เนื่องจากสินค้าข้าวสาลีเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร

ใช้ผลิตบะหมี่สำเร็จรูป และขนมปัง ขนมเค้ก เป็นหลักและไม่มีการเพาะปลูกในประเทศ จึงจำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ โดยขณะนั้นยังไม่มีการแยกพิกัดข้าวสาลีที่เป็นอาหารคนกับอาหารสัตว์ จึงเป็นการลดภาษีวัตถุดิบทั้งหมวด ประเทศไทยจึงไม่มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากข้าวสาลีมาตั้งแต่ ปี 2550 ข้าวสาลี (พิกัด 1001) ได้มีการแยกรายละเอียดพิกัด เป็นข้าวสาลีอื่นๆ (สำหรับอาหารสัตว์ พิกัด 10019990000) เมื่อปี 2555 โดยระหว่าง ปี 2555-2560 มีการนำเข้าข้าวสาลีรวมทุกชนิด (สำหรับอาหารคนและสัตว์) ปริมาณ 17.8 ล้านตัน มูลค่ารวม 153,126 ล้านบาท และเฉพาะข้าวสาลี สำหรับผลิตอาหารสัตว์ (พิกัด 10019990000) มีการนำเข้า 11.8 ล้านตัน มูลค่า 91,793 ล้านบาท

ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน อยู่ระหว่างการพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มอัตราภาษีข้าวสาลี ในอัตราที่เหมาะสม โดยจะมีการศึกษาเพื่อพิจารณาผลดีผลเสียของการขึ้นภาษีนำเข้าให้รอบด้านด้วย ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 ที่ได้มอบให้กระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาทบทวนความเป็นไปได้ ในการกำหนดอัตราอากรข้าวสาลีที่นาเข้ามาในราชอาณาจักรให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน ภายใต้พันธกรณีกับ WTO หรือพันธกรณีระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและพืชอื่นที่เกี่ยวข้องในประเทศ

สำหรับมาตรการการรับซื้อข้าวโพดอาหารสัตว์ของเกษตรกรจากสัดส่วน 1:3 กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเมื่อวันที่
16 พฤศจิกายน 2559 ได้กำหนดให้ข้าวสาลีเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2559 และ เมื่อ 20 ธันวาคม 2559 ได้ออกระเบียบกระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ผู้ขออนุญาตนำเข้าข้าวสาลีเข้ามา ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วน อัตราส่วนการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเป็นการชั่วคราว

ซึ่งจากการดำเนินมาตรการ 1 : 3 พบว่า ในปี 2560 มีปริมาณการนำเข้าข้าวสาลี 1.66 ล้านตัน ขณะที่ปี 2559 มีการนำเข้า 3.55 ล้านตัน โดยมีปริมาณลดลง 1.89 ล้านตัน หรือลดลง 53.24%

โดยทางสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้มีหนังสือขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณายกเลิกมาตรการนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาความขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเกษตรกรภาคปศุสัตว์สามารถดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งคณะกรรมการ นบขพ. ได้หารือและมีการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่
31 พฤษภาคม 2561 และครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 มีมติเห็นชอบให้คงการกาหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 1 : 3 ยกเว้นเฉพาะในช่วง 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2561 กำหนดสัดส่วนในอัตรา 1 : 2

ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงดังกล่าวมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย และเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงเดือนกันยายน 2561 ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยจะกำหนดให้ผู้ขออนุญาตนำเข้าข้าวสาลีสามารถใช้หลักฐานการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ด ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2561 มาแสดงประกอบการขออนุญาตได้ ซึ่งใบอนุญาตจะมีอายุไม่เกิน วันที่ 15 สิงหาคม 2561 ซึ่งการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานข้อมูลอุปสงค์อุปทาน และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเกิดผลดีต่อระบบการผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยรวม

สำหรับ เหตุผลในการยกเว้นกำหนดสัดส่วน ในอัตรา 1 : 2 เฉพาะในช่วง 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2561 เนื่องจากการพิจารณาข้อมูลอุปสงค์และอุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน พบว่าปีการผลิต 2561/62 มีปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทนคงเหลือในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2561 -เมษายน 2562 แต่ในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2561 และเดือนพฤษภาคม 2562 มีปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมทั้งประเทศ ในปี 2561/62 จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประมาณ 5 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ปี 2561 ปริมาณ 8.25 ล้านตัน

ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนมิถุนายน 261 แต่จะออกกระจุกตัวมากในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2561 ประมาณ 3.37 ล้านตัน (ร้อยละ 66.66 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด) ในขณะที่ช่วง เดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2561 จะมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาด ประมาณ 0.4 ล้านตัน (ร้อยละ 8 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด) ในขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีประมาณเดือนละ 0.69 ล้านตัน หรือรวม 2.06 ล้านตัน ซึ่งการยกเว้นการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศในอัตรา 1: 2 ในช่วงดังกล่าวจะไม่กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรได้รับ

เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาที่เกษตรกรได้รับ กระทรวงพาณิชย์ยังคงการขอความร่วมมือให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ณ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สำหรับต่างจังหวัดปรับลดตามระยะทางค่าขนส่ง นอกจากนี้ คณะกรรมการ นบขพ. ยังได้มอบหมายคณะทำงานตรวจสอบสต๊อกสินค้าเกษตร และคณะทำงานตรวจสอบปริมาณการรับซื้อข้าวโพด กำกับดูแล ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การนำเข้าข้าวสาลีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ รวมทั้งปริมาณสต๊อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวสาลีของทั้งโรงงานอาหารสัตว์และผู้รวบรวม อย่างใกล้ชิดเคร่งครัด หากพบว่ามีความผิดปกติในการซื้อขายหรือปริมาณสต๊อก จะสั่งระงับการนำเข้าทันที

อย่างไรก็ตาม เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน คณะกรรมการ นบขพ. ในการประชุมครั้งที่ 3/2561 จึงได้มอบหมาย กรมการค้าภายใน หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ อาทิ ด้านการผลิต การตลาด การใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทนอื่นๆจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศในการผลิตอาหารสัตว์
เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาพรวมทั้งห่วงโซ่ และนำเสนอคณะกรรมการ นบขพ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

นายคงฤทธิ์ บัวบุญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า จ.มหาสารคาม มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย สัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญคือ โคเนื้อ และโคนม สำหรับข้าว อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีหน่วยงานดูแลอยู่แล้ว แต่มันสำปะหลังยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลทำให้สุดท้ายประโยชน์ตกเป็นของพ่อค้าลานมันและโรงแป้ง ด้วยเหตุนี้สภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามซึ่งมีการรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรอยู่ โดยมีกลุ่มองค์กรที่ผลิตมันสำปะหลัง 8 องค์กร จาก 3 อำเภอ ได้ปรึกษาศึกษาค้นคว้าหาทิศทางในการที่จะพัฒนามันสำปะหลังอยู่เป็นปีก็ได้ข้อสรุปว่าหากจะปลูกมันสำปะหลังแล้วขายหัวมันสดไม่มีทางจะแก้ปัญหา ความยากจนได้ยังไงก็ขาดทุน ทั้งนี้

จังหวัดมหาสารคามมีสหกรณ์โคนม 2 แห่ง คือ สหกรณ์โคนมมหาสารคาม จำกัด และสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด ทั้ง 2 แห่งซื้อมันเส้นหรือมันสำปะหลังตากแห้งจากพื้นที่อื่นและต่างประเทศ จึงได้เชิญตัวแทนจากทั้ง 2 สหกรณ์ และเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังร่วมพูดคุยและตกลงกันว่าสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง จะซื้อผลผลิตมันเส้นตากแห้งจากกลุ่มเกษตรกรในจังหวัด ช่วงแรกเกษตรกรใช้วิธีขุดหัวมันมาสับแล้วตาก สหกรณ์โคนมทั้ง 2 แห่งเห็นว่าเป็นมันคุณภาพดีจึงตกลงซื้อ แต่เมื่อซื้อปริมาณมากๆเกรงว่ากลุ่มเกษตรกรจะทำในปริมาณที่สหกรณ์ต้องการไม่ได้

จึงมีเงื่อนไขว่าจะซื้อมันจากองค์กรเกษตรกร,กลุ่มเกษตรกรเท่านั้นไม่ซื้อจากเกษตรกรรายย่อยหรือรายบุคคลด้วยเกรงเรื่องการควบคุมมาตรฐานและปริมาณการผลิต ทั้ง 8 องค์กรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรจึงได้เชื่อมโยงโดยได้จัดคู่ค้าให้เพื่อป้องกันไม่ให้แย่งตลาดกัน และเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงพร้อมประกาศเป็นนโยบายว่าอยากเห็นโคมหาสารคามกินมันมหาสารคาม ต่อมาสภาเกษตรกรฯได้ประสานความร่วมมือกับ ธกส.ดำเนินการยืมเครื่องฝานมันสำปะหลังจากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธกส.ร้อยเอ็ด จำกัด

มาให้กลุ่มเกษตรกรเพื่อทุ่นแรง และสำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการซื้อเครื่องฝานมันให้กลุ่มเกษตรกร 20-30 เครื่อง กระทรวงพาณิชย์จัดงบประมาณซื้อเครื่องฝานมันสำปะหลังเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว จากที่สหกรณ์เคยซื้อมันเส้นจากพื้นที่อื่นและต่างประเทศก็ค่อยๆ ลดปริมาณลง จนตอนนี้เป็นการซื้อมันสำปะหลังในพื้นที่ จ.มหาสารคาม 100% ล่าสุดยอดสั่งซื้อในรอบปีการผลิตที่จะถึงนี้สหกรณ์โคนมมหาสารคามสั่งซื้อมันเส้นจากกลุ่มเกษตรกร 1,500 ตันมันเส้น

“ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาช่วยเรื่องการทำสูตรอาหารสัตว์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่า ทุกชิ้นส่วนของมันสำปะหลังจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งหมดเพื่อเป็นการตัดปัญหาคนกลาง เกษตรกรกับผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายคงฤทธิ์ กล่าว

และจากความสำเร็จในการเชื่อมประสานองค์กรเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังกับสหกรณ์โคนมดังกล่าวทำให้ขณะนี้เริ่มดำเนินการกับเกษตรกร , กลุ่มเกษตรกร , สหกรณ์โคเนื้อที่ยังขาดการเชื่อมโยงธุรกิจกัน สภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามได้จัดให้มีการร่วมปรึกษาเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเป็นคู่ค้าและขยายตลาดให้กับองค์กรเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง ทั้งนี้ การนำพาองค์กรเกษตรกรให้มาขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรฯ เพื่อขับเคลื่อนงานเกษตรให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพก็เป็นมูลเหตุหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรรวมกลุ่มในรายสินค้าอื่นๆ หันมาขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรฯให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการประสานความช่วยเหลือแก้ปัญหาด้านการเกษตรต่อไป

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามตรวจสอบสภาวะอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งออกประกาศเตือน ฉบับที่ 20 เตือนคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2561 จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมามีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง

รองผู้ว่าราชการ จ.ตราด แจ้งอีกว่า สำหรับประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ประกอบกับที่ผ่านมาจังหวัดตราดมีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย อันเกิดจากฝนฟ้าคะนอง คลื่นลมแรง และลมกระโชกแรง อาจสร้างความเสียหายแก่ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน บ้านเรือน พืชผลทางการเกษตรของเกษตรกร ทางจังหวัดจึงได้กำชับให้ทุกอำเภอ ตลอดจนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน และสื่อมวลชนท้องถิ่น ให้ประชาชนเตรียมพร้อมในการรับมือ โดยดูแลบ้านเรือนให้มีความแข็งแรงตัดแต่งกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ตัวบ้าน รวมทั้งงดใช้โทรศัพท์มือถือในที่โล่งแจ้ง

นายประธาน ยังบอกอีกว่า ส่วนของหน่วยงานภาครัฐ ขอให้ตรวจสอบป้ายโฆษณาหรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง หากพบว่าอาจไม่ปลอดภัยกับประชาชน ส่วนชาวประมงควรระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ ส่วนตามแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งอำเภอเกาะกูด และอำเภอเกาะช้าง ขอให้ผู้ประกอบการที่พักเตือนนักท่องเที่ยวให้ทราบถึงอันตรายจากกระแสน้ำดูดออก หรือ Rip Current โดยขอให้นักท่องเที่ยวงดเล่นน้ำทะเลขณะที่คลื่นลมแรง

ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาดังกล่าว สามารถแจ้งเหตุด่วนได้ที่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตราด หมายเลขโทรศัพท์ 0-3952-5727 – 30 ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดแผนครึ่งปีหลัง 61 เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เปิดประตูการค้า ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งการเจรจาการค้าในเวทีโลก ภูมิภาค และการเจรจาเพื่อเสริมสร้างยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ผลักดัน FTA อาเซียน- ฮ่องกง มีผลบังคับ 1 มกราคม 62 รุกเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้ากับเวียดนาม และอินโดนีเซีย พร้อมลงพื้นที่สร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีต่อเนื่อง โชว์เจ๋งการค้าไทยกับคู่ค้า FTA 12 ฉบับ กับ 17 ประเทศ ขยายตัวก้าวกระโดดมีมูลค่าสูงถึง 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 59% ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยแผนการทำงานของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในครึ่งปีหลัง 2561 ว่า ยังคงเน้นการดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญทั้งการเปิดประตูการค้า ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งการเจรจาการค้าในเวทีโลก ภูมิภาค และการเจรจาเพื่อเสริมสร้างยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยมีแผนงานสำคัญที่จะดำเนินการ ดังนี้

แผนงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
– ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA อาเซียน-ฮ่องกง มีผลใช้บังคับได้ทัน วันที่ 1 มกราคม 2562 และการลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดบริการ ชุดที่ 10 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการอาเซียนซึ่งจะลงนามในเดือนสิงหาคม 2561

– เร่งสรุปผลการเจรจาสาระสำคัญของความตกลง RCEP ให้มากที่สุด และรายงานสถานะต่อผู้นำภายในปลายปี 2561 โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจา RCEP ครั้งที่ 23 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่าง วันที่ 17-27 กรกฎาคม 2561 ณ กรุงเทพมหานคร

– เร่งสรุปผลการเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าระหว่างไทย-ปากีสถาน และจัดทำร่างกรอบการเจรจาด้านการค้าบริการและการลงทุนภายใต้ FTA ไทย-ปากีสถาน เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป

เร่งสรุปผลการเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าระหว่างไทย-ตุรกี

– ดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้มีการลงนาม MOU ว่าด้วยการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับศรีลังกา และเตรียมเปิดการเจรจา FTA ไทย-ศรีลังกา ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจารอบแรกในเดือนกรกฎาคม 2561

– เตรียมเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุมด้านเศรษฐกิจในวาระที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียน ในปี 2562 ซึ่งคณะกรรมการอาเซียนระดับชาติโดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดแนวคิด (Theme) ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อกำหนดประเด็นด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีประเด็นที่น่าจะผลักดันในเวทีอาเซียน เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาที่ยั่งยืน

เดินหน้ารุกเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้า โดยวางแผนดำเนินมาตรการที่สำคัญ คือ 1) ยกระดับการกดดันเวียดนามให้ยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้ารถยนต์อย่างเข้มข้นทั้งในเวทีเจรจาสองฝ่าย อาเซียน และ WTO รวมทั้งเตรียมพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงยอมรับร่วม (MRA) มาตรฐานยานยนต์ไทย-เวียดนาม 2) ยกระดับกดดันอินโดนีเซียให้ยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้าพืชสวน ซึ่งสินค้าเกษตรที่ไทยได้รับผลกระทบมี 3 รายการ คือ ลำไย ทุเรียน และหอมแดง โดยไทยได้หยิบยกข้อร้องเรียนนี้ในทุกระดับ และเตรียมมาตรการเพื่อต่อสู้กับการใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรม

แผนงานด้านการเสริมสร้างความรู้และความพร้อมรองรับการเปิดเสรีการค้า
– ดำเนินโครงการ “จับมือผู้ประกอบการโคนมไทยบุกตลาดต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จาก FTA” เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม และหาช่องทางขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทย

– ลงพื้นที่ต่อเนื่องเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี โดยมีแผนลงพื้นที่แหล่งปลูกชา ระหว่าง วันที่ 26-27 มิถุนายน ณ จังหวัดเชียงราย การประชุมและเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระหว่าง วันที่ 12-13 กรกฎาคม ณ จังหวัดเชียงราย และลงพื้นที่แหล่งปลูกลำไย ระหว่าง วันที่ 15-16 สิงหาคม ณ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

ประชุม และสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับความตกลง CPTPP อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการสัมมนาใหญ่ในช่วงเดือนกันยายน

– จัดสัมมนาประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจเรื่องอาเซียนและการเป็นเจ้าภาพของไทย

สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก 2561 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีผลงานเด่นที่สำคัญจากการดำเนินภารกิจ 2 ด้าน คือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความรู้และความพร้อมรองรับการเปิดเสรีการค้า ดังนี้

ด้านที่ 1 การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยมีแนวทางดำเนินการ คือ

1.1 การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement หรือ FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดอุปสรรคการค้า ปกป้องผลประโยชน์ของไทย และเสริมสร้างกฎระเบียบการค้าภายในประเทศคู่สัญญา ซึ่งจะช่วยสร้างระบบการค้าที่มีความโปร่งใสและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีผลดำเนินการที่ผ่านมา ดังนี้

– การค้าไทย-คู่ค้า FTA 12 ฉบับ กับ 17 ประเทศคู่ค้าขยายตัวก้าวกระโดด ปี 2560 ครอบคลุมมูลค่าการค้า 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสัดส่วน ร้อยละ 59 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศ ทั้งนี้ FTA ที่มีมูลค่าการค้า ปี 2560 สูงสุด 5 อันดับ นับตั้งแต่ความตกลงการค้าเสรีต่างๆ มีผลบังคับใช้ ได้แก่ 1) AFTA ขยายตัว 707 % (มูลค่าการค้า 101.15 พันล้านเหรียญสหรัฐ) 2) FTA ไทย-อินเดีย ขยายตัว 406% (มูลค่าการค้า 10.38 พันล้านเหรียญสหรัฐ) 3) FTA อาเซียน-จีน ขยายตัว 262% (มูลค่าการค้า 73.67 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

4) FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ขยายตัว 194% (มูลค่าการค้า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และ 5) FTA ไทย-ออสเตรเลีย ขยายตัว 132% (มูลค่าการค้า 14.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

– สรุปผลการเจรจาและลงนาม FTA อาเซียน-ฮ่องกง เป็นผลสำเร็จ ในวาระที่ไทยรับหน้าที่ประเทศประธานการเจรจา FTA อาเซียน-ฮ่องกง ซึ่งขณะนี้ประเทศสมาชิกอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562

สรุปผลการจัดทำพิธีสารเพื่อเปิดเสรีบริการอาเซียนตามแผน AEC Blueprint 2015 ภายใต้การเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานด้านบริการอาเซียนของไทย ได้ผลักดันให้สรุปผลการจัดทำพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันเปิดตลาดบริการ ชุดที่ 10 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) โดยอาเซียนตั้งเป้าจะให้มีการลงนามพิธีสารฉบับดังกล่าว ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในเดือนสิงหาคม 2561

– เร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งประเทศสมาชิก 16 ประเทศ ได้ยื่นรายการข้อเสนอเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และข้อสงวนสาขาการลงทุนแล้ว เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาประเด็นแกนหลัก ภายในปี 2561 ตามเป้าหมายที่ผู้นำกำหนดไว้

– สานต่อเจรจา FTA กับคู่ค้าตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ จัดทำความตกลงฉบับใหม่ๆ เพื่อเปิดประตูการค้า ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศตลาดรองที่มีศักยภาพ เช่น ปากีสถานและตุรกี

– รุกหน้าเจรจาลดอุปสรรคการค้าจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการ NTBs ของประเทศคู่ค้า และดำเนินการผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศคู่ค้าเลิกใช้มาตรการกีดกัน

1.2 การเสริมสร้างยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจ (Strategic Economic Partnership) กับประเทศคู่ค้าที่สำคัญทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและขยายความร่วมมือทั้งด้านการค้าและการลงทุนให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ซึ่งในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินการเสริมสร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับหลายประเทศ เช่น 1) การลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง รับมอบเงินงบประมาณจากจีนกว่า 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 60 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการทางเศรษฐกิจในกลุ่ม CLMVT และจีน 2) การลงนาม MOU ยุทธศาสตร์สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองหน้าด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3) ดำเนินการเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุกโดยจัดคณะผู้แทนสำรวจและเจรจาการค้าเพื่อกระชับความสัมพันธ์ อาทิ อินเดีย โมซัมบิก ศรีลังกา บังกลาเทศ และอิสราเอล เป็นต้น

ด้านที่ 2 การเสริมสร้างความรู้และความพร้อมรองรับการเปิดเสรีการค้า กรมฯ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และประชาชนทั่วไปอย่างเป็นรูปธรรมในการเข้าถึงข้อมูลและแนวทางการเตรียมตัวใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศคู่ค้า และปรับตัวทั้งในเชิงรุกและรับเพื่อให้เท่าทันการค้ายุคใหม่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยกรมฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เช่น

– การลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการและเกษตรกร ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น โคนมและโคเนื้อ กรมฯ ได้ลงพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ของไทยทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดตลาดสินค้านมและเนื้อโคภายใต้ FTA ที่ไทยจัดทำไว้กับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และใช้โอกาสจากการลดภาษีของจีนและอาเซียนในการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านและจีน โดยล่าสุด ได้นำผู้ประกอบการร่วมแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์นมครั้งแรกในงาน THAIFEX ซึ่งประสบผลสำเร็จ โดยมีผู้สนใจสั่งซื้อนม UHT ทั้งจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านสะดวกซื้อภายในประเทศ รวมทั้งผู้สนใจนำเข้าของสิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา จีนไทเป ฮ่องกง และจีน

ผลไม้ กรมฯ ได้ลงพื้นที่แหล่งปลูกทุเรียนและเงาะในจังหวัดจันทบุรีและระยอง และเล็งเห็นว่า FTA เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้การส่งออกผลไม้ไทยขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดจาก FTA อาเซียน-จีน ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ในการนำประเทศไทยให้เป็นมหานครผลไม้ของโลก

– การพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า และความรู้การค้าระหว่างประเทศ กรมฯ ได้พัฒนาคลังข้อมูลทางการค้าไทยผ่านเว็บไซต์ www.thailandntr.com ครอบคลุมข้อมูลกฎระเบียบของไทยทั้งด้านการนำเข้า-ส่งออกสินค้า การค้าบริการ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยให้บริการข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้หน่วยราชการไทยจัดทำบิ้กดาต้า (Big Data) นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ด้านการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ http://elearning.dtn.go.th เพื่อช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการ และประชาชนที่สนใจด้านการค้าระหว่างประเทศโดยลงทะเบียนเรียนได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

สร้างพันธมิตรและการส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเจรจาการค้าเสรี กรมฯ ได้จัดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ตามที่ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ให้ดำเนินการศึกษาเชิงลึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียดของความตกลงฯ และได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการเจรจาและสาระสำคัญของความตกลงการค้าเสรีที่เตรียมมีผลใช้บังคับ คือ FTA อาเซียน-ฮ่องกง และความตกลงการค้าบริการและการลงทุนระหว่างอาเซียน-ญี่ปุ่น

เชียงราย – นายกฤษณะ แก้วดี นายกอบตำบลป่าหุ่ง กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่ปลูกสับปะรดจำนวนมาก ทางอบต.ป่าหุ่งจัดการงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรภายในวงเงินประมาณ 200,000 บาท รับซื้อจากเกษตรกรในราคาพอจะช่วยเหลือ ประมาณ 1 เดือน เจ้าหน้าที่ติดต่อประสานเพื่อจำหน่าย ผู้ที่สนใจหรือหน่วยงานองค์กรใดที่ต้องการสับปะรดก็มาที่อบต.ป่าหุ่ง