เป็นผู้บุกเบิกการปลูกอินทผลัมด้วยต้นเพาะเนื้อเยื่อรายต้นๆ

ของประเทศไทย และมีอุดมการณ์ของการเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม เขาจึงยินดีอย่างยิ่ง หากผู้สนใจเข้าใจในพืชชนิดนี้อย่างถ่องแท้ หากท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลการปลูกอินทผลัม หรือสั่งซื้อต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นพันธุ์แบบแยกหน่อ สามารถติดต่อได้ที่ สวนภูผาลัม คุณอภิชน วรรณี โทรศัพท์

ระดมกู้ภัยงมหา กระดูกช้างโบราณ ในลำสะแทด เผยเหตุอัศจรรย์ ต้องจุดธูปขอเจ้าที่ถึงเจอ ระดมกู้ภัยงมหา กระดูกช้างโบราณ ในลำสะแทด เผยเหตุอัศจรรย์ ต้องจุดธูปขอเจ้าที่ถึงเจอ
กระดูกช้างโบราณ / ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานความคืบหน้า กรณีชาวบ้านในอำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา พบหินประหลาดคล้ายฟัน หรือกรามของสัตว์ใหญ่ คาดว่าน่าจะเป็นฟันกรามของช้างป่าในยุคพันปี ซึ่งพบทั้งหมด 3 ชิ้น มีความยาว 20 เซนติเมตร กว้าง 16 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัมในลำห้วย

ติดกับลำน้ำลำสะแทด ต.กระเบื้องนอก อ.เมืองยาง หลังจากไปทอดแหจับปลา เนื่องจากในจุดที่พบเคยมีชาวบ้านในสมัยก่อนเล่าต่อๆ กันว่า ลำห้วยที่พบชิ้นส่วนฟันของช้างป่า น่าจะเป็นลำธารที่ช้างป่าลงมาเล่นน้ำ และล้มตายในอดีต

ล่าสุด วันที่ 17 ส.ค. ว่าที่ร้อยตรี ธีรพล โชคนำชัย นายอำเภอเมืองยาง นายศิวะเสก สินโทรัมย์ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองยาง นักดำน้ำของหน่วยกู้ภัยสว่างเมตตา อำเภอชุมพวง ลงดำน้ำเพื่อค้นหาชิ้นส่วนของช้างป่าเพิ่ม ในจุดที่ชาวบ้านทอดแหจับปลาพบกระดูกฟันช้างป่า 3 ชิ้น

โดยทางเจ้าหน้าที่นักดำน้ำ 5 คน ลงดำน้ำ ลึกประมาณ 3 เมตร ใช้เวลาดำนาค้นหานานกว่า 1 ชั่วโมง พบชิ้นส่วนของช้างป่าเพิ่มแต่อย่างใด กระทั่งทางชาวบ้านได้นำขันห้า ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าขาว มาประกอบพิธีขอขมาเจ้าป่า

ปรากฏว่า หลังประกอบพิธีขอขมาเจ้าป่าแล้ว นักดำน้ำดำลงไปลึกกว่า 3 เมตร ได้พบกับชิ้นส่วน ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นกระดูกฟันกรามของช้างป่า เพิ่มอีก 4 ชิ้น โดยทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างค้นหาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอเมืองยาง จะประสานไปยังผู้เชี่ยวชาญให้ลงพื้นที่ มาตรวจสอบในจุดที่ค้นพบกระดูกฟันช้างป่าพันปี เพื่อเตรียมจะยกระดับให้เป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาแห่งใหม่ของอำเภอเมืองยางต่อไป

ชาวบ้านหัวใสนำต้นอ่อนและกิ่งอังกาบหนูมาปักชำใส่กระถาง ขายบริเวณข้างทางปากทางเข้าวัดโบสถ์ ในราคากิ่งละ 150 บาท ส่วนใบตัดใส่กระสอบปุ๋ย ถุงละ 300 บาท ซึ่งผู้ซื้อก็พร้อมที่จะจ่าย เพราะเมื่อเดินทางมาถึงวัดแล้ว ต้นอังกาบหนูของทางวัดก็หมดแล้ว ด้วยมีความหวังว่าจะรักษามะเร็งหายได้ตามคำร่ำลือ และหวังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติที่ป่วยได้บ้าง ซึ่งบางคนเดินทางมาจากอยุธยา บางคนมาจากเชียงใหม่ ชลบุรี ก็ไม่อยากเสียเที่ยวจึงซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีชาวบ้านบางกลุ่มที่นำกิ่งและใบอังกาบหนูออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่พลาดโอกาส นำกลับไปเพื่อใช้รักษาอาการป่วยของญาติที่บ้าน จนต้นอังกาบหนูที่ปลูกไว้ริมรั้วบ้าน ก็ถูกตัดจนเหี้ยนไปหมดเช่นกัน

ขณะที่ประชาชนจากทุกสารทิศ ยังคงหลั่งไหลมายังวัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เพื่อขอใบอังกาบหนู จากพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ถึงแม้ว่าต้นอังกาบหนูที่ทางวัดได้ปลูกไว้ ประมาณ 15 ต้น ขณะนี้ถูกประชาชนที่หลังทราบข่าวว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ต่างเดินทางมาเพื่อขอใบอังกาบหนู จนขณะนี้เหลือแต่ตอ บ้างก็ขุดไปทั้งต้น จนทางวัดไม่เหลือใบอังกาบหนูไว้ให้ประชาชนที่เดินทางมาขอได้อีก จนทางวัดต้องติดป้ายประกาศ “ต้นอังกาบหนู แบ่งปันผู้อื่นบ้าง โลภมาก โรคไม่หาย” แต่ก็ไม่เป็นผล

จนพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ต้องบอกบุญไปยังญาติโยมที่อยู่ในละแวกวัดที่เคยเอากิ่งต้นอังกาบหนูไปปลูกไว้ที่บ้านให้แบ่งปันมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่หลั่งไหลเดินทางมาขอใบอังกาบหนู โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร ได้บอกกล่าวกับประชาชนที่มาที่วัดว่า ใบอังกาบหนู ที่แจกให้ในครั้งนี้ หากเป็นยอดอ่อนก็ให้เอาไปต้มกิน แต่ที่มีแจกอยู่ในขณะนี้คงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่แห่มาขอใบอังกาบหนูได้ ดังนั้น จึงอยากจะให้เอากิ่งก้านที่ดูแข็งแรงไปปักชำ อีก 2-3 เดือน เมื่อมันงอกงามออกมา

ก็จะได้เก็บใบไว้ใช้ได้ในระยะต่อไป โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร ได้กล่าวว่า ต้นอังกาบหนู นี้ขึ้นง่าย และมีอยู่ทั่วไป ขอให้สอบถามในพื้นที่ก่อน จะได้ไม่ต้องเดินทางมาไกล และก่อนต้มดื่มขอให้พลีหรือไหว้เพื่อขอขมาต่อเทวดาอารักขาต้นไม้ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้โรคที่เป็นนั้นหาย ควรจะเด็ดใบอังกาบหนูในตอนเช้า เพราะจะได้คุณภาพของยาสูง

นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ที่มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ 155 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) โดยข้อมูล วันที่ 17 สิงหาคม 2561 เวลา 07.00 น. มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,838 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 88% ขณะที่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 100.02 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ระบายออก 41.40 ล้านลูกบาศก์เมตร

ซึ่งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีมติให้เร่งพร่องน้ำออกไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้ จึงมีมติปรับแผนการระบายน้ำ วันที่ 17 สิงหาคม-30 กันยายน 2561 ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อวัน ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 1,022 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยมีการบริหารจัดการน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์น้ำมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการปรับแผนระบายน้ำเขื่อนวชิราลงกรณจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าอีกครั้ง

สำหรับด้านความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนวชิราลงกรณมีการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลโดยมีหน่วยงานด้านบำรุงรักษาเขื่อน ตรวจสอบเขื่อนเป็นประจำทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี และโดยคณะกรรมการตรวจประเมินความปลอดภัยเขื่อนทุกๆ 2 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบกับตัวเขื่อน เช่น ฝนตกหนัก ระดับน้ำในเขื่อนมากกว่า 80% หรือมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเขื่อนด้วยเครื่องมือวัดที่ติดตั้งไว้ภายในตัวเขื่อนและบริเวณใกล้เคียงทันที เพื่อรายงานและวิเคราะห์ผลทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น จึงขอให้ประชาชน มีความมั่นใจ ในความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน

ด้าน นายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 174.66 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นปริมาณน้ำ 15,592.46 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 87.87% โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำ 22 ล้านลูกบาศก์เมตร และในด้านสถานการณ์น้ำในปัจจุบันที่ประเทศไทยยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง

กับมีฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเมื่อวาน (วันที่ 16 สิงหาคม) มีน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 45.22 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้ระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 24.96 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งตอนนี้ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 2,156.40 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงทำให้มั่นใจได้ว่าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมไปถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชนด้านท้ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์น้ำในช่วงนี้ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จึงได้เพิ่มการตรวจสอบเขื่อนให้มีความถี่มากขึ้นกว่าเดิม เช่น การตรวจอัตราการซึมของน้ำผ่านตัวเขื่อน การตรวจวัดระดับน้ำในหลุมวัดน้ำ เดิมตรวจสอบสัปดาห์ละครั้ง เป็นตรวจสอบทุกวัน ส่วนการตรวจสอบ การทรุดตัวและเคลื่อนตัวของเขื่อน จากเดิมไตรมาสละครั้ง เป็นเดือนละครั้ง โดยได้ตรวจวัดด้วยสายตลอดแนวสันเขื่อนทั้งด้านเหนือน้ำ ท้ายน้ำ และตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัด ในอุโมงค์ตรวจสอบใต้ฐานเขื่อน ตัวสันเขื่อน และจุดวัดระดับน้ำใต้ดินด้านท้ายเขื่อน จากการตรวจสอบพบว่า ตัวชี้วัดทุกตัวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีแนวโน้มหรือบ่งชี้ว่ามีสิ่งผิดปกติแต่ประการใด เขื่อนยังมีความแข็งแรง มั่นคง ปลอดภัย จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจในความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนศรีนครินทร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดกาญจนบุรี ยังคงประกาศแจ้งเตือนประชาชนและผู้ประกอบการที่อยู่ริมน้ำตลอดสองฝากฝั่งของลำน้ำให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ เนื่องจากทั้ง 2 เขื่อน ยังคงต้องเร่งพร่องน้ำไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับฝนรอบใหม่ โดยเฉพาะเขื่อนวชิราลงกรณ ที่เร่งระบายน้ำอยู่ที่ 43 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดของการระบายน้ำของเขื่อนฯ ขณะที่ พื้นที่ จ.กาญจนบุรี วันนี้ปรากฏว่า มีฝนตกลงมาตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะพื้นที่ตอนบน ได้แก่ อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี จะมีฝนตกชุกหนาแน่น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณจำนวนมาก ส่วนสถานการณ์น้ำตลอดแนวลำน้ำแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ และแม่น้ำแม่กลอง ระดับน้ำยังคงทรงตัว โดยพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวตลิ่งก็ยังคงมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมอยู่

เครื่องปรุงรส เป็นพื้นฐานการเข้าครัวของคนไทยและขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในการปรุงรส แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องปรุงรสหลายรูปแบบผลิตออกมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่เครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้จริงๆ สำหรับคนไทย คือ น้ำปลา

น้ำปลาตราหมึกหอม และ น้ำปลาตราหงษ์ทอง เป็นน้ำปลาที่ขึ้นแท่น อันดับ 2 ของจังหวัดที่ครองใจผู้บริโภคมากที่สุด รวมถึงซอสพริกและน้ำส้มสายชู ซึ่งผลิตโรงงานแห่งเดียวกัน ก็ครองตลาด อันดับ 2 ของจังหวัดเช่นเดียวกัน

คุณมั่นศักดิ์ หลักพิพัฒน์ ผู้สืบทอดกิจการโรงงานผลิตน้ำปลาจากบรรพบุรุษ และใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองรุกตลาดเครื่องปรุงรสจนครองพื้นที่การตลาด อันดับ 2 ของจังหวัด เล่าให้ฟังว่า เดิมครอบครัวขายสินค้าบริโภคในครัวเรือนตามรถเร่ และมีหน้าร้านเล็กๆ ขายสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นในครัวเรือน ซึ่งธุรกิจก็ดำเนินไปด้วยดีอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพ่อและแม่อายุมาก จึงเข้ามาสานต่อกิจการเดิม ในปี 2550 อย่างเต็มตัว

“ตอนนั้นเรามีสินค้าหลัก คือ น้ำปลา และยังคงขายของเหมือนเดิม คือ นำสินค้าขึ้นรถเร่ไปตามหมู่บ้าน ชุมชน ผมเองก็อยากขยายกิจการหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น จึงเห็นโอกาสของการเข้าหากลุ่มเป้าหมาย เมื่อนำรถเร่เข้าไปยังหมู่บ้านหรือชุมชน จะติดสินค้าอื่นเข้าไปด้วย ซึ่งสินค้าที่นำเข้าไปขายกับน้ำปลา ก็เป็นเครื่องปรุงรสอย่างอื่น ได้แก่ น้ำส้มสายชู และ ซอสพริก”

แม้ว่าจะเพิ่มสินค้าในกลุ่มเครื่องปรุงรสมากขึ้น แต่กลุ่มลูกค้าก็ยังเป็นกลุ่มเดิม ในลักษณะของการซื้อใช้ตามบ้านและร้านค้า คุณพิพัฒน์จึงหันมาเน้นการขายส่งมากขึ้น และคิดกลยุทธ์ในการทำการตลาดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าของตน

ในอดีต โรงงานผลิตน้ำปลาและเครื่องปรุงรสในจังหวัดอุดรธานี มีมากถึง 17 แห่ง แต่ทยอยปิดตัวลง กระทั่งปัจจุบันเหลือเพียง 3 แห่ง เท่านั้น “แรกๆ ผมเดินหน้าเข้าหาร้านค้าส่ง นำสินค้าใหม่เป็นน้ำปลาอีกยี่ห้อเข้าเสนอลูกค้า แต่ถูกปฏิเสธมาเกือบทุกร้าน เพราะคนส่วนใหญ่ติดแบรนด์ ผมจึงนำกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองมาใช้ โดยรุกตลาดอำเภอรอบนอกของจังหวัดก่อน จากนั้นก็ค่อยตีวงแคบเข้ามา ซึ่งได้ผล เพราะพฤติกรรมผู้บริโภครอบนอกจะตัดสินใจง่ายกว่า ซึ่งเราก็เน้นการขายส่ง ทำให้เพิ่มตลาดผู้บริโภคในจังหวัดได้รวดเร็วมาก และปัจจุบันทำให้ขยายตลาดจากในจังหวัดอุดรธานี ออกไปยังจังหวัดใกล้เคียงอีก 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองบัวลำภู เลย และหนองคาย”

เมื่อน้ำปลาเข้าถึงผู้บริโภคก็ส่งผลให้ยอดสั่งน้ำปลาเพิ่มขึ้น คุณพิพัฒน์ บอกว่า การบริโภคที่เพิ่มยอดจำหน่ายมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะน้ำปลาของโรงงานมีสูตรเฉพาะ ซึ่งผลิตจากปลาไส้ตันจากจังหวัดตราด และ จังหวัดชุมพร แล้วส่งเป็นหัวน้ำปลามายังโรงงาน จากนั้นโรงงานจึงปรุงรสให้ได้สูตรของตนเอง ก่อนบรรจุลงขวดออกจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันมีแพ็กเกจให้เลือกทั้งขวดแก้วและขวดพลาสติก

ปัจจุบัน รายได้ต่อปีของโรงงานน้ำปลามหาไชย อยู่ที่ 10 ล้าน แต่คุณพิพัฒน์ก็ยังไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยังมองว่า ควรขยายตลาดออกนอกพื้นที่ที่ครองตลาดออกไปอีก ซึ่งอนาคตตั้งเป้าจะเพิ่มฐานการผลิตเพื่อรุกตลาดระดับภูมิภาคให้ได้

หมีพูเป็นพี่คนโต มีน้องสาวที่ยังเล็กอีก 2 คน พ่อมีอาชีพทำนา ส่วนแม่รับจ้างในโรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท คือรายได้หลักของครอบครัว น้องคนเล็กเกิดมาในช่วงที่ครอบครัวขัดสนมาก ทั้งพ่อแม่และหมีพูต้องขยันเพิ่มขึ้นและแบ่งหน้าที่กันดูแลน้องที่ยังแบเบาะ แม่พักฟื้นได้ไม่นานก็รีบกลับไปทำงานเพราะครอบครัวกำลังขาดรายได้ พ่อกับหมีพูจึงช่วยกันเลี้ยงน้อง ทำทุกอย่างแทนแม่ หมีพูรับจ้างทำงานพิเศษได้เป็นบางครั้ง เพราะหากพ่อต้องทำนาหรือออกไปรับจ้าง หมีพูจะรับหน้าที่เลี้ยงน้องแทนพ่อ และรับจ้างพับเหรียญโปรยทานในช่วงที่มีงานบวชด้วยเพราะสามารถทำได้ที่บ้าน

หมีพูทำหน้าที่พี่คนโต คอยเลี้ยงน้องๆ แทนแม่ แบ่งเบางานของพ่อเท่าที่จะทำได้ และตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด แม้จะรู้ว่าแม่ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนได้จนจบ แต่ก็ยังหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนสูงๆ

จากกรณีกระแสข่าวลือในจ.สุโขทัยว่า มีการใช้สมุนไพรต้นอังกาบหนูรักษามะเร็งได้ ล่าสุด วันที่ 17 ส.ค. ได้มีชาวบ้านนำต้นอ่อนและกิ่งอังกาบหนูมาปักชำใส่กระถาง ขายบริเวณข้างทางปากทางเข้าวัดวัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ในราคากิ่งละ 150 บาท ส่วนใบตัดใส่กระสอบปุ๋ย ถุงละ 300 บาท ซึ่งผู้ซื้อก็พร้อมที่จะจ่าย เพราะเมื่อเดินทางมาถึงวัดแล้ว ต้นอังกาบหนูของทางวัดก็หมดแล้ว ด้วยมีความหวังว่าจะรักษามะเร็งหายได้ตามคำร่ำลือ และหวังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติที่ป่วยได้บ้าง ซึ่งบางคนเดินทางมาจากอยุธยา บางคนมาจากเชียงใหม่ ชลบุรี ก็ไม่อยากเสียเที่ยวจึงซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังมีชาวบ้านบางกลุ่มที่นำกิ่งและใบอังกาบหนู ออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่พลาดโอกาส นำกลับไปเพื่อใช้รักษาอาการป่วยของญาติที่บ้าน จนต้นอังกาบหนูที่ปลูกไว้ริมรั้วบ้าน ก็ถูกตัดจนเหี้ยนไปหมดเช่นกัน

ขณะที่ประชาชนจากทุกสารทิศ ยังคงหลังไหลมายังวัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เพื่อขอใบอังกาบหนู จากพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ถึงแม้ว่าต้นอังกาบหนูที่ทางวัดได้ปลูกไว้ ประมาณ 15 ต้น ขณะนี้ถูกประชาชนทราบข่าว ต่างเดินทางมาเพื่อขอใบอังกาบหนู จนขณะนี้เหลือแต่ตอ บ้างก็ขุดไปทั้งต้น จนทางวัดไม่เหลือใบอังกาบหนูไว้ให้ประชาชนที่เดินทางมาขอได้อีก จนทางวัดต้องติดป้าบประกาศ “ต้นอังกาบหนู แบ่งปันผู้อื่นบ้าง โลภมาก โรคไม่หาย” แต่ก็ไม่เป็นผล

รายงานระบุว่า พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ต้องบอกบุญไปยังญาติโยมที่อยู่ในละแวกวัดที่เคยเอากิ่งต้นอังกาบหนูไปปลูกไว้ที่บ้านให้แบ่งปันมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่หลังไหลเดินทางมาขอใบอังกาบหนู โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร ได้บอกกล่าวกับประชาชนที่มาที่วัดว่า ใบอังกาบหนูที่แจกให้ในครั้งนี้ หากเป็นยอดอ่อนก็ให้เอาไปต้มกินแต่ที่มีแจกอยู่ในขณะนี้คงจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่แห่มาขอใบอังกาบหนูได้ ดังนั้นจึงอยากจะให้เอากินก้านที่ดูแข็งแรงไปปักชำ อีก 2-3 เดือน เมื่อมันงอกงามออกมาก็จะได้เก็บใบไว้ใช้ได้ในระยะต่อไป โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร ได้กล่าวว่าต้นอังกาบหนูนี้ขึ้นง่าย และมีอยู่ทั่วไปขอให้สอบถามในพื้นที่ก่อนจะได้ไม่ต้องเดินทางมาไกล และก่อนต้มดื่มขอให้พลีหรือไหว้เพื่อขอขมาต่อเทวดาอารักขาต้นไม้ ขอสิ่งศักดิ์สิทธ์ดลบันดาลให้โรคที่เป็นนั้นหาย ควรจะเด็ดใบอังกาบหนูในตอนเช้าเพราะจะได้คุณภาพของยาสูง

“คนยะลาจะได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับช่วงวัย สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและมีทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21” นี่คือวิสัยทัศน์สำคัญที่ “สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลา” ภายใต้การนำของ คุณขนิษฐา มะลิสุวรรณ ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัดยะลา มุ่งมั่นทำงานด้วยความตั้งใจ

ภารกิจหลักของสำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาในปีนี้ มุ่งเน้นการทำงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงาน กศน. ที่ผ่านมา สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลา ได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ตามเป้าหมายที่ทุกฝ่ายคาดหวังไว้ ภายใต้วิสัยทัศน์การทำงานที่มุ่งให้กับชาวยะลาได้มีโอกาสรับการศึกษาตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ภายใต้พหุวัฒนธรรม สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและมีทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิตอลที่จำเป็นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลา “มุ่งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” ส่งเสริมด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา กศน. ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการศึกษา เทคโนโลยีดิจิตอลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ได้นำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในตลาดออนไลน์ รวมทั้งผลงานของนักศึกษา กศน. มาจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ก็มุ่งพัฒนาหลักสูตร การจัดกิจกรรมต่างๆ สื่อนวัตกรรมให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในปัจจุบัน พร้อมพัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่ กศน. มีระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพ บริหารจัดการองค์กรโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาได้น้อมนำพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้เป็นหลักแนวคิดของพระองค์ท่าน คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาสู่การปฏิบัติ ซึ่งสโลแกนการทำงาน ก็คือ สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาพร้อมลุยในยุค 4G ได้แก่ ครูดี (Good Teacher) มีกิจกรรมที่ดี (Good Activities) การสร้างบรรยากาศที่ดี (Good Place) มีเครือข่ายที่ดี (Good Partner) ที่จะเข้ามาเสริมการทำงานของพวกเรา

สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลา ดูแลรับผิดชอบจัดการเรียนการสอนนอกระบบให้กับประชาชนผู้สนใจ ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอ 58 ตำบล ชาวยะลาส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากอาชีพภาคการเกษตร เนื่องจากพื้นที่จังหวัดยะลา มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้ เช่น ทุเรียน ลองกอง และมังคุด

คุณอนุชิต ตระกูลมุทุตา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดให้ “ยะลา เป็นเมืองทุเรียน” เพราะนอกเหนือจากจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแล้ว ภาคใต้สุดของประเทศไทย คือ อำเภอธารโต อำเภอเบตง และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ก็เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพ ทุเรียนยะลาผลิตมากเท่าไรก็ไม่พอขาย โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย ที่ชื่นชอบทุเรียนยะลามาก ส่งผลให้ราคาทุเรียนยะลาในปีนี้มีราคาค่อนข้างสูงมาก ไม่ต่ำกว่า 140-150 บาท/กิโลกรัม สร้างรายได้ที่งดงามให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดยะลา

ปัจจุบัน เกษตรกรชาวจังหวัดยะลาจำนวนมากได้หันมาปลูกทุเรียนมูซานคิง ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของมาเลเซีย เพราะมีรสชาติอร่อยและขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการสูงในตลาดส่งออก เนื่องจากต้นพันธุ์ทุเรียนผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาจึงส่งเสริมให้กลุ่มนักศึกษาในโรงเรียนปอเนาะบางแห่ง เพาะพันธุ์ทุเรียนมูซังคิง ออกจำหน่าย ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมที่ดีให้กับกลุ่มนักศึกษาสถาบันปอเนาะ

คุณขนิษฐา มะลิสุวรรณ พาเกษตรกรเยี่ยมชมสวนทุเรียนต้นแบบ ท่ี่ ศพก.อำเภอธารโต

ส่งเสริม “ชาวไทยมุสลิม” พูดภาษาไทย

ทางสำนักงาน กศน.จังหวัดยะลามีกิจกรรมเยอะมาก โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมพหุวัฒนธรรม เรื่องการศึกษาของเยาวชน เด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร รวมทั้งเรื่องสร้างอาชีพของโรงเรียนพระดาบส

เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดยะลา ร้อยละ 80 เป็นกลุ่มชาวไทยมุสลิม ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการสื่อสาร พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ภาษาไทยเพราะไม่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน

ชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่คุ้นชินกับการใช้ “ภาษามลายู” ซึ่งภาษาพื้นถิ่นเป็นหลัก ทำให้มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารกับบุคคลภายนอก ชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยได้ แต่ไม่นิยมพูด เหมือนกับคนไทยทั่วไปที่เข้าใจภาษาอังกฤษ แต่ไม่นิยมพูดในชีวิตประจำวันเช่นกัน

สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาจึงได้น้อมนำพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในช่วงที่เสด็จฯ เยี่ยมพื้นที่จังหวัดยะลา เมื่อปี 2502 พระองค์ท่านได้เน้นในเรื่องการใช้ภาษา ไม่จำเป็นต้องสอนให้คนที่นี่เป็นคนเก่ง แค่สอนให้คนที่นี่พูดสื่อสารภาษาไทยได้ก็เพียงพอแล้ว

ซึ่งสำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์ท่านสู่การปฏิบัติ โดยมอบหมายให้ครูอาสาสมัครประจำสถาบันศึกษาปอเนาะ (ครู กศน.) พยายามใช้ภาษาไทย พูดคุยกับนักศึกษาเพื่อฝึกภาษาพวกเขา รวมทั้งออกแบบกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักศึกษา กศน.ซึ่งกลุ่มชาวไทยมุสลิมได้มีส่วนร่วมในการสื่อสารภาษาไทย โดยไม่ให้พวกเขารู้สึกเคอะเขินหรืออาย

จังหวัดยะลามีสถาบันศึกษาปอเนาะ 123 แห่ง โดยสำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาดูแลเรื่องการศึกษาของสถาบันศึกษาปอเนาะ 102 แห่ง มีครูอาสาสมัครปอเนาะ จำนวน 94 คน แต่มีบางสถาบันศึกษาปอเนาะ ที่ กศน.ยะลาอยากเข้าไปดูแลเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลก็พยายามเพิ่มจำนวนครูอาสาสมัครปอเนาะ เพื่อช่วยขับเคลื่อน “การใช้ภาษาไทย” ในจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งทักษะต่างๆ ที่นักศึกษาปอเนาะต้องการเรียนรู้ โดยเฉพาะ “การสร้างอาชีพ” เพื่อให้นักศึกษาที่เรียนจบจากสถาบันศึกษาปอเนาะ มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

อบรมอาชีพตามใจผู้เรียน

สำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาจัดอบรมอาชีพตามใจผู้เรียน โดยสำรวจความต้องการของประชาชนก่อนว่า สนใจอบรมอาชีพอะไร กิจกรรมจัดอบรมอาชีพจะใช้งบประมาณที่รับจัดสรรมาจาก สำนักงาน กศน.ส่วนกลาง ผลการสำรวจความต้องการของชุมชนไทยมุสลิมพบว่า กลุ่มสตรีส่วนใหญ่สนใจอบรมวิชาชีพที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หลักสูตรการทำอาหารและขนม วิชาตัดเย็บเสื้อผ้า การทำผ้าคลุมผม การสานตะกร้า การตัดเย็บกระเป๋า เป็นต้น ขณะที่กลุ่มผู้ชายชาวไทยมุสลิมสนใจอยากเรียนรู้วิชาช่างตัดผม ช่างไม้ ช่างเฟอร์นิเจอร์ งานก่อสร้าง การทำอิฐบล็อก ฯลฯ

ที่ผ่านมา งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรสำหรับจัดอบรมอาชีพในจังหวัดยะลายังไม่เพียงพอ เพราะประชาชนในท้องถิ่นส่วนหนึ่งยังคงเป็นผู้ว่างงานและตกงานกันอยู่ ประกอบกับประชาชนบางรายไม่นิยมออกไปหางานทำภายนอก ทางสำนักงาน กศน.จังหวัดยะลาจึงของบประมาณบางส่วนจากจังหวัดยะลา ก็ได้สนับสนุนงบประมาณประจำปี 2561 วงเงิน 1.6 ล้านบาท เพื่อจัดอบรมอาชีพหลักสูตร 100-120 ชั่วโมง จำนวน 7 อาชีพ เช่น ช่างแอร์ ช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมอุปกรณ์การเกษตร ช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ในพื้นที่ 8 อำเภอของจังหวัดยะลา