เบื้องต้นมั่นใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเนื่องจาก

ผู้ประกอบการเคยมีประสบการณ์รับมือน้ำท่วมเมื่อปี 2554 จึงทำให้มีมาตรการและแผนรองรับในระดับหนึ่งแล้ว อาทิ การให้โรงงานในเครือข่ายเป็นผู้ผลิตสินค้าแทน หากโรงงานหลักผลิตไม่ได้” นายวีรศักดิ์ กล่าวและว่า สำหรับทิศทางค่าเงินบาท มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค

ผอ.องค์การเภสัชกรรมเปิดเผยความคืบหน้า “โรงงานวัคซีนหวัดใหญ่/หวัดนก” ยันสำเร็จพร้อมใช้ปี 2563 ผลิตได้ทั้ง “เชื้อเป็น” และ “เชื้อตาย” ศักยภาพ 2-10 ล้านโดส ต่อปี

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นพ. นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม แถลงความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จังหวัดสระบุรี ว่า หลังการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกในปี 2550 ประกอบด้วย งานหลัก 2 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน และด้านการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีน โดยให้ดำเนินการคู่ขนานและสอดคล้องกันไป ได้รับอนุมัติงบประมาณ 1,411.7 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานในระดับอุตสาหกรรมมาตรฐาน WHO GMP ที่ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จนถึงขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างโรงงาน และการติดตั้งระบบสนับสนุนต่างๆ แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเครื่องจักร และเครื่องมือสำคัญ

“สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปนี้ จะเป็นขั้นตอนของการสอบระบบต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบห้องผลิตและระบบสนับสนุนการผลิต ระบบเครื่องจักรผลิตและขบวนการผลิตให้ทำงานสอดประสานกันเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดมาตรฐาน” นพ. นพพร กล่าว

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนอยู่ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร จังหวัดนครปฐม โดย อภ.ได้พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นสำเร็จ ชนิด คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 และวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก เป็นเชื้อเป็นชนิดอ่อนฤทธิ์ ใช้พ่นทางจมูก ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 ถือว่ามีความคืบหน้าพอสมควร โดยทั้งส่วนของการก่อสร้าง การพัฒนาวัคซีน การขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และการพัฒนาบุคลากรประจำโรงงานวัคซีนคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 คาดว่าปี 2563 จะสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำออกมาให้บริการได้

“เมื่อผลิตวัคซีนสำเร็จและได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเริ่มต้นปีละ 2 ล้านโดส และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึงปีละ 10 ล้านโดส สามารถผลิตได้ทั้งแบบเชื้อตาย และเชื้อเป็นกรณีเกิดการระบาดใหญ่ได้ปริมาณเพียงพอต่อการใช้ของประชากรในประเทศ ถือเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคอาเซียน” นพ.นพพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงงานดังกล่าวเริ่มดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างตั้งแต่ปี 2553 โดยเดิมกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 513 วัน หรือปี 2555 แต่เกิดปัญหาการบริหารสัญญา การเปลี่ยนแบบ น้ำท่วม ทำให้ต้องยืดเวลาออกไป และหยุดชะงักไป 2 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2555 โดย ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้ดำเนินการใหม่อีกครั้งในปี 2558 รวมงบทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 1,411.7 ล้านบาท

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางพาราแผ่นดิบลดลงมาก ประเทศไทยยังเป็นเพียงผู้ส่งออกยางพารา ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมเป็นผู้ผลิต อบจ.สงขลาจึงดำเนินการโครงการถนนยางพารา นำน้ำยางพาราสดมาเป็นส่วนผสมในโครงการถนนยางพารา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการช่วยเหลือชาวสวนยาง ในปีงบประมาณ 2560

อบจ.สงขลา จัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2561 จัดสรรงบ 60 ล้านบาท ราดผิวถนนแอสฟัลต์ผสมยางพารา ขยายเพิ่มเป็น 6 เส้นทาง นำน้ำยางสดมาใช้ประมาณ 20 ตัน

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า สงขลานับเป็นจังหวัดแรกของประเทศ ที่นำยางพาราผสมยางมะตอยราดถนน เริ่มก่อสร้างบนเส้นทางถนนกาญจนราเมศวร์ ชุมชนบ้านเกาะหมี เขตเทศบาลเมืองคลองแห อ.หาดใหญ่ เส้นทางเชื่อมต่อถนนกาญจนวนิช กับถนนลพบุรีราเมศวร์ ระยะทางประมาณ 2,500 เมตร เมื่อปี 2558 ปรากฏว่าถนนไม่ชำรุด

ปีงบประมาณ 2560 ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท ซ่อมผิวถนนจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต โดยขยายถนนใน อำเภอจะนะ 2 สาย คือถนนสายบ้านควนมีด ตำบลคลองเปียะ-บ้านควนจาก ตำบลนาหว้า อำเภอจะนะ ระยะทาง 1,800 เมตร และถนนสายบ้านแคเหนือ ตำบลแค-บ้านท่าล้อ ตำบลท่าหมอไทร อำเภอจะนะ กว้าง 8 เมตร ระยะทาง 1,500 เมตร

“การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รัฐบาลต้องเดินหน้าทั้งทางนโยบายและการปฏิบัติ เร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ เป็นการลดการพึ่งพาตลาดยางดิบในต่างประเทศ ซึ่งมีราคาผันผวนตลอดเวลา แปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อจำหน่ายและใช้งานในประเทศและส่งออกจำหน่าย และการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยทำถนน” นายนิพนธ์ กล่าว

สมาคมอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยรับเกียรติบัตรจากกระทรวงแรงงานยกย่องและขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนำแนวทางปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน (Good Labour Practices: GLP) ไปส่งเสริมในฟาร์ม ปศุสัตว์อย่างจริงจัง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ด้านสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกฟาร์มไก่เนื้อได้นำหลักการ GLP ไปใช้ในฟาร์มไก่แล้ว ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรเตรียมขยายผลต่อในฟาร์มสุกร เตรียมทำหลัก GLP สำหรับฟาร์มสุกรแล้วเสร็จภายในปีนี้

นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ เลขาธิการ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมปศุสัตว์และสมาชิกของสมาคมฯ ร่วมจัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มและสถานที่ฟักไข่สัตว์ปีกขึ้นแล้วเสร็จเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา และได้ร่วมพัฒนาวิทยากรด้าน GLP เพื่อช่วยเผยแพร่และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่ที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มีการจัดการแรงงานที่เหมาะสมเป็นไปตามมาตรฐานสากล

สำหรับปีนี้ สมาคมฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการ ฟาร์มของสมาชิกทั่วประเทศสามารถดูแลจัดการแรงงานได้อย่างถูกต้องตามแนวทาง GLP เพื่อให้ฟาร์มไก่เนื้อเพื่อการส่งออกสามารถดำเนินการสอดคล้องกับประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้บรรจุหลัก GLP อยู่ในมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่เนื้อ (Good Agriculture Practices for broiler farms: GAP) ด้วย

“การปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานมีความสำคัญต่อการดำเนินฟาร์มในปัจจุบัน ช่วยพัฒนาฟาร์มไก่เนื้อของไทยให้เป็นที่ยอมรับด้านการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานในระดับประเทศและระดับสากล” นายประเสริฐกล่าว

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังได้จัดทำรายการตรวจสอบด้วยตนเอง (Self-audit checklist) เพื่อให้สมาชิกฯ ได้มีการตรวจประเมินการปฏิบัติต่อแรงงานภายในฟาร์มด้วยตัวเอง โดยขณะนี้ ฟาร์มสมาชิกประมาณ 4,000 ฟาร์ม ได้ดำเนินการตรวจประเมินและสามารถยืนยันการดำเนินกิจการฟาร์มไก่เนื้ออย่างถูกต้องตามหลัก GLP ของฟาร์มสัตว์ปีก โดยสมาคมฯ ได้รายงานความคืบหน้าดังกล่าวแก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมปศุสัตว์รับทราบเรียบร้อยแล้ว ตั้งเป้าภายในปีนี้ ฟาร์มไก่เนื้อแห่งใหม่สามารถผ่านการตรวจประเมินด้วยตนเองได้ทั้งหมด

ด้านนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ร่วมแสดงเจตจำนงค์กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมให้สมาชิกทั่วประเทศรวม 1,500 ราย ได้มีความรู้ความเข้าใจแนวทาง GLP และสามารถนำไปปฏิบัติต่อแรงงานในฟาร์มสุกรได้อย่างถูกต้องและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

“สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ กำลังจัดทำ GLP สำหรับฟาร์มสุกร โดยศึกษาหลักการของฟาร์มสัตว์ปีกมาประยุกต์และปรับให้เหมาะสมเอื้อต่อการนำไปปฏิบัติจริง ตั้งเป้าที่จะให้ GLP สำหรับฟาร์มสุกรเสร็จภายในปีนี้” นายสุรชัยกล่าว

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่สมาชิกและเกษตรกร ให้เกิดความเข้าใจการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน เพื่อรณรงค์ให้สมาชิกฯ ได้นำหลัก GLP ไปใช้ในฟาร์มสุกรอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าสุกร และคุณภาพชีวิตแรงงานในฟาร์ม

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมผนึกกำลังกองทัพบก ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ต่อยอดงานวิจัย นำนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางด้านยุทโธปกรณ์

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2560) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกองทัพบก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม ซึ่งครั้งนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และ พลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก เป็นผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน ในการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทยและกองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญในนโยบายด้านยางพาราของรัฐบาลที่เน้นดำเนินการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ รวมทั้ง นโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศไทยทั้งระบบอย่างครบวงจร ร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยที่รับผิดชอบงานวิจัย และพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ที่เชี่ยวชาญในการทำวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ได้มีความเห็นพ้องต้องกันที่จะประสานความร่วมมือ และนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพในการป้องกันประเทศผ่านการนำผลผลิตยางพารามาวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การแปรรูปเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพในการนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

พลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา จะเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างการยางแห่งประเทศไทย และกองทัพบก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากยางพารา นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการทหาร อีกทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย เพื่อสามารถสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมยางพารา ที่สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ เช่น หน้ากากป้องการสารพิษทางทหารที่ผ่านมาไทยสั่งซื้อจากต่างประเทศโดยเมื่อเปรียบเทียบราคาแล้วสูงกว่าการผลิตใช้เองประมาณ 8 เท่า ผ่านงานวิจัยเพื่อสร้างเสริม ปรับปรุง ประยุกต์ พัฒนาและซ่อมแซม โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนการรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ในกระบวนการเหล่านี้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคง

โรงรมยางแผ่นรมควันเมืองตรัง-นครศรีฯผ่านมาตรฐานการผลิตยางพรีเมี่ยม GMP 8 แห่ง ส่งออกฉลุยป้อนวัตถุดิบผลิตยางล้อเครื่องบิน-ยานยนต์ ด้าน กยท.เผยประโยชน์เพียบทั้งลดต้นทุน ขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 4-7 บาท/กก. ช่วยแก้ปัญหามลพิษ ไร้กลิ่น-น้ำเสีย ชี้เกษตรกรต้องใช้องค์ความรู้มาผลิตยาง ชูจุดแข็งเป็นข้อต่อรองทางการค้า ด้านสหกรณ์-วิสาหกิจชุมชนจ่อคิวพัฒนาอีก 145 แห่งทั่วประเทศ รองบฯสนับสนุนกว่าครึ่ง

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ 8 ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ภายหลังลงพื้นที่ไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตยางจีเอ็มพีว่า ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ได้เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาคุณภาพยางไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) และ GAP (Good Agricultural Practices) ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ 1.การพัฒนาคุณภาพยางแผ่นรมควันไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี

หรือยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม โดยปัจจุบันมีโรงรมยางแผ่นรมควันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีไปแล้วจำนวน 8 แห่ง อยู่ในจังหวัดตรัง 7 แห่ง จังหวัดนครศรีธรรมราชอีก 1 แห่งคือ 1.สหกรณ์กองทุนสวนยางโพธิ์โทน จำกัด 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางวังคีรี จำกัด

3.สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองปาง จำกัด 5.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองศรีจันทร์ จำกัด 6.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านน้ำผุด จำกัด 7.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองเอื้อง จำกัด และ 8.สหกรณ์นิคมทุ่งสง จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีกำลังการผลิตตั้งแต่แห่งละ 60-100 ตัน/เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่มีออร์เดอร์เข้ามาครั้งละพันตันหรือหมื่นตัน

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ได้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 145 แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ประมาณ 98% ที่เหลืออีก 2% อยู่ในภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ สกลนคร นครพนม และอุบลราชธานี อีกทั้งในจำนวน 145 แห่งนี้ น่าจะมีประมาณ 30% ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการจีเอ็มพี ส่วนอีก 70% นั้นต้องรองบประมาณสนับสนุนต่อไป

สำหรับการตลาดของโรงรมยางทั้ง 8 แห่งที่ได้ใบรับรองจีเอ็มพีแล้วนั้น มีประมาณ 2-3 แห่ง จำหน่ายให้กับผู้ใช้ยางโดยตรง มีมูลค่าส่วนต่างราคากับยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ สงขลา 4-7 บาท/กิโลกรัม และบางส่วนนำไปอัดก้อนเพื่อส่งออก ซึ่งยางเกรดพรีเมี่ยมจีเอ็มพีเหมาะกับการนำไปใช้ทางด้านวิศวกรรม หรือยานพาหนะ รวมทั้งยางล้อเครื่องบิน เป็นต้น

“คำถามที่เจอบ่อยก็คือ ทำยางจีเอ็มพีแล้วได้อะไร สิ่งแรกคือ เราขายได้ราคาสูงขึ้นเพราะเป็นยางเกรดพรีเมี่ยมคุณภาพดี ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็ลดลงเฉลี่ย 1 บาท/กก. และมีรายได้เพิ่มจากกระบวนการเศษยาง ได้ของเสียกลับมาหมด และได้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราประเมินค่าไม่ได้ เพราะจะไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน น้ำใส ประหยัดพลังงาน คนทำงานมีความสุข และที่สำคัญคือ เป็นข้อต่อรองทางการค้า ผู้ซื้อก็จะมีความมั่นใจ สามารถเพิ่มราคาได้เพราะเราผลิตยางคุณภาพมาตรฐาน” นางปรีดิ์เปรมกล่าว

สำหรับโครงการที่ 2 คือ การพัฒนายางแผ่นรมควันอัดก้อนมาตรฐานจีเอ็มพี หรือยางอัดก้อนที่เน้นการส่งออก โดยดำเนินการไปแล้ว 18 แห่ง ซึ่งจะต้องควบคุมคุณภาพยางทุกแผ่นในก้อนยางกว่า 100 กิโลกรัมต้องไม่มียางชั้นอื่นมาปน เพื่อทำให้คุณสมบัติทางกายภาพนิ่งทุกกระบวนการ และโครงการที่ 3 คือ การผลิตยางเครปมาตรฐานจีเอ็มพี เน้นการใช้ยางในประเทศและการส่งออก ซึ่งวัตถุดิบหลักมาจากยางก้อนถ้วยคุณภาพดี

ลุยสวนยาง GAP 10 แปลง

ในส่วนของโครงการที่ 4 คือ การทำยางก้อนถ้วยมาตรฐานจีเอพี (GAP) พื้นที่เป้าหมายจำนวน 10 แปลงในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตยางก้อนถ้วย โดยจะเน้นการจัดการสวนยางทั้งก่อนและหลังเปิดกรีด การใส่ปุ๋ย การกรีด เช่น กรีดวันเว้นวัน มุมกรีด เพราะความหนาบางของการกรีดที่เหมาะสมจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งชนิดของกรด โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ใช้กรดอินทรีย์ฟอร์มิกเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องผึ่งยางก้อนถ้วย 2-3 วันเพื่อทำเป็นยางหมาดก่อนที่จะส่งโรงงานยางแท่ง ทั้งนี้ยังจะช่วยทำให้การขนส่งไม่มีน้ำหกเรี่ยราดตามถนน ซึ่งในภาคอีสานกำลังประสบปัญหานี้

นางปรีดิ์เปรมกล่าวอีกว่า การส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานยางจีเอ็มพีและจีเอพี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้ใช้ยาง นอกจากนั้นถ้าเกษตรกรยังทำยางแบบเดิม ๆ ไม่ใช้ระบบควบคุมคุณภาพและความรู้ด้านวิชาการ ก็อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องการขายยางให้กับต่างประเทศได้ ซึ่งอย่าชะล่าใจว่าเราผลิตยางที่มีปริมาณมากที่สุด แต่จะต้องส่งเสริมเรื่องคุณภาพด้วย

ยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP ทำอย่างไร ?

การยางแห่งประเทศไทย รายงานข้อมูลกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันตามหลักปฏิบัติที่ดี เพื่อให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) จะต้องมีการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้แผ่นยางที่สะอาด มีความยืดหยุ่นดี ความหนาบางเท่ากันตลอดทั้งแผ่น การเคลือบของควันสม่ำเสมอ มีระบบการจัดการน้ำเสียและของเสียที่ได้มาตรฐาน การรักษาความสะอาดสถานที่ปฏิบัติงาน วัสดุอุปกรณ์ วิธีการจัดเก็บสารเคมีและเครื่องมือทุกชนิดให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย

นอกจากนั้นต้องมีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงกรีดของเกษตรกรคือ น้ำยางสด ซึ่งต้องจัดเก็บตั้งแต่กรีดจนถึงโรงงาน ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ไม่มีการเติมน้ำหรือสารปลอมปนหรือสิ่งปนเปื้อน กระทั่งการนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน การจัดเก็บ การขนส่ง การบรรจุหีบห่อที่เป็นไปตามระบบควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน

ยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม เป็นยางแผ่นรมควันที่มีการควบคุมกระบวนการทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดการน้ำยางสดในสวนยางจนถึงการรมควัน การจัดเก็บและการขนส่ง มีสมบัติคงที่ สม่ำเสมอทุกครั้งที่ผลิต และทุกโรงที่ผ่านมาตรฐานจีเอ็มพี มีสมบัติที่อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ทำให้การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น ลดของเสีย ลดต้นทุน

สำหรับยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) มาตรฐาน The Green Book แบ่งออกเป็น 6 ชั้นคือ
ยางแผ่นรมควันชั้น 1 พิเศษ (RSSIX) ยางแผ่นรมควันชั้น 1 ถึง 5 (RSS1, RSS2, RSS3 RSS4 และ RSS5) ส่วนการหีบห่อจะมีมาตรฐานที่เป็นหลักสากล ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้

“สมคิด” มองเศรษฐกิจสัญญาณดี พบภาคเกี่ยวข้องกับการเกษตรมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เนื่องจากมีสัดส่วนส่งออกน้อย แนะกระทรวงอุตฯจับมือเอกชนยกระดับการผลิตเพิ่มมูลค่าสินค้า มุ่งสู่ไบโออีโคโนมี เร่งบีโอไอดึงดูดนักลงทุน หนุนสร้างคลัสเตอร์ภาคบริการ ผุดเครือข่ายสตาร์ตอัพ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Thailand Industry Expo 2017 ว่า ภาครวมเศรษฐกิจปีนี้สัญญาณดีภาคการส่งออกที่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2560 เติบโตเฉลี่ย 10% โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน เติบโต 11.7% มูลค่าประมาณ 690,000 ล้านบาท แต่ก็พบว่าภาคที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เนื่องจากมีสัดส่วนส่งออกที่น้อยเพียง 9% มีสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว ยางพารา น้ำตาล และผลไม้ โดยมีประชากรที่อยู่ในภาคการเกษตรสูงถึง 20-30 ล้านคน ซึ่งยังไม่สามารถยกระดับการผลิตให้มีมูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐ เข้ามาสนับสนุนเพื่อมุ่งสู่ไบโออีโคโนมี พร้อมให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งสนับสนุนดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันไทยมีผลผลิตต้นน้ำจำนวนมาก แต่ยังขาดนักธุรกิจ ผู้ประกอบการกลุ่มแปรรูปที่จะเข้ามาลงทุน

นายสมคิด กล่าวว่า นอกจากนี้สัดส่วนบริการที่คิดเป็น 50% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ยังไม่พบหน่วยงานใดที่ดูแล จึงให้กระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการดูแล และสร้างคลัสเตอร์ภาคการบริการ เนื่องจากมีผู้ประกอบการขนาดเล็กจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ประกอบกับต้องการให้นำภาคบริการ การท่องเที่ยว มาช่วยในภาคการเกษตรที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ อาทิ นำการท่องเที่ยวเข้าไปในชุมชน มีการค้าขาย บริการ เกิดแรงเหวี่ยงของเศรษฐกิจมากขึ้น

นายสมคิด กล่าวว่า segerpark.net ขณะเดียวกันการสร้างกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ หรือสตาร์ตอัพ ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสร้างกลุ่มสตาร์ตอัพเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกที่เติบโตส่วนใหญ่เป็นตัวเลขส่งออกของบริษัทขนาดใหญ่มาณ 70 บริษัท ซึ่งมีบริษัทที่มีการลงทุนจากต่างชาติสูงขึ้น 50 บริษัท ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างสตาร์ตอัพให้เกิดเป็นเครือข่ายกลุ่มคลัสเตอร์สร้างสตาร์ตอัพ โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องพัฒนาขีดความสามารถทางแข่งขัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงพร้อมรับนโยบายในการพัฒนาภาคเกษตร ภาคบริการ โดยเฉพาะการดูแลเอสเอ็มอี โดยจะใช้เครื่องมือจากเงินกองทุนเอสเอ็มอีและกองทุนที่เกี่ยวข้องรวม 38,000 ล้านบาท เข้าช่วยเหลือ สนับสนุนพื้นที่ลงทุนสำหรับเอสเอ็มอีในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างเตรียมเสนอแพคเกจส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เบื้องต้นกำลังพิจารณา 2 แนวทางว่าจะตั้งเป็นเขตส่งเสริมพิเศษหรือเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 2 พื้นที่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประกาศส่งเสริมแต่เพียงพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพียงแห่งเดียว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตตามหลักเกณฑ์ของโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอให้แก่เกษตรกรกลุ่มที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเนื่องจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการดำเนินงาน จำนวน 40,985 ราย คิดเป็นวงเงินไม่เกิน 409.85 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 90 วัน นับถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และให้ กค. กำกับดูแลการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรโดยผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้ถูกต้องครบถ้วน โดยจะต้องไม่มีการหักเงินที่เกษตรกรพึงได้รับจากโครงการไปใช้เพื่อการอื่นก่อน เช่น การชำระหนี้ที่เกษตรกรมีอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นโครงการที่ดำเนินงานครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศและมีประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายของโครงการนั้น ๆ ได้อย่างทั่วถึง ครบถ้วน และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เห็นควรมอบหมายให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการดำเนินการ ดังนี้

1.ดำเนินการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจถึงขั้นตอนและเงื่อนไขของการดำเนินโครงการโดยละเอียดให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์วิธีการเข้าร่วมโครงการและกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการทราบอย่างทั่วถึง เพื่อลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาดอันเกิดจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการดำเนินงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง