เดินหน้าสร้างสุขสู่สังคม ต่อเนื่องปีที่ 7 เติมรอยยิ้มแก่เด็กและสตรี

บ้านพักฉุกเฉินดอนเมืองบริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ธุรกิจร้านอาหารเชสเตอร์ ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยผู้บริหารและพนักงานเชสเตอร์จิตอาสากว่า 70 คน ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งมอบความสุขสู่สังคม ในโครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ปีที่ 7 โดยในครั้งนี้เชสเตอร์จิตอาสา ร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ บ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง ด้วยกิจกรรมสันทนาการ และจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กเล็ก พร้อมมอบสิ่งของอุปโภค บริโภคและเงินบริจาค มูลค่ารวม 100,000 บาท ที่ได้จากการร่วมสมทบทุนของผู้บริหาร พนักงาน และลูกค้าเชสเตอร์ ทั่วประเทศ มอบให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

นางสุดาวัลย์ คมธรรม ผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เปิดเผยว่า สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เป็นองค์กรเอกชนสาธารณกุศล ซึ่งไม่แสวงหากำไร เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวให้แก่สตรีและเด็กที่เดือดร้อน ประสบปัญหาชีวิตทั้งทางกายและจิตใจ โดยให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหาร ดูแลสุขภาพอนามัย รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ ทักษะชีวิตและกำลังใจ การส่งเสริมความรู้และฝึกอาชีพ เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเองให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้ในแต่ละวันมีเด็กและสตรีที่เดือดร้อนเข้ามาพักพิงอยู่ประมาณ 70-80 คน ต่อวัน

“วันนี้สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความอนุเคราะห์จากชาวเชสเตอร์จิตอาสาเข้ามาเยี่ยมและร่วมกันส่งความสุขแก่เด็กๆ ด้วยกิจกรรมสันทนาการ การนำผลิตภัณฑ์เชสเตอร์มาจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ช่วยสร้างรอยยิ้ม ความสุข ความอบอุ่น ให้แก่เด็กๆ พร้อมมอบสิ่งของ และเงินบริจาคสนับสนุนสมาคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับสมาชิกบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง” นางสุดาวัลย์ กล่าว

นางรุ่งทิพย์ พรหมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารเชสเตอร์ของซีพีเอฟ กล่าวว่า “เชสเตอร์ฟู้ด จัดโครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” เป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 แล้ว เพื่อปลูกจิตสำนึกพนักงานเชสเตอร์ให้มีจิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนในชุมชน ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของซีพีเอฟ ด้วยการรวบรวมทุนจากผู้บริหาร พนักงานเชสเตอร์ฟู้ด ตลอดจนลูกค้า และประชาชนทั่วไปร่วมสมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาคที่ร้านเชสเตอร์กว่า 200 สาขาทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมที่บริษัทร่วมกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส” นางรุ่งทิพย์ กล่าว

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ชาวเชสเตอร์จิตอาสา พร้อมใจกันร่วมสร้างกำลังใจและรอยยิ้มแก่ น้องๆ และสตรี สมาชิกบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง ด้วยกิจกรรมสันทนาการ เช่น กิจกรรมปลูกผักสวนครัว กิจกรรมสอนน้องเพาะถั่วงอก กิจกรรมวาดภาพระบายสี จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน และมอบของอุปโภค บริโภค พร้อมเงินบริจาค มูลค่ารวม 100,000 บาท เพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ต่อไป

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการเกษตรวิชญา เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 10 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ ณ บ้านกองแหะ ตําบลโป่งแยง อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นคลินิกเกษตร สำหรับบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรชุมชน ศูนย์ฝึกอบรมการ ทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ศูนย์สาธิตและส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เป็นธนาคารอาหารชุมชน

สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรวิชญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่โครงการให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาด้านการเกษตร รวมทั้งแก้ปัญหาทางการเกษตรในปัจจุบันได้ และจากการสำรวจเกษตรกรจำนวน 42 ราย ที่เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการในปี 2560 พบว่า

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี มีสมาชิกเฉลี่ยครัวเรือนละ 4 ราย รายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 229,564 บาท ประมาณร้อยละ 34 เป็นรายได้ทางการเกษตร 78,316 บาท และร้อยละ 66 เป็นรายได้นอกการเกษตร 151,248 บาท เช่น พนักงานรีสอร์ท ค้าขาย รับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ด้านหนี้สิน พบว่า เกษตรกรหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 132,643 บาท โดยเป็นหนี้สินในภาคการเกษตร 84,762 บาท และนอกภาคการเกษตร 47,881 บาท สำหรับแหล่งเงินกู้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ในระบบ ได้แก่ ธ.ก.ส. กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ เป็นต้น เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการให้สนับสนุนด้านเงินทุนและการบรรเทาปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำและการพักชำระหนี้

การใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการ ปีเพาะปลูก 2560/61 เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพืชทั้งแปลงในและนอกโครงการในลักษณะเดียวกัน คือ 1 รอบปีเพาะปลูก (เดือนพฤษภาคม 2560 – เมษายน 2561) จะหมุนเวียนปลูกพืช 4 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่ ถั่วแขก กะหล่ำปลี และ คะน้า ซึ่งพืชเศรษฐกิจหลักของโครงการ คือ หอมหัวใหญ่ จะปลูกในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 และเก็บเกี่ยวจนถึงเดือนเมษายน 2561 ช่วงเวลาที่รอเพาะปลูกหอมหัวใหญ่ เกษตรกรจะปลูกพืชผักอื่นๆ แต่บางรายปล่อยเป็นพื้นที่ว่างเปล่า และจะเข้าไปใช้ประโยชน์เมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกหอมหัวใหญ่เท่านั้น ซึ่งเกษตรกรที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากที่ดินของโครงการ สามารถเพาะปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเพิ่มขึ้น

ด้าน นายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหอมหัวใหญ่ที่ปลูกในพื้นที่โครงการฯ มีผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 3,284 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8 บาท เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยไร่ละ 26,273 บาท เมื่อหักต้นทุน การผลิตได้รับผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยไร่ละ 1,878 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ ประสบปัญหาด้านศัตรูธรรมชาติ โดยเฉพาะโรคพืช ร้อยละ 74 และด้านแมลง ร้อยละ 50 ซึ่งเกษตรกรใช้วิธีการกำจัดศัตรูพืชและแมลงโดยใช้สารเคมีเป็นส่วนใหญ่ และต้องการให้ภาครัฐเข้ามาอบรมให้ความรู้ด้านการดูแลผลผลิต การจัดการโรคพืชศัตรูพืชและแมลง โดยใช้สารชีวภัณฑ์และสารชีวมวลทดแทนสารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิตทำให้ผลผลิตมีคุณภาพปลอดภัย รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือกที่มีศักยภาพและมีตลาดรองรับในพื้นที่สูงให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน และส่งเสริมให้รวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการการผลิตและการตลาดร่วมกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ โครงการเกษตรวิชญา ได้เปิดพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และจัดกิจกรรมต่างๆ ในโครงการตลอดทั้งปี สศก. จึงขอเชิญชวนหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาคม สถานศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าชมศูนย์การเรียนรู้และร่วมกิจกรรมที่ทางโครงการจัดขึ้นได้ โดยผู้สนใจเยี่ยมชมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่เจ้าหน้าที่ประสานงานประจำโครงการเกษตรวิชญา โทร. (094) 760-1604

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ขยายโรงงานนมพาสเจอไรซ์ ณ โรงงานนมสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่ เพิ่มกำลังการผลิต 30 ตัน/วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำนมดิบจากเกษตรกรและสหกรณ์โคนมภาคเหนือตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดอบรมด้านการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรและสหกรณ์โคนมทั่วทุกภูมิภาค ในงาน “Chiang Mai Field Day” ณ ลานกิจกรรม ศูนย์ราชการ สำนักงานปศุสัตว์ เขต 5 เชียงใหม่

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า นอกจากการขยายโรงงานผลิตนมพาสเจอไรซ์ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จ.เชียงใหม่แล้ว สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบนยังได้จัดงาน “Chiang Mai Field Day” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วทุกภูมิภาคเข้าร่วมงาน โดยการจัดบู๊ธการเรียนรู้ และจัดนิทรรศการของ อ.ส.ค. กรมปศุสัตว์ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังมีเสวนาเรื่อง“เกษตรกรภาคเหนือ เลี้ยงโคนมอย่างไร ให้ได้นมคุณภาพ” โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเกษตรกร เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเกษตรกรในการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่เกษตรกรจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมอย่างเหมาะสม และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มของตนเองได้จริง

นอกจากนี้ ภายในงาน “Chiang Mai Field Day” จัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรภาคเหนือตอนบน และสหกรณ์โคนมทั่วทุกภูมิภาคที่เข้าร่วมงาน อาทิ นิทรรศการโคนมอาชีพพระราชทาน, พ่อพันธุ์โคนม อ.ส.ค. ปี 62, สมุนไพรกับการส่งเสริมภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบในโคนม, การเปรียบเทียบข้อมูลแบบแผนทางชีวะโมเลกุลของน้ำนมดิบ, การส่งเสริมโภชนาการช่วงแรกของชีวิต พื้นฐานของสุขภาวะที่ดีในโคนม, ผลของฟางข้าวที่ปรับปรุงด้วยแคลเซียม, การใช้พลังงานทดแทน, การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรังสียูวี, หลังคาเขียว เป็นต้น องค์ความรู้ต่างๆ ที่ อ.ส.ค. จัดอบรมแก่เกษตรกร มีเป้าหมายเพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2560-2564) ที่ อ.ส.ค. ยังขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 60 โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของประเทศภายในปี 64 และสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

คุณณัฐเศรษฐ ศรีทองอินทร์ อยู่บ้านเลขที่ 83/1 หมู่ที่ 14 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผู้ที่เลี้ยงปลาคาร์พเพราะชื่นชอบในความสวยงาม จึงนำมาเลี้ยงแบบดูเล่น แต่เมื่อศึกษาอย่างจริงจังยิ่งเกิดความหลงใหล ทำให้ได้เรียนรู้การเพาะพันธุ์ไปจนถึงเลี้ยงให้มีขนาดไซซ์ใหญ่ จนสามารถเป็นอาชีพทำรายได้ให้กับเขาเป็นอย่างดีทีเดียว

คุณณัฐเศรษฐ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นยังไม่ได้ยึดอาชีพทางด้านการประมงเหมือนเช่นทุกวันนี้ ทำอาชีพค้าขายจำพวกเสื้อผ้า เป็นแบบขายส่ง ซึ่งในขณะนั้นมีความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงปลาคาร์พ จึงได้นำมาเลี้ยงแบบสวยงามเพื่อไว้ดูเล่น ระยะเวลาต่อมารู้สึกชื่นชอบและหลงใหลปลาชนิดนี้มากขึ้น ทำให้มีโอกาสศึกษาและเรียนรู้ถึงสายพันธุ์ต่างๆ ตลอดไปจนถึงนิสัยของปลาคาร์พ เมื่อมองเห็นถึงช่องทางการทำตลาด จึงตัดสินใจมาประกอบเป็นอาชีพในเวลาต่อมา

“ช่วงนั้นเห็นเพื่อนเลี้ยง เราเองอยากเลี้ยงบ้าง เลยหามาเลี้ยงที่บ้าน เห็นทุกวัน เริ่มชอบมากๆ เลยหาซื้อเข้ามาเลี้ยงเรื่อยๆ โดยช่วงที่เลี้ยงเหมือนปลาเกิดอาการป่วย จึงเป็นโอกาสให้เราได้ศึกษาถึงอาการป่วย เหมือนหาความรู้เพิ่มเติมพอยิ่งศึกษาเหมือนเราก็เข้าใจนิสัยปลามากขึ้น ว่าอาการต่างๆ และนิสัยปลาชนิดนี้เป็นยังไง ทีนี้พอรู้เรื่องการเลี้ยงแบบละเอียด ผมก็ศึกษาลงลึกไปถึงเรื่องของสายพันธุ์ ว่าปลาชนิดนี้มีสายพันธุ์อะไรบ้าง เลี้ยงไปเลี้ยงมาปลามีมากขึ้นเรื่อยๆ เลยลองโพสต์ขายทางอินเตอร์เน็ตดู ปรากฏว่าขายได้ ทำให้มองว่าน่าจะเป็นอาชีพที่เกิดรายได้ จึงได้จับทางและยึดการขายปลาคาร์พเป็นอาชีพ” คุณณัฐเศรษฐ เล่าถึงที่มา

ในช่วงแรกจะเน้นซื้อปลาจากแหล่งที่เลี้ยง มาโพสต์ขายอีกทอดหนึ่ง โดยที่ยังไม่ได้เพาะพันธุ์เอง เมื่อเห็นว่าตลาดค่อนข้างไปได้ดี จึงเกิดแนวความคิดที่อยากจะเป็นผู้ผลิต คือส่งปลาคาร์พขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยทำเป็นแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ไปจนถึงการเลี้ยงให้ได้ปลาขนาดใหญ่ โดยดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังในช่วงปี 2556

ในเรื่องของการสร้างปลาให้มีคุณภาพก่อนที่จะส่งขายนั้น คุณณัฐเศรษฐ เลือกใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป โดยพ่อแม่พันธุ์อาจซื้อเข้ามาเพาะพันธุ์ในระยะสั้นๆ จากนั้นก็ขายต่อไปยังแหล่งอื่น เพื่อนำเงินไปซื้อในชุดใหม่เข้ามา ซึ่งบ่อที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เป็นบ่อปูน ขนาด 4×6 เมตร ความลึก 2 เมตร เลี้ยงแบบแยกเพศ บ่อละ 4-6 ตัว ต่อบ่อ เมื่อเลี้ยงจนเห็นว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะฉีดฮอร์โมนและผสมพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมทันที

“พอเราเห็นว่าปลาพร้อม ก่อนที่จะได้ไข่ของแม่พันธุ์ออกมา เราจะฉีดฮอร์โมนเข้าไปก่อน เพื่อให้ตัวเมียมีไข่พร้อมกันทุกตัว หลังจากนั้น 8-12 ชั่วโมง จะเตรียมแม่พันธุ์ให้พร้อมด้วยการวางยาสลบก่อนรีดไข่ พอได้ไข่มาแล้วจะนำตัวพ่อพันธุ์มารีดน้ำเชื้อผสมกับไข่ เมื่อผสมน้ำเชื้อให้เข้ากันกับไข่เสร็จแล้ว นำไข่ทั้งหมดไปใส่ลงในตาข่ายในบ่อฟัก ขนาด 2×2 เมตร ปล่อยทิ้งไว้ 36-48 ชั่วโมง ไข่จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัว เลี้ยงอยู่ในบ่อแบบนั้น 5-6 วัน จากนั้นย้ายลูกปลาคาร์พที่ฟักออกมาทั้งหมดย้ายลงในบ่อดินเพื่ออนุบาลต่อไป” คุณณัฐเศรษฐ บอก

บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาคาร์พเตรียมให้มีความพร้อมในเรื่องของความสะอาด โดยก่อนที่จะนำลูกปลาลงมาใส่เลี้ยงจะโรยปูนขาวทั่วบ่อ พร้อมทั้งเตรียมน้ำใส่ภายในบ่อให้มีสภาพที่พร้อมเลี้ยง ซึ่งบ่ออนุบาลมีขนาด 1 ไร่ ปล่อยลูกปลาอยู่ที่ 500,000 ตัว ต่อบ่อ

ในช่วงแรกให้ลูกปลากินไรแดงทุก 3 วันครั้ง เป็นเวลา 10 วัน เมื่อครบกำหนดจะเปลี่ยนอาหารเป็นสูตรสำหรับเลี้ยงกุ้งเล็ก โปรตีนอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้กินวันละ 2 มื้อ คือเช้าและเย็น เมื่ออนุบาลจนครบอายุ 1 เดือน ลูกปลาจะได้ขนาดไซซ์ 2-3 เซนติเมตร นำลูกปลาทั้งหมดมาคัดดูความสมบูรณ์และความสวยงามของลายในตัวปลา ซึ่งระยะนี้ปลาที่เหลือภายในบ่อทั้งหมดจะมีชีวิตรอดอยู่ที่ 250,000 ตัว เมื่อได้ปลาที่คัดขนาดและความสวยงามเรียบร้อยแล้ว จะนำไปเลี้ยงต่ออีก 20 วัน ปล่อยเลี้ยงอยู่ที่ 20,000 ตัว ต่อบ่อ ลูกปลาจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น อยู่ที่ 4-5 เซนติเมตร จึงนำมาคัดไซซ์และรูปทรงครั้งที่สองอีกครั้ง เพื่อนำปลาเหล่านี้ไปเลี้ยงเป็นปลาไซซ์ใหญ่ที่เน้นคุณภาพ

“พอหมดช่วงของอนุบาลแล้ว ทีนี้ก็จะนำมาเลี้ยงให้เป็นปลาคาร์พไซซ์ใหญ่ที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ฟาร์มจะเน้นขายแบบไซซ์ใหญ่ นำปลาไปเลี้ยงอยู่ที่บ่อ ขนาด 1 ไร่ ปล่อยเลี้ยงบ่อละ 5,000 ตัว อาหารก็ให้กิน 2 มื้อ เหมือนเดิม เลี้ยงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีก 3 เดือน ปลาที่เลี้ยงในบ่อทั้งหมดจะมีขนาดไซซ์อยู่ที่ 20-25 เซนติเมตร ซึ่งไซซ์นี้เราก็จะจับขายส่งให้กับลูกค้าต่อไป” คุณณัฐเศรษฐ บอก

ส่วนในเรื่องของโรคที่เกิดขึ้นกับปลาคาร์พนั้น คุณณัฐเศรษฐ บอกว่า จะเป็นเรื่องของปรสิตที่เข้ามากับน้ำธรรมชาติที่ใช้เติมเข้าในบ่อเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่สามารถควบคุมปรสิตที่เข้ามาได้ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ยาลงไปในบ่อก็สามารถกำจัดปรสิตเหล่านี้ได้

เนื่องจากในช่วงแรกที่เริ่มมาทำฟาร์มปลาคาร์พพร้อมทำการตลาดเอง คุณณัฐเศรษฐ บอกว่า ค่อนข้างได้ศึกษาและมีลูกค้าบางส่วนอยู่บ้างแล้ว เมื่อมีกำลังผลิตมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อใจคือ เรื่องของคุณภาพปลา โดยทุกตัวที่จะส่งขายต้องผ่านการคัดคุณภาพทุกตัว จึงยิ่งเป็นการการันตีให้กับสินค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้าปลาสวยงามไว้วางใจและสั่งซื้อปลาคาร์พเข้ามาอยู่เป็นระยะ

“การทำตลาดปลาคาร์พ สำหรับผมมองว่าค่อนข้างเปิดกว้างมากๆ ตั้งแต่ทำมา 4-5 ปี ผลิตออกมาสามารถขายได้หมด ซึ่งผมเองมองว่าหัวใจหลักของเรื่องการทำตลาดที่ดี ก็คือ การผลิตปลาให้มีคุณภาพ เมื่อลูกค้าซื้อกี่ครั้งคุณภาพเรายังไม่เปลี่ยนแปลง ตลาดไม่มีทางตัน ขายออกไปได้เรื่อยๆ โดยราคาปลาอายุ 2 เดือน ไซซ์เกรดเอ ขายอยู่ที่ตัวละ 7 บาท ส่วนปลาไซซ์ใหญ่เลี้ยง 4-5 เดือน คัดคุณภาพราคาขายอยู่ที่ 30-35 บาท ต่อตัว ส่วนตัวที่คัดแล้วไม่ถึงกับมีคุณภาพราคาจะลดลงมาตามลำดับ” คุณณัฐเศรษฐ บอกถึงเรื่องการตลาด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาคาร์พและต้องการต่อยอดทำเป็นเชิงการค้า คุณณัฐเศรษฐ แนะนำว่า สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือ เรื่องของนิสัยของปลาคาร์พ เพราะการเลี้ยงเป็นเชิงธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ให้อาหารเช้าเย็นแล้วมองดูในความสวยงามของปลาอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้ถึงนิสัยต่างๆ ให้มากขึ้น พร้อมทั้งหาข้อมูลเรื่องโรคของปลาคาร์พเข้ามาเสริม โดยเฉพาะโรคที่เกิดกับปลาในการเลี้ยงแบบบ่อดินและบ่อปูนจะเกิดโรคไม่เหมือนกัน หากเรียนรู้และเข้าใจองค์ประกอบของปลาคาร์พในทุกๆ ด้าน การเลี้ยงปลาคาร์พเพื่อเป็นธุรกิจก็ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากอย่างแน่นอน

คุณธีราเมท โรจนวีรเดช อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความชื่นชอบในเรื่องของการเลี้ยงโคมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สิ่งที่เขารักและชอบได้นำมาประกอบเป็นงานยามว่าง และสร้างรายได้ให้กับเขาได้ตกปีละเป็นแสนบาทกันเลยทีเดียว

คุณธีราเมท หนุ่มผู้มากด้วยรอยยิ้มหวานอยู่บนใบหน้า เล่าให้ฟังว่า เริ่มเลี้ยงโคอย่างจริงจังตอนเขามีอายุได้ 18 ปี โดยนำเงินที่เก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กที่มีญาติพี่น้องให้มาเรื่อยๆ เก็บจนได้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเริ่มรับผิดชอบอะไรได้หลายๆ อย่าง จึงได้นำเงินไปซื้อลูกโคเข้ามาเลี้ยงจำนวน 1 ตัว เป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อเลี้ยงจนโคตัวเมียเป็นสาว จากนั้นนำมาผสมเทียมจนได้ลูกโคออกมา ก็ขายทั้งแม่และลูกออกไปพร้อมกัน จึงทำให้มีผลกำไรจากการขายในครั้งนั้นนำมาลงทุนซื้อโคเลี้ยงภายในฟาร์มต่อ

“พอขายได้กำไรมาเรื่อยๆ เราก็นำเงินที่ได้มาต่อยอด ในการลงทุนเลี้ยงโค จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ โคที่เลี้ยงที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของผมเอง ก็มีอยู่ภายในฟาร์มประมาณเกือบ 20 ตัวได้ โดยเป็นโคแม่พันธุ์ทั้งหมดที่นำมาเลี้ยง โดยผมสนใจเลี้ยงอเมริกันบราห์มันเลือดร้อย ลูกผสมยุโรป และลูกผสมกำแพงแสนเป็นหลัก ภายในฟาร์มมีประมาณนี้ครับ” คุณธีราเมท เล่าถึงจุดเรื่องต้นของการเลี้ยงโคให้ฟัง

โดยการเลี้ยงโคของที่นี่จะเน้นแบบยืนโรง โดยให้โคกินอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เพียงอย่างเดียว และจะแบ่งพื้นที่คอกบางส่วนเอาไว้สำหรับให้ได้เดินเล่นหรือนอนอาบแดดในบางเวลา โดยพื้นที่เลี้ยงทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1 ไร่กว่าๆ

โรงเรือนที่ให้โคอยู่นั้นจะแบ่งออกเป็นคอกๆ ขนาดคอกอยู่ที่ 4×5 เมตร โดยให้โคอยู่คอกละ 2-3 ตัว และแบ่งพื้นที่คอกที่ไม่มีหลังคาไว้เพื่อเป็นบริเวณสำหรับเดินเล่นและตากแดด ส่วนพื้นที่อีกส่วนหนึ่งก็จะปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อไว้ให้โคกิน

“อาหารที่ใช้เลี้ยงและให้โคกินเป็นหลัก จะเป็นฟางข้าว รองลงมาก็จะเป็นพวกหญ้าเนเปียร์ จากนั้นเสริมด้วยอาหารข้น เมื่อแม่โคที่เลี้ยงได้อายุประมาณ 18-20 เดือน ก็จะเริ่มทำการผสมเทียมได้ โดยผมจะเลือกเป็นน้ำเชื้อ นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราเป็นผู้กำหนดเองว่า แม่โคลักษณะแบบนี้ เราต้องการน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ลักษณะแบบไหนมาผสม เพื่อให้ได้ลูกโคที่ออกมามีลักษณะที่เราต้องการ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแม่พันธุ์ที่เรามี เช่น ถ้าเป็นอเมริกันบราห์มัน เราก็จะยังเน้นผสมให้มีลักษณะเลือดร้อยแบบนั้นอยู่” คุณธีราเมท บอก

เมื่อแม่โคตั้งท้องจนครบ 9 เดือน คุณธีราเมท บอกว่า จะเลี้ยงลูกโคที่ออกมาต่อไปอีกประมาณ 6 เดือนจนกว่าจะหย่านม โดยในช่วงนั้นจะมีการเสริมอาหารข้นที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 20 ให้กินในช่วงเช้าและเย็น เพื่อไม่ให้ลูกโคกินน้ำนมแม่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้แม่โคซูบผอมได้

ส่วนแม่โคหลังจากคลอดลูกแล้วจะมีการฉีดยาบำรุงพร้อมทั้งถ่ายพยาธิ และปล่อยให้กินอาหารให้เต็มที่เพื่อที่จะมีกำลังสร้างนมให้กับลูก พร้อมทั้งเป็นการบำรุงมดลูกให้แข็งแรงเพื่อเตรียมการสำหรับผสมเทียมในครั้งต่อไปได้

“พอลูกโคได้อายุเข้าสู่ 2-3 เดือน เราก็จะผสมเทียมแม่โคได้เลย โดยที่ไม่ต้องรอให้ลูกหย่านม จากนั้นลูกโคที่ออกมาเราก็จะมีการลงรูปภายในกลุ่มทางเฟซบุ๊กอยู่เรื่อยๆ พอสมาชิกมาเห็น เขาก็จะมาดูตัวจริง พร้อมทั้งพูดคุยตกลงในเรื่องของราคาต่อไป” คุณธีราเมท บอก

ในเรื่องของการป้องกันโรคของโคส่วนใหญ่จะเป็นโรคปากเท้าเปื่อย จะทำวัคซีนในช่วงปลายฝนต้นหนาวปีละ 1 ครั้ง พร้อมทั้งทำความสะอาดโรงเรือนสัปดาห์ละครั้ง ในช่วงเวลาว่างเสาร์อาทิตย์ เพราะวันธรรมดาหลังจากให้อาหารโคในช่วงเช้าแล้ว เขาจะต้องเดินทางไปเรียนยังมหาวิทยาลัย และกลับมาดูแลอีกครั้งในช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียน ดังนั้น เวลาว่างส่วนใหญ่ที่ทำความสะอาดคอกก็จะมาดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนช่วงเย็นวันธรรมดาจะออกไปหาตัดหญ้ามาไว้ให้โคกิน

โดยราคาที่ขายโคให้กับลูกค้าที่สนใจซื้อนั้น คุณธีราเมท บอกว่า แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีราคาที่แตกต่างกันไป โดยถ้าเป็นโคอเมริกันบราห์มันส่วนใหญ่ ลูกค้าจะชอบลักษณะให้มีสีแดงๆ เข้มๆ ซึ่งการขายโคในฟาร์มนั้นไม่เป็นเรื่องลำบากใจสำหรับเขา เพราะช่วงก่อนที่จะได้มาเริ่มเลี้ยงอย่างจริงจัง ได้มีโอกาสติดตามลุงไปยังงานประกวดโคทั่วทุกจังหวัด จึงทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนๆ พี่ๆ เกษตรกรหลายท่าน จึงทำให้ได้รู้ทิศทางการตลาดเป็นอย่างดี

“ตัวเมียที่ผมขายจะได้ราคาดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์น้ำเชื้อของพ่อที่นำมาผสม ถ้าเราใช้น้ำเชื้อของพ่อโคจากต่างประเทศ เมื่อลูกตัวเมียที่เกิดมาแล้วมีลักษณะที่สวยๆ อย่างโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน ราคาที่ผมขายได้ก็จะอยู่ที่ประมาณหลักแสนบาท ส่วนสีออกเทาขาวราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่ 7-8 หมื่นบาท ต่อตัว ส่วนตัวผู้ราคาก็อยู่ที่หลักหมื่นบาท ส่วนลูกผสมชาโรเลส์ ราคาก็อยู่ที่ 2 หมื่นบาทเป็นต้นไป” คุณธีราเมท บอกถึงเรื่องราคาขาย

ในทุกวันนี้ความสุขที่เกิดจากการเลี้ยงโคนั้น คุณธีราเมท บอกว่า รู้สึกดีที่เขาเองได้เป็นผู้สร้างโอกาสให้กับตนเองด้วยการทำตามความฝัน โดยที่ได้ทำในสิ่งที่เขารักตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งความฝันในวัยเด็กของเขาไม่ใช่อากาศที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นความฝันที่เป็นจริงที่เขาได้สัมผัสและมีความสุขในทุกๆ วัน ในสิ่งที่เขารักและตั้งใจจริงที่จะลงมือทำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจะเลี้ยงโคเป็นอาชีพ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจที่จะเลี้ยง คุณธีราเมท ให้คำแนะนำว่า การเลี้ยงโคไม่มีอะไรที่ยากหรือว่าง่าย แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ใจรักเพียงอย่างเดียว ถ้ามีใจที่อยากจะทำยังไงก็ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน

นายอรุณ บุญชม ประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีละศีลอด และ พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “วันแบ่งปันซะกาต กทม. ประจำปี 2562” จัดโดย ฝ่ายกองทุนซะกาตและสวัสดิการสังคม คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มุสลิมไทยโพสต์ ทั้งนี้ ได้จัดให้มีพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบการศึกษาด้านศาสนาระดับซานะวีย์ หรือด้านสามัญในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวนกว่า 100 คน พร้อมทั้งมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยมี นายพงษ์พันธ์ วัฒนพันธพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ เป็นตัวแทนบริษัทเข้ารับมอบ ณ ลานพลาซ่า อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ