เจ้าหน้าที่ กู้ภัยกระบี่พิทักษ์ประชา เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยนำส่ง

โรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม ถนนเข้าออกหมู่บ้าน หมู่ 5 ต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ จ.กระบี่ น้ำท่วมถนนสูงกว่า 3 เมตร ระยะทาง กว่า 150 เมตร รถทุกชนิดไม่สามารถเข้าออกจาก พื้นที่ได้ ตลอด 3 วันที่ผ่านมา มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 9 ครอบครัว รวม กว่า 50 คน หลังจากน้ำลดในช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่เข้าให้การช่วยเหลือขณะที่ปริมาณที่ท่วมพื้นที่ ต.เขาดิน อ.พนม จ.กระบี่ เมื่อสองวันที่ ผ่านมา ขณะนี้ปริมาณน้ำทรงตัว ยังไม่ลดระดับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ แจก ข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม ประชาชน ผู้ประสบภัย น้ำท่วม บ้านเรือน รวม กว่า 40 หลัง

นายไพศาล ขุนศรี ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.กระบี่ ยังคงประกาศแจ้งเตือนประชาชน ให้เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ ฝนตกสะสม เนื่องจาก ยัง มีฝนตกกระจายทั้ง 8 ร้อยละ 60-80 เรือทุกประเภทระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ตลาดใต้ ตลาดเทศบาล 1 อ.เมืองพิษณุโลก ตลาดเช้าที่คึกคักแห่งหนึ่งของคนเมืองพิษณุโลก มีอาหารการกินพื้นบ้านหลากหลาย เช้าวันนี้ที่แผงขายของพื้นเมืองของนายนกเล็ก คงมา ชาวบ้าน ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก ที่เก็บพืชผักชนิดต่างๆ จากท้องทุ่งมาวางขายประจำ ได้นำไข่มดดินมาวางขายเป็นวันแรก หลังจากออกขุดหาตามชายป่า ท้องทุ่ง ได้ไข่มดดินมาวันแรกประมาณ 1.3 กิโลกรัม และนำไปล้าง กรองด้วยผ้าขาวบาง วางขายขีดละ 100 บาท หรือ กก.ละ 1,000 บาท ได้รับความสนใจจากชาวพิษณุโลกจำนวนมากซื้อนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะยำไข่มด ใส่พริก น้ำปลา มะนาว ให้รดชาติที่กลมกล่อม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก

นายนกเล็กเปิดเผยว่า ไข่มดดินมีฤดูการขุดหาในช่วงหน้าหนาวย่างเข้าสู่หน้าแล้ง ระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา ตนจะออกไปหาตามชายป่าติดลำคลอง ต้องใช้ความชำนาญในการสังเกตตามพื้นดิน ดูการทำรังของมด และลงมือขุดหา บางรังก็ตื้นหน่อยประมาณ 1 ฟุต บางรังก็อยู่ใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร โดยตัวมดจะเป็นตัวสีแดงๆ ขนาดเล็กมาก เมื่อหามาได้ก็นำกลับมาล้างน้ำสะอาดก่อนมาวางขายที่ตลาด เมื่อตัวมดถูกน้ำก็จะตาย ไข่มดดินพวกนี้ ถ้าหากเติบโตออกไปก็จะเป็นมดมีปีก หรือที่ทางภาคเหนือเรียกว่าแมงมัน จะบินออกจากรังในช่วงฤดูฝน ในหลายปีที่ผ่านมา เฉพาะฤดูขุดไข่มด 2-3 เดือน จะขุดหาและขายไข่มดดินได้เงินปีละ 70,000-80,000 บาท

พูดถึง กุ้งจ่อมŽ แล้ว คนมักนึกถึงจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งทำกุ้งจ่อม ขายกุ้งจ่อม โฆษณาเรื่องกุ้งจ่อมมากและบ่อยครั้ง จนเราแทบนึกว่ากุ้งจ่อมกำเนิดที่อำเภอประโคนชัยหรือนางรองเสียแล้ว

แต่ที่จริง การเอากุ้งฝอยหรือปลาเล็กปลาน้อยมาหมักกับเกลือและข้าวคั่วจนเกิดรสเค็มหวานเจือเปรี้ยวอร่อยลิ้นนี้มีทำกันทั่วไป ตั้งแต่ภาคใต้ ที่มี กุ้งส้มŽ ตัวโตหน่อย สีส้มแจ๊ดๆ ส่วนใครที่เคยเดินตลาดมหาชัยและแม่กลอง ก็คงเห็นจนชิน แถมวัตถุดิบคือกุ้งฝอยนั้นก็เป็นของที่ส่งข้ามพรมแดนกันไปมาได้ตามแต่ความสะดวกของการคมนาคมสมัยใหม่ ผมยังจำได้ว่า พี่ชายที่นับถือคนหนึ่งเป็นคนบุรีรัมย์บอกผมว่า รู้ไหมว่ากุ้งจ่อมบุรีรัมย์นี้เขาไปเอากุ้งจากแถวสมุทรสาคร สมุทรสงครามมาทำด้วยนะ เพราะกุ้งอีสานมีไม่มากพอ ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขอบคุณความเจริญก้าวหน้าของระบบขนส่งทุกวันนี้จริงๆ

กุ้งจ่อมแต่ละแห่ง ถ้าเอาตามลิ้นผม ก็รสชาติค่อนข้างต่างกันนะครับ อย่างของสกุลบุรีรัมย์ รวมทั้งเขตอีสานใต้ แถบทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ผมเคยได้ไปกินตามบ้านคนเขมรหลายบ้าน จะติดเค็มกว่ากุ้งจ่อมแม่กลองที่รสเปรี้ยวกว่า

ตอนที่ผมไปกินกุ้งจ่อมปลาจ่อมบ้านตาหยวก อำเภอสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ดนั้น จำได้ว่าทั้งปลาและกุ้งล้วนแต่ตัวเล็กๆ สีขาว ส่วนน้ำจ่อมนั้นออกสีคล้ำๆ รสเค็มนัวดีมากๆ ครับ กินกับข้าวเหนียว กระเทียมทั้งกลีบ พริกสดทั้งเม็ด มันถึงใจดีจริงๆ ครั้งนั้นจะว่าผมตื่นเต้นกับรสชาติของการ กินในบริบทŽ อย่างภาษามานุษยวิทยาอาหาร ก็เห็นจะยอมรับล่ะครับ

แต่เดี๋ยวนี้ ผมเห็นเวลาคนเมืองคุยกันว่าจะกินกุ้งจ่อมยังไง ก็มีแต่บอกให้เอาไปผัดน้ำมันกับหมูสับบ้าง ตุ๋นไข่ใส่หมูสับบ้างแทบทั้งนั้น ชะรอยจะรังเกียจว่าเป็นของดิบของคาวไปกระมัง

ไม่ใช่ผมจะบอกว่าทำแบบนั้นไม่อร่อยนะครับ ของที่อร่อยอยู่แล้ว จะทำให้กลับไม่อร่อยนี่คงจะยาก แถมยังใส่หมูสับเข้าไปอีก ก็เห็นจะถูกลิ้นคนทั่วไป จนแน่ใจว่าถึงไม่เคยกินมาก่อน ก็ต้องกินได้แน่ๆ เลย

อย่างไรก็ดี บ้านผมมีวิธีกินกุ้งจ่อมแบบจี๊ดๆ เฉพาะบ้าน ซึ่งเมื่อผมลองสอบถาม ลองค้นดูแล้ว ไม่เห็นใคร จับคู่Ž วัตถุดิบมากินแบบสูตรนี้ เลยจะขอชักชวนให้ลองทำกินกันดูน่ะครับ

กุ้งจ่อมที่บ้านผมเลือกกิน เป็นของ บ้านปากไก่ อำเภอปากท่อ ราชบุรี คนที่ทำเขามาตั้งร้านขายที่ตลาดนัดทุกเช้าวันพุธ หน้าวัดจอมบึง อำเภอจอมบึงบ้านผม นานนับสิบๆ ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นรุ่นลูกหลานมาขายแทน รสมันเปรี้ยวละมุนละไม ใช้กุ้งตัวเล็ก ไม่ใส่สี แถมยังหอมข้าวคั่วมากๆ เลยครับ จะบอกให้

เราก็ตักกุ้งจ่อมที่ว่านี่ใส่ถ้วยไว้เฉยๆ ก่อนครับ ไม่ต้องทำอะไรกับมันทั้งนั้น

ทีนี้หั่นหัวหอมแดงฉุนๆ เป็นชิ้นเล็กใหญ่ตามชอบ เด็ดก้านพริกขี้หนูสวน (ถ้าได้ พริกหอมŽ ที่หอมฉุน แต่ไม่เผ็ดมาก จะเหมาะที่สุด) หากเป็นคนชอบกินเผ็ด ก็ไม่ต้องหั่นซอยใดๆ ใช้ทั้งเม็ด

หาถั่วพูสวยๆ อ่อนๆ มาหั่นท่อนไว้ กับเตรียมปลาทู ซึ่งจะใช้ปลาทูนึ่งย่าง, ทอด หรือปลาทูสดย่าง, อบ, ทอด ก็ได้ตามที่เราชอบเลยครับ

ถ้าไม่นับข้าวสวยแล้ว เครื่องเคราก็เห็นจะมีเพียงเท่านี้เองสูตรนี้สำคัญที่วิธีกิน กล่าวอย่างรวบรัด คือวางชิ้นถั่วพูลงบนข้าว ตักกุ้งจ่อมหยอดลงไป เคียงด้วยหอมแดง ปลาทูทอด และพริกขี้หนูทั้งเม็ด จากนั้นก็ตักกินเป็นหนึ่งคำ เหมือนเวลาเรากินน้ำพริกกะปิ

รสเปรี้ยวของกุ้งจ่อม ฉุนซ่าเจือหวานของหอมแดง เผ็ดของพริกขี้หนูสด จะเปล่งศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ขณะกัดเคี้ยวในปาก แต่ก็จะถูกยับยั้งไว้ด้วยความกรอบหวานและกลิ่นเฉพาะตัวของถั่วพู รสเค็มมันและเนื้อซุยๆ ของปลาทูจะแทรกเข้ามา ก่อนที่ข้าวสวยร้อนๆ เม็ดร่วนๆ จะเจือจางรสชาติทั้งหมดลงไป มันเป็นการ ก้อยในปากŽ ที่แสนหฤหรรษ์สำหรับคนกินเผ็ดจริงๆ ครับ

ผมกินกุ้งจ่อมสูตรนี้ของแม่มานานหลายสิบปี ไม่มีเบื่อ วัตถุดิบมันเข้ากันจริงๆ ครับ เคยทดลองเอาอย่างอื่นมาสลับดู เช่น ใช้กระเทียมแทนหัวหอม หรือเอากระเจี๊ยบเขียวแทนถั่วพู มันก็ยังไม่อาจทดแทนได้ เรียกว่าผมยังดิ้นไม่หลุดจากอำนาจของสูตรนี้เลยจริงๆ

ถ้าเป็นกุ้งจ่อมแบบรสเค็มนำ อาจต้องหาของเปรี้ยวมาเสริม เช่น บีบมะนาวสักหน่อย หรือสับซอยผลไม้เปรี้ยว เช่น มะยม มะดัน ตะลิงปลิง เป็นชิ้นเล็กๆ กินร่วมไปด้วย

ลองดูนะครับ หัวใจของสูตรนี้ไม่มีอะไรมาก มันคือการประชันรสชาติวัตถุดิบที่เหมาะเหม็งเท่านั้นเองแหละครับวันที่ 2 ธันวาคม นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ว่า ภายหลังฝนได้หยุดตกในบางพื้นที่ และบางพื้นที่ฝนยังตกอยู่บ้าง แต่เกือบทุกพื้นที่สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นและมีรายงานปริมาณฝนลดลงเกือบทุกพื้นที่ ได้กำชับให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องไปตลอดทั้งเดือน ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือนั้น ภาคส่วนต่างๆ ยังคงเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ มีการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบภัยมายังจุดอพยพซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดี

นายจำเริญกล่าวว่า เมื่อสรุปความเสียหายเบื้องต้นในภาพรวมทั้งจังหวัด พบว่ามีพื้นที่ประสบสาธารณภัย รวม 143 ตำบล 974 หมู่บ้าน 50 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 203,223 คน 69,102 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำภายในบ้านของตัวเอง จำนวน 1 ราย ซึ่งทางจังหวัดได้เข้าดูแลเรื่องการจัดการศพและให้ความช่วยเหลือครอบครัวในเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนประชาชนเสียหายบางส่วน จำนวน 245 หลัง วัด 7 แห่ง ส่วนราชการ 5 แห่ง พืชไร่เสียหาย 280 ไร่ พืชสวน 2,900 ไร่ บ่อปลา 4 บ่อ และอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมด้านสาธารณูปโภค ถนนเสียหาย 143 สาย สะพาน/คอสะพาน 11 แห่ง ท่อระบายน้ำ 2 แห่ง ฝาย 6 แห่ง พนังกั้นน้ำ 1 แห่ง และประปา 4 แห่ง

ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราชได้สั่งการในที่ประชุมโดยให้ทุกส่วนราชการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เฝ้าระวังสถานการณ์ต่อเนื่อง มีการเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชม. รวมทั้งได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นประสบการณ์ในการรับมือและให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยลดตัวเลขความสูญเสียจากเหตุการณ์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยทั่วไปในวันนี้ พบว่าฝนได้หยุดตกในบางพื้นที่ ขณะที่ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม สลับกับมีแดดออกบ้าง โดยปริมาณน้ำได้ลดลงบ้าง ยังคงเหลือเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง ส่วนในพื้นที่เทศบาลนครศรีธรรมราชยังคงปิดการจราจรบางซอย เนื่องจากปริมาณน้ำยังสูงกว่า 50 ซม.

ด้านนายสมพงษ์ มากมณี นายอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังออกเยี่ยมให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอพยพมาอยู่บนถนน หน้าสนามบินนครศรีธรรมราช หมู่ 10 ต.ปากพูน อ.เมือง ว่า สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก มีน้ำท่วมขังที่ลุ่มบางจุด นายก อบต.นำรถแบ๊กโฮเปิดทางน้ำ สามารถแก้ปัญหาได้ สำหรับ อ.เมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดได้ประกาศให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 12 ตำบล 87 หมู่บ้าน 3 ชุมชน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 26,735 คน 9,597 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำ 1 ราย เพศชาย อายุ 26 ปี อยู่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดได้มอบเงินสงเคราะห์แล้ว 25,000 บาท ซึ่งคาดว่าหากฝนไม่ตกลงมาในวันนี้ สถานการณ์จะดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่บริเวณเวทีสนามประกวดสัตว์ แยกอุทัยฯ-วัดสิงห์ อ.เมือง จ.อุทัยธานี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี งานเทศกาลควายไทยครั้งที่ 7 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 2-4 ธันวาคม 2560 โดยจังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดงาน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และพัฒนาสายพันธุ์กระบือไปพร้อมกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ และไก่แสมดำ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว เป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหารและการเป็นครัวโลก

ภายในงานมีการจัดประกวดกระบือทั่วไป การประกวดกระบือลุ่มน้ำสะแกกรัง และการประกวดโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มัน ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การประกวดไก่แสมดำ ไก่เหลืองหางขาว การประกวดเขาวัว-เขาควาย การประกวดแข่งขันกระบือน้ำหนักมากที่สุด พร้อมการจัดนิทรรศการการด้านปศุสัตว์เฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการมีชีวิต โชว์สัตว์พันธุ์ดี เช่น กระบือโคเนื้อ ไก่พื้นเมืองป้องกันโรค และนิทรรศการด้านพืชอาหารสัตว์ รวมถึงการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านปศุสัตว์ แก่เกษตรกรใน จ.อุทัยธานีอีกด้วย

แก๊งมอดไม้เหิมหนัก ก่อเหตุลักลอบตัดซ้ำต้นพะยูงแฝด อายุ 40 ปี ในรั้วโรงเรียนกลางดึก หลังก่อนหน้านี้ไม่กี่วันตัดไปแล้ว 1 ต้น ด้านตำรวจเร่งไล่ล่า คาดทำเป็นขบวนการ ขณะที่ผู้การกาฬสินธุ์กำชับตำรวจท้องที่ ประสานฝ่ายปกครองจัดเวรยามเฝ้าระวัง เนื่องจากยังมีไม้พะยูงจำนวนมาก หวั่นกลับมาลักลอบตัดอีก

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม 2560 พ.ต.ท.ศักดิ์ชาติ เหล่าสักสาม พนักงานสอบสวน สภ.หนองกุงศรี ได้รับแจ้งเหตุว่า มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ลักลอบเข้าไปตัดไม้พะยูงภายในเขตโรงเรียนคำไฮวิทยา หมู่ 8 ต.หนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี ซึ่งเป็นจุดเดิมที่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 29-30 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงรายงาน พ.ต.อ.พุฒินันท์ อำพัน ผกก.สภ.หนองกุงศรี และพร้อมด้วย พ.ต.ท.อารมณ์ มะลิขจร สว.ส.ส. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองกุงศรี และเจ้าหน้าที่ทหาร

เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ โดยที่เกิดเหตุอยู่ภายในโรงเรียน พบต้นพะยูงแฝดขนาด 1 คนโอบ อายุกว่า 40 ปี อยู่ข้างรั้วลวดหนามถูกตัดเหลือแต่ตอและกิ่ง ส่วนลำต้นยาวประมาณ 6 เมตรถูกคนร้ายขนขึ้นรถลักลอบหนีไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่าคนร้ายน่าจะขับรถมาตามถนนข้างโรงเรียน ซึ่งอีกด้านเป็นแนวรั้ววัดประจำหมู่บ้าน เพื่อทำการสอดแนมและฉวยโอกาสตัดต้นไม้พะยูงต้นนี้ ซึ่งเป็นต้นพะยูงแฝด และเป็นจุดเดิมที่เคยถูกคนร้ายลักลอบเข้ามาตัดไปแล้วต้นหนึ่ง เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 29-30 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งยังอยู่ในระหว่างสืบสวนติดตามคนร้ายอยู่ ก่อนที่จะย้อนกลับตัดต้นที่เหลืออยู่และชักลากหนีดังกล่าว อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่หาข่าว เพื่อจะติดตามแกะรอยเบาะแสของแก๊งคนร้าย นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายรณชัย อุ่นทยา ผู้ใหญ่บ้านคำไฮ หมู่ 8 ผู้แจ้งเหตุ กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบต้นพะยูง ที่อยู่ติดรั้วโรงเรียนฯ ห่างจากถนนเพียง 1 เมตร ซึ่งเป็นไม้พะยูงที่ชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกเอาไว้เมื่อ 40 ปีก่อน มีความสูงประมาณ 25 เมตร โดยต้นที่ตัดใหม่นี้เป็นไม้พะยูงแฝดที่ต้นแรกถูกลอบตัดไปแล้วเหลือแต่ตอ พบเพียงร่องรอยคนร้ายที่ใช้เลื่อยยนต์ตัด ก่อนชักลากส่วนของลำต้นขึ้นรถยนต์หลบหนีไป 3 ท่อนๆละ 2 เมตร ทิ้งหลักฐานให้เพียงท่อนเล็กและกิ่งก้านไว้เท่านั้น

ด้านนายนิกร นามโส ผู้อำนวยการโรงเรียนคำไฮวิทยา กล่าวว่า จากการกระทำของขบวนการตัดไม้พะยูงคาดกว่าเป็นแก๊งเดียวกับที่ลักลอบเข้ามาตัดในคืนวันที่ 29-30 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการติดตามคนร้ายอยู่ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ลักลอบเข้ามาตัดอีก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก เชื่อทำเป็นขบวนการ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามแก๊งคนร้ายนี้มาดำเนินคดีโดยเร็ว เนื่องจากทางโรงเรียนและชาวบ้านต่างอยู่ในอาการหวาดผวา และเกรงกลัวว่าคนร้ายจะลักลอบเข้ามาตัดไม้พะยูง ที่ชาวบ้านร่วมมือกันปลูกไว้เมื่อ 40 ปีก่อนอีก เพราะภายในเขตโรงเรียนฯมีต้นไมพะยูงจำนวนมาก และอาจจะเป็นแห่งเดียวที่มีประชากรไม้พะยูงหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้จากการสุ่มตรวจมีประมาณ 70 ต้นทีเดียว

ขณะที่ พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า letterecaffe.org การกระทำของแก๊งตัดไม้พะยูงแก๊งนี้ นับเป็นการกระทำที่เย้ยอำนาจรัฐมาก เนื่องจากเข้ามาก่อการในรอบ 2 คืนติดต่อกัน และก่อเหตุในสถานที่เดียวกัน โดยห่างจากถนนเพียง 1 เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อรักษาต้นพะยูง ซึ่งเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีค่าของแผ่นดินและเป็นสมบัติของส่วนรวม ได้สั่งการตำรวจท้องที่ ประสานเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดตั้งเวรยามเฝ้าระวัง โดยเฉพาะหน้านี้ซึ่งเป็นฤดูหนาว ชาวบ้านพากันนอนหลับหลบภัยอากาศหนาว ซึ่งจะเป็นช่องทางให้แก๊งมอดไม้อาจจะถือโอกาสเข้ามาลักลอบตัดโดยง่าย ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันหาทางป้องกัน และคอยสังเกตหากพบบุคคลแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เว็บไซต์เมโทรรายงานว่า เกษตรชาวจีนกลายเป็นเศรษฐีในพริบตา หลังเจอก้อน “สำรอกหมู” โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า มูลค่าของมันมากกว่า 19 ล้านบาท

นายป๋อ ชุนหลิ่ว อายุ 51 ปี เจ้าของฟาร์มหมู เจอสำรอกหมูเป็นก้อนยาว 10 ซม. กว้าง 7 ซม. ตั้งแต่เดือนส.ค. หลังเชือดหมูวัย 8 ขวบ น้ำหนัก 250 ก.ก. ในฟาร์ม ที่เมืองรี่จ้าว มณฑลชานตง ทางตะวันออกของจีน สำรอกหมูก้อนดังกล่าวถูกพบอยู่ในส่วนถุงน้ำดีหมู โดยนายป๋อและนายหมิงซื่อ ลูกชายวัย 26 ปี เดินทางไปนครเซี่ยงไฮ้ และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นเงิน 4 หมื่นหยวน (190,000 บาท) เพื่อประเมินมูลค่า

สองพ่อลูกเปิดเผยว่า ตามราคาตลาด สำรอกหมูที่ยาว 10 ซม. กว้าง 7 ซม. จะมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านหยวน (19.7 ล้านบาท) โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สำรอกหมูจะมีค่าต้องเจอจากถุงน้ำดีหมูเท่านั้น สำรอกที่เจอในกระเพาะหมูไม่มีค่าทั้งสิ้น

ขณะนี้นายป๋อมีเอกสารประเมินคุณภาพสำรอกหมูแล้ว โดยจะยอมรับข้อเสนอราคาจากคนที่สนใจตั้งแต่ 1 ล้านหยวน (5 ล้านบาท) ขึ้นไปทั้งนี้ สำรอกหมูก้อนที่ประกอบไปด้วยเส้นขนและวัตถุที่ไม่สามารถย่อยได้ ซึ่งปกติเจอในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ โดยนักปฏิบัติการแพทย์แผนจีนขนานนามให้ “สมบัติล้ำค่าของหมู” เพราะเชื่อว่าสามารถขจัดพิษจากร่างกาย จึงกลายเป็นของล้ำค่าและหายากอย่างยิ่ง

โดยเชื่อว่าสำรอกหมูเป็นสสารที่มีคุณประโยชน์ในการรักษาตามแพทย์แผนจีนโบราณ หากนำอ้วกหมูผสมกับยาจีนแล้วจะช่วยขจัดพิษในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 2 ธันวาคม เกิดเหตุพนังกั้นน้ำแม่น้ำตรัง ในพื้นที่ ต.หนองตรุด และ ต.บางรัก ถูกมวลน้ำมหาศาลและไหลเชี่ยวกรากกัดเซาะพนังซึ่งเป็นคันดิน จนขาดและแตกในที่สุด โดยบริเวณที่พนังแตกมีจำนวน 2 จุด ได้แก่ หมู่ 2 บ้านคลองขุด ต.หนองตรุด และหมู่ 6 บ้านควนหินขวาง ต.บางรัก กระแสน้ำไหลท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน สวนยางพารา สวนปาล์ม พืชผลทางการเกษตร และเส้นทางสัญจรทันที นอกจากนี้กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวยังไหลเข้าท่วมถนนสายตรัง–อำเภอสิเกา เขตเทศบาลนครตรัง ต.บางรัก ต.นาโต๊ะหมิง เป็นอัมพาตทันที โดยก่อนหน้านี้ได้มีการอพยพขนย้ายประชาชนไปอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว

นายชลัต สุรินทร์รัตน์ นายก อบต.บางรัก อ.เมือง กล่าวว่า เป็นไปตามความคาดหมายว่าพนังกั้นน้ำแม่น้ำตรัง ในพื้นที่ 3 ตำบล จะต้องพังอย่างแน่นอน เนื่องจากน้ำในแม่น้ำตรังมีปริมาณมหาศาล อีกทั้งมวลน้ำที่สะสมมามาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ไหลมาสมทบ จึงทำให้พนังกั้นน้ำไม่สามารถทานมวลน้ำได้ ขณะนี้พนังกั้นน้ำ ต.บางรัก ซึ่งมีความยาว 1,450 เมตร ถูกกระแสน้ำไหลล้นเอ่อและท่วมทั้งสายแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก หากเกิดภาวะฝนตกน้ำท่วมอย่างนี้ทุกครั้ง ยังหาทางแก้ปัญหาไม่ได

ต่อมานายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายนันทวัธ เจริญวรรณ นายอำเภอเมืองตรัง นายอาชวงษ์ สาริพัฒน์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่ เดินทางไปสังเกตการณ์ แต่เนื่องจากเส้นทางถูกตัดขาดจึงไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ โดยมีการหารือกับนายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเร่งด่วนแล้ว