เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ล้มลุกหลายปี สูงประมาณ 80-150 เซนติเมตร

แตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นพุ่มคล้ายมะเขือพวง ขนาดลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร ผิวเปลือกต้นเรียบ สีเขียว และมีนวลสีขาวเมื่อแก่ ลำต้นมีหนามแหลม และขนละเอียดขึ้นคลุมเต็มหมด ใบเป็นใบเดี่ยว สีเขียว รูปร่างใบเป็นรูปไข่กว้างรี ขอบใบหยักเว้าลึกเข้าหาเส้นกลางใบออกเรียงสลับ ปลายใบแหลม ฐานใบ 2 ข้างไม่เท่ากัน มีหนามแหลมแข็งอยู่บนเส้นใบ ใบยาว 15-25 เซนติเมตร กว้าง 10-25 เซนติเมตร ก้านใบยาว 5-7 เซนติเมตร ดอกมะอึกออกเป็นช่อมีดอกย่อย 3-5 ดอก ออกเป็นกระจุกตามบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีขาวหรือสีม่วงอ่อน 5 กลีบ โคนติดกัน แต่ละกลีบมีขนาดเล็ก ปลายกลีบแหลม เมื่อกลีบบานจะโค้งลง ผลมะอึกสีเขียวเมื่ออ่อน มีขนยาวปกคลุมทั่วทั้งผล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 เซนติเมตร เมื่อผลแก่สุกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้ม มีเมล็ดเรียงเป็นแถวอยู่ภายใน เป็นเมล็ดกลมเล็กเป็นจำนวนมาก

ส่วนใหญ่จะพบขึ้นตามแหล่งธรรมชาติ บริเวณป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ ที่รกร้าง ป่าทุ่ง สวน และริมทาง มีการนำไปปลูกในสวนหลังบ้าน ปลูกต้นเดียว กินลูกไม่หมด มะอึกติดลูกเยอะมาก เมื่อออกลูกก็จะออกพร้อมกันทั้งต้น มีระยะออกลูกต่อเนื่องกัน ทำให้สุกแก่พร้อมกัน และทยอยสุกแก่ในเวลาไล่เลี่ยกัน เก็บกินไม่ทัน แบ่งปันก็แล้ว เลยต้องทิ้งให้หล่น ร่วง เน่า ออกต้นใหม่ บางต้นเจ้าของจำต้องฟันทิ้ง แม้จะเสียดายอยู่บ้าง ก็จำทนตัดทิ้งไปเพื่อจะได้ไม่รกตา ที่เห็นต้นโทรมๆ สิ่งมีชีวิตที่ออกลูกดกมาก โทรมไวอย่างนั้นแหละ

พูดถึงผลมะอึก ชวนให้นึกถึงสีสัน เวลาเด็ดมาทั้งช่อพวง เมื่อตอนเป็นผลอ่อนๆ สีเขียว มีขนยาวหุ้มเต็มผล เมื่อแก่จนงอมเป็นสีเหลืองส้ม ขนสีขาวก็คลุมทั่วผลอย่างนั้น ถ้าต้นไหนเด็ดกินไม่ทัน ก็ฟันทิ้งทั้งกิ่ง ต้น ผลแก่ โยนทิ้งให้นก หนู ไก่ จิกกิน คุ้ยเขี่ยกระเด็นไปตกที่เหมาะสม ก็งอกเป็นต้นใหม่ แต่น่าสังเกตว่า ต้นมะอึกมักจะไม่ค่อยขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ มักเป็นต้นเดี่ยวๆ หรืออย่างเก่งก็ 2 ต้น ที่ขึ้นติดกัน หรือว่ามะอึกเป็นไม้ที่ชอบสันโดษ ชอบอยู่โดดเดี่ยว เหมือน “คุณปู่” ที่ยายเขาไปก่อน หรือเป็นที่มาชื่อ “มะเขือปู่”

ขนยาวๆ สีขาวนวลของมะอึกมีประโยชน์ ชาวบ้านเมื่อก่อนเขาขูดเอาขนมะอึก ตีใส่ไข่ทอดให้เด็กกิน เพื่อขับถ่ายพยาธิ นิยมใช้ผลมะอึกซึ่งมีรสเปรี้ยว เป็นผัก และเครื่องปรุงรสอาหาร ผลแก่หรือผลสุกกินสดได้ หรือปรุงน้ำพริก ใส่แกงส้ม ใส่ส้มตำ ใส่แกงเนื้อ แกงปลาย่างได้ โดยเฉพาะตำน้ำพริกกะปิ เอามะอึกผลแก่สุก ขัดเอาขนออก ฝานเป็นแผ่นบางๆ โขลกใส่น้ำพริกกะปิ เพิ่มรสชาติความอร่อย ทดแทนความเปรี้ยวได้ ได้เนื้อได้เมล็ดแทนมะเขือพวง ได้สีสันที่น่ากิน เพิ่มความอร่อยเป็นอร่อยกว่า

สรรพคุณทางยา รากต้นมะอึก มีรสเย็น เปรี้ยวเล็กน้อย เป็นยาแก้โรคดีฝ่อ ดีกระดูก ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดฟอกเสมหะ กระทุ้งพิษ ดับพิษร้อนภายในร่างกาย ผลมะอึกมีรสเย็น เปรี้ยวอมขื่นเล็กน้อย ผลสุกเปรี้ยวมาก มีสรรพคุณแก้สะดุ้งผวา ดีฝ่อ ผลมะอึก 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 53 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 3.6 กรัม แคลเซียม 29 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 41 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.05 มิลลิกรัม ไนอะซิน 4.9 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

ช่วงปลายของฤดูฝน ต้นมะอึกจะให้ลูกให้ผลมากมาย และต้นตาย เคยทดลองต่ออายุต้นมะอึก โดยการทำสาว ตั้งแต่ให้ผลรุ่นแรก เหลือช่อดอกไว้บ้างบางกิ่ง ก็ได้ยืดอายุการให้ผลยาวถึงหนาวได้อีกหน่อย เป็นธรรมดาของไม้ล้มลุก แต่ในบรรดาไม้ล้มลุกที่ทำสาวตัดแต่งกิ่ง ให้ผลได้ระยะยาวหลายเดือนถึงเป็นปี เคยทำแล้วเห็นผล ก็พวกวงศ์มะเขือนี่แหละ คือมะเขือกรอบพันธุ์เจ้าพระยา ส่วนมะเขือปู่ มะอึก หมากอึก ไม่ยอมยืนยืดอายุ ไปก่อนละนะคุณปู่ หัวมะอึก

นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยนเรศวร นำทีมลงพื้นที่หาปัจจัยของสารเคมีทางการเกษตรต่อการเป็นโรคเนื้อเน่าร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู หลังมียอดผู้ป่วยนับร้อยราย พบเกษตรกรใช้พาราควอตเข้มข้นและคาดนำเข้ากว่าปีละ 8 แสนลิตร พ่อเมืองสั่งเร่งหาสาเหตุและการแก้ปัญหาสู่ “หนองบัวลำภูโมเดล” และขยายผลในภาคอีสานตอนบน

จากสถิติปัญหาของโรคเนื้อเน่านับตั้งแต่ปี 2557 ของโรงพยาบาลหนองบัวลำภู ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวประมาณปีละ 120 ราย โดยในปีล่าสุด 2560 พบว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 102 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับสารเคมีทางการเกษตร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูจึงได้ติดต่อขอให้ รศ. ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการวิจัยเพื่อหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ และความสัมพันธ์ของสารเคมีเหล่านี้กับการเกิดโรคเนื้อเน่า

คณะวิจัยของ รศ. ดร.พวงรัตน์ได้ร่วมดำเนินการวิจัยกับ ทพญ.วรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู และ ดร.ภาสกร บัวศรี ผู้ประสานงานและนักวิจัยท้องถิ่น สกว. โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลสถิติ สัมภาษณ์เกษตรกรและผู้ป่วย รวมทั้งเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมเพื่อวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในดิน ตะกอนดิน น้ำในลำน้ำ อ่างเก็บน้ำ และผัก ในเขตพื้นที่อำเภอสุวรรณคูหา เพื่อให้ได้ภาพเบื้องต้นของปัญหาที่เกิดขึ้น จากการลงพื้นที่พบว่าเกษตรกรใช้สารเคมีหลายชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต อาทราซีน และอามิทรีน ในการกำจัดวัชพืชในแปลงของไร่ยางพาราและไร่อ้อย ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก และใช้สารพาราควอตเป็นสารเคมีหลัก ทำให้มีการนำเข้าสารดังกล่าวมากกว่า 3 แสนลิตร คาดว่าทั้งจังหวัดจะมีการใช้สารมากกว่า 8 แสนลิตรต่อปี จากการสัมภาษณ์พบว่าเกษตรกรนิยมใช้สารเคมีพาราควอตอย่างเข้มข้นมากกว่าที่ฉลากระบุถึง 4 เท่า โดยผสมสารพาราควอต 400 มิลลิลิตรกับน้ำ 20 ลิตร ซึ่งเป็นอัตราส่วนเข้มข้นสูงมาก ทำให้มีโอกาสของเกิดการตกค้างของสารเคมีในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำในพื้นที่ในระดับความเข้มข้นที่สูงจนก่อให้เกิดอันตรายได้

ผลของงานวิจัยในส่วนของการเจ็บป่วยของเกษตรกร พบว่าพื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภูมีผู้ป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าเป็นอันดับ 1 ของผู้ป่วยแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลหนองบัวลำภูตั้งแต่ปี 2553-2556 ปีละ 100-140 คน ส่งผลทำให้พิการหรือเสียชีวิตเกือบร้อยละ 10 ของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักมีการสัมผัสกับน้ำในลำน้ำ นาข้าว หรืออ่างเก็บน้ำเป็นเวลานาน หลายรายมีบาดแผลในบริเวณแขน ขา จากการทำงานและไปล้างตัวในแหล่งน้ำที่รองรับสารเคมีทางการเกษตรดังกล่าว อาการผื่นบนผิวหนัง คัน และเกิดแผลไหม้ในบริเวณผิวหนังที่สัมผัสร่วมกับอาการเป็นไข้สูง เป็นอาการเริ่มต้นของโรคเนื้อเน่ามักเกิดขึ้นภายในเวลา 1-2 วัน ซึ่งต้องนำส่งผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลโดยด่วน

จากสถิติของการรักษาโรค พบว่าผู้ป่วยหลายรายต้องถูกตัดอวัยวะขาหรือแขนเพื่อรักษาชีวิตไว้ โดยทางแพทย์ได้วินิจฉัยถึงการเป็นโรคที่มาจากแบคทีเรียเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งอยู่ในกลุ่มของแบคทีเรียชนิดไม่ใช้อากาศ เช่น Bacteroides fragilis, Clostidium, Pepto Streptococcus และแบคทีเรียชนิดใช้อากาศ เช่น E.Coli, Enterobacter, Klebsiella, Proteus, non- group A streptococcus ซึ่งรวมถึงแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ แบคทีเรียเหล่านี้มักพบในแหล่งน้ำจืด ซึ่งจากผลการวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในตัวอย่างสิ่งแวดล้อมโดยคณะนักวิจัย ได้ยืนยันว่าตัวอย่างสิ่งแวดล้อมทั้ง ดิน ตะกอนดิน ลำน้ำ และอ่างเก็บน้ำที่นำมาตรวจสอบนั้นมีการตกค้างของสารเคมีพาราควอตในทุกตัวอย่าง และอยู่ในระดับความเข้มข้นที่สูง ในขณะที่มีการตรวจพบสารเคมีทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ ในปริมาณต่ำมาก จึงมีแนวโน้มว่าแหล่งน้ำทั้งอ่างเก็บน้ำและลำน้ำในพื้นที่มีทั้งสารเคมีพาราควอตและเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ต้องมีงานวิจัยทางการแพทย์ระบุถึงความเชื่อมโยงของปัจจัยในการเกิดโรคทั้งสองส่วนต่อไป

รศ. ดร.พวงรัตน์เผยว่า ตนและคณะวิจัยได้นำเรียนผลการวิจัยดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะผู้บริหารจังหวัดหนองบัวลำภู โดยทางจังหวัดได้มอบนโยบายให้มีการดำเนินการค้นคว้าวิจัยเพื่อแก้หาสาเหตุและการแก้ปัญหาการเจ็บป่วยของโรคที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทางการเกษตรอย่างเร่งด่วน โดยมอบให้ทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการระดับจังหวัด โดยความร่วมมือของสำนักงานเกษตรจังหวัด และให้มหาวิทยาลัยนเรศวรเสนอรายชื่อคณะนักวิจัยและดำเนินการวิจัยร่วมกัน เพื่อนำไปสู่ “หนองบัวลำภูโมเดล” ในการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งมอบนโยบายเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนซึ่งทางจังหวัดได้ดำเนินการมาแล้วใน 58 ชุมชน โดยใช้ศาสตร์ของพระราชาในการปลูกพืชปลอดสารเคมีมาใช้ควบคู่กันไปกับการแก้ปัญหาโรคจากสารเคมีทางการเกษตร เพื่อนำขยายผลการแก้ปัญหาไปสู่พื้นที่ในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานตอนบน ซึ่งประสบปัญหา “โรคเนื้อเน่า” อยู่ในลักษณะเดียวกันในหลายจังหวัดต่อไป

ความเจ็บป่วยของแม่ทำให้ คุณบุญชะนะ เอกวานิช ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ระบบ ทันที แต่เพียง 2 เดือนแม่ก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

แน่นอนว่าเขาเคว้งคว้าง แต่ทว่าจะท้อแท้ไม่ได้ เพราะขณะนั้นยังรับตำแหน่งคนตกงาน อยากทำอะไร ชอบอะไร รักงานอะไร แบบไหน และเป้าหมายในชีวิตคืออะไร

นี่คือคำถามที่ผุดขึ้นในหัวของเด็กหนุ่มวัย 25 ปี และในเวลาไม่นานนัก เขาก็ผุดความคิดกับธุรกิจอาหารสุขภาพ แต่การจะสร้างร้านขึ้นมาตามภาพฝัน ยังเป็นไปไม่ได้ ด้วยปัจจัยหลายด้านยังไม่พร้อม

ปลูกผัก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเขา ด้วยเงินเพียง 2,000 บาท และจนบัดนี้ คุณบุญชะนะกลายเป็นเจ้าของฟาร์มผักสลัด “The Secret Salad Farm” แห่งใหญ่ในจังหวัดภูเก็ต และตามต่อกับการเติมเต็มความฝัน สร้างร้าน “farmfactory” ร้านสลัดที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เฮลท์ตี้ฟาสต์ฟู้ด”

เส้นทางสู่ความฝันของคุณบุญชะนะ เริ่มต้นขึ้นดังนี้

“ผมเรียนจบก็ทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ และนักวิเคราะห์ระบบ อยู่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่แม่ป่วยเป็นไตวายเรื้อรังมานานถึง 25 ปีแล้ว จนมาในช่วงปี 2555 อาการเริ่มหนัก ผมตัดสินใจลาออกทันที ทุ่มเทดูแลแม่ แต่ท่านอยู่ได้แค่ 2 เดือนก็จากไป ตอนนั้นรู้สึกว่างเปล่า จะเดินไปทางไหนดี เพราะอายุแค่ 25 จึงเริ่มมองหาแผนธุรกิจ ซึ่งผมย้อนคิด ที่แม่เสียชีวิตก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากอาหาร นี่คือแรงผลักให้สนใจธุรกิจสุขภาพ ซึ่งความฝันตอนนั้นอยากมีร้านอาหารนะ แต่ว่าใช้ทุนสูงมาก จึงขอเริ่มต้นจากสิ่งที่คิดว่าทำได้ก่อน”

วิธีปลูกผักสลัดระบบไฮโดรโปนิกส์ คือสิ่งที่คุณบุญชะนะค้นหาและศึกษาจากอินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับลงมือทำด้วยมือของตนเอง ตั้งแต่เทพื้นปูน เดินระบบ โดยใช้เงินทุนก้อนแรกเพียง 2,000 บาท

ล้มลุกคลุกคลาน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งธรรมดากับการเริ่มต้นในสิ่งที่ไม่เคยลงมือทำมาก่อน โดยเฉพาะกับพื้นที่ปลูก จังหวัดภูเก็ต เป็นที่ทราบดีว่าฤดูฝนยาวนานถึง 8 เดือน ต่อด้วยฤดูร้อน 4 เดือน ในขณะผักสลัดชอบอากาศหนาว

คุณบุญชะนะสู้ฝ่าฟันจนได้ผักคุณภาพพร้อมขายส่งต่อให้พ่อค้าคนกลาง และแล้วปัญหาถูกกดราคา รับซื้อผักไม่ต่อเนื่องเกิดขึ้น จึงตัดสินใจนำรถกระบะบรรทุกผักไปจำหน่ายด้วยตัวเอง โดยเลือกทำเลย่านชุมชน และสวนสาธารณะ

“ผมออกไปขายผัก 2 รอบ รอบแรก 6 โมงเช้า ขายผักหมดเวลา 9 โมง จากนั้นกลับมาเตรียมผักไปขายช่วงเย็นประมาณ 4 โมง ไปจนถึงหนึ่งทุ่ม โดยตั้งราคาขายต้นละ 20 บาท ขายดีจนมีความคิดนำผักเข้าห้าง จึงติดต่อแม็คโคร ซึ่งเขาก็ใช้เวลาตรวจสอบคุณภาพอยู่นานถึง 6 เดือน กว่าจะตกลงรับไปจำหน่าย โดยมีเป้าหมายรับซื้อ 1 ตัน จึงต้องขยายพื้นที่ปลูก จนได้กำลังผลิต 1 ตัน ต่อสัปดาห์”

คุณบุญชะนะ ยังกล่าวต่อถึงปัญหา “ตอนขยายพื้นที่ปลูก ลงต้นกล้า นับไปอีก 45 วัน ตัดผักส่งจำหน่ายได้ แต่มรสุมเข้า ผักเสียหายหมด ผมไม่ทุกข์นะ ตัดสินใจเดินทางไปบอกกับแม็คโครถึงปัญหา และขอยืดเวลาส่งออกไปอีก 1 เดือน จนมาถึงวันนี้ส่งจำหน่ายผักสลัดในแบรนด์ The Secret Salad Farm ที่แม็คโครภูเก็ต และยังส่งไปจำหน่ายกับซุปเปอร์ชิปซึ่งมีสาขาใหญ่และมินิมาร์ทกว่า 50 สาขา”

เมื่อฟาร์มผักสลัดแข็งแรง และมีผู้รับซื้อแน่นอน คุณบุญชะนะวางแผนเดินสู่เส้นทางฝัน สร้างร้านสลัด ภายใต้ชื่อ farmfactory

“ผมเริ่มต้นจากต้นน้ำ มาสู่กลางน้ำ จนผ่านไปได้แล้ว ก็มาถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นความฝันของผม ตอนนั้นเดินทางไปติดต่อเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต แต่ด้วยไม่เคยทำธุรกิจร้านอาหารมาก่อน แบรนด์ก็ใหม่ไม่เป็นที่รู้จัก และผมอายุแค่ 28 ปี จึงโดนปฏิเสธถึง 4 ครั้ง แต่สิ่งที่ผมมี คือความมุ่งมั่น ผมใช้ใจบอกเรื่องราวการทำธุรกิจของผม จนในที่สุดเขาตอบตกลง”

ค่าเช่าพื้นที่เดือนละกว่า 100,000 บาท แม้จะเป็นตัวเลขมาก แต่คุณบุญชะนะเชื่อว่าไปได้ โดยกลุ่มลูกค้าหลักซึ่งมีความคุ้นเคยกับเมนูสลัดคือ ชาวต่างชาติ ซึ่งเดินทางเข้าร้านสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ (ยอดรวมลูกค้าเฉลี่ยวันละประมาณ 100 คน)

กับยอดขายวันละ 20,000-30,000 บาท สัดส่วนกำไรประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลขน่าพึงพอใจ จนมาถึงจุดที่สามารถขยายสาขาต่อได้ ซึ่งคราวนี้ คุณบุญชะนะมองทำเลใจกลางกรุงเทพฯ โดยวางกลุ่มเป้าหมายระดับ B ขึ้นไป อายุตั้งแต่ 23 ปี อยู่ในวัยทำงาน

สีลมคอมเพล็กซ์ จึงตอบโจทย์ให้เดินเข้าไปติดต่อขอเช่าพื้นที่ และแม้ค่าเช่าจะสูงกว่าสาขาแรกถึง 3 เท่าตัว แต่ทว่าจำนวนลูกค้าหมุนเวียนสูงถึง 500 คน ต่อวัน ทำเลนี้จึงเรียกได้ว่า ดี

“พื้นที่ตั้งร้านติดทางเข้าออกสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง พบเห็นง่าย บวกกับย่านนี้มีฟิตเนสหลายแห่ง ไหนจะกลุ่มคนรักสุขภาพสูงตามไปด้วย ทำให้ farmfactory ได้รับโอกาส มีลูกค้าเดินเข้าออกตลอด โดยเฉพาะช่วงมื้อเที่ยง และมื้อเย็น”

ความชัดเจน คือจุดยืนสำคัญ hliworldwatch.org ส่งผลต่อความเป็นตัวตนของ farmfactory “เราขายอาหารเมนูเดียวคือ สลัด แต่ในส่วนเครื่องดื่มก็มีน้ำผักผลไม้สกัดเย็นเท่านั้น เรามีเมนูไม่มาก แต่ทำให้ดี ไม่มีการเหวี่ยงแหถามทาง เพราะผมอยากให้ความชัดเจนตรงนี้ไปปรากฏขึ้นในใจลูกค้า คือเมื่อนึกถึงสลัด ก็นึกถึง farmfactory”

การจัดจาน คืออีกหนึ่งความแปลกใหม่ในสายตาผู้บริโภค “ส่วนใหญ่ร้านอื่นเสิร์ฟสลัดจะใช้จาน แต่ว่าเราใช้ชามโบว์ลแช่เย็น เพื่อคงความสดกรอบของผัก คลุกน้ำสลัดลงในชามให้ลูกค้าเห็น ตัดปัญหาเรื่องน้ำสลัดไม่พอทาน มีวัตถุดิบรองรับมากกว่า 40 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดนานาชนิด ผลไม้ พืชผักอื่นๆ ถั่ว หรือแม้แต่คีนัวกิโลกรัมละกว่า 1,000 บาท เราก็นำมาเป็นวัตถุดิบให้ลูกค้า ตกแต่งหน้าตาอย่างสวยงาม ให้ประโยชน์ด้านสุขภาพ”

ฉะนั้น กับราคาขายเริ่มต้น 100 กว่าบาท ไปจนถึงประมาณ 300 กว่าบาท จึงเป็นราคาที่ลูกค้ารับรู้ได้ถึงความคุ้ม

ความรวดเร็ว คืออีกหนึ่งความต้องการของคนเมือง ดังนั้น การกำหนดรูปแบบให้ farmfactory เป็นเฮลท์ตี้ฟาสต์ฟู้ด จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างลงตัว

“เราทำรูปแบบให้ง่าย คือมีเมนูให้ลูกค้าเลือก แต่ถ้าไม่ชอบวัตถุดิบใดสามารถบอกได้ สั่งสินค้าเสร็จ จ่ายเงิน ประมาณ 5 นาที อาหารอยู่ตรงหน้าแล้ว เว้นแต่ว่าลูกค้ารับบัตรคิวยาวก็ต้องให้เวลารอครับ”

ส่วนการตั้งชื่อเมนู คุณบุญชะนะ บอกว่า ต้องสะดุดหูสะดุดตา “ผมว่าชื่อต้องขายได้ด้วย การทำวลี เนื้อหา ต้องสะดุด ซึ่งเหตุผลที่ทำให้คิดออกมาได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องจับพฤติกรรมผู้บริโภคให้ออกว่าเป็นแบบไหน และต้องการอะไร อย่างเครื่องดื่ม FOREVER YOUNG, SUPER SLIM, DEEP DETOX ขายได้แน่ และเราก็บอกเลยว่าเราใส่อะไรลงไปบ้าง ลูกค้าเห็นภาพชัดเลย”

แม้วันนี้กำลังผลิตผักสลัดของ The Secret Salad Farm จะมีปริมาณถึง 5 ตัน แต่ทว่าก็ไม่เพียงพอรองรับการขาย จึงต้องรับผักสลัดคุณภาพดีจากผู้ผลิตรายอื่นๆ เข้ามาช่วยให้กิจการเดินต่อไปได้ ซึ่งกับสาขาสีลมคอมเพล็กซ์ ต้องใช้ผักสลัดต่อวันราว 60 กิโลกรัม มะเขือเทศ 30 กิโลกรัม

จากเงินลงทุนเพียง 2,000 บาท กับวันนี้มีรายได้รวมกว่า 10 ล้านบาท ต่อปี ความเติบโตนี้พิสูจน์ได้ด้วยการทำงานโดยใช้ “ใจ”

“ถ้ามีใครต้องการทำธุรกิจ ผมว่าต้องถามตัวเอง อยากทำเพราะอะไร ถ้าแค่หวังรวย อย่าทำเลยครับ พลังมันไม่พอ แต่ต้องชอบต้องรัก หลงใหลในสิ่งที่ทำ การเตรียมข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเตรียมแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ารู้ละเอียดจะเริ่มกลัว แต่ถ้าไม่เตรียมก็ไม่ได้นะ และสำคัญคือ ต้องมีใจ ผมว่าสิ่งนี้จะทำให้เราเกิดความสุข และทำให้ต่างจากคนอื่น” คุณบุญชะนะ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสินค้าเกษตรในตลาดสดภายหลังอุทกภัยท่วมหลายพื้นที่ใน จ.กาฬสินธุ์ และเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ส่งผลต่อพืชผักที่มีราคาสูงขึ้น จากการติดตามภาวะราคาสินค้าที่ตลาดเกษตรเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นตลาดค้าส่งและปลีกรายใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ราคาสินค้าประเภทพืชผักสวนครัวมีราคาสูงในหลายรายการ ส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยไม่คึกคัก แม่ค้าอ้างว่ามีผลผลิตน้อยและเริ่มหายากเพราะพื้นที่เพาะปลูกเริ่มมีอากาศที่หนาวเย็น

การสำรวจตลาดครั้งนี้ นายวินัย เนตรวงศ์ พ่อค้าผักตลาดเกษตร เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า พืชสวนครัวมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพริกสวน ขยับราคาจากเดิมกิโลกรัมละ 50 บาท เป็น 70 บาท ตกขีดละ 7 บาท ส่วนกะหล่ำปลีขายยกถุง ปกติถุงละ 50-60 บาท ปัจจุบันขายกิโลกรัมละ 120 บาท เทียบเท่าราคาเนื้อหมูสด

ส่วนมะนาวขยับราคาขึ้นเป็นขายลูกละ 2 บาท นอกจากนี้ราคาพืชสวนยังมีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นทุกรายการแต่ก็ยังดูว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนหรือไม่