เป็นเรื่องดีที่ญี่ปุ่นตัดสินใจเลือกไทยเป็นฮับด้านนวัตกรรมใหม่ๆ

สำหรับสตาร์ตอัพของญี่ปุ่น โดยให้เหตุผลว่าไทยจะเป็นประเทศที่คล้ายกับดินแดนใหม่ที่รองรับการเติบโตของสตาร์ตอัพที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดิจิทัลและการออกแบบ โดยผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดรูปธรรมภายในไตรมาส 2 ของปีนี้

นายอุตตมกล่าวว่า เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยยังติดตามความคืบหน้าโครงการคอนเนค อินดัสทรี หรืออุตสาหกรรม 4.0 ฉบับญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) จะช่วย พัฒนาอุตสาหกรรมไทยที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยรูปแบบจะมีบริษัทญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านไอโอที (การใช้อินเตอร์เน็ตในทุกกระบวนการ)

จำนวน 60 บริษัท อาทิ ฮิตาชิไฮเทค โคจิมาเพรส ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะมีการใช้ไอโอทีในฟาร์มกุ้ง การวางระบบให้ถังขยะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีขยะเต็มหรือไม่ การพัฒนาร่มที่สามารถวิเคราะห์สภาพอากาศ ซึ่งบริษัททั้งหมดจะครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ขณะที่บริษัทไทยทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อยู่ระหว่างคัดเลือกธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวน 33 บริษัท จาก 11 คลัสเตอร์ เพื่อให้ญี่ปุ่นเป็นพี่เลี้ยงประกบเอสเอ็มอีไทยแบบ 2:1 โดยความร่วมมือนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมในเดือนเมษายนนี้

นายอุตตม กล่าวว่า นอกจากนี้ ทางเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ยังแจ้งว่า นายฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเมติ เตรียมเดินทางมาประเทศไทยอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการความร่วมมือต่างๆ ดังนั้น ตนจะจัดการประชุมโต๊ะกลมคอนเนค อินดัสทรี อย่างเป็นทางการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเมติ เป็นประธานร่วมกัน เชื่อมั่นจะเป็นความร่วมมือที่เห็นผลสร้างประโยชน์ต่อเอสเอ็มอีของไทยในการขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

บริษัทด้านอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่างอาลีบาบาจะแต่งตั้งหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นหัวหน้าบริษัทลาซาดา และอัดฉีดเงินเข้าบริษัทลาซาดาอีก 2 พันล้านเหรียญ หรือราว 6.2 พันล้านบาท ทำให้อาลีบาบาลงทุนในลาซาดารวม 4 พันล้านเหรียญ หรือราว 12,000 ล้านบาท ส่งเสริมการขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซในระดับภูมิภาค

อาลีบาบาเป็นเจ้าของลาซาดา บริษัทช็อปปิ้งออนไลน์แนวหน้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียบร้อยแล้ว ในสัดส่วนร้อยละ 83 ด้วยมูลค่าลงทุนรวม 2 พันล้านเหรียญเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว

จากรายงานของเอเอฟพี ลาซาดาดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม และมีลูกค้า 560 ล้านคนในอาเซียน

ลูซี่ เผิง ผู้ร่วมก่อตั้ง 18 คนของอาลีบาบาจะเป็นซีอีโอของลาซาดา และเป็นประธานหญิงของบริษัทแอนต์ ไฟแนลเชียล ในเครืออาลีบาบา ซึ่งให้การบริการการเงินเพื่อความสะดวก ในการชำระค่าสินค้าออนไลน์อยู่แล้ว

ผู้บริหารหญิงเชื่อว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออย่างสูงของประชากรวัยหนุ่มสาว และร้อยละ 3 ของการขายปลีกในปัจจุบันทำผ่านออนไลน์ ทำให้บริษัทมั่นใจมากที่จะเพิ่มเงินลงทุนในตลาดอาเซียน ด้าน นายแม็ก บิตต์เนอร์ ผู้ก่อตั้งลาซาดากล่าวว่า ทุนและทรัพยากรใหม่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับลาซาดา รวมถึงตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียนด้วย

บริษัทอาลีบาบาได้ใช้หลายมาตรการเพื่อให้บริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำธุรกิจของลาซาดา โดยเมื่อปีที่แล้วผู้นำคนสำคัญจากอาลีบาบาได้ถูกย้ายมาทำงานให้ลาซาดา

การลงทุนเพิ่มของอาลีบาบาในขณะที่การแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนดุเดือด ตลาดอีคอมเมิร์ซอเซียนยังคงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน เพราะการซื้อของผ่านออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 4 ของการซื้อขายแบบค้าปลีกทั้งหมดในอาเซียน ต่ำกว่าในจีน เกาหลีใต้ เป็นโอกาสให้มีพื้นที่ลงทุนได้มาก

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซอาเซียนจึงดุเดือด เว็บไซต์เจดีคู่แข่งของลาซาดาในอาเซียนทั้งในอินโดนีเซีย เวียดนาม รวมถึงร่วมทุนในไทย

ขณะที่ในสิงคโปร์มีเว็บไซต์ช็อปปี้ หรืออย่างอะเมซอน บริษัทอีคอมเมิร์ซเจ้าเก่า ที่เพิ่งเปิดตัวอะเมซอนไพรม์ในสิงคโปร์ นายวิเชียร ชวลิต ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาผู้ประกอบการร้านค้าสหกรณ์ รวมทั้งร้านค้าส่ง-ค้าปลีก หรือร้านโชห่วยในท้องถิ่นกว่า 60 ราย เข้าร่วมกิจกรรม “ยกระดับสหกรณ์ไทย-สร้างค้าปลีกไทยเข้มแข็ง” ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 22-23 มีนาคม 2561 ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า เพื่อให้ความรู้ และแนวทางการบริหารจัดการร้านค้าให้มีมาตรฐานคุณภาพ รวมทั้งมีผู้ประกอบการซอฟต์แวร์มาแนะนำเทคโนโลยีการบริหารงานทั้งทางด้านบัญชี การจัดการสต๊อกสินค้า เพิ่มช่องทางการรับจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

นายวิเชียร กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม ปี 2559 พบว่า มีธุรกิจประเภทค้าส่งค้าปลีกคิดเป็น 41.6% ของจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมด และเป็นธุรกิจที่ขยายตัวดี สะท้อนให้เห็นถึงความกินดีอยู่ดีของประชาชนฐานรากได้ อีกทั้งรัฐบาลเดินหน้าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้ร้านค้าโชห่วยในท้องถิ่นเริ่มมียอดขายที่ดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ได้ ถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการร้านค้าจะใช้โอกาสนี้เร่งยกระดับคุณภาพในทุกด้าน เพื่อรองรับผู้ใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการมากกว่า 11.4 ล้านคน และยังสามารถทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สินค้าชุมชน จากร้านค้าสหกรณ์ที่มีศักยภาพดีจะเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐเพื่อสวัสดิการ ซึ่งมีเป้าหมายขยายให้ถึง 40,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในเดือนเมษายนนี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครพนม และสกลนคร พร้อมจัดสัมมนาเรื่องเตรียมความพร้อมอุตสาหกรรมโคเนื้อและผลิตภัณฑ์รองรับการค้าเสรี เพื่อติดตามและเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคเนื้อ ทั้งกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่มผู้เลี้ยง และกลุ่มผู้ค้า รับมือการเปิดตลาดเสรีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ

ตลอดจนแนะนำลู่ทางและโอกาสการทำตลาด โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม โคเนื้อตลอดห่วงโซ่มูลค่า และวิทยากรจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม พร้อมกันนี้ ได้พบปะเกษตรกร บริษัทนครพนมบีฟ (ไทยแลนด์) จำกัด กลุ่มเกษตรกรบ้านท่าเยี่ยม จังหวัดนครพนม และสหกรณ์โพนยางคำ จังหวัดสกลนคร ซึ่งการผนึกความร่วมมือระหว่างกรมและกรมปศุสัตว์โดยใช้การตลาดนำการผลิต ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพตามความต้องการของตลาด หาตลาดส่งออกรองรับได้ พร้อมทั้งรักษาตลาดภายในประเทศพร้อมรับการเปิดเสรีตลาดเนื้อโคหลังเปิดตลาดเอฟทีเอให้แก่ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564

นางอรมน กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทยเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าโคมีชีวิตที่ 5% เนื้อโคแช่เย็นแช่แข็ง 50% และเนื้อโคแปรรูป 30-50% แต่ได้ยกเว้นภาษีโคมีชีวิต เนื้อโคแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อโคแปรรูปให้กับสมาชิกอาเซียนภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งสมาชิกอาเชียนก็เก็บภาษีที่ 0% กับไทยเช่นกัน ยกเว้นลาวเก็บภาษีนำเข้าโคมีชีวิต 3% และเก็บภาษีนำเข้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปที่ 5% และเวียดนามเก็บภาษีนำเข้าเนื้อโคแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปที่ 5% นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลงที่อาเซียนทำกับจีน ไทยและจีนได้เปิดเสรีสินค้าเนื้อโคเก็บภาษี 0% ระหว่างกันแล้ว

เชียงใหม่ – นายสวาท ชลพล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ เผยว่าหมอกควันจัดเป็นมลพิษทางอากาศ มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด อันตรายของฝุ่นขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละอองที่เกิดจากการเผาไหม้ ความเข้มข้น และระยะเวลาที่สัมผัสขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนที่เกิดจากการเผาไหม้ ส่งผลให้มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทางผิวหนัง ทางตา

นอกจากนี้ ฝุ่นที่เข้าไปในถุงลมปอดเม็ดเลือดขาวเข้าไปกำจัดสิ่งแปลกปลอมนี้ เกิดการอักเสบในหลอดเลือดได้ อันตรายต่อปอด บางรายอักเสบ ทำให้เกิดการหายใจลำบากถึงขั้นวิกฤต อาจทำให้หลอดเลือดหัวใจอักเสบ ฝุ่นควันที่เกิดจากการเผาไหม้ภาคเหนือ ทำให้เกิดอาการเช่นเดียวกันกับฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ในกรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย นางเพ็ญจันทร์ เจียมกรกต รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย สพ.ญ. เบ็ญจวรรณ สิชฌนาสัย ผู้อำนวยการสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานที่ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด เขตประเวศ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด ไม่ใช่สถานที่จับสัตว์มาทารุณหรืออื่นใดอย่างที่บางกลุ่มเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ กทม. มีวิธีจัดการสัตว์อย่างถูกต้อง ตั้งแต่การนำสุนัขแรกเข้า ประมาณวันละ 30 ตัว จากการออกตรวจตราสุนัขจรจัดของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และสุนัขจรจัดตามที่ประชาชนร้องเรียน โดยในจำนวนนี้มีสุนัขที่มีเจ้าของมาติดตามเพื่อนำกลับบ้าน ประมาณ 7-8 ตัว หรือ ร้อยละ 25 ของสัตว์

“ขณะเดียวกัน เมื่อเจ้าหน้าที่จับสัตว์มาแล้วจะดำเนินการกักกันโรคก่อน เพื่อสังเกตอาการสัตว์ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า โดยจะจับสุนัขกลุ่มต้องเฝ้าดูอาการแยกกับสุนัขอีกกลุ่ม เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ไปติดสัตว์ตัวอื่น จากนั้นจะรอดูอาการจนกว่าจะมั่นใจว่าสัตว์ดังกล่าวปลอดเชื้อ ก่อนนำไปปล่อยและเลี้ยงร่วมกับตัวอื่น ปัจจุบัน ศูนย์พักพิงฯ สามารถรองรับสุนัขได้ 1,000 ตัว และแมว 200 ตัว” นายทวีศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกตัว โดยไม่ยกเว้น ก่อนจะทำหมันภายใน 1 สัปดาห์ โดยกลุ่มที่ไม่ต้องเฝ้าดูอาการจะจับแยกกรงกับกลุ่มสัตว์ติดเชื้อ โดยกลุ่มนี้จะมีโอกาสถูกกลุ่มรักสัตว์ในพื้นที่ที่มาร่วมจัดกิจกรรมภายในศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดคัดเลือกไปเลี้ยง ถึงปีละ 100-200 ตัว นอกจากนี้ พล.ต.อ. อัศวิน มีนโยบายให้ออกแบบและพัฒนาศูนย์แห่งนี้ ให้เป็นต้นแบบของศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดย กทม. ได้รับจัดสรรงบประมาณแล้ว จำนวน 231 ล้านบาท คาดได้ผู้รับจ้างและสามารถปรับปรุงได้ปลายปีนี้

คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย จัดการประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 เห็นชอบให้ยกเลิกมติที่ประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 โครงการบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร (Cess) เตรียมจัดสัมมนารับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาพิจารณาหาความเหมาะสมในแนวทางเพื่อดำเนินโครงการต่อไปในวันที่ 26 มีนาคม 2561 นี้

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร เปิดเผยว่า จากความคืบหน้าโครงการบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร (Cess) ที่หลายฝ่ายมีข้อสงสัย ในการดำเนินโครงการและมีการยื่นข้อเสนอแนะเพื่อหาข้อสรุปในโครงการดังกล่าว กยท.พิจารณาแล้วจึงมีมติให้ชะลอ โครงการ โดยให้ กยท.เขต และกยท.จ.ทุกพื้นที่ ตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง รวมไปถึงผู้ที่สนใจและเกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนายางพารา

จัดประชุมเพื่อหารือร่วมกันในการพิจารณาโครงการปรับปรุงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร (Cess) และรวบรวมนำข้อเสนอที่ได้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กยท. ซึ่งพบว่ามีข้อเสนอที่หลากหลาย เช่น ให้ กยท. ดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ( NSW ) ซึ่งเป็นโครงการที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเชื่อมโยงข้อมูลได้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ , นำ พ.ร.บ. ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 มาบังคับใช้อย่างจริงจังโดยมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันการลักลอบการส่งออก หรือให้ กยท. จัดตั้งบริษัทลูกเพื่อดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมโดยให้จ้างพนักงานเฉพาะแยกออกจาก กยท.เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามด่านต่างๆ โดยเฉพาะ เป็นต้น

ในที่ประชุมคณะกรรมการ กยท.ครั้งที่ 3/2561 ได้รับทราบถึงข้อปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ จึงเห็นชอบให้ยกเลิกมติที่ประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 โครงการบริหารจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร (Cess) และให้ กยท.เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพิ่มเติมโดยจะมีการจัดประชุมสัมมนาในวันที่ 26 มีนาคม 2561 นี้ เพื่อระดมความคิดเห็นและรวบรวมเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป รองผู้ว่าการกล่าว ทิ้งท้าย

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งเพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน วงเงิน 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการลงโทษจีนที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐ ตามที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ทำการสอบสวนตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 ต่อพฤติกรรมการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน โดยมีสินค้าจีน 1,300 รายการ ตกเป็นเป้าหมายถูกเรียกเก็บภาษีครั้งนี้ นั้นว่า ทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ เมื่อเกิดอะไรขึ้น ย่อมส่งผลต่อประเทศอื่นที่ส่งสินค้าไปจีน ซึ่งมีประเทศไทยอยู่ด้วยนั้น คงจะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมได้

แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่ทราบว่า สินค้า1,300 รายการ ในกลุ่มเทคโนโลยีที่สหรัฐจะประกาศมีอะไรบ้าง ซึ่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ก่อนว่าจะประกาศสินค้ารายการใดบ้าง และในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐประกาศออกไปนั้นกระทบกับสินค้าไทยที่ส่งออกไปจีนหรือไม่ แค่ไหน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปในตลาดสหรัฐและจีน จะเป็นสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เป็นต้น และหากสหรัฐจะประกาศใช้มาตรการเติมอะไรเพื่อปกป้องและลดผลกระทบกับดุลการค้าต่อประเทศอีก เบื้องต้นไทยได้เตรียมข้อมูลด้านต่างๆ ไว้แล้ว เพื่อชี้แจงให้ทางสหรัฐได้รับทราบ พร้อมกันนี้ไทยเตรียมหาตลาดส่งออกไปตลาดใหม่ๆ เพื่อชดเชยหากสหรัฐไม่ผ่อนปรนให้จีน เพื่อรักษาภาพรวมการส่งออกของไทย

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแจ้ห่ม จ.ลำปาง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากค่ายฝึกรบพิเศษประตูผา ลำปาง สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ อส. ของ อ.แจ้ห่ม ร่วมกันตรวจสอบ และดึงต้นฝิ่นที่มีการลักลอบปลูกแซมบริเวณสวนต้นผักกาด ในเขตหมู่บ้านแม่ตาสามัคคี หมู่ที่ 5 ต.ปงดอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

การเข้าดำเนินการครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้สืบทราบว่าบริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่กลางป่า และเป็นพื้นที่ท้ายหมู่บ้าน อยู่ในหุบเขาเขตอุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท ได้มีราษฎรชาวเขาในหมู่บ้านได้เข้าไปลักลอบปลูกฝิ่นแซมต้นผักกาด บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ โดยต้นผักกาดก็กำลังออกดอกสีเหลือง พร้อมกับต้นฝิ่นที่กำลังโต และออกดอก ซึ่งในอีกไม่นานต้นฝิ่นก็จะสามารถเก็บเกี่ยวไปเป็นยาเสพติดได้แล้ว

ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เดินตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนที่จะทำลายด้วยการดึงต้นฝิ่นทุกต้นออกไป เพื่อไม่ให้ยืนต้นเจริญเติบโต พร้อมกับนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แจ้ห่ม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากฝิ่นเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2561 พบว่า ขยายตัว 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยทุกสาขาการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยเอื้ออำนวยหลายด้าน ทั้งปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำสำคัญมีเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช การบริหารจัดการน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพอากาศในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเอื้ออำนวยต่อการผลิต ทำให้พืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิดมีทิศทางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายด้านการเกษตรที่สำคัญต่างๆ และเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั้งประเทศมากขึ้น ตลอดจนเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าที่มีต่อสินค้าเกษตรไทย ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มดีขึ้น

โดยสามารถแยกเป็นรายสาขาดังนี้ สาขาพืช ขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และลำไย สำหรับข้าวนาปีมีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกและเจริญเติบโตของต้นข้าว ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางสามารถปลูกข้าวนาปีรอบสอง อ้อยโรงงาน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อยโรงงานแทน ด้านราคา ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 61 สินค้าพืชที่มีราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และลำไย

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.4% จากการเพิ่มปริมาณการผลิตตามความต้องการบริโภคของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคระบาด และจัดการฟาร์มได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าปศุสัตว์หลัก ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่มีราคาลดลง โดยราคาสุกร ไข่ไก่ ลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำนมดิบค่อนข้างทรงตัว สาขาประมง ขยายตัว 1.5% จากปริมาณกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการเลี้ยงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ผลผลิตประมงน้ำจืด ประกอบกับภาครัฐมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ผลผลิตประมงน้ำจืดเพิ่มขึ้น ด้านราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง ซึ่งเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 3.6% โดยเกษตรกรมีการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรัง นอกจากนี้ ในส่วนของการเพาะปลูกอ้อยโรงงาน มีการใช้บริการเก็บเกี่ยวอ้อยเพิ่มขึ้น เพราะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยจากการส่งเสริมของโรงงานน้ำตาล สาขาป่าไม้มีการขยายตัว 2.2% เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ไม้ยางพารา ถ่านไม้ และครั่ง เพิ่มขึ้น โดยความต้องการไม้ยูคาลิปตัสภายในประเทศสูงขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (wood pellet) ขณะที่ไม้ยางพารายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน นอกจากนี้ ผลผลิตครั่งฟื้นตัวเต็มที่จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้มีมูลค่าการส่งออกครั่งในเดือน ม.ค. 61 เพิ่มสูงถึง 3 เท่าตัว

วันที่ 23 มี.ค. เฟซบุ๊กเพจ ร้านปาหนัน จิวเวลรี่ เผยว่า หลังจากมีการประกาศรับซื้อเหรียญ 50 สตางค์ รุ่น พ.ศ. 2530 ในราคาเหรียญละ 5,000 บาท ปรากฏว่ามีผู้สนใจไปหาเหรียญดังกล่าวไม่น้อย จากการไปตรวจสอบตามกระปุกออมสิน หรือตามชั้นในบ้าน ล่าสุด มีชายคนหนึ่งจาก จ.แพร่ นำเหรียญมาขาย ซึ่งทางร้านก็รีบซื้อจริง ถือเป็นเหรียญ 50 สตางค์ พ.ศ. 2530 เหรียญที่ 3 ของ จ.แพร่ แล้ว

ทั้งนี้ สำหรับเหรียญ 50 สตางค์ พ.ศ. 2530 เป็นเหรียญรุ่นที่มีการผลิตจำนวนน้อย เพียง 1,000 เหรียญ เท่านั้น ด้านหน้าเหรียญเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านหลังเป็นภาพของ พระเจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่

“กฤษฎา” ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้า ขีดเส้นจบภายใน 30 วัน ชี้หากพบข้าราชการทุจริตจัดซื้อวัคซีนจะต้องได้รับโทษ สูงสุดจำคุก 10 ปี – ปรับ 20,000 บาท

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้าเรียบร้อยแล้ว โดยแต่งตั้งให้นายสุรพงษ์ เจียสกุล รองปลัดเกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้คณะทำงานนี้มีความโปร่งใสมากที่สุด กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมด้วย อาทิ ผู้อำนวยการกองคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้แทนจากสัตวแพทยสภา เป็นต้น มาเป็นคณะกรรมการครั้งนี้ด้วย โดยจะเริ่มดำเนินสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน

สำหรับเรื่องที่ต้องสอบสวนมีทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่มีครอบครัวข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้องในการจัดซื้อวัคซีนหรือไม่ 2.ตรวจสอบว่าวัคซีนที่นำออกไปฉีดไม่มีคุณภาพหรือหมดอายุจริงหรือไม่ และ3.ตรวจสอบขั้นตอนระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาหารือถึงแนวทางแก้ไข และตรวจสอบว่ามีใครได้รับผลประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

“ครั้งนี้ผมได้เรียกทุกคนมาที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนทั้งหมด โดยกรณีอธิบดีกรมปศุสัตว์ละเลยการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ จะต้องทำการสอบสวนก่อน ซึ่งถ้าพบว่าผิดจริงจะมีโทษทั้งทางวินัยและอาญาส่วนเรื่องการที่กรมปศุสัตว์ผูดขาดซื้อวัคซีนจากบริษัทของภรรยานายไพโรจน์ เฮงแสงชัย อดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์นั้น ได้สั่งให้ทางนายสุรพงษ์ รองปลัดฯสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง ซึ่งถ้าหากพบว่าภาครัฐมีความเสียหาย จะต้องมีคนได้รับโทษ”

ทั้งนี้ หากพบว่าข้าราชการกระทำความผิดจริงโดยเจตนา หรือเข้าองค์ประกอบมาตรา 157 ที่ระบุว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจ (corporate university) ของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนแบบ work-based education จึงทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงกับกลุ่มธุรกิจซีพี ออลล์, เครือ ซี.พี. และพันธมิตรทางธุรกิจที่มีการขยายความร่วมมืออย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา นอกจากจะเป็นผู้มีความมีรู้ทางวิชาการ ยังมีความพร้อม ความเชี่ยวชาญการทำงานอย่างมืออาชีพ

โดยสิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี ของ PIM คือการเดินหน้าผลิตบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมทำงานทันที (ready to work) ซึ่งเป็นผลมาจากบริบทความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ PIM มีการปรับแนวทางการผลิตบัณฑิตให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุค disruptive technology

“รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์” อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันความคาดหวังของภาคธุรกิจ หรือนายจ้างที่มีต่อภาคแรงงาน เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริบทโลกทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง