เปิดเผยว่า ทาง มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษา

ทุกคณะได้เข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งรับทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพื่อให้ให้นักศึกษาได้ออกไปแสดงศักยภาพ เปิดประสบการณ์อีกมุมมองหนึ่งยังเวทีโลก โดยผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นอีกผลงานที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน เครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะ ของนักศึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เป็นผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผสมผสานน้ำว่านหางจระเข้กับสมุนไพรได้อย่างลงตัว โดยส่วนใหญ่สมุนไพรมักจะอยู่ในรูปแบบของแคปซูล

จึงลองเปลี่ยนมาในเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยได้ความอนุเคราะห์จากห้างหุ้นส่วน บางกอกอะโล จำกัด ช่วยในเรื่องของการจัดหาวัตถุดิบว่านหางจระเข้และขั้นตอนบรรจุผลิตภัณฑ์ให้สะอาด นอกจากความสะดวกในการดื่มและรสชาติอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถชะลอความแก่ได้ โดยสูตรตำรับยาเป็นสูตรโบราณที่สืบทอดกันมา โดยเป็นสูตรโบราณของคุณทวด นายฉัตรชัย ชนะสัตย์

“เรียว” นายฉัตรชัย ชนะสัตย์ เล่าว่า ตำรับยาอายุวัฒนะโบราณเป็นสูตรของคุณทวด เนื่องด้วยคุณทวดเป็นหมอยาโบราณที่ได้สืบทอดต่อๆ กันมา รุ่นสู่รุ่น ด้วยความเชื่อทานยาขนานนี้แล้วจะไม่แก่ ซึ่งตำรายาดังกล่าวมีส่วนผสมของสมุนไพรกว่า 22 ชนิด เช่น รากตองแตก หัสคุณ ดีปลี และกานพลู จากการทดสอบ พบว่า สารสกัดจากตำรับยานี้สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์ได้สูงถึง 44% และสามารถฤทธิ์การกระตุ้นการแสดงออกของยีนชะลอความแก่ได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับสารมาตรฐานเรสเวอราทอล จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาผสมในน้ำว่านหางจระเข้ กลายเป็นเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ผสมสารสกัดตำรับยาอายุวัฒนะแบบใหม่ขึ้น

“เติ้ล” นายตรีภพ เฉลิมพร เล่าว่า สรรพคุณของเครื่องเครื่องดื่มว่านหางจระเข้ ผสมสารสกัดตำรับยาสมุนไพรไทย ช่วยชะลอวัย ยังสามารถต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และกระตุ้นยีนในร่างกายที่ชื่อว่า SIRT-I , Foxo-I โดยเป็นเอนไซม์ที่ช่วยยับยั้งการแก่ตัวของเซลล์ ทำให้เซลล์มีอายุ ยืดอายุขึ้น ซึ่งอาจสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ เช่น อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพความงามได้อีกด้วย

ทางด้าน “โบ๊ต” นายวรเมศ ยอดเถื่อน เล่าเพิ่มเติมว่า เพื่อกลบกลิ่นของสารสกัดตำรับยาสมุนไพร ได้ผสมน้ำองุ่นขาวลงไปในน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ทำให้กลิ่นของสมุนไพรอ่อนลงทานง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อว่านหางจระเข้ลงไป ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวสามารถดื่มได้ตั้งแต่ 7 ปี ขึ้นไป สำหรับการนำผลงานเข้าร่วมแข่งขัน โดยเวทีนี้เป็นเวทีใหญ่ของพวกเรา ดีใจภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เป็นการเปิดประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการนำเสนอผลงาน ทำให้กล้าแสดงออกในเรื่องของทักษะการใช้ภาษามากขึ้น ร่วมไปถึงการได้นำความรู้ศาสตร์สมุนไพร วิทยาการทางการแพทย์แผนไทย ไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รู้จัก และสุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทุนสนับสนุนจากกองพัฒนานักศึกษา

ปรบมือให้กับผลงานของอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หน่วยงานหรือบริษัทใดสนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย โทร 0-2592-1999 ต่อ 1112 ซีพี-เมจิ ผลักดันบาริสต้าไทยก้าวสู่สากล ผ่านเวที “Speed Latte Art Championship” และ Barista Camp” หวังสร้างชื่อเสียงในระดับโลก

บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด สนับสนุนการก้าวสู่เวทีโลกของบาริสต้าไทย ชวนนักชงกาแฟมืออาชีพร่วมแข่งขัน “CP-Meiji Speed Latte Art Championship 2017” เฟ้นหาสุดยอดบาริสต้าสายลาเต้อาร์ต ชิงแชมป์ประเทศไทย พร้อมเสริมสร้างความรู้และพัฒนาฝีมือให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในระดับโลก ผ่านกิจกรรม “CP-Meiji Barista Camp 3”

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า ซีพี-เมจิ จัดการแข่งขันประลองความเร็ว “CP-Meiji Speed Latte Art Championship 2017” ณ สเปลล์ (Zpell) ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ที่มีนักชงกาแฟจากทั่วประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 128 คน โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในวงการกาแฟมาร่วมตัดสินถึง 6 ท่าน จากการแข่งขันที่เข้มข้น โดยมีเวลาเพียง 2.30 นาที ให้สุดยอดฝีมือเทกาแฟในสไตล์ลาเต้อาร์ทจำนวณ 2 แก้ว เพื่อให้กรรมการตัดสินผู้ที่มีฝีมือการชงมากที่สุด

สำหรับแชมป์คนแรกของเวที Speed Latte Art คือ นายอธิษฐ์พัชร์ ชัยสงค์ บาริสต้าประจำร้าน StartUp Café by TeamZoon ที่คว้ารางวัลมูลค่ารวมกว่า 160,000 บาท ขณะเดียวกันซีพี-เมจิ ยังสนับสนุนการเดินทางไปแข่งขันในรายการ Coffee Fest Latte Art World Championship 2017 ที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายปีนี้ด้วย

“ในฐานะผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟ ซีพี-เมจิมีแผนที่จะส่งเสริมให้บาริสต้าไทยก้าวสู่ระดับสากล และต่อยอดกิจกรรมการแข่งขันดังกล่าว ด้วยการเปิดโอกาสให้บาริสต้าที่เข้ารอบ 64 คนสุดท้าย มาร่วมเข้าค่ายเสริมทักษะ “CP-Meiji Barista Camp 3” ณ โรงแรม S31 สุขุมวิท 31 เพื่อเปิดเวทีให้เหล่าบาริสต้าไทยที่มีความสามารถมารวมตัวกัน และแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงประสบการณ์ในวงการลาเต้อาร์ตจากเวทีในระดับสากล มาเป็นแม่บทในการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ” นางสาวชาลินี กล่าว

กิจกรรมดังกล่าวมีกูรูบาริสต้าระดับโลก 4 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดความรู้ เทคนิค และประสบการณ์เกี่ยวกับการเป็นสุดยอดบาริสต้าด้านลาเต้อาร์ต ได้แก่ นายอานนท์ ธิติประเสริฐ แชมป์ World Latte Art ปี 2017 คนล่าสุด, Mr.Um Paul จากประเทศเกาหลี แชมป์ World Latte Art ปี 2016, Mr.Caleb Cha แชมป์ World Latte Art ปี 2015 และ นางสาวสุธิณี อมรพัฒนกุล ที่รู้จักกันในนามของกรรมการผู้ตัดสินบาริสต้าในระดับเวทีระดับโลก นอกจากนี้ ดร.เสรี ธรรมเสริมสุข หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซีพี-เมจิ ผู้อยู่เบื้องหลังนมเมจิที่เป็นที่นิยมในร้านกาแฟทั้งไทยและต่างประเทศ ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับนมและเคล็ดลับการผสมผสานนมกับกาแฟให้เป็นเครื่องดื่มที่รสชาติดีเยี่ยม บาริสต้าทุกคนจะได้เรียนรู้เทคนิค-กติกาสำหรับการแข่งขัน World Latte Art Championship พร้อมสัมผัสบรรยากาศจำลองการแข่งขันจริง

การเจาะลึกการเตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันลาเต้อาร์ตระดับโลกนี้ ช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ รวมถึงสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาทักษะและมุมมองต่ออาชีพบาริสต้า ดังความตั้งใจของซีพี-เมจิในการร่วมยกระดับบาริสต้าไทยสู่ระดับโลก

ศูนย์วิจัยยางหนองคาย การยางแห่งประเทศไทย ผลิตดอกดารารัตน์จากใบยางพารา จำนวน 999 ดอก เพื่อส่งมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 นี้

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย ได้รวมกลุ่มพนักงานผลิตดอกดารารัตน์ หรือดอกไม้จันทน์ที่ทำจากใบยางพาราที่ปลูกในบริเวณศูนย์วิจัยยางหนองคายฯ ซึ่งมีกระบวนการทำที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความปรานีต ต้องมีการนำใบยางไปหมัก ไปผึ่งแดดเพื่อทำให้ใบยางนั้นคงรูปก่อนนำมาผลิต ตามรูปแบบที่สำนักพระราชวังกำหนด เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านได้ทำไว้ให้แก่พสกนิกร โดยทาง กยท. จะส่งมอบให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ในการพระราชพิธีต่อไป

ด้าน นายเฉลิมพงษ์ ขาวช่วง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางศูนย์วิจัยยางหนองคายฯ ได้มีโอกาสฝึกอบรมการทำดอกดารารัตน์รูปแบบตามสำนักพระราชวัง จากเหล่ากาชาดบึงกาฬ และทางศูนย์วิจัยยางหนองคายฯ มีแนวคิดที่จะใช้วัสดุคือใบยางพาราที่ปลูกในศูนย์วิจัยยางหนองคาย รวมถึงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานร่วมกันทำดอกดารารัตน์เพื่อใช้ในพระราชพิธีสำคัญในครั้งนี้ และนำความรู้ที่ได้รับกับมาถ่ายทอดวิธีการทำให้แก่กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกรชาวสวนยาง

โดยดอกดารารัตน์ที่ผลิตจำนวน 999 ดอก ทางศูนย์วิจัยยางหนองคายฯ ได้ผลิตตามรูปแบบสำนักพระราชวัง คือ ประกอบด้วย กลีบดอกจากใบยาง 9 กลีบ เทียน 1 เล่ม ธูป 1 ดอก หนวดดอกไม้จัน 7 เส้น ซึ่งคุณสมบัติของใบยางพาราจะมีลักษณะพิเศษคือเส้นใยจะเหนียวระยะเวลาการเก็บรักษาก็จะค่อนข้างนาน เมื่อนำมาผลิตดอกดารารัตน์จะมีความสวยงาม ซึ่งกว่าจะได้ใบยางพาราแต่ละใบ ใช้ระยะเวลาอย่างต่ำประมาณ 1 เดือน เพราะต้องนำใบยางสดมามาหมักก่อนเพื่อที่จะเส้นใยเปื่อยยุ่ย พอเริ่มเปื่อยเราก็จะนำมาขูดให้เหลือแต่ใบที่มีลักษณะเป็นแค่เส้นใยอย่างเดียว ทางศูนย์วิจัยยางหนองคายได้จัดเป็นหลักสูตรขึ้นมา ให้แก่ผู้ที่สนใจ โดยทางศูนย์วิจัยยางหนองคายฯ ยินดีถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เปิดตำรับยามี “โกฐกระดูก” ที่ถูกห้ามนำเข้าเนเธอร์แลนด์ 3 กระทรวงเร่งหาทางช่วยหลัง “ยาหอม5 เจดีย์” นำเข้าไม่ได้ จากกรณีกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ เผยแพร่ข้อมูลว่า ประเทศเนเธอร์แลนด์ ห้ามนำยาหอมตรา 5 เจดีย์เข้าประเทศ เนื่องจากมีส่วนผสมของ “โกฐกระดูก” ซึ่งเป็นพืชบัญชีที่ 1 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส)

เมื่อวันที่ 14 กันยายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เรื่องสมุนไพรไทยถือเป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคขึ้น ทางภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย ซึ่งกรณีสมุนไพรโกฐกระดูก ขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึงผู้ประกอบการด้วย ซึ่งคงต้องรอว่า ผลการประชุมจะออกมาเป็นเช่นไร มีแนวทางการช่วยเหลืออย่างไร โดยเฉพาะเรื่องระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ เนื่องจากสูตรในการทำยาหอมดังกล่าวก็มีมาตั้งแต่โบราณ ก็คงต้องหาแนวทางช่วยเหลือก่อนดีกว่าที่จะต้องไปเปลี่ยนสูตร ทั้งนี้ โกฐกระดูกส่วนใหญ่มักจะเป็นวัตถุดิบในการทำตำรับยาหอม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสรรพคุณของสมุนไพร “โกฐกระดูก” นั้น ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระบุว่า โกฐกระดูกมีชื่ออื่นว่า บักเฮียง (จีนแต้จิ๋ว) และ มู่เชียง (จีนกลาง) ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Aucklandia lappa DC. ลักษณะภายนอกจะเป็น รากสีเทาถึงสีน้ำตาล ลักษณะแข็ง รูปทรงกระสวย หรือรูปทรงกระบอก คล้ายกระดูก ขนาดความยาว 5-10 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-5 เซนติเมตร ผิวนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาลอมเทา มีรอยย่นชัดเจน มีร่องตามยาว

ผิวนอกมีร่องไขว้ไปมาคล้ายร่างแห ด้านข้างมีรอยแผลเป็นรากแขนง เนื้อแข็ง หักยาก รอยหักสีน้ำตาลอมเทาถึงสีน้ำตาลเข้ม พบรากแขนงได้บ้างเล็กน้อย เมื่อผ่าตามแนวขวาง เนื้อรากจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนนอกที่บางกว่า และส่วนในซึ่งเป็นเนื้อรากจะมีสีจางกว่า วงแคมเบียมสีน้ำตาล และมีลายเส้นตามแนวรัศมี เนื้อตรงกลางจะยุบตัวลง มีรูพรุน ตำราสรรพคุณยาโบราณของไทยว่าโกฐกระดูกมีรสขม หวาน มัน ระคนกัน มีกลิ่นหอมเฉพาะ ตำรายาโบราณบางเล่มเรียกว่า “โกฐหอม” เพราะมีกลิ่นหอมชวนดม

สรรพคุณพบว่า รากแก้เสมหะและลม แก้หืด หอบ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื้น บำรุงกระดูก แก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย แก้ปวด ตำรายาไทยใช้ปรุงเป็นยาหอมรับประทานแก้ลมวิงเวียนหน้ามืดตาลายขับลมในลำไส้ แก้โรคโลหิตจาง ทั้งนี้ ตำรายาไทย มีการนำโกฐกระดูกมาใช้ในหลายตำรับ เช่น “พิกัดตรีทิพย์รส” คือการจำกัดจำนวนของที่มีรสดี 3 อย่าง คือโกฐกระดูก เนื้อไม้ และอบเชยไทย มีสรรพคุณบำรุงธาตุ บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ บำรุงโลหิต “พิกัดสัตตะปะระเมหะ” คือการจำกัดจำนวนตัวยาแก้เสมหะมีกลิ่น 7 อย่าง คือ ต้นตำแยทั้ง 2 ต้นก้นปิด ลูกกระวาน ผลรักเทศ ตรีผลาวะสัง และโกฐกระดูก มีสรรพคุณชำระมลทินโทษให้ตกไป แก้อุจจาระธาตุลามก ชำระเมือกมันในลำไส้

นอกจากนี้ บัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้โกฐกระดูกในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือ 1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐกระดูกอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง และ 2.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของโกฐกระดูกร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุไม่ปกติ

ทั้งนี้ โกฐกระดูกเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ เป็นพืชเฉพาะถิ่นในที่ชื้นทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ปัจจุบันปลูกมากที่อินเดีย เนปาล ภูฎาน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ไทยสั่งนำเข้ามาจากอินเดียและจีน และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โกฐกระดูก จัดอยู่ใน โกฐทั้งเจ็ด(สัตตโกฐ) และโกฐทั้งเก้า (เนาวโกฐ) โดยเครื่องยา“พิกัดโกฐ” ประกอบด้วย “พิกัดโกฐทั้ง 5” ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา “พิกัดโกฐทั้ง 7” (มีโกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้ามา) “พิกัดโกฐทั้ง 9” (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก

คณะรัฐมนตรี อนุมัติ งบ 2,225 ล้านบาท จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 60 ดำเนิน 11 โครงการ แบ่งเป็นโครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ 1,737 ล้านบาท และโครงการด้านการพัฒนาการเกษตร 488 ล้านบาท ช่วยเกษตรกร

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการสำคัญ จำนวน 11 โครงการ วงเงิน 2,225.4193 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 จากงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

งบประมาณดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ sananegerek.com แยกเป็น 2 โครงการหลัก ประกอบด้วย 1. โครงการด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 โครงการ วงเงิน 1,737.3007 ล้านบาท และ 2.โครงการพัฒนาด้านการเกษตร 8 โครงการ 488.1186 ล้านบาท โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

โครงการด้านบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน วงเงิน 1,737.3007 ล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก แหล่งน้ำชุมชน แหล่งน้ำในพื้นที่ ส.ป.ก. ก่อสร้างแก้มลิง ก่อสร้างระบบผันน้ำ และค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ดิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ในเขตพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ โดยมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 59 โครงการ พื้นที่ 20 จังหวัด 63,207 ครัวเรือน ให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 1,000 ไร่ เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 246,864 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บ 7.51 ล้าน ลบ.ม.
โครงการพัฒนาการเกษตร จำนวน 8 โครงการ วงเงิน 488.1186 ล้านบาท ได้แก่
1) โครงการสนับสนุนการสร้างปัจจัยพื้นฐานรวบรวมและจัดเก็บข้าวเปลือกคุณภาพ วงเงิน 232.0120 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้าวเปลือกที่รอจำหน่าย ได้ไม่น้อยกว่า 45,000 ตัน

2) โครงการเพิ่มศักยภาพศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร วงเงิน 123.7746 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและพัฒนา ศพก. ให้มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรของชุมชน

3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไข่ไหม วงเงิน 53.9350 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิตไข่ไหม ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

4) โครงการพัฒนาตลาดน้ำ อ.ต.ก. วงเงิน 25.5434 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

5) โครงการโรงแช่แข็งผลไม้และห้องเย็น วงเงิน 20.2545 ล้านบาท เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการรองรับผลผลิตทางการเกษตร

6) โครงการสร้างเครือข่ายการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วพันธุ์ดี สนับสนุนการปลูกพืชหลังนาในพื้นที่แปลงใหญ่ วงเงิน 16.8962 ล้านบาท เป็นกระจายเมล็ดพันธุ์ดีสู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มผลิตและเพิ่มพื้นที่ปลูก

7) โครงการตลาดเกษตรอินทรีย์ อตก. วงเงิน 9.1715 ล้านบาท เพื่อให้ อ.ตก.เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่ความยั่งยืน

8) โครงการส่งเสริมใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ วงเงิน 6.5314 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในนิคมสหกรณ์ มีเครื่องผสมปุ๋ยไว้ผลิตปุ๋ยตามสภาพดิน ซึ่งเป็นการลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (การยกกระดาษ A4) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บูรณาการงานสู่ Agenda และ Area รวมทั้งใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม/องค์ความรู้ต่างๆ ร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย จับมือ กลุ่มทรู และ แพลทเนรา จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ

การยางแห่งประเทศไทย จับมือ กลุ่มทรู โดย บริษัท เรียลมูฟ จำกัดและบริษัท แพลทเนรา จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย Thailand Rubber information Center (TRIC) เน้นเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยางพารา เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการตลอดจนเกษตรกรชาวสวนยางของไทย รองรับนโยบายของภาครัฐในยุคไทยแลนด์ 4.0