มเฟสแรกประมาณ ส.ค.นี้” นายสมคิด กล่าว

นอกจากนี้ ในเรื่องของระบบสหกรณ์ ปัจจุบัน มีสหกรณ์การเกษตร ประมาณ 800 แห่ง ที่มีความเข้มแข็งสามารถเป็นที่พึ่งของเกษตรกรได้ จึงสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ทำแผนพัฒนาสหกรณ์กลุ่มนี้ให้แข็งแรงขึ้น โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดประชุมทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และขอความร่วมมือกับธนาคารของรัฐบาล เช่น ธ.ก.ส. ออมสิน มาช่วยสนับสนุน ขณะที่ปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่

ซึ่งมีเงินทุนจำนวนมากและมีการลงทุนหลักทรัพย์นั้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้มีการทำหลักเกณฑ์การลงทุน แต่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้น กำกับให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ ร่วมด้วยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อทำให้การบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายสมคิด เห็นด้วยกับมาตรการที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เสนอขอเพิ่มพื้นที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยาง จากปีละ 4 แสนไร่ เป็น 6 แสนไร่ โดยยางที่ปรับเปลี่ยนต้องเป็นยางที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และคาดว่าการปรับเปลี่ยนพื้นที่นี้จะทำให้ราคายางเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า กิโลกรัม (กก.) ละ 60 บาท

ส่วนเรื่องปฏิรูปการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ เสนอปรับเปลี่ยนการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 และ 3 ไปปลูกพืชอื่น ได้แก่ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมพื้นที่ 2 ล้านไร่ โดยให้พิจารณาตามความหมาะสมของดิน รวมไปถึงการทำตลาดกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์จะเชิญภาคเอกชนที่ต้องการรับซื้อข้าวโพด มันสำปะหลัง และผลไม้อื่นๆ ร่วมกำหนดเป้าหมายการรับซื้อแต่ละปี ส่วนพืชที่กำลังมีปัญหาเนื่องจากผลผลิตมาก เช่น มังคุด ลองกอง ลำไย เป็นต้น ต้องเร่งหารือกับผู้รับซื้อว่ามีเป้าหมายตลาดเท่าไร

“นายสมคิด มองว่า หากสามารถจัดส่งผลไม้ไปถึงมือผู้บริโภคแบบเดลี่เวอรี่ ได้ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ก็จะช่วยแก้ปัญหาล้นตลาดได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยได้แล้ว ดังนั้น จึงให้ทั้ง 2 หน่วยงาน หารือกับผู้ประกอบการ เพื่อเร่งดำเนินการตามแผนให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเริ่มต้นได้ ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ส่วนใน วันที่ 15 ส.ค. 61 รองนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาตรวจสอบอีกครั้ง”

ส่วนทางด้าน นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ยางที่จะโค่นได้ จะเป็นต้นเก่าที่กรีดเกินกว่า 25 ปีขึ้นไป และยางใหม่ที่เพิ่งปลูกได้ 7 ปีหรือมากกว่านั้นในพื้นที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3-4 ล้านไร่ ตามแผนการนี้จะโค่นทิ้งให้หมดภายใน 5 ปีนี้ จะใช้เงินจากการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกยาง (เซส) ชดเชยไร่ละ 1.6 หมื่นบาท หากประสบผลสำเร็จ จะช่วยให้ราคายางปรับเพิ่มขึ้น กก.ละ 10 บาท กรณีเงินเซสไม่พอจะของบประมาณจากรัฐบาล