เดิมตั้งเป้านำร่อง 1 แสนราย แต่จากยอดผู้สมัครและร้านค้าที่

จะเข้าโครงการมีความหลากหลาย จากเดิมน่าจะเฉลี่ยจังหวัด 1 พันราย ก็น่าจะได้ถึง 2-3 พันรายต่อจังหวัด จึงปรับเพิ่มเป้าหมายเป็น 2 แสนรายทั่วประเทศภายในปีนี้ ซึ่งจะเพิ่มเงินสะพัดสู่ระบบเศรษฐกิจอีกมาก จากวงเงินที่รัฐบาลใส่เข้าไปในบัตรกว่า 4 พันล้านบาท หรือปีละกว่า 4.8 หมื่นล้าน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตอนนี้ถือว่าโครงการธงฟ้าประชารัฐ 4.0 เต็มรูปแบบแล้ว ตั้งแต่การเชื่อมโยงการใช้บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ

แล้วขยายสู่ร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายเล็ก และภาคเกษตร จากนี้ก็เน้นในเรื่องยกระดับร้านค้าผู้รับบัตร เช่น ต่อไปถ้าร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ใช้เครื่องรูดอีดีซี ยอดขายไม่ดี ก็จะเอาเครื่องคืน เหลือใช้แอพพลิเคชั่นแทน แต่ถ้าร้านใช้แอพพ์ขายดี ก็จะดันให้ไปใช้เครื่องอีดีซี เหมือนดิวิชั่นฟุตบอล ส่วนร้านค้าที่มีเครื่องอีดีซีก็จะถูกพัฒนาให้เป็นโชห่วยไฮบริดและค้าระบบออนไลน์ ซึ่งจะไม่มีการแย่งชิงลูกค้ากันเอง

ม.หอการค้าเปิดข้อมูลผู้ประกอบการเอสเอ็มอียื่นจดทะเบียนแค่ 7-8 แสนราย จากทั้งหมด 2.5 ล้านราย ยังเหลือที่ไม่จด 1.75 ล้านราย ห่วงภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือผ่านมาตรการต่างๆ ได้ ยันจดทะเบียนได้ประโยชน์มากมาย ทั้งขอสินเชื่อง่าย รวดเร็ว วงเงินกู้สูง ลดหย่อนภาษี เพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยในงานแถลงข่าวเรื่อง ทรรศนะต่อความตั้งใจและความคุ้มค่าของการจดทะเบียนนิติบุคคลของเอสเอ็มอีไทย ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว.ว่า จากผลการสำรวจความคุ้มค่าของการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลจำนวน 7-8 แสนราย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 2.5 ล้านราย ดังนั้นจึงแสดงว่า มีผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี จำนวนกว่า 1.75 ล้านราย หรือคิดเป็น 70% ที่ยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากภาครัฐจะไม่สามารถช่วยเหลือโดยผ่านมาตรการต่างๆ แก่ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า จากการสำรวจเอสเอ็มอีทั่วประเทศจำนวน 1,250 ตัวอย่าง โดยแบ่งตามประเภทของกิจการ คือ ภาคการค้า 59.2% ภาคบริการ 21.69% และภาคการผลิต 19.11% ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง มีการจดทะเบียนนิติบุคคล จำนวน 19.87% และไม่จดทะเบียนนิติบุคคล จำนวน 80.13% โดยสถานการณ์ปัจจุบันของธุรกิจ (เทียบกับปีที่ผ่านมา) ระหว่างเอสเอ็มอีที่จดทะเบียน กับเอสเอ็มอีที่ไม่ได้จดทะเบียน พบว่า เอสเอ็มอีที่จดทะเบียนมีการปรับตัวดีขึ้น ทั้งด้านยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 40.7% กำไรดีขึ้น 32.7% ราคาสินค้า/บริการ ปรับตัวดีขึ้น 24.2% และสภาพคล่องทางธุรกิจปรับตัวดีขึ้น 27.4%

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบก่อนและหลัง เมื่อมีการจดทะเบียนพบว่า ธุรกิจสามารถขอสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น 65.18% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยที่เปลี่ยนจากก่อนจดทะเบียน 1.36 ล้านบาท ขณะที่รายได้ของธุรกิจเปลี่ยนไปจากก่อนจดทะเบียนนิติบุคคล 1.78 ล้านบาท และโครงสร้างต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลงจากก่อนจดทะเบียน 6.91 แสนบาท อีกทั้งจำนวน 44.03% ระบุว่า การจดทะเบียนนิติบุคคลคุ้มค่ามาก เพราะสามารถขอสินเชื่อได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น วงเงินกู้สูงขึ้น ได้รับการลดหย่อนภาษี เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าใหม่ และมีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือของภาครัฐเพิ่มขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าจากผลสำรวจยังพบว่า 5 ปัจจัยแรก ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ยอมจดทะเบียนนิติบุคคล อาทิ กลัวเรื่องการถูกเก็บภาษี 43% ระยะเวลาในการจดทะเบียน หรือไม่มีเวลาไปจดทะเบียน 40.5% และได้รับการบอกเล่าที่ไม่ดีจากการจดทะเบียน 40.2% เป็นต้น

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว.กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนนิติบุคคล ช่วยให้ภาครัฐรู้ตัวตนของเอสเอ็มอี ทำให้เอสเอ็มอีได้รับการสนับสนุนที่รวดเร็วและตรงจุด ทั้งนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริม เอสเอ็มอีที่ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยการจัดสรรงบประมาณ 5-10 ล้านบาท สำหรับจัดอบรมความรู้ด้านการเงิน บัญชีภาษี ซึ่งมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะปรับตัวเข้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้โดยอัตโนมัติ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เกษตรกรเฮ!!! รัฐบาลเปิดทางให้นำไม้ยืนต้น เช่น ไผ่ มะม่วง ทุเรียน มะขาม ไม้ยาง มะขามป้อม ไม้สักฯลฯ มาใช้ค้ำประกันธุรกิจได้ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์

สืบเนื่องจาก มติการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ครั้งที่ 5/2561 ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เป็นผู้จุดประกายแนวคิดให้ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกกฎกระทรวงเพื่อเพิ่มทรัพย์สินอื่นมาเป็นหลักประกัน สำหรับไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออม การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไทย อีกทั้งประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากต้นไม้ระหว่างการปลูก โดยนำไปเป็นหลักประกันทางธุรกิจเพื่อกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้

ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดเวทีประชาพิจารณ์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม สหกรณ์สวนป่าภาคเอกชน กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สมาคมธนาคารไทยและธนาคารรัฐ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน SME Bank ซึ่งทุกหน่วยงานต่างสนับสนุนให้กระทรวงพาณิชย์เร่งออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้พิจารณาให้นำไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าสูงมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 (6) แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ที่บัญญัติให้หลักประกัน ได้แก่ ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น เพื่อกำหนดให้ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ต้นไม้ตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่าสามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีความสะดวกและมีโอกาสในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้นนั้น

สำหรับไม้ยืนต้นที่กำหนดตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยสวนป่า จำนวน 58 ชนิด ประกอบด้วย

1.ไม้สัก 2.พะยูง 3.ชิงชัน 4.กระซิก 5.กระพี้เขาควาย 6.สาธร 7.แดง 8.ประดู่ป่า 9.ประดู่บ้าน 10.มะค่าโมง 11.มะค่าแต้ 12.เคี่ยม 13.เคี่ยมคะนอง 14.เต็ง 15.รัง 16.พะยอม 17.ตะเคียนทอง 18.ตะเคียนหิน 19.ตะเคียนชันตาแมว 20. ไม้สกุลยาง 21.สะเดา 22.สะเดาเทียม 23.ตะกู 24.ยมหิน 25.ยมหอม 26. นางพญาเสือโคร่ง 27.นนทรี 28.สัตบรรณ 29.ตีนเป็ดทะเล 30.พฤกษ์

31.ปีบ 32.ตะแบกนา 33.เสลา 34.อินทนิลน้ำ 35.ตะแบกเลือด 36.นากบุด 37.ไม้สกุลจำปี 38.แคนา 39.กัลปพฤกษ์ 40.ราชพฤกษ์ 41.สุพรรณิการ์ 42.เหลืองปรีดียาธร 43.มะหาด 44.มะขามป้อม 45.หว้า 46.จามจุรี 47.พลับพลา 48.กันเกรา 49.กระทังใบใหญ่ 50.หลุมพอ 51.กฤษณา 52.ไม้หอม 53.เทพทาโร 54.ฝาง 55.ไผ่ทุกชนิด 56.ไม้สกุลมะม่วง 57.ไม้สกุลทุเรียน 58.มะขาม

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กำลังเร่งส่งร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในเร็วๆ นี้ หากใครอยากนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ขอให้อดใจรออีกสักหน่อย

ที่โรงแรมลพบุรีอินน์ รีสอร์ท จ.ลพบุรี นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) พร้อมด้วย นายวีระชัย นาคมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานการลงนามสัญญาจะซื้อขายขมิ้นชันคุณภาพกับกลุ่มเกษตรกร 3 จังหวัด 3 ภาค คือ ลพบุรี ตาก และยะลา รวม 5 กลุ่มเกษตรกร ตามโครงการส่งเสริมการปลูกและการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อผลิตสารสกัดขมิ้นชัน

นพ. โสภณ กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า “สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล” สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้ โดยใช้บรรเทาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อม เพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อของผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อ ข้อฝืดได้ไม่ต่างจากยาต้านการอักเสบไอบูโพรเฟน ไม่มีผลข้างเคียงกับระบบทางเดินอาหาร ทั้งยังช่วยให้คนเป็นเบาหวานลดการเกิดอาการเส้นเลือดแข็งตัว โดยผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล ของ อภ. ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายแรกของประเทศ และรับรางวัลผลิตภัณฑ์สมุนไพรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2561 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูลและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ อภ. จึงลงนามสัญญาจะซื้อขายขมิ้นชันคุณภาพที่มีสารสำคัญ “เคอร์คูมินอยด์” สูงกว่าร้อยละ 9 สำหรับนำไปผลิตเป็นสารสกัดขมิ้นชันและผลิตภัณฑ์ต่างๆ

นพ. โสภณ กล่าวว่า เบื้องต้น อภ. ต้องการใช้ขมิ้นชันตากแห้งปีละ 90 ตัน ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ เกษตรกร 5 กลุ่ม จะขายขมิ้นชันตากแห้งให้แก่ อภ.ปีละประมาณ 45 ตัน ราคาตันละ 1.2 แสนบาท หรือกิโลกรัมละ 120 บาท จะทำให้เกษตรกรทั้ง 5 กลุ่ม มีรายได้ต่อปีรวมราว 5.4 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 45 ตัน อภ. จะจัดซื้อตามปกติจากแหล่งปลูกขมิ้นชันคุณภาพทั่วประเทศ แต่หากคุณภาพดี ราคาก็สูงขึ้น นอกจากนี้ อภ. จะให้ความรู้เกษตรกรทั้ง 3 จังหวัด เรื่องมาตรฐานการปลูกและการแปรรูปสมุนไพรและมอบพันธุ์ขมิ้นชัน

ซึ่งพัฒนาโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีสารสำคัญสูง ซึ่งคาดว่าจะได้ในช่วงปี 2562 และจะเฝ้าการติดตามพื้นที่การปลูกและจัดซื้อวัตถุดิบขมิ้นชันที่มีคุณภาพ และจะขยายพื้นที่ส่งเสริมการปลูกขมิ้นชันและแปรรูปสมุนไพร เพื่อมาผลิตเป็นสารสกัดในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งหากเกษตรกรมีการรวมกลุ่มปลูกขมิ้นชันที่มีคุณภาพตามที่ อภ. กำหนด ก็ยินดีจะรับซื้อตามนโยบายของรัฐบาลในราคาที่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกรพื้นที่อื่นๆ อีก 5.4 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรให้เกิดความมั่นคงทางยา

“ต่างประเทศมีความสนใจในตัวขมิ้นชันอย่างมาก บางแห่งเอาขมิ้นชันมาทำเป็นชาดื่ม เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรืออย่างเยอรมนีก็สนใจที่จะนำไปจำหน่าย แต่เราต้องผลิตให้ได้ตามเกณฑ์ ซึ่งอนาคตของขมิ้นชันยังไปได้ไกล แต่ต้องวิจัยให้มั่นใจว่าดีจริงๆ ซึ่งเยอรมนีนั้น ยาสมุนไพรจะแพงกว่ายาเคมี เพราะมั่นใจว่าปลอดภัยกว่า แต่คนไทยเชื่อยาเคมีมากกว่าสมุนไพร มองว่าเป็นของเก่า ไม่ค่อยได้ใช้ กลัวอันตรายตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยวปนเปื้อนเชื้อราหรือไม่ ซึ่งการทำสัญญาในครั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดการปลูกที่มีคุณภาพ คนใช้ยามั่นใจ เริ่มตั้งแต่ต้นทางคือ การปลูก กลางทางคือการสกัด และปลายทางคือโรงพยาบาล และอนาคตจะมียาตัวอื่นๆ อีก เช่น กัญชา ที่ตอนนี้คนไทยอยากใช้มาก แต่ยังติดเรื่องกฎหมายอยู่ ซึ่ง อภ. ก็ได้รับมอบหมายให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ให้ได้” นพ. โสภณ กล่าว

นายวีระชัย กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรที่จะทำสัญญาในวันนี้เป็นเกษตรกรที่ทางหน่วยงานทั้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี และ อภ. ได้คัดเลือกแล้วว่ามีศักยภาพและมีขมิ้นชันที่มีคุณภาพ คือ มีสารสำคัญทางยาสูง คือ เคอร์คูมินอยด์ สูงกว่าร้อยละ 9 ซึ่งหายากในประเทศไทยและโลก ทั้งยังมีการปลูกในรูปแบบเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค ทั้งนี้ ในส่วนของลพบุรีมีผู้ที่ทำสัญญาจาก 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.พัฒนานิคม และ อ.ลำสนธิ โดยพื้นที่ อ.เมือง คือ ต.นิคมสร้างตนเอง หรือไร่ทหารสานประชา

ซึ่งได้รับการรับรองแล้วว่า เป็นหมู่บ้านออร์แกนิควิลเลจ 1 ใน 8 แห่ง ของประเทศไทย และที่ อ.ลำสนธิ มีภูมิประเทศล้อมรอบด้วยขุนเขา มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง จึงเหมาะที่จะพัฒนาเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิคซิตี้ต่อไป ส่วนที่ อ.พัฒนานิคม อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบสมุนไพรเพื่อชุมชน หรือเฮอร์เบิลคอมมูนิตี้ เชื่อว่าทั้ง 3 อำเภอ รวมถึงพื้นที่ยะลา และตาก มีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ยาของประเทศไทยมีคุณภาพมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ที่หอประชุมอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ปศุสัตว์จังหวัดเลย ได้ทำพิธีมอบโค-กระบือ ในโครงการธนาคารโค กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ โดยมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธาน มอบโค-กระบือ ให้เกษตรกรอำเภอเชียงคาน จำนวน 120 ตัว เป็นกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

โดยพื้นที่จังหวัดเลย มีการดำเนินการโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันมีการดำเนินงานโครงการ ธคก. รวม 9 อำเภอ มีโค จำนวน 569 ตัว กระบือ จำนวน 224 ตัว รวมโค-กระบือ 793 ตัว ตามระเบียบโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ประเภทยืมเลี้ยงเพื่อการผลิต กำหนดว่า เมื่อลูกกระบือตัวแรก มีอายุครบ 18 เดือน ให้นำลูกกระบือคืนโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ

ส่วนลูกกระบือตัวต่อไป เมื่อสัญญายืมครบ 5 ปี แม่กระบือและลูกกระบือ ตัวที่เกิดต่อไปตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกรผู้ยืม แต่ถ้าหากเกษตรกรยืมกระบือจากโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ครบ 3 ปีแล้ว ไม่มีลูกกระบือต้องส่งคืนโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ โดยโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จะนำแม่กระบือคืน เพื่อให้บริการเกษตรกรรายอื่น

และในการทำพิธีมอบโค-กระบือ ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 66 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ระบุ ทิศทางสถานการณ์ลำไยจังหวัดน่าน 1 ใน 8 จังหวัดแหล่งผลิตลำไยสำคัญของภาคเหนือ ปีนี้ให้ผลผลิต 21,425 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.90 จากปีก่อน เผย สิงหาคมนี้มีผลผลิตออกตลาดมากที่สุด 16,913 ตัน ทุกหน่วยผสานความร่วมมือรูปแบบบริษัทประชารัฐในจังหวัด พร้อมรับมือผลผลิตออกตลาดหวั่นกระทบราคา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ลำไย นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าทางการค้าอันดับต้นของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่เป็นแหล่งปลูกลำไยที่สำคัญ เกษตรกรมากกว่าร้อยละ 95 ปลูกตามฤดูกาล และปลูกพันธุ์อีดอเพราะมีเนื้อมาก เมล็ดเล็ก ผิวสวยเหมาะต่อการป้อนอุตสาหกรรมลำไยอบแห้งทั้งเปลือก แหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว และอำเภอภูเพียง ซึ่งมีพื้นที่รวมกันร้อยละ 93.99 ของพื้นที่ปลูกลำไยของจังหวัด

ในปี 2561 พบว่า (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2561) จังหวัดน่านมีเนื้อที่ปลูกลำไย 37,501 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 1.96 มีเนื้อที่ให้ผล 33,320 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 ผลผลิต ต่อไร่ เฉลี่ย 643 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.07 ผลผลิตรวม 21,425 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.90 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการติดช่อดอกและการเจริญเติบโตของผล และการดูแลเอาใจใส่ที่ดีขึ้นของเกษตรกร โดยผลผลิตลำไยจังหวัดน่านจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนกันยายน 2561 และคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตในเดือนกรกฎาคม จำนวน 808 ตัน เดือนสิงหาคม จำนวน 16,913 ตัน และเดือนกันยายน จำนวน 3,704 ตัน โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปต่างจังหวัดและต่างประเทศประมาณร้อยละ 70 ที่เหลืออีกร้อยละ 30 จำหน่ายภายในจังหวัดน่าน

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) กล่าวเสริมว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่า ราคาที่เกษตรกรขายได้ของจังหวัดน่านลำไยสดตะกร้าขาวอยู่ระหว่าง 19-22 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาลำไยช่อสด 17-20 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยสดร่วงเกรด AA 16.28-15.64 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยสดร่วงเกรด A 11.73-8.11 บาท ต่อกิโลกรัม

ลำไยสดร่วงเกรด B 4.75-6.43 บาท ต่อกิโลกรัม และลำไยสดร่วงเกรด C อยู่ที่ 1 บาท ต่อกิโลกรัม โดยในปีนี้ คาดว่าทิศทางราคาจะปรับลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เนื่องจากมีปริมาณลำไยในพื้นที่มาก และพบว่า ราคาลำไยสด Size AA แบบสดร่วงสูงกว่าแบบช่อสด ซึ่งขณะนี้ผลผลิตในจังหวัดยังออกสู่ตลาดน้อยคิดเป็นร้อยละ 3 สำหรับราคาลำไยช่อสดเกรด AA 20-21 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยช่อสดเกรด A 16-17 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยช่อสดเกรด B 15 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยสดร่วงเกรด AA 25 บาท ต่อกิโลกรัม ลำไยสดร่วงเกรด A 15 บาท ต่อกิโลกรัม และลำไยสดร่วงเกรด B 5 บาท ต่อกิโลกรัม

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการลำไยของจังหวัด ได้มีคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือร่วมกัน วางแนวทางการบริหารสมดุล Demand Supply ซึ่งในปีนี้จังหวัดน่านมีความต้องการใช้ (Demand) 50,965 ตัน ซึ่งเป็นความต้องการของผู้ประกอบการแปรรูปลำไยอบแห้งในจังหวัดและต่างจังหวัดสูงกว่าปริมาณผลผลิตที่มีในจังหวัด (Supply) ที่มีจำนวน 21,425 ตัน อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ผลผลิตที่ออกกระจุกตัว อาจส่งผลด้านราคาตามกลไกตลาดได้ซึ่งหน่วยงานภาครัฐทั้งที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การตลาด และบริษัทประชารัฐในจังหวัด

ได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดภายนอกจังหวัดเพื่อบริหารจัดการผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้เรียบร้อยแล้ว อาทิ การจำหน่ายลำไยเพื่อบริโภคสดในประเทศ โดยมุ่งเน้นกระจายออกนอกแหล่งผลิต ผ่าน Modern Trade ตลาดประชารัฐ ตลาดสดในจังหวัด เครือข่ายสหกรณ์ และการจัดมหกรรมสินค้าเกษตรของจังหวัด ตลอดจนการจำหน่ายให้ผู้ประกอบการแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งทั้งเปลือก อบแห้งเนื้อสีทอง และการส่งออกผลสดไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านร่วมสนับสนุนผลผลิตลำไยของเกษตรกร ซึ่งพร้อมออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรในการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพต่อไป