เชลล์ชูยางมะตอยรักษ์โลก ส่ง 3 สูตรพรีเมี่ยมเข้าตลาด

เชลล์ รุกตลาดยางมะตอยรักษ์โลก ส่ง 3 สูตรพรีเมี่ยมทำตลาด ล่าสุดคิดค้นสูตร EAP ยางมะตอยลดใช้สารเคมี เผยเตรียมวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ “ยางมะตอยเรืองแสง” ทำถนน-อุโมงค์ที่มืด คาดปีนี้งานก่อสร้างถนนกรมทางหลวง-ทางหลวงชนบท ทำยอดขายโต 10%

นายประวิทย์ เจีย ผู้จัดการใหญ่ธุรกิจยางมะตอย ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า บริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงธุรกิจยางมะตอยว่า ในปีนี้เชลล์จะเข้ามาทำการตลาดในส่วนของยางมะตอยเกรด พรีเมี่ยมมากขึ้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีมะตอย (Shell Solution Center) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3 ชนิด คือ 1. ยางมะตอยผสมอุ่น (Warm Mix Asphalt) ซึ่งเป็นยางมะตอยที่ลดอุณหภูมิความร้อน เพื่อความสะดวกและรวดเร็วสำหรับหน้างานปูราดยางมะตอย

เพื่อให้สามารถเปิดเส้นทางการจราจรได้เร็วขึ้น 2. ยางมะตอยลดกลิ่น (Bitufresh Asphalt) สูตรนี้จะช่วยลดผลกระทบเรื่องกลิ่นได้ และ 3. ยางมะตอยที่มีน้ำเป็นส่วนผสมแทนการใช้สารโซลเวนต์ (Emulsified Asphalt Prime-EAP) ที่เป็นเคมีช่วยลดการใช้สารเคมี และช่วยให้ยางมะตอยซึมสู่ชั้นพื้นทาง และแห้งตัวเร็วขึ้น ทั้งนี้ EAP กำลังจะเตรียมทำตลาดใน 1-2 เดือนข้างหน้า ขณะนี้ได้ยื่นขอมาตรฐานและขั้นตอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐทั้งหมด และเตรียมที่จะนำเสนอโปรดักต์ใหม่นี้ให้กับลูกค้าที่สนใจ ที่ผ่านมา EAP ทำให้เชลล์ได้รับรางวัลจาก Official Site of the International Road Federation

นอกจากนี้ เชลล์อยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ “ยางมะตอยเรืองแสง” ซึ่งมีคุณสมบัติเก็บแสงในช่วงเวลากลางวัน และเวลากลางคืนจะปล่อยแสงคล้ายพรายน้ำออกมา ซึ่งจะช่วยให้ทัศนวิสัยของผู้ใช้ถนนดีขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางที่เป็นถนนอุโมงค์มืด

“ปัจจุบันเชลล์มีการทำการตลาดในส่วนของยางมะตอยพื้นฐาน (Asphalt Cement-AC) ที่ได้มาจากกระบวนการกลั่น และถือเป็นตลาดใหญ่มีการใช้ค่อนข้างมากคิดเป็น ร้อยละ 80 ในขณะที่ยางมะตอยเกรดพรีเมี่ยมมีการใช้อยู่ ร้อยละ 20 แต่มีราคาสูงกว่ายางมะตอยพื้นฐานตั้งแต่ ร้อยละ 20 จนถึง ร้อยละ 100 จึงถือเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับเชลล์ ทั้งนี้ ธุรกิจยางมะตอยของเชลล์นับเป็น 1 ใน 8 ธุรกิจที่บริษัทแม่ยังคงให้ความสำคัญต่อเนื่องจากการที่สนับสนุนงบฯ การวิจัยและพัฒนาค่อนข้างสูงในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท”

นายประวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับยางมะตอยเกรดพรีเมี่ยมที่ทำการตลาดไปก่อนหน้านี้ คือ ยางมะตอยผสมน้ำยางพาราสด ร้อยละ 5 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทนทานต่อการกดทับได้มากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนให้มีการใช้ยางพารามากขึ้นในช่วงที่ราคาตกต่ำ ทั้งนี้ ปัจจุบันความต้องการใช้ยางมะตอยของประเทศไทยอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน ในขณะที่โรงกลั่นในประเทศมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.4 ล้านตัน

สำหรับระดับราคายางมะตอยขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบ และความต้องการใช้และการผลิตในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร โดยปกติความต้องการใช้ยางมะตอยสูงสุดจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน และความต้องการส่วนใหญ่มาจากโครงการทำถนนของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท คิดเป็นร้อยละ 100 หรือคิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท (รวมถึงการก่อสร้างสะพาน และอื่นๆ) ซึ่งเชลล์จะขายยางมะตอยโดยผ่านบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการสร้างหรือขยายถนนในแต่ละปี คาดว่าปีนี้ธุรกิจยางมะตอยของเชลล์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2559 ประมาณ ร้อยละ 10

ส่วนฐานการผลิตยางมะตอยของเชลล์ในไทยนั้น ยังส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในไทยที่เข้าไปรับงานก่อสร้างถนนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะใน สปป.ลาว และเมียนมา เป็นต้น ขณะนี้กำลังผลิตของโรงงานยางมะตอยอยู่ที่ประมาณ 200,000 ตัน/ปี และคาดว่าจะมีการขยายกำลังผลิตได้ต่อเนื่องตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

อนึ่ง บริษัท เชลล์ โดยเฉพาะบริษัทแม่นั้น ถือเป็นผู้ผลิตยางมะตอยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีผลงาน อย่างเช่น การทำรันเวย์ให้กับสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ รวมถึงรันเวย์สนามบินประเทศดูไบ ในส่วนของเชลล์ในไทยมีสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเชลล์มีสถาบันวิจัยและพัฒนารวม 3 แห่ง คือ ในประเทศฝรั่งเศส เมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา และที่กรุงเทพฯ

“ไข่” เป็นแหล่งอาหารโปรตีนคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่แพง และยังเป็นโปรตีนสมบูรณ์ เนื่องจากมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 9 ชนิด อยู่อย่างครบถ้วน ประกอบด้วย ไลซีน (Lysine) ทริพโตเฟน (Tryptophan) ฮีสทิดีน (Histidine) ฟีนิลแอลานีน (Phenylalanine) ลิวซีน (Leucine) ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ทรีโอนีน (Threonine) เมไทโอนีน (Methionine) ซีสติอีน (Cysteine) วาลีน (Valine) ซึ่งกรดอะมิโนจำเป็นเหล่านี้ ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

ไข่ที่นิยมบริโภค ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่นกกระทา ฯลฯ ในไข่ 1 ฟอง มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน โดยแบ่งตามลักษณะทางกายภาพ คือ ไข่แดงและไข่ขาว ในไข่แดงมีส่วนประกอบของโปรตีน ไขมัน ขณะที่ไข่ขาวมีส่วนประกอบของโปรตีนชนิดต่างๆ เกลือแร่ และน้ำ

ด้วยเหตุนี้เอง ไข่ขาวจึงเป็นแหล่งโปรตีนแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องบริโภคโปรตีนในแต่ละวันให้มีปริมาณมากพอ เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่นิยมบริโภคในกลุ่มผู้ออกกำลังกายที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ

อย่างไรก็ดี การรับประทานไข่ ไม่ว่าจะเป็นการทานไข่ทั้งไข่ขาวและไข่แดง หรือในกลุ่มผู้ควบคุมอาหาร ทั้งในกลุ่มผู้ป่วย หรือกลุ่มนักเสริมกล้ามเนื้อ ควรบริโภคไข่ที่สุกแล้วเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากการรับประทานไข่ขาวดิบเสี่ยงต่อการติดเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella spp.) ที่ปนเปื้อนมากับเปลือกไข่ ทำให้ผู้บริโภคมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย

นอกจากนี้ ในองค์ประกอบของโปรตีนที่มีอยู่ในไข่ขาวนั้น สามารถแยกย่อยออกเป็นโปรตีนอีกหลายๆ ชนิด ซึ่งหากเราบริโภคไข่ดิบ โปรตีนเหล่านี้จะมีบทบาทในการลดทอนประสิทธิภาพการดูดซึมแร่ธาตุและวิตามินบางชนิดได้ยกตัวอย่าง เช่น โปรตีนโคนัลบูมิน (conalbumin) ซึ่งในธรรมชาติของไข่นั้น โปรตีนนี้ทำหน้าที่จับกับแร่ธาตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุเหล็ก สำหรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แต่โปรตีนนี้กลับส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ หากเราบริโภคไข่ดิบจะมีผลทำให้ร่างกายของเรานำธาตุเหล็กจากไข่มาใช้ได้ไม่ดี

ยังมีโปรตีนอีกชนิดคือ อะวิดิน (avidin) ถึงแม้โปรตีนชนิดนี้จะมีปริมาณไม่มากในไข่ขาว แต่โปรตีนอะวิดินนี้มีบทบาทสำคัญในการจับกับวิตามินไบโอติน (biotin) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “วิตามินบี 7” (vitamin B7) ซึ่งเป็นวิตามินที่จำเป็นในการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมทานไข่ดิบ/ไข่ขาวดิบ จึงมีโอกาสที่จะขาดวิตามินบี 7 (ในไข่ขาวดิบ มีอะวิดีนซึ่งเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของไบโอติน) อย่างไรก็ตาม โปรตีนนี้จะสูญเสียคุณสมบัติการดักจับวิตามินบี 7 เมื่อเราปรุงไข่ให้สุก

จากประโยชน์นานัปการของไข่ขาวที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไข่ขาวที่สุกแล้วจึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของแหล่งโปรตีนที่สามารถทานได้ทุกช่วงเวลาเนื่องจากย่อยง่าย แต่สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง หรือผู้ป่วย ควรบริโภคทั้งไข่ขาวและไข่แดงในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และบริโภคไข่ร่วมกับอาหารหลัก 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดี

“หมอนยางพารา” สหกรณ์ฯ หนองครก เมืองตรัง ยอดขายพุ่งเดือนละล้าน “จีน-ลาว” ออเดอร์ไม่อั้น เตรียมเพิ่มไลน์ผลิตที่นอน-ของใช้เด็กอ่อน ด้านสหกรณ์จังหวัดตรังอัดงบฯอีก 4.2 ล้าน สร้างอาคารเก็บผลิตภัณฑ์รองรับกำลังการผลิตเพิ่ม

นายมนัส หมวดเมือง ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปรือ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่สหกรณ์ฯบ้านหนองครก ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ราย ได้ดำเนินการแปรรูปยางพาราเป็นหมอนยางพารา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดตรังกว่า 12.85 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต พร้อมโรงงาน และเริ่มดำเนินการผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ผลิตภัณฑ์หมอนจากยางพารา ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ สหกรณ์ฯบ้านหนองครก สามารถทำยอดขายหมอนยางพาราได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 1 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 400 ใบ ต่อวัน หรือเดือนละกว่า 12,000 ใบ ใช้น้ำยางสดที่รับซื้อจากเกษตรกรเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากกว่าวันละ 9-10 ตัน จำหน่ายแบบขายส่งใบละ 450-500 บาท ขายปลีกใบละ 600 บาท

“เริ่มต้นจากการทำตลาดภายในจังหวัด โดยมีหน่วยงานราชการต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในการทำตลาดและให้คำแนะนำรูปแบบผลิตภัณฑ์ จากนั้นก็เปิดตลาดออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง ผ่านช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ และโรดโชว์สินค้าไปยังตลาดในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศ ได้แก่ จีน และ สปป.ลาว โดยมียอดสั่งจองเข้ามาไม่อั้น มีเท่าไหร่จะรับซื้อหมด จนทำให้สัดส่วนการตลาดจากเดิมขายในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% เปลี่ยนมาเป็นตลาดต่างประเทศ 80% ในประเทศ 20% ทำให้บางช่วงสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด”

นายมนัส กล่าวต่อไปว่า เพื่อแก้ไขปัญหาโรงงานคับแคบและรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ในปีงบประมาณ 2560 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรังได้สนับสนุนงบฯ 4.2 ล้านบาทเศษ และสหกรณ์ฯ บ้านหนองครกสมทบอีก 2 แสนเศษ ก่อสร้างอาคารแห่งใหม่เพื่อเก็บผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ภายในเดือนตุลาคม 2560 นี้

นอกจากนี้ กำลังเตรียมทำผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 ชนิด คือ ที่นอน และชุดสำหรับเด็กอ่อน เช่น หมอนรองหัวเด็ก ที่นอนเด็ก หมอนข้าง คาดว่าภายในปี 2561 จะสามารถทำยอดขายได้ไม่แพ้หมอนยางพาราที่เป็นสินค้าชูโรงอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือในการเย็บปลอกหมอน และบรรจุภัณฑ์ จึงต้องไปจ้างเครือข่ายสหกรณ์ที่จังหวัดพัทลุง ขณะนี้ทางสหกรณ์ฯ บ้านหนองครก กำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อฝึกอบรมช่างเย็บปลอกหมอนและปลอกผลิตภัณฑ์อื่นๆ คาดว่าภายใน 1-2 ปีนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อทุกอย่างลงตัวจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและนำสินค้าทุกชนิดออกเปิดตลาดได้อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากการศึกษาภาพรวมของตลาดมีแนวโน้มที่สดใส และจะเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอย่างแน่นอน

สำหรับสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด เป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราแห่งแรกของจังหวัดตรัง โดยได้รับการการสนับสนุนงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2559 ของจังหวัดตรัง จำนวนเงินกว่า 12 ล้านบาท ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราในสถาบันเกษตรกร โดยจะรับซื้อน้ำยางพาราหน้าโรงงานในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

พ่อค้า นักธุรกิจนั่งไม่ติด ราคายางผันผวนทุบกำลังซื้อวูบหนักหมื่นล้าน การค้าขายหลายจังหวัดเงียบเหงา ยอดขายสินค้าซบเซาอีกระลอก วอนรัฐบาลทำงานเชิงรุก เร่งวิจัย/แปรรูปเพิ่มการใช้ยางในประเทศจริงจัง จี้ปลดล็อกทีโออาร์จัดซื้อจัดจ้างให้นำยางพารามาผสมทำถนนได้ แนะเกษตรกรชาวสวนยางอย่าทำพืชเชิงเดี่ยว ควรปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์เพิ่มรายได้

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ เนื่องจากยางพาราเป็นรายได้หลักของเกษตรกร โดยในแต่ละปีมีน้ำยางพาราออกสู่ตลาดประมาณ 3 ล้านกว่าตันทั่วประเทศ และเมื่อราคายางพาราลดลงทุกๆ 10 บาท/กิโลกรัม (กก.) จะส่งผลให้มูลค่าลดลงไปกว่า 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มองว่าราคายางควรจะอยู่ที่ 70 บาทขึ้นไป/กิโลกรัม เกษตรกรจึงจะสามารถปรับตัวและผ่านไปได้ แต่หากราคาสูงถึง 90 บาท/กิโลกรัม จะดีมาก แต่อาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสต๊อกยางของโลกยังมีอยู่

ทั้งนี้ มองว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังในการนำงบประมาณมาวิจัย (Research) เพื่อหาวิธีการนำยางไปเป็นผลิตภัณฑ์ตั้งต้นในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเริ่มต้นอาจทำเพียงใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศก่อน เช่น หลังคายางพารา พาร์ทิชั่นบอร์ด เป็นต้น โดยจะต้องเป็นภาครัฐที่เข้ามาศึกษาวิจัย เพราะหากให้ภาคเอกชนทำวิจัยเองจะค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูงและระยะเวลานาน ซึ่งหากทำได้จริงจะส่งผลให้สต๊อกยางในประเทศลดลง ซึ่งทำให้เกิดดีมานด์และซัพพลาย รวมถึงตลาดด้วย

ในปัจจุบันยังมีงบฯ ในส่วนนี้น้อยมาก และที่สำคัญควรจะแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป ขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ เพราะงานชิ้นนั้นเป็นของรัฐ และเอกชนไม่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการแก้ปัญหาระยาวสามารถช่วยเกษตรกรได้อย่างแน่นอน

“การแก้ปัญหาระยะสั้นนั้น ควรจะนำยางไปทำเป็นส่วนผสมในการทำถนนและสนามฟุตซอล เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้แอ็กชั่นแบบนั้น เพราะยังติดปัญหาทีโออาร์ (TOR) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มียางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนน มีเพียงยางมะตอยเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ดังนั้นภาครัฐควรจะมีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการแก้ไขทีโออาร์” นายวัฒนา กล่าว

ราคายางลามค้าปลีกนครศรีฯ ซบ

ขณะที่ นายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบันเกิดจากดีมานด์และซัพพลายของตลาดโลก ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อภายในจังหวัด เนื่องจากกำลังซื้อในภาคการเกษตรคิดเป็น 60-70% ของจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือคิดเป็นมูลค่า 70,000-80,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกหดตัว ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าผู้บริโภคยางพารา หรือผู้ที่นำยางพาราไปเป็นวัตถุดิบ เราไม่สามารถควบคุมปลายทางได้ เนื่องจากผู้บริโภคหลักอยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นเราควรจะบริหารจัดการความเสี่ยงของเราเองจะดีกว่า

“มองว่าเกษตรกรจะต้องปรับตัว เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นการทำเกษตรที่หลากหลาย หรือการหารายได้หลายช่องทาง แทนที่จะรอการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ซึ่งภาคการเกษตรมีกิจกรรมหลายระดับและมิติที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ปัจจุบันเกษตรจังหวัดได้ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน แพะ ปลา และการเลี้ยงสัตว์ปีกแบบเปิด” นายกรกฎ กล่าว

เศรษฐกิจตรังเงียบเหงามาก

นายภราดร นุชิตศิริภัทรา รองประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดตรังเป็นอย่างมาก เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับหนึ่งในการกำหนดภาวะเศรษฐกิจของจังหวัด หากราคายางพาราดี ประชาชนมีกำลังซื้อ ธุรกิจอื่นๆ ก็ดีตามไปด้วย แต่หากราคายางพาราไม่ดีอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อน้อย การจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง ดังนั้น จึงทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ มียอดขายที่ลดลงตามกันไปหมด เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ เรียกว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีความเงียบเหงามาก
ขณะที่ความจริงแล้วช่วงนี้ราคายางน่าจะดีขึ้น เนื่องจากปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดมีน้อย เพราะฝนตกต่อเนื่องทำให้เกษตรกรกรีดยางไม่ได้ เฉลี่ยแล้วปีนี้มีเวลากรีดยางไม่ถึง 10 วัน ต่อเดือน ด้วยซ้ำ

แม้ว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะออกมาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกร แต่ตนมองว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากเป็นมาตรการเดิม ๆ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและซื้อเวลาออกไปเท่านั้น ปัญหาราคายางพาราที่เกิดขึ้นนั้นตนเห็นว่าเกิดจากผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องยางพาราฝีมือยังไม่ถึง ไม่สามารถเข้าไปกำหนดราคาในตลาดได้

“รัฐบาลก็ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ และให้ความสนใจการส่งเสริมการแปรรูปน้อย หากฟังชาวบ้านและออกมาตรการใหม่ๆ ที่ตรงกับปัญหา ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหาราคายางพาราในระยะยาวได้อย่างถาวร เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอยู่มาก” นายภราดร กล่าว

ยางโล 70 บาท ปลุกกำลังซื้อ

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอ็สเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ยางพาราที่เป็นอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวสวนยาง แต่ถ้าเกษตรกรขายยางได้ราคาดีก็จะเกิดกำลังซื้อ และส่งผลให้ผู้ประกอบการเอ็มเอสอี พ่อค้าแม่ค้าสามารถที่จะขายสินค้าดีขึ้นทั้งประเทศ หากจะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นต้องรักษาเสถียรภาพราคายางขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70-80 บาท/กิโลกรัม

เช่นเดียวกับ นายปรีชา กิจถาวร ประธานฝ่ายเศรษฐกิจพอเพียงและสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ภาวะราคายางที่อยู่ในสภาพปัจจุบันทำให้กำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนลดลงมาก โดยเฉพาะเนื้อสุกรหดตัวไปเกินกว่า 50% ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งสภาพการค้าขายแตกต่างกันมากจากในยุคที่ราคายางอยู่ในระดับ 80-90 บาท/กิโลกรัม ที่มีความคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะเกิดกำลังซื้อที่ดี อย่างไรก็ตาม หากทำให้ราคายางอยู่ในระดับ 70 บาท/กิโลกรัม ก็จะทำให้เกิดกำลังซื้อและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีด้วย

บึงกาฬจี้รัฐบาลทำงานเชิงรุก

ด้าน นางกุสุมา หงษ์ชูตา อดีตประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดในภาคอีสาน เปิดเผยว่า ราคายางพาราปัจจุบันนี้ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด สร้างความสับสนให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก จากราคายางที่ตกต่ำลงทำให้สภาพบ้านเมืองบึงกาฬเวลานี้การซื้อขายเงียบเหงาซบเซา ยกตัวอย่างเช่น ไก่ย่างวิเชียรบุรีจากเดิมขายได้วันละ 20 ตัว ตอนนี้ 3 ตัวก็ยังขายไม่หมด

“ชาวบ้านบางคนไม่พอใจ แต่ก็ต้องออกมากรีดยาง เพราะทำอะไรไม่ได้ หากราคาลงต่ำกว่านี้ เกษตรกรอาจเข้ากรุงเทพฯ ไปใช้แรงงานแทน แล้วก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง ดิฉันมองว่าเรื่องนี้กลายเป็นเกมการเงิน ปั่นราคากันที่ตลาดฟิวเจอร์ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องออกมาสู้อย่างจริงจัง ตลาดฟิวเจอร์จะปั่นราคาก็ทำไป แต่รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก เพราะวันนี้ต้นน้ำ ปลายน้ำถึงกันอยู่แล้ว ต้องจับมาเจอกัน ทำสัญญาซื้อขายกันทั้งปีให้ชัดเจน แบบนี้จึงจะแก้ไขปัญหาได้”

การซื้อขายทุเรียนในปัจจุบัน ถ้าผู้บริโภคหรือผู้ขายทุเรียนต้องการเนื้อทุเรียนที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานนั้น ต้องมีการตรวจสอบผลทุเรียนซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะดูว่าทุเรียนสุก แก่ หรืออ่อนนั้นจะใช้วิธีเคาะ สังเกตจากลักษณะภายนอกของทุเรียนซึ่งเป็นความชำนาญ ความสามารถเฉพาะบุคคล แต่อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ ในวงวิชาการใช้ระดับความสุกแก่ของทุเรียนกำหนดใช้ค่าน้ำหนักเนื้อแห้งหรือค่า dry matter ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.3-2013 เช่น พันธุ์ชะนีค่าน้ำหนักเนื้อแห้งสำหรับผลทุเรียนที่มีระดับความสุกที่เหมาะสมกับบริโภคมากกว่า 32 % แต่ต้องทำลายตัวอย่าง ใช้เวลาในการอบ เพื่อหาค่าน้ำหนักเนื้อแห้งได้

ผศ.ดร.รณฤทธิ์ ฤทธิรณ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมอาหาร bndindia.com คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประสบความสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนา “เทคโนโลยีอินฟราเรดย่านใกล้” เครื่องตรวจวัดคุณภาพทุเรียนว่ามีระดับความสุก แก่ อ่อนทุเรียน ตรงกับที่ต้องการบริโภคหรือไม่ ลักษณะของเครื่องขนาดเล็ก ใช้งานง่าย พกพาสะดวก ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ วัดการดูดกลืนพลังงานแสงอินฟราเรดย่านใกล้ของทุเรียน จากนั้น ค่าการดูดกลืนจะถูกประมวลผลเป็นค่าน้ำหนักเนื้อแห้ง อย่างรวดเร็วภายในเพียงเสี้ยววินาที มีจอแสดงผลเป็นค่าน้ำหนักแห้ง ผลที่วิเคราะห์ ได้ด้วยเครื่องนี้มีความถูกต้องแม่นยำ ไม่ต้องทำลายตัวอย่าง เมื่อเทียบเท่ากับการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติที่ใช้วิธีการอบ ซึ่งต้องทำลายตัวอย่าง

นี่คือ ที่มาของการผลิตเครื่องวิเคราะห์คุณภาพทุเรียนโดยใช้หลักการของเทคโนโลยีอินฟราเรดย่านใกล้ โดยตัวน้ำหนักเนื้อแห้งที่อยู่ในทุเรียน จะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องทำลายตัวอย่าง วิธีการใช้เพียงนำหัววัดของเครื่อง (ตามภาพ) แนบที่บริเวณเปลือกของทุเรียน ในตำแหน่งที่ต้องการวัดค่าน้ำหนักเนื้อแห้ง (ค่า dry matter) จากนั้นกดสวิทซ์ยิง ค่า dry matter จะแสดงบนหน้าจอเพียงเสี้ยววินาที เช่น ถ้าแสดงค่า 28.50 แสดงผลทุเรียนยังดิบหรือมีระดับความสุกไม่เหมาะสำหรับการบริโภค แต่ถ้าค่าน้ำหนัก dry matter 32.28 แสดงว่าทุเรียนลูกนี้เหมาะสำหรับการบริโภค ซึ่งโดยปกติค่าน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนหมอนทอง ชะนีจะมีค่าน้ำหนักเนื้อแห้งไม่ต่ำ กว่า 32 % พวงมณี 30 % และกระดุม 27%

เครี่องวัดคุณภาพทุเรียนโดยใช้ “เทคโนโลยีอินฟราเรดย่านใกล้” เหมาะสำหรับเจ้าของสวน ผู้ส่ง ออกทุเรียน แม่ค้าขายทุเรียน ที่จะนำไปแก้ปัญหาและลดปัญหาการจำหน่ายทุเรียนไม่ได้คุณภาพ หรือทุเรียนอ่อนออกมาจำหน่ายในท้องตลาด ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.รณฤทธิ์ ฤทธิรณ โทรศัพท์ (085) 917-1017

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร และพิษณุโลก

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม

นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี