เซ็นทรัลแล็บไทย ถือเป็นแล็บที่มีมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ รองรับการตรวจทดสอบ 400,000 ตัวอย่าง ต่อปี เพื่อสร้างมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค เซ็นทรัลแล็บไทยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินอีกหลายแห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการขนาดย่อม (SMEs) พัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ

เมล่อน เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน หอม อร่อย มีสรรพคุณช่วยเสริมสุขภาพ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นไม้ผลที่มีการปลูกกันแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย และที่เมืองชัยนาทมีเกษตรกรปลูกในเชิงการค้าด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ทำให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค เป็นหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้เงินแสนบาทให้เกษตรกรยังชีพได้มั่นคง

เมล่อน เป็นพืชในวงศ์แตง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Cucumis meio L” ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปแอฟริกา มีชื่อเรียกทั่วไปว่า แตงหอม แตงหวาน แคนตาลูป หรือแตงเทศ เมล่อนที่ปลูกเพื่อการค้ามี 3 ชนิด ดังนี้

1. Cantaloupensis หรือ Rock Melon ผิวเปลือกแข็ง ขรุขระ แต่ไม่ถึงกับเป็นร่างแห
2. Inodorous ผิวเปลือกเรียบ และมักไม่มีกลิ่นหอม หรือนิยมเรียกกันว่า แคนตาลูป
3. Reticulatus หรือ เน็ทเมล่อน ลักษณะผิวเปลือกด้านนอกขรุขระเป็นร่างแหคลุมทั้งผล มีกลิ่นหอม เนื้อมีสีเหลืองและสีส้ม
สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงภัยทั้งด้านการผลิตและการตลาด ให้ปลูกด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องและมีวิถีที่มั่นคงยั่งยืน

คุณอาทิตย์ ภัชราภิรักษ์ เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบัน เมล่อน เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย เพราะมีรสชาติที่หวาน หอม อร่อย มีสรรพคุณช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงด้วย

ในสภาวะเศรษฐกิจที่แปรปรวน จากที่เคยปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย จึงได้ตัดสินใจเลือกปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานตามคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอมโนรมย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงภัยต่างๆ และมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวต่อเนื่องทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและขายมีรายได้นำไปสู่วิถีที่มั่นคง

ได้ปลูกเมล่อนมา 5 ปีแล้ว เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกได้ซื้อมาจากแหล่งพันธุ์คุณภาพที่เชื่อถือได้ ปลอดภัยจากศัตรูพืช หลังการปลูกได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาด้วยการใส่ปุ๋ย ให้น้ำด้วยระบบน้ำหยดและสปริงเกลอร์ ป้องกันศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติและใช้สารสมุนไพร และปลูกด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพ

พันธุ์เมล่อน ได้เลือกพันธุ์ปลูกที่ตรงกับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ดังนี้

เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น เนื้อสีเขียว เนื้อนุ่ม กลิ่นหอม หวาน พันธุ์ฮิเดโกะ (HIDEGO)
เมล่อนเนื้อสีส้ม หวาน กรอบ ผิวสีเหลืองทอง พันธุ์จันทร์ฉาย
เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น เนื้อสีส้ม หวาน กรอบ ผิวเปลือกตาข่าย พันธุ์ฮารุ (HARU)
เมล่อนญี่ปุ่นผิวเปลือกตาข่าย เนื้อสีเขียว หวาน นุ่ม พันธุ์ยูกิ (YUKI)
ร็อคเมล่อน สายพันธุ์ญี่ปุ่น ผิวเปลือกตาข่าย เป็นพู เนื้อสีส้ม หวาน กรอบ พันธุ์พูรุ (PURU)
การเพาะกล้า นำเมล็ดใส่ผ้าขาวบางไปแช่น้ำอุ่น 1-2 ชั่วโมง แล้วนำออกมาบ่มไว้ในกระติก ปิดฝาไว้ 10-12 ชั่วโมง นำเมล็ดที่บ่มแล้วมาใส่ลงในถาดเพาะที่มีส่วนประกอบพิทมอสส์เป็นวัสดุเพาะกล้า วางเมล็ดด้านที่จะแตกราก ลงด้านล่าง ให้น้ำแต่พอดี จากนั้น 3-4 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน ก็นำถาดเพาะกล้าไปวางไว้ที่กลางแจ้ง เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี

การเตรียมแปลงปลูก ได้ไถดะไถแปรไถพรวน ยกร่องแปลงให้สูง มีความกว้าง 70-80 เซนติเมตร ความยาวตามแนวพื้นที่แปลง เว้นระยะห่างระหว่างแปลง กว้าง 60 เซนติเมตร รองพื้นแปลงปลูกด้วยปุ๋ยคอกแห้ง คลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกเพื่อควบคุมความชื้นและวัชพืช เจาะผ้าพลาสติกเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 เซนติเมตร จัดระยะห่างระหว่างต้นและแถว 30×50 เซนติเมตร พร้อมกับจัดทำค้างไม้เตรียมไว้ให้ต้นเมล่อนได้เกาะเลื้อย

การปลูก นำต้นกล้าอายุ 10-15 วัน มาปลูกในแปลงหลุมละต้น พื้นที่โรงเรือนขนาดกว้างและยาว 8×20 เมตร จะปลูกได้ 420 ต้น หลังปลูก 7-10 วัน ได้เจาะรูผ้าพลาสติกเพื่อเปิดเป็นหลุมระหว่างต้นแล้วใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ เกลี่ยดินกลบ จากนั้นให้น้ำพอชุ่ม

เมื่อต้นเมล่อนเจริญเติบโต ได้เลือกเด็ดแขนที่แตกออกมาในข้อที่ 1-6 ออก และเหลือ ข้อที่ 9-12 ไว้ เพื่อการผสมเกสร เมื่อต้นเมล่อน อายุ 25-30 วัน ในข้อที่ 9-12 จะมีดอกตัวเมียบาน ผสมเกสรตอนเช้าไม่เกิน 10.00 น. ซึ่งเป็นระยะดอกบานเหมาะสมที่พร้อมให้ผสมเกสรได้ดีที่สุด

หลังจากผสมเกสรและติดลูกได้ผลขนาดเท่าไข่ไก่ ต้องคัดเลือกผลที่ดีที่สุดไว้ 1 ลูก พร้อมกับแขวนผลเมล่อนให้อยู่ในบ่วงเชือก ซึ่งจะต้องแขวนให้ผลอยู่ในระดับขนานกับพื้น จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 12-5-40 หรือ 11-6-43 เพื่อการบำรุงผล จากนั้นดูแลรักษาจนกว่าจะถึงระยะเก็บเกี่ยว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีอายุการเก็บเกี่ยวแตกต่างกันไป

คุณอาทิตย์ เกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ในช่วงปฏิบัติดูแลรักษานี้ต้องดูแลให้น้ำสม่ำเสมอแต่พอชุ่ม ในระยะแรกการเจริญเติบโตควรให้น้ำเพียงเล็กน้อย อย่าให้แฉะ ในช่วงที่ต้นเมล่อนให้ผลขนาดใหญ่ได้ลดปริมาณการให้น้ำน้อยลง ทั้งนี้ ให้สังเกตดูความชื้นของดินด้วย และฉีดพ่นสารอาหาร เช่น แคลเซียม สังกะสี โบรอน หรือแมกนีเซียม เพื่อช่วยให้ได้ผลเมล่อนคุณภาพ

การป้องกันกำจัดโรคแมลง เบื้องต้นควรใช้สารสมุนไพรฉีดพ่นตามความเหมาะสม หรือถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ฉลากบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค

การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกได้ 65-70 วัน ผลเมล่อนแต่ละสายพันธุ์จะทยอยแก่สุก ใช้กรรไกรหรือมีดคมตัดที่ขั้วผลเป็นรูปตัวที (T) จากนั้นตัดแต่งขั้วและใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดที่ขั้วผล คัดขนาดพร้อมกับหุ้มด้วยโฟมเพื่อป้องกันผลเมล่อนถูกกระแทกเสียหาย จัดบรรจุใส่กล่องเตรียมไว้ให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดต่างถิ่น จากการตัดสินใจมาปลูกเมล่อนเป็นพืชผสมผสานทำให้มีรายได้เงินแสนบาทและทำให้วิถีครอบครัวมั่นคงและยั่งยืน

การปลูกเมล่อนคุณภาพ สู้วิกฤติเศรษฐกิจที่แปรปรวน เพื่อการยังชีพที่มั่นคง เป็นการปลูกพืชผสมผสานที่ทำให้มีผลผลิตเก็บเกี่ยวและมีรายได้ต่อเนื่อง วิถีการยังชีพมั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณอาทิตย์ ภัชราภิรักษ์ เลขที่ 9/2 หมู่ที่ 1 ตำบลไร่พัฒนา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โทร. (084) 619-7260 หรือที่ คุณชมพูนุช หน่อทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท โทร. (056) 476-720 ก็ได้ครับ

คุณสุวิทย์ คุ้มตาเนิน อยู่บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 19 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีอาชีพปลูกกุยช่าย พร้อมกับจำหน่ายต้นพันธุ์ ในชื่อ “สวนผักสดโกลเด้นฟาร์ม” แล้วยังเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร ที่ชื่อ “ป.เจริญการเกษตร” จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชผักและเวชภัณฑ์ทางการเกษตร และที่สำคัญกว่านั้นเขาเป็นสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมาเป็นเวลานานอีกด้วย

กุยช่ายที่คุณสุวิทย์ใช้ปลูกเป็นพันธุ์ไต้หวัน ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จำนวน 30 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนละ 10 ไร่ สำหรับใช้ปลูกกุยช่ายแบบหมุนเวียน ซึ่งช่วงที่พักแปลงจะปลูกพืชชนิดอื่น เพื่อสร้างคุณภาพดินแล้วให้มีรายได้ควบคู่กันไปอย่างผักใบ หรือพืชไร่อย่างมันสำปะหลังหรือข้าวโพด

การเตรียมพื้นที่ปลูกกุยช่ายเริ่มจากการปรับพื้นที่ไถแปร ให้ใส่ปูนขาว ไร่ละประมาณ 50 กิโลกรัม กับปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยขี้ไก่เม็ดกับขี้แพะ ร่องละประมาณ 100 กิโลกรัม จากนั้นจึงเริ่มยกร่องแล้วทำฟูก ขนาดร่องที่ปลูกมีความกว้าง 4.50 เมตร ยาว 40 เมตร ความสูงร่อง ประมาณ 60 เซนติเมตร ทิ้งไว้สัก 15 วัน จึงเริ่มปลูก

หลังจากเตรียมแปลงเสร็จ จะเพาะต้นกล้าด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือแกลบ รดน้ำให้ชุ่ม จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จำนวน 10 กิโลกรัม ต่อร่องปลูก หรือ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ กับปุ๋ยยูเรีย จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยจะใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน

หลังเพาะต้นกล้า ประมาณ 4 เดือน จะย้ายไปปักดำ (คล้ายปลูกข้าว) ที่แปลงปลูก แต่ละร่องสามารถปลูกต้นกุยช่ายได้ประมาณ 2,500 ต้น ระยะห่างต้น 30 เซนติเมตร ก็จะได้ทั้งหมดจำนวน 10-12 แถว ต่อร่อง ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเดียวกับการดูแลต้นกล้า จนได้เวลาประมาณ 3 เดือน ให้หยุดใส่ปุ๋ย แล้วรดเฉพาะน้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ โดยรดน้ำในช่วงปักดำ วันละ 3 ครั้ง รดให้ชุ่มไม่ต้องขัง หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน เปลี่ยนให้น้ำเฉพาะเช้า-เย็น แล้วเมื่อเข้าเดือนที่ 4 ก่อนเก็บผลผลิตให้ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อไร่

การเก็บผลผลิตจะทยอยตัดทีละร่องตามออเดอร์ เริ่มจากทยอยตัดเก็บดอกก่อน เมื่อเก็บดอกหมดทั้งแปลงแล้วจึงตัดต้นใบเขียว เพื่อเป็นการแบ่งแยกเก็บระหว่างดอกกับต้นจะได้ไม่มาปนกัน ทำให้ง่ายต่อการคัดแยกมัดส่งขาย เมื่อตัดเสร็จทั้งหมดแล้วรออีกประมาณ 2 เดือน จึงสามารถเก็บผลผลิตรอบต่อไปได้อีก

“หลังจากกุยช่ายมีอายุได้ 4 เดือน ก็จะสามารถตัดใบขายได้แล้ว ในการตัดมีดแรกจะต้องคลุมฟางใหม่ รดน้ำและใส่ปุ๋ย ผ่านไปได้ 10 วัน ก็จะมีดอกกุยช่ายทยอยออกมาให้เก็บดอกขายต่ออีก หลังตัดใบครั้งแรก 2 เดือน ก็จะสามารถวนกลับมาตัดใบได้อีกครั้ง ถือเป็นครั้งที่ 2 หรือมีดที่ 2 ทำเช่นนี้สลับหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ในการตัดแต่ละครั้งจะทำให้ต้นเล็กลงไปเรื่อยๆ และดอกก็จะสั้นลง จึงต้องมีการบำรุงเพื่อให้ต้นสมบูรณ์อยู่เสมอ โดยกุยช่ายแต่ละแปลงจะสามารถตัดใบขายได้ประมาณ 4-5 มีด หรือหากดูแลดี ต้นสมบูรณ์ก็จะสามารถตัดได้ถึง 7 มีด”

ผลผลิตที่เก็บดอกได้ร่องละประมาณ 10-15 กิโลกรัม และเคยเก็บได้ในพื้นที่ จำนวน 10 ไร่ ประมาณ 500-600 กิโลกรัม โดยปริมาณดอกจะมีมาก-น้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นตัวกำหนด โดยปกติแล้วในช่วงหน้าร้อนดอกกุยช่ายจะดก และมักมีจำนวนน้อยในช่วงหน้าหนาว สำหรับกุยช่ายเขียวสามารถตัดได้ จำนวน 200 กิโลกรัม ต่อร่องปลูก ทั้งนี้ ภายหลังที่ตัดแล้วจะใส่ปุ๋ยตามสูตรเหมือนเดิมและคลุมด้วยฟางเพื่อรอตัดรอบใหม่ในอีก 2 เดือน

การปลูกกุยช่ายไม่นิยมปลูกซ้ำพื้นที่เดิมมากกว่า 1 ปี เพื่อป้องกันการสะสมโรค จึงต้องย้ายพื้นที่ปลูกใหม่ โดยคุณสุวิทย์ใช้วิธีสลับหมุนเวียนพื้นที่ปลูก ปีละ 10 ไร่ หมุนเวียน 3 ปี แล้วกลับมาปลูกแปลงแรก ทั้งนี้เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่องทุกวัน อย่างไรก็ตาม พื้นที่เคยปลูกกุยช่ายก็จะปรับมาปลูกพืชใบหรือพืชไร่อย่างมันสำปะหลัง หรือข้าวโพดเพื่อเป็นการไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่างโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยปรับคุณภาพดินด้วย

“พื้นที่ 10 ไร่ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 10 ตัน พอตัดรุ่นต่อไปจะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะกอมีขนาดใหญ่ขึ้นการแตกใบมีคุณภาพขึ้น ในแต่ละรอบการตัดใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) โดยในรอบปีจะตัดกุยช่ายเขียวได้ประมาณ 4-5 รอบ”

ส่วนการผลิตกุยช่ายขาวจะต้องปลูกกุยช่ายเขียวไปสัก 3 รุ่นก่อน ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้กอและต้นมีขนาดใหญ่ แข็งแรง ช่วยให้ต้นกุยช่ายขาวมีน้ำหนักดีและหวาน โดยการผลิตกุยช่ายขาวจะต้องใช้กระถางคลุมต้นที่ตัดเพื่อไม่ให้โดนแสงแดด ทั้งนี้ การปลูกกุยช่ายขาวจะทำหมุนเวียนกับกุยช่ายเขียว โดยแต่ละรอบได้ผลผลิตประมาณไร่ละ 1 ตัน

การขยายพันธุ์กุยช่ายด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์จากดอกแก่มาตากแห้งทิ้งไว้ แล้วนำมาร่อนให้เหลือแต่เฉพาะเมล็ดกุยช่ายเพื่อนำมาหว่านแล้วปลูก จากนั้นประมาณ 4 เดือน จะได้ต้นพันธุ์ที่มีความสูง ประมาณ 30 เซนติเมตร สำหรับไว้ขายและเพื่อปลูก ทั้งนี้ ต้นพันธุ์ที่ต้องการขายจะผลิตครั้งละ ประมาณ 2-3 ตัน ต่อรอบ

ด้านราคาขายหน้าสวน ถ้าเป็นกุยช่ายเขียว 25-30 บาท กุยช่ายขาว 80-100 บาท ดอกกุยช่าย 35-50 บาท ต้นพันธุ์ราคาขายประมาณ 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าซื้อจำนวน 200 กิโลกรัมขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้ราคาจะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดต้องการกุยช่ายทุกชนิดรวมถึงดอก แต่ปริมาณกุยช่ายเขียวจะมีความต้องการมากกว่า เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารและขนมได้หลายชนิด ช่วงที่ตลาดต้องการมากคือเทศกาลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตรุษจีน สารทจีน ปีใหม่ สงกรานต์ ที่มียอดเพิ่มจากการขายปกติถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลูกค้าที่มารับซื้อจะนำไปขายที่ตลาดไท กับตลาดสี่มุมเมืองเป็นหลัก

คุณสุวิทย์ บอกว่า การปลูกกุยช่ายถือว่าเป็นอาชีพที่ดีแต่ต้องมีความใส่ใจให้มาก และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอย่าให้มีวัชพืชเท่านั้น โรคที่พบ ได้แก่ โรคราสนิมกับแมลงศัตรู คือหนอนชอนใบ โดยจะใช้ยาฉีดพ่นเพื่อป้องกันสลับกับการฉีดปุ๋ย พื้นที่ปลูกเหมาะสมควรเป็นดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง ที่สำคัญควรมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ เพราะกุยช่ายเป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอด เป็นอาชีพที่ลงทุนหนักเพียงครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย/ยา (ไม่มาก เพราะใส่น้อย) ค่าวางระบบน้ำ ค่าปรับพื้นที่ปลูก หลังจากปลูกไม่กี่รอบก็ได้ทุนคืน แล้วในรอบต่อไปยิ่งได้น้ำหนักเพิ่มยิ่งได้เงินเพิ่มมาก

อาจกล่าวได้ว่า การมีที่ดินทำสวน ทำไร่ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของการทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว มีที่ดิน สวน ไร่ เป็นของตนเอง นอกจากนั้นแล้วการทำการเกษตร ปลูกต้นไม้ยังได้สร้างความสุขทางใจ เห็นต้นไม้เขียวๆ ขึ้นงามเป็นทิวแถว หลายปีต่อมาผลิดอก ออกผล สร้างความสุขใจที่มีผลผลิตจากสวนเป็นของตนเอง

ผู้เขียนจึงอยากเสนอแนวคิด เรื่อง การสร้างรายได้จากสวนในพื้นที่ขนาดเล็ก สำหรับผู้ที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว มีพื้นที่ไม่มากนัก หรือมีมากแต่ค่อยๆ เริ่มทำ ก้าวอย่างระมัดระวัง เพราะบางครั้งการทำการเกษตร ไม่ได้สวยหรูอย่างที่สื่อนำเสนอ ยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้งดงาม อาชีพด้านการเกษตรมีตัวแปรมากมาย โดยที่ยังไม่ต้องลาออกจากงานประจำ ให้สามารถทำสวน ทำไร่ เคียงคู่ไปด้วยกัน จึงขอนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ทำงานประจำและสนใจทำการเกษตรควบคู่ไปด้วย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ตามสมควร ดังนี้

อันดับแรก หากคิดซื้อที่ดินใหม่ ควรเลือกที่ตั้งไม่ห่างไกลจากที่ทำงานประจำหรือที่พักอาศัยมากนัก ใช้เวลาเดินทางอยู่ในช่วง 2 ชั่วโมง หรือสามารถไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ ไม่ถึงกับต้องไปค้าง เพราะแค่การเดินทางจะทำให้ท่านเหนื่อยล้า และจะทิ้งร้างไปในที่สุด

ขนาดของพื้นที่ ต้องดูบริบทของครอบครัวตนเอง อย่าถึงกับสร้างความลำบากกายทุกข์ใจ ยกตัวอย่าง สำหรับสวนมะม่วง ถ้าทำลูกผลขาย จะต้องมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ หรือเป็นร้อยๆ ไร่ ต้องใช้ชีวิตประจำอยู่ที่สวนนั้นเลย ต้องใช้เวลารอบ 1 ปี ออกผล 1 ครั้ง นั่นหมายถึงตลอดเวลาเกือบรอบปี จะไม่มีรายได้เข้ามาจากการขายลูกผล หรือหากจะให้มีก็ต้องราดสารเคมีอย่างแรงเพื่อให้ออกนอกฤดู ดังที่ทำกันอยู่ทั่วไป

ในที่นี้จะเสนอแนวทางสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก ตั้งแต่แค่บริเวณบ้านที่พักอาศัย ไปจนถึงสวนพื้นที่ประมาณ 1-5 ไร่ ให้สามารถสร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปีได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

เมื่อต้นไม้ที่ปลูกโตพอสมควร นอกจากลูกผลที่จำหน่ายได้แล้ว การทำกิ่งต้นพันธุ์ขายก็สามารถจัดจำหน่าย สร้างรายได้ให้ตลอดทั้งปี การขยายพันธุ์สำหรับมะม่วง ซึ่งเป็นไม้ผลพื้นฐานที่ตลาดยังต้องการไปเรื่อยๆ ต่างจากไม้กระแสที่มาหวือหวาเฉพาะคราว เช่น ทรงสวย ด่าง สีแปลก เป็นแค่ของโชว์หรือประดับ แต่กินจริงไม่ค่อยได้ สำหรับกิ่งพันธุ์มะม่วงยังเป็นที่ต้องการอีกมาก ระยะยาวไม่มีหยุด เนื่องจากมะม่วงปลูกและดูแลง่าย ผลของมะม่วงกินได้ตั้งแต่เด็กไปจนสูงวัย เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ สวนมะม่วงที่ปลูกเพื่อการค้า ยังต้องการกิ่งพันธุ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มะม่วงมีหลายสายพันธุ์นับร้อยชนิด ความต้องการแตกต่างกันออกไป ต้นพันธุ์จึงยังสามารถทำรายได้ดีอีกยาวนาน

ดังนั้น หากปลูกบนพื้นที่ไม่มาก ควรหาทางผลิตกิ่งออกจำหน่าย การผลิตสามารถศึกษาจากตำราและผู้รู้หรือวิธีอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ทำได้ไม่ยากนัก ด้านการขายทำได้โดยเริ่มจากจำนวนน้อย ค่อยๆ เข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดในท้องถิ่นก่อนและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามกำลังการผลิตของแต่ละบุคคล หากสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพงนักก็จะเข้าสู่ตลาดของผู้ที่ต้องการกิ่งมะม่วง ทำให้สามารถสร้างรายได้จากการทำสวนได้

ข้อควรคิดในการทำกิ่งขาย

ผู้ที่จะทำกิ่งขายต้องศึกษาสายพันธุ์อย่างลึกซึ้งถึงต้นตำรับเพื่อให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด ตัวอย่างแหล่งผลิตสวนนนทบุรี นอกจากทำกิ่งมะม่วงคุณภาพสายพันธุ์ประจำถิ่น เช่น ยายกล่ำ น้ำตาลเตา นนท์ทิพย์ ฯลฯ ขายแล้ว ที่สวนนนทบุรีริมคลองบางกอกน้อย เป็นพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานมาช้านานหลายสิบปี ผลิตกิ่งพันธุ์ส่งให้กับสวนบางมด ปลูกแล้วมีรสชาติดีจนเป็นที่มาของชื่อเสียงอันเลื่องลือ ปัจจุบันผลิตกิ่งพันธุ์จำหน่ายส่งไปปลูกทั่วประเทศ คงความเป็นอัตลักษณ์ไว้ นั่นคือ การตอนกิ่งขนาดสูง ใหญ่ โดยหุ้มด้วยกาบมะพร้าวชุ่ม ห่อด้วยใบตองแห้ง ซึ่งวิธีการนี้ทำให้สามารถนำกิ่งตอนตัดลงปลูกได้เลยไม่ต้องเสียเวลาชำลงถุง เป็นส้มรสชาติดี เหมาะสำหรับปลูกเป็นการค้าบนพื้นที่ขนาดใหญ่

สิ่งเหล่านี้นักทำกิ่ง แสวงหากิ่งพันธุ์แท้ควรต้องรู้ สอง. ปลูกพืชรองสร้างรายได้

ช่วงที่ปลูกมะม่วงหรือพืชหลักของเราใหม่ๆ ยังมีที่ว่างข้างเคียงเหลือมากให้ปลูกพืชรองไว้ นึกอะไรไม่ออกก็ปลูกกล้วย เช่น กล้วยน้ำว้า เลือกพันธุ์ธรรมดา ค่อยๆ ปลูก ขุดหน่อขยายพื้นที่ไป เวลาไปสวนต้องมีแก่ตัดได้บ้าง เครือสองเครือ เหลือกิน เหลือแจก ก็ติดต่อแม่ค้ากล้วยทอด กล้วยปิ้ง แผงตลาดแถวบ้านที่เราซื้อเขากินประจำ ผู้เขียนจะใช้วิธีบอกเขาไว้ก่อน ผูกมิตรกันไว้ เวลาซื้อของเขาก็บอกว่าเราจะมีกล้วยสวนมา ช่วยซื้อขายกันไปมา หรือปลูกมะนาว มะละกอ พริก ข่า ตะไคร้ ก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกัน

สาม. หาวิธีลดค่าใช้จ่าย

การลดค่าใช้จ่าย จัดว่าเป็นการสร้างรายได้ชนิดหนึ่ง ลองพิจารณาดูว่าอะไรที่ต้องจ่ายบ่อยๆ เป็นประจำ และใช้เงินมาก ยกตัวอย่าง ปัญหาหญ้ารก โดยจะขึ้นเร็วมาก สร้างความรกกับสวน ทำงานลำบาก หากเราต้องการให้สวนเราโล่ง สวย ต้องกำจัดหญ้า นั่นคือใช้เงิน การตัดด้วยเครื่อง ต้องจ้างตัด ค่าน้ำมัน ฯลฯ การฉีดยาฆ่าหญ้า ระบบไหนก็ตาม ต้องซื้อสารเคมีเสมือนฝังยาพิษลงไปในที่ดินของเรา ค่าแรง คนฉีด ดึง ถอน เก็บกวาด และอยู่ได้ราวเดือนเดียวขึ้นงามสูงมาเหมือนเดิม วนเวียนอยู่เช่นนี้

แนวทางลดค่าใช้จ่าย ตอนนี้ที่สวนเริ่มเดินหน้าแก้ปัญหาถาวรระยะยาวด้วยการหาวัสดุเหลือใช้ เป็นผ้าใบจากป้ายไวนิลที่เลิกใช้งานแล้ว ราคาถูก หนา ทนแดด ฝน ปูผ้าใบทับบริเวณที่ไม่ต้องการให้หญ้าขึ้น ได้ผลดีมาก สวยงาม มองสบายตา เดินสะดวก ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์มีพิษ และยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของดินได้ดี

สี่. หาทางปลูกพืชสร้างประโยชน์ร่วม

ในสวนมะม่วงเพื่อการทำกิ่งขาย ปัจจุบันมีวิธีทำอยู่ 2 รูปแบบ คือ ทาบกิ่ง และเสียบยอด ทั้งสองวิธีต้องใช้ต้นตอที่ได้จากการเพาะเมล็ดเป็นส่วนประกอบสำคัญ นอกจากการหาซื้อจากที่อื่น ควรหาทางเพาะปลูกต้นตอเพื่อไว้ใช้เอง โดยเพาะบนพื้นที่ที่ว่างข้างต้นมะม่วง ได้ประโยชน์หลายอย่าง มีต้นตอสดใกล้ตัวไว้ใช้ เวลารดน้ำครั้งเดียว ได้ทั้งต้นมะม่วงและต้นตอไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ต้นตอที่ปลูกยังช่วยคลุมดิน ไม่ให้หญ้าขึ้น ประหยัดการกำจัดไปในตัวอีกด้วย

ต้นตอมะม่วงเป็นพืชเสริมที่ดูแลง่าย ปล่อยโตตามธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง สามารถเลี้ยงไว้ได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หมายถึงช่วงระยะสั้นนับจากวันปลูก ราว 3-4 เดือน เริ่มถอนขายได้ และเลี้ยงเก็บต่อไปได้นานนับปี โดยจะมีราคาเพิ่มขึ้นตามขนาดความโตของต้นตอ และยังสามารถขยับขยายนำมาใส่ถุงขายเป็นต้นพร้อมเสียบยอดได้ราคาสูงอีกนับเป็นพืชเสริมสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องที่ดีอย่างหนึ่ง