เที่ยว “แหลมสัก-กระบี่” ชุมชนท้องถิ่น ผอ.ฝ่ายกิจกรรม ททท.

กล่าวถึงกิจกรรม“วิลเลจ ทัวริสซึ่ม 4.0” ว่าเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้ไปสู่สายตาของคนทั่วโลก ให้เห็นถึงการท่องเที่ยวแบบชุมชนในประเทศไทย โดยคัดเลือกชุมชนแหลมสัก ต.อ่าวลึก จ.กระบี่ เป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบ ที่ ททท.คัดเลือกให้เป็นชุมชนต้นแบบในการท่องเที่ยวท้องถิ่น เพราะมีความเข้มแข็งในเรื่องของการจัดการการท่องเที่ยว เพราะคนที่นี่มีความร่วมมือร่วมใจกัน พร้อมที่จะพัฒนาให้ชุมชนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยมีผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาต่างๆ ที่นำมาแปรรูปเป็นสินค้าให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับชุมชนแหลมสัก มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้คนทั้งไทยพุทธ มุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน มีธรรมชาติสวยงามของทะเลที่โอบล้อมด้วยภูเขา มาเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะล่องเรือประมงชมวิวทิวทัศน์ของเขาหินปูน ชมภาพเขียนฝาผนังโบราณ อายุกว่า 2-3 พันปี ชมกรรมวิธีการเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ที่ถือเป็นเมนูเด็ดของแหลมสัก ผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้จัดการประชุม 3 ครั้ง เพื่อพิจารณากรอบจัดทำยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงและเข้มแข็งของเกษตรกรและภาคชนบท เพื่อเสนอในที่ประชุมยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในวันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน 2560 นี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ฐานรากของชาติมั่นคง เศรษฐกิจของประชาชนมั่งคั่ง ด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในหลักการ ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยแนวทาง “การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม” เป้าหมายของยุทธศาสตร์คือต้องการให้ภาคเกษตรหลุดพ้นจากการพึ่งพารัฐ และเติบโตเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการนำพาชาติให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ

โดยมีแนวนโยบายและระบบบริหารจัดการภาครัฐที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ และมีกระบวนการส่งเสริมแบบใหม่ ที่เน้นการยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร ด้วยข้อเสนอยุทธศาสตร์หลัก 5 ข้อคือ 1.ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก 2.การเชื่อมโยงความสามารถของเกษตรกรและการเข้าถึงฐานทรัพยากร 3.การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ (bio economy) และความหลากหลายทางชีวภาพ 4.การพัฒนาระบบความมั่นคงทางสังคมของชุมชนเกษตรกรรม 5.การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ซึ่งวิธีการสำคัญที่กำหนดเป็นแนวทางในยุทธศาสตร์ คือ ระบบการจัดการจากล่างสู่บนตั้งแต่ครัวเรือน ชุมชนท้องถิ่นตามสภาพภูมิสังคมขึ้นมา

เพื่อให้เข้าถึงทรัพยากรในการผลิตที่ใช้ฐานความรู้จากนวัตกรรมเทคโนโลยีผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นนำสู่เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการขนาดย่อม และองค์กรเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย สุขภาพ พลังงาน ภาครัฐต้องปรับเปลี่ยนบ ทบาทจากการควบคุมและกำหนด เป็นการกำกับและสนับสนุน สร้างระบบสนับสนุนด้านนโยบาย ข้อมูล ระบบกองทุน แก้ไขกฎหมายที่สร้างข้อจำกัด มาตรการทางภาษี รวมถึงหน่วยงานที่เป็นกลไก ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้มีอิสระในการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย แผนงาน และบริหารจัดการด้วยตนเอง สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน น้ำ ป่าไม้ พันธุกรรมพืชและสัตว์ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพในการพัฒนาการผลิตทางการเกษตร

ก่อนถึงเทศกาลปีใหม่ หลายภาคส่วนเตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมต้อนรับเทศกาลกันอย่างคึกคักที่ จ.ขอนแก่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น ร่วมกับภาคเอกชน ผู้ผลิตแบรนด์สินค้าชั้นนำ และสินค้าชุมชนในท้องถิ่นอีสาน จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ทำของขวัญชิ้นพิเศษจากหลากหลายไอเดียที่คัดสรรเป็นพิเศษในมหกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี “เทศกาลของขวัญ” ระหว่างวันที่ 1-5 ธันวาคม ที่บริเวณชั้น 5 เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น

กนกวรรณ ดุงศรีแก้ว รองผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานขอนแก่น กล่าวว่า เทศกาลของขวัญเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่างจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และภาคเอกชนในห้วงเดือนสุดท้ายของปี ครอบคลุมวันช่วงวันคริสมาสต์ และวันปีใหม่ โดยเทศกาลของขวัญจะเป็นการรวบรวมของขวัญจากทั่วสารทิศมาไว้ในที่เดียว ทั้งของที่ระลึก ของฝาก ของเล่น กิฟต์ช็อปต่างๆ อาหาร ตลอดจนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้ ผู้รับ และในครอบครัว ในการสร้างของขวัญชิ้นพิเศษไว้มอบให้บุคคลที่รัก บุคคลสำคัญในห้วงเวลาพิเศษ

“ได้เชิญเจ้าของ ผู้ประกอบการ และสินค้าชั้นนำมาร่วมเข้ารายการจัดเซตของขวัญ จะได้เห็นไอเดียใหม่ๆ ที่มีความสร้างสรรค์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะประเภทสินค้าชุมชน สินค้าพื้นเมือง และโอท็อป จะพบความแปลกใหม่ในการนำเสนอสินค้า พื้นที่จัดงานแบ่งเป็น 4 โซนหลัก คือโซนของขวัญของที่ระลึก ที่รวบรวมสินค้าจากทุกๆ แห่งที่คัดสรรแล้วในด้านคุณภาพ สวยงาม แปลกใหม่และเป็นที่นิยมอยู่ในกระแส รวมทั้งสินค้าโอท็อป สินค้าพื้นเมือง แฮนด์เมด, โซนหนังสือ ซึ่งรวบรวมหนังสือที่ทรงคุณค่ามาไว้มากที่สุด ตะกร้าปัญญาจะถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อส่งต่อความรู้สึกดีถึงผู้รับ, โซนผลิตภัณฑ์และสินค้าประเภทผลไม้ อาหารและเครื่องดื่ม และโซนสุดท้าย กิฟต์ช็อป ของเล่น ของตกแต่งบ้าน หลังเที่ยวงานเทศกาลของขวัญแล้ว ยังสามารถไปเที่ยวต่อในงานเทศกาลงานไหมขอนแก่นประจำปี 2560 ได้อีกด้วย”

ด้าน สุรชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เทศกาลของขวัญ เสมือนแหล่งรวบรวมและเครื่องมือช่วยคิดการเลือกซื้อของขวัญให้บุคคลสำคัญ ในเทศกาลส่งท้ายปี 2560 ที่สำคัญเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการซื้อขายสินค้า รวมถึงเชื่อมโยงสู่ระบบการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่น และภาคอีสาน

“จุดของฝากสินค้าพื้นเมือง จะเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ของขวัญด้วยตนเอง มีวิทยากรให้คำแนะนำ หนี่งในของขวัญที่จะได้พบ คือสินค้าชุมชนสินค้าพื้นเมือง สินค้าที่น่ารัก มีความหมาย หาซื้อที่ไหนไม่ได้ จะมารวมอยู่ที่นี่ ซึ่งผู้จัดงานเฟ้นหาสินค้าแปลกใหม่มานำเสนอให้เลือกซื้อ เลือกชม อย่างหลากหลาย รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”

เมื่อเร็วๆ นี้ตัวแทนบริษัท Einhorn จำกัด บริษัทผลิตถุงยางอนามัยสัญชาติเยอรมัน เข้าหารือกับการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง หวังผลักดันผลผลิตน้ำยางสดของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งตรงถึงมือผู้ใช้ยางโซนยุโรป พร้อมหาแนวทางในการพัฒนาตลาดน้ำยางสดร่วมกัน ณ ตลาดกลางยางพารา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยะกุล คณะทำงานโครงการจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด เผยว่า กยท.ได้ส่งเสริมและขับเคลื่อนให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตน้ำยางสดร่วมกันขายผลผลิต ณ ศูนย์รวบรวมน้ำยางสด ตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. โดยมี กยท.เป็นองค์กรหลักในการดูแลและบริหารจัดการปริมาณ คุณภาพ และการเจรจาต่อรองราคาให้เกิดความเป็นธรรม ขณะนี้ ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 10 ต่อปี นับเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มาจากผลิตภัณฑ์ยางหลายร้อยล้านบาท ปัจจุบัน ไทยส่งออกถุงยางอนามัยไปต่างประเทศเกือบ 70 ประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน ตลาดถุงยางอนามัยในประเทศแถบยุโรปก็มีความสนใจและตระหนักถึงการผลิตถุงยางอนามัยที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 % เพื่อรณรงค์การรักษาสิ่งแวดล้อม ตลาดถุงยางอนามัยในแถบยุโรป จึงมองหาประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบประเภทน้ำยางพาราอินทรีย์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค

นายศตวรรษ จันทร์ทอง ตัวแทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มีโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กยท. เข้ามาช่วยเกษตรกร ซึ่งจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ราคายางแผ่น ต่างจากราคาน้ำยางสดมากกว่า 10 บาท แต่หลังจากมีโครงการตลาดกลางน้ำยางสด กยท. ปัจจุบัน ราคายางแผ่นและราคาน้ำยางสดต่างกันไม่ถึง 2 บาท ส่งผลดีต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก การได้เข้าพบกับบริษัทผู้ใช้ยางตัวจริงในวันนี้ ถือเป็นการหารือในเบื้องต้น และเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยทางสถาบันเกษตรกรคาดว่าจะได้ส่วนต่างเพิ่มจากราคาปกติ 5 บาท และบริษัทได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการกำหนดมาตรฐาน ซึ่งจะมีการนัดสรุปผลกันอีกครั้งหนึ่งในเร็วๆนี้

ด้าน Ms.Katleen Schneider ตัวแทนบริษัท Einhorn เปิดเผยว่า Einhorn เป็นบริษัทผลิตถุงยางอนามัยสัญชาติเยอรมัน มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศมาเลเซีย และจากกระแสการตื่นตัวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในสหภาพยุโรป ทำให้บริษัทมองหาแหล่งวัตถุดิบที่เป็นยางพาราอินทรีย์ และเห็นว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับต้นของโลก จึงได้ประสาน กยท. ในการหารือร่วมกับสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตยางโดยตรง เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ตรงต่อความต้องการ รวมถึงเป็นการจับมือกันในฐานะประเทศผู้ส่งออกถุงยางอนามัยเช่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาตลาด และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

สศก. ระบุ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนตุลาคม 60 ลดลงร้อยละ 3.96 คาด พฤศจิกายน แนวโน้มรายได้ เกษตรกร ยังลดลงร้อยละ 4.61 เมื่อกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาที่ปรับตัวลงของยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ในขณะที่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนาไม ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 2.42 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ตุลาคม 2559) โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น และภาวะการค้ายังชะลอตัวต่อเนื่อง ราคาจึงเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง และ สุกร ราคาลดลงเนื่องจากภาวะฝนตกและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคชะลอตัว

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการร่วมมือกันระหว่าง 3 สมาคมมันสำปะหลัง ในการกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับส่งออกมันเส้น โดยไม่ขายตัดราคากัน ไก่เนื้อ ราคาไก่เนื้อสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อการส่งออกสูงขึ้น

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2560 พบว่า ลดลงร้อยละ 1.57 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ที่ผ่านมา (ตุลาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และลองกอง ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาว แวนนาไม ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนตุลาคม 2560 ลดลงจากเดือนตุลาคม 2559 ร้อยละ 3.96 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง

หากมองผลวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีสินค้าเกษตร พบว่า เดือนพฤศจิกายน 2560 แนวโน้มรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าจะลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2559 ร้อยละ 4.61 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 5.19 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ในขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

แนวโน้มสินค้าเกษตรที่สำคัญเดือนพฤศจิกายน 2560 พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. และ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสภาเกษตรกร ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่แท้จริงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้ง 20 จังหวัด พบว่า

ข้าวหอมมะลิ ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายข้าวครบวงจรที่ตั้งไว้

ข้าวเหนียวนาปี ปี2560/61 มีผลผลิตประมาณ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้แนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีนโยบายจำนำยุ้งฉางภายใต้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2560/61 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดราคารับจำนำที่ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง อยู่ที่ 10,800 บาทต่อตัน ซึ่งได้รับการตอบรับดีโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ส่งผลให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวปริมาณฝนลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นที่ลดลง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านโมเดลไตรภาคีเชื่อมโยง รับซื้อผลผลิต และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรเพื่อการรวบรวมผลผลิต

มันสำปะหลัง คาดว่าดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอลและมีการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์ กุ้งขาวแวนนาไม ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาเดือนพฤศจิกายน 2560 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับตัวลงจากเดือนตุลาคม 2560 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไข่ไก่และสุกร จากผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เดือนธันวาคม 2560 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว ด้านดัชนีราคาคาดว่า จะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2559 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และสับปะรด

รัฐมนตรีเกษตรฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงการผลิตปาล์มให้เป็นเอกภาพ แนะเกษตรกร ควรตัดปาล์มสุก เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และช่วยรักษาเสถียรภาพราคา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเกี่ยวกับความกังวลของเกษตรกรต่อปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – มกราคม 2561 ว่าขณะนี้ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น เกษตรกร สมาคมโรงสกัดน้ำมันปาล์ม และGISTDA ลงพื้นที่สำรวจผลผลิตในแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2560 เพื่อติดตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงของการผลิตที่ชัดเจนและได้ข้อมูลที่เป็นเอกภาพ เพื่อส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้มีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย มาตรการ ระยะสั้น มอบหมายให้กระทรวงพลังงานออกประกาศปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล จาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะมีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 12,000 ตัน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในขอความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงานให้ประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ปรับสำรองไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น และให้สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มและสมาคมไบโอดีเซล รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 22 บาท รวมทั้งห้างค้าส่ง-ปลีก สมัยใหม่ (Modern Trade) งดจัดรายการส่งเสริมการขายน้ำมันพืชปาล์ม

ระยะยาว ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบปี 2560–2579 ซึ่ง ครม.มีมติรับแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) การเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อไร่และการลดต้นทุนการผลิต 2) การส่งเสริมการทำปาล์มคุณภาพเพื่อเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมันจากร้อยละ 17 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 23 ในปี 2579 และ 3) การเพิ่มช่องทางการใช้น้ำมันปาล์มให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเป็น B10 การพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีคอล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ pintast.com ได้มีนโยบายยกกระดาษ A4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปมีต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตและมูลค่าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตได้มาตรฐานมีตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่แน่นอน โดยการส่งเสริมและให้ความรู้เรื่องการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ ตลอดจนเชื่อมโยงการผลิต การตลาด ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตปาล์มน้ำมันแปลงใหญ่ ผู้ตัดปาล์ม ลานเท กับโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ที่จะร่วมกันยกระดับคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน โดยประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการตัดปาล์มสุก เพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ซึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรจะได้รับราคาเพิ่มขึ้น 0.30 บาท/กิโลกรัม โดยปัจจุบันเกษตรกรที่ตัดปาล์มคุณภาพ (ปาล์มสุก) ได้รับราคาอยู่ระหว่าง 4.20 – 4.50 บาท/กิโลกรัม ซึ่งหากเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งผลโดยตรงต่อราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ในราคาที่สูงขึ้น และนำไปสู่การผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้มาตรฐานในระดับต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ) มอบนโยบายปรับเปลี่ยนแนวคิดผลิตน้ำยางสดแทนยางก้อนถ้วย พร้อมมอบถัง 200 ลิตรแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราเพื่อเริ่มต้นรวบรวมเก็บน้ำยางสดใส่ถัง และนำส่งจุดรวบรวม กยท.จ.พิษณุโลก ก่อนนำส่งเข้าโรงงานแปรรูปน้ำยางข้น ที่ จ.ระยอง

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. จ.พิษณุโลก มีแนวคิด และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำน้ำยางสดซึ่งมีราคาสูงกว่า โดยบูรณาการร่วมระหว่าง กยท. เกษตรกรชาวสวนยาง และ ผู้ประกอบกิจการ ทาง กยท. จ.พิษณุโลก จะทำหน้าที่รวมรวบผลผลิตน้ำยางสดคุณภาพดี ในแหล่งปลูกยางทั่วจังหวัดพิษณุโลก พร้อมทั้งรถกระบะและรถ 6 ล้อ รับน้ำยางสดจากพื้นที่สวนยางมารวบรวมที่สำนักงาน เพื่อเตรียมส่งขายสู่โรงงานเอกชน ขณะนี้มีบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์ฯ เป็นผู้ร่วมหลักในการรับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำไปส่งโรงงานแปรรูปที่จังหวัดระยอง นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาราคายางพาราผันผวน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจนำผลผลิตน้ำยางมาส่งขายในตลาดน้ำยางสดของ กยท. จะต้องมีกระบวนการและผลผลิตยางที่มีคุณภาพ เช่น มี DRC ไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น ซึ่งการซื้อขายยางที่มีคุณภาพมาตรฐานในตลาดแห่งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งเกษตรกรผู้ขายและผู้ซื้อ จะได้รับราคาและสินค้าที่ยุติธรรม

“ที่ผ่านมา กยท. ดำเนินการเปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกที่จังหวัดสงขลา ตลาดนี้มีการซื้อขายน้ำยางในราคาสูงกว่าราคาท้องถิ่น ชาวสวนยางทุกคนสามารถนำน้ำยางขายผ่านตลาดนี้ได้ วันนี้จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานที่ขายผลผลิตในรูปยางก้อนถ้วย ให้เป็นการขายน้ำยางสดแทน เพื่อช่วยดูดซับปริมาณยางก้อนถ้วยออกจากระบบ ทางจังหวัดพิษณุโลกถือเป็นจังหวัดนำร่อง จากนั้นจะต้องนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่ยังจังหวัดในภาคเหนือและอีสานต่อไป” นายธีรวัฒน์ กล่าว

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน นายสุมาตร อินทรมณี ประธานท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย
อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี แจ้งว่า ได้มีต้นมะพร้าวที่มีลูกราคาแพง ที่บ้านนางรสสุคนธ์ เรืองจินดา อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่3 ต.คลองน้อย อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงไปตรวจสอบพบลูกมะพร้าว มีลักษณะผลภายนอกเหมือนมะพร้าวทั่วไป แต่มีความแตกต่างที่เมื่อปลอกเปลือกมะพร้าวออกจะพบเป็นกะลามะพร้าวที่ไม่มีตาที่เรียกกันว่า กะลามหาอุตม์ ซึ่งเป็นมะพร้าวที่หายากและนิยมนำมาบูชาเป็นศิริมงคลและเป็นเครื่องรางของขลังแก่ผู้ครอบครองทำให้มีผู้หาซื้อในราคาแพง

นางรสสุคนธ์ กล่าวว่า ต้นมะพร้าวที่ออกลูกเป็นมะพร้าวมหาอุตม์มี 2 ต้นอยู่ในสวนมะพร้าวบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งได้ปลูกมาตั้งสมัยรุ่นบรรพบุรุษ มีอายุร่วม 100 ปี โดยครอบครัวได้ดูแลรักษาตลอดมา แต่ละปีต้นมะพร้าวทั้ง2ต้นจะออกลูกปีละ 30-40ลูก มีลูกค้าสั่งจองล่วงหน้าเต็มทุกปีขายในราคาผลละ 4,500บาท และเริ่มออกลูกน้อยลง เนื่องจากต้นเริ่มสูงและมีอายุมากแล้ว ส่วนเวลาเก็บจะใช้ลิงขึ้นโดยทำพิธีขอขมาก่อนเพราะมีลำต้นสูงและเป็นต้นที่ต้องบูชาหากใช้คนขึ้นเกรงจะเกิดอันตราย