เพชรบูรณ์โมเดล ต้นแบบจัดการ “ข้าวโพด” ทั้งระบบ

ในโอกาสที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรหนองไผ่ (สาขาท่าแดง) จำกัด อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการไตรภาคีเพชรบูรณ์โมเดล ซึ่งเป็นการนำร่องใช้เชื่อมโยงระบบรับซื้อ “ข้าวโพด” เพื่อลดปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ

ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบวงเงิน 1,500 ล้านบาทช่วยเหลือเกษตรกร โดยการชดเชยดอกเบี้ย 3% และคงใช้มาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฤดูการผลิต 2560/2561 ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณ 4.43 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.55% จากปีการผลิต 2559/2560 ที่มีปริมาณ 4.32 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับผลิตอาหารสัตว์ที่คำนวณโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ในปี 2560 ปริมาณ 8.10 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.58% จากปี 2559 ที่มีปริมาณ 7.82 ล้านตัน แนวโน้มราคา ณ ความชื้น 14.5% เฉลี่ย กก.ละ 7.30-7.35 บาท ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ราคาเฉลี่ย กก.ละ 7.95-8.00 บาท แต่ผลผลิตมักจะออกมากระจุกตัวจึงมีโอกาสทำให้ราคาตกต่ำ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ริเริ่มนำ “โมเดลไตรภาคี” มาใช้เมื่อต้นปี 2560 ควบคู่กับ “มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล” โดยมอบให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่รับซื้อสินค้าเกษตร และโรงงานอาหารสัตว์ทั้งหมด เพื่อทราบปริมาณความต้องการในการรับซื้อ จากนั้นจัดให้ทั้ง 3 กลุ่มเปิดโต๊ะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่าจะรวบรวม รับซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่เป็นธรรม ทั้งเกษตรกร-ผู้ประกอบการ-โรงงาน ภายใต้โมเดลไตรภาคี โดยนำร่องที่จังหวัดเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดแรก ภายใต้ชื่อ “ไตรภาคี เพชรบูรณ์โมเดล”

เหตุที่เลือก “เพชรบูรณ์” นำร่อง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อันดับ 1 ของประเทศ มีพื้นที่ถึง 865,243 ไร่ หวังว่าการดำเนินการผลักดันโมเดลดังกล่าวจะช่วยรองรับผลผลิตข้าวโพดในฤดูการผลิตปี 2560/2561 ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายนเป็นต้นมา ประมาณ 613,477 ตัน จากนั้นได้ขยายครอบคลุมถึงจังหวัดใกล้เคียงที่ปลูกข้าวโพด รวม 7 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี สระบุรี ฯลฯ

รูปแบบการดำเนินโมเดลนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงผลผลิตระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบการรับซื้อ-ผู้ประกอบการโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเริ่มจากการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกรเป็นกลุ่มรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีปริมาณมาก แล้วนำไปขายให้กับผู้ประกอบการรับซื้อ หรือลานรับซื้อต่าง ๆ ในระดับราคารับซื้อตามที่มีการตกลงกัน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับคุณภาพและความชื้น

หลังจากที่ดำเนินโครงการมาจนถึงขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรใน 7 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการไตรภาคี 12 กลุ่ม มีผู้รวบรวมรับซื้อ (คนกลาง) ที่เข้าร่วมโมเดล 10 ราย เช่น บุญคุณการเกษตร, บุญคุณพืชผล, สกต.พิษณุโลก, ลาน ส.ทรัพย์สมหมายธัญญกิจ เป็นต้น และผู้ใช้ปลายทาง ซึ่งผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์เข้าร่วมโครงการ 7 กลุ่ม เช่น กลุ่มเบทาโกร รับซื้อในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ และพิจิตร, บริษัทคาร์กิลล์สยามพิษณุโลก และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) สาขาพิษณุโลก รับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ จ.พิษณุโลก นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ จ.นครสวรรค์ และกลุ่มพ่อค้าจาก จ.เพชรบูรณ์ ร่วมรับซื้ออีกด้วย โดยรวมมีปริมาณการรับซื้อ 524,288 ตัน ประมาณ 18.64% ของผลผลิตทั้ง 14 จังหวัดที่มีการเพาะปลูก

นอกจากโครงการไตรภาคีแล้ว กรมการค้าภายในยังได้จัดกิจกรรม “เจรจาจับคู่ธุรกิจ” นำร่องใน จ.เพชรบูรณ์และ จ.ชัยภูมิ เพื่อให้ผู้ใช้ปลายทางสามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านคนกลาง ซึ่งขณะนี้มียอดการตกลงจับคู่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบเมล็ดฝัก หรือรับซื้อเพื่อนำไปทำการขยายพันธุ์เมล็ดพันธุ์แล้วปริมาณ 7,000 ตัน ระหว่างสหกรณ์การเกษตร ใน จ.เพชรบูรณ์และ จ.ชัยภูมิ รวม 4 แห่ง ซึ่งซื้อในราคาเฉลี่ย กก.ละ 7.40 บาท และสัญญาระหว่างสหกรณ์บำเหน็จณรงค์ และสหกรณ์คอนสาร จ.ชัยภูมิ กับบริษัท มอนซานโต้ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งรับซื้อราคาเฉลี่ย กก.ละ 12 บาท เพื่อใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์

ผลจากการลงพื้นที่สะท้อนว่า “ระบบไตรภาคี” ช่วยให้เกิดระบบหมุนเวียนรับซื้อ สามารถรองรับผลผลิตข้าวโพดที่ออกมา ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการค้าสินค้าเกษตรมากขึ้น ทำให้มีการผลักดันการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบไตรภาคีในสินค้าอื่น เช่นโครงการ “มหาสารคามโมเดล” ที่เคยใช้กับสินค้ามันสำปะหลังไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีแผนจะส่งเสริมการเชื่อมโยงผลผลิตในสินค้าข้าว โดยเป้าหมายการเชื่อมโยงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่กระทรวงพาณิชย์ยังได้หาลู่ทางที่เชื่อมโยงไปสู่ “ตลาดส่งออก” โดยมีการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขายสินค้าเกษตรในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เปิดตลาดมันอัดเม็ดที่ตุรกี หรือการจับคู่ซื้อสินค้าข้าว ทั้งหมดนี้ เพื่อเป้าหมายที่จะยกระดับรายได้เกษตรกรให้เกิดความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ยัังพบปัญหาเกษตรกรได้ราคารับซื้อต่ำไป ไม่เป็นตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ เช่น ข้าวโพดได้ราคาต่ำกว่า กก.ละ 7 บาท จากข้อตกลงรับซื้อในราคา กก.ละ 8 บาท (ความชื้น 14.5%) เนื่องจากผู้ประกอบการรับซื้อจากเกษตรกรไปแล้ว และนำไปจำหน่ายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ แต่กลับถูกลดคุณภาพ ขนาดของสินค้าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากเกษตรกรยังขาดอุปกรณ์อบลดความชื้น และสถานที่จัดเก็บข้าวโพด (ไซโล) จึงทำให้ไม่สามารถเก็บรักษาข้าวโพดคุณภาพสูงได้ และมักถูกกดราคารับซื้อ ซึ่งรัฐบาลจึงต้องปรับปรุงแก้ไขในจุดนี้

มีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บิดาผู้ให้กำเนิดโรงเรียนนายร้อยทหารบก (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2491) ซึ่งพระราชทานแก่นักเรียน

นายร้อยชั้นมัธยม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2452 ความว่า “…การทหารนั้น ที่จะสำเร็จไปได้ก็โดยมีผู้บังคับบัญชาควบคุมให้พอแก่การ ถึงแม้ว่าเราจะมีพลทหารมากมายเท่าใดก็ดี แต่ไม่มีผู้ควบคุมทหารเหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึกได้เลย ย่อมต้องอาศัยนายทหารที่มีความรู้และสติปัญญา สามารถที่จะนำไปสู่ชัยชนะได้ และควบคุมบังคับบัญชาในเวลาปกติ ก็นายทหารนั้นจะได้มาจากไหนเล่า ก็ต้องได้มาจากโรงเรียนนายร้อย คือพวกเจ้านี่เอง…”

โรงเรียนนายร้อยทหารบก เดิมตั้งอยู่ที่ ถ.ราชดำเนิน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ต่อมาย้ายไปที่เขาชะโงก จ.นครนายก ในปี พ.ศ. 2523 จนถึงปัจจุบัน โดยใช้หลักสูตร 5 ปี เมื่อจบออกไปเป็นผู้บังคับหมวด ต้องปกครองดูแลพลทหารกองประจำการในหน่วยทหารทั่วประเทศ ได้มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรไปถ่ายทอดได้ด้วย

ประเทศไทยเป็นประเทศอู่ข้าว อู่น้ำ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ผู้เขียนดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ทราบว่า โรงเรียนนายร้อยได้เพิ่มมิติใหม่ด้านการเกษตร นอกเหนือจากด้านการทหารที่เข้มข้น

เมื่อ 1 พฤษภาคม 2560 ผู้บัญชาการ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (พล.ท.สิทธิพล ชินสำราญ) สรุปผลการเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการดำเนินโครงการพัฒนา “โรงสีข้าวพระราชทาน” และการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรบริเวณพื้นที่โดยรอบโรงเรียนนายร้อย ต่อประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (พล.อ.ดนัย มีชูเวท) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตรเข้าร่วม

โครงการโรงสีข้าวพระราชทาน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สืบเนื่องจากปัญหาราคาข้าวเปลือกในฤดูการผลิต 2559/60 ที่ตกต่ำทั่วประเทศ โดยวางแผนช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 1.การช่วยเหลือระยะเร่งด่วน ด้วยการให้บริการลานตากข้าวเปลือกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกจัดแบ่งเวลาใช้ลานตากข้าว 2.การช่วยเหลือในระยะยาว ด้วยการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาดประมาณตันละ 500 บาท เตรียมแปรรูปเป็นข้าวสารส่งให้กับโรงเลี้ยงนักเรียนนายร้อย และโรงเลี้ยงของกองทัพทหารราบ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ปัจจุบันรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร 20 ราย จำนวน 98 ตัน

โครงการนี้คาดว่าจะมีเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาขายให้กับโรงสีข้าวพระราชทานอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะปิดโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม 2560

นอกจากนี้ ได้ปรับปรุงดินให้กับเกษตรกรโดยรอบโรงเรียนนายร้อย พื้นที่ 1,700 ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตลดต่ำลงกว่าที่คาด ทางโรงเรียนจึงร่วมมือกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครนายก และมูลนิธิอุษรินทร์ วิเคราะห์ปัญหาของเกษตรกรรอบพื้นที่โรงเรียนนายร้อย ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่าลักษณะดินบริเวณพื้นที่โดยรอบมีความเป็นกรด ส่งผลให้การดูดซึมธาตุอาหารของพืชที่เพาะปลูกในดินไม่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผลผลิตลดต่ำลง ดังนั้น จึงวางแผนปรับปรุงดินให้กับเกษตรกรใน ต.พรหมณี จ.นครนายก โดยใช้สารปรับปรุงดินอัลตรากรีน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติ ทดแทนการใช้ปูนมาร์ล หรือไดโลไมต์ เพราะใช้ได้สะดวกกว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 1,700 ไร่ ได้รับการสนับสนุนสารอัลตรากรีนจากมูลนิธิอุษรินทร์ จำนวน 15,000 ลิตร โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากปรับปรุงดินแล้ว ได้ทำโครงการ Smart Farm โดยได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เพื่อนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ในการทำงาน เพื่อลดต้นทุนด้านแรงงาน พัฒนาประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิต จัดการความรู้นวัตกรรมที่ได้จากการวิจัยเพื่อเผยแพร่ต่อไป

ประกอบด้วยโครงการย่อย ดังนี้ มะยงชิดโมเดล เป็นต้นแบบการพัฒนามะยงชิด ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญประจำ จ.นครนายก ต้นแบบเกษตรอัจฉริยะ เป็นการสร้างต้นแบบเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับผลิตผลทางการเกษตร

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางชีวภาพ คือ การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางชีวภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

ระบบจัดการความรู้ด้านการเกษตร เป็นการจัดการความรู้ที่เป็นระบบ สามารถให้ศูนย์เรียนรู้ย่อย ชุมชนหรือประชาชนในภาคเกษตร สามารถรวบรวม เข้าถึงข้อมูล เรียนรู้ และนำไปถ่ายทอดในการปฏิบัติจริงได้ง่าย หรือนำไปต่อยอดความรู้ใช้ลงมือปฏิบัติจริงต่อไป

สร้างอ่างเก็บน้ำสำหรับการทำเกษตรกรรม ประสานกับชลประทานจังหวัดนครนายก สำนักงานชลประทานที่ 9 สร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ใกล้กับวัดเขาคอก ต.ศรีกะอาง อ.บ้านนา จ.นครนายก เพื่อเป็นแหล่งน้ำใช้ในการเกษตรและอุปโภคบริโภค ให้กับประชาชนในพื้นที่

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ยังได้ฝึกอบรมวิชาเกษตรเบื้องต้น ณ โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก ซึ่งเป็นพันธกิจอย่างหนึ่งของกองทัพบกในการช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งหมายให้นักเรียนนายร้อยนำองค์ความรู้ไปขยายผล ในการช่วยเหลือประชาชน หลังสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตร

การจัดอบรมเป็นการให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ อาทิ การปศุสัตว์เบื้องต้น, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การปลูกพืช, การปลูกข้าวอินทรีย์, การปลูกพืชในโรงเรือนกางมุ้ง และการปลูกพืชไร้ดิน, ระบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น โครงการอื่น ๆ มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในอนาคตจะร่วมมือกันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่นักเรียนนายร้อย เพื่อให้นำไปขยายผลหลังจากสำเร็จการศึกษา

มีการฝึกงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ในชุมชนเกษตรพอเพียง ตามแนวคิดเกษตรพอเพียง เพื่อให้นักเรียนนายร้อยได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นจริงของประชาชน และฝึกงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ในชุมชนเกษตรพอเพียง โดยจัดนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 3 เข้าพักในบ้านของประชาชนในหมู่บ้านที่ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นตัวอย่างการดำรงชีวิตที่มั่นคง และเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และยังเป็นเวทีในการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่การทำกิจกรรมในโครงการดังกล่าว เป็นประสบการณ์ที่สำคัญต่อนักเรียนนายร้อย ที่ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ จริงของเกษตรกร เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มีมุมมองที่แตกต่างและกว้างไกลมากยิ่งขึ้น

หลังจากสำเร็จการศึกษาจะได้นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดให้กับกำลังพลของหน่วยทหารและประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติงานต่อไป ปัญหาอาหารโรงเรียนถกเถียงกันมายาวนานในอเมริกา โดยเฉพาะในยุค 80s-90s ที่มีการตัดงบฯสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันทำให้โรงเรียนต้องเสิร์ฟอาหารแช่แข็งราคาถูกเต็มไปด้วยไขมันและโซเดียม ผลที่ตามมาคือ โรคอ้วนในเด็กพุ่งกระฉูด

ต่อมาถึงออกกฎหมายใหม่กำหนดให้อาหารที่เสิร์ฟในโรงเรียนต้องมีสารอาหารครบถ้วนและมีโภชนาการสูง เช่น ขนมปังหรือโดนัทต้องทำจากธัญพืช และจำกัดโซเดียม, ไขมัน และทุกมื้อต้องมีผักผลไม้สด แต่ปัญหาคือ รสชาติไม่อร่อยจนอาหารเหลือทิ้งล้นถังขยะ

สตาร์ตอัพที่เราจะพูดถึงในวันนี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะค่ะ Revolution Foods ก่อตั้งโดย “คริสติน ริชมอนด์” และ “เคอร์เซ็น โทบี้” ในปี 2006 สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา MBA มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ และต้องแก้โจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการสูง

โปรเจ็กต์นั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งคู่เปิดบริษัท Revolution Foods เพื่อปฏิวัติอาหารในโรงเรียน เน้นผลิตอาหารที่ดีมีประโยชน์ในราคาไม่แพง (ชุดละราว 3 เหรียญ) ทำจากวัตถุดิบสดใหม่ ไม่ใส่สี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใช้สารกันบูด-เพิ่มความหวาน ที่สำคัญ ต้องอร่อย

เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารมีรสชาติถูกปากกลุ่มเป้าหมาย บริษัทเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมชิมและวิจารณ์อาหารแต่ละเมนูในระหว่างพัฒนาสูตรด้วย บางเมนูที่ดูง่าย ๆ อย่าง ชิกเก้นวิงส์ เชฟของบริษัทต้องปรับสูตรเป็นพันรอบ กว่าจะเป็นที่พอใจของนักโภชนากรในแง่คุณค่าอาหาร และเด็ก ๆ ในแง่ของรสชาติ

จากปีแรกที่มีพนักงานแค่ 6 คน และมีลูกค้าเป็นโรงเรียนไม่กี่แห่งแถวโอกแลนด์ ในแคลิฟอร์เนีย อันเป็นที่ตั้งของบริษัท ตอนนี้ Revolution Foods มีพนักงาน 1,700 คน เสิร์ฟอาหารสัปดาห์ละ 1.5 ล้านชุดให้โรงเรียนกว่าพันแห่งใน 30 เมืองทั่วประเทศ และมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ล่าสุดในปี 2016 บริษัทมีรายได้ 125 ล้านเหรียญ

นอกจากนี้ ยังระดมทุนได้กว่า 130 ล้านเหรียญ นำเงินมาเพิ่มไลน์สินค้าให้หลากหลายขึ้น ทั้งอาหารเช้า กลางวัน เย็น เนื่องจากลูกค้าหลักเป็นโรงเรียนรัฐจึงมีงบฯค่อนข้างจำกัด Revolution Foods จึงเน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และนำมาปรุงเป็นอาหารที่ครัวใหญ่ของบริษัทก่อนแพ็กใส่กล่องไปส่งให้โรงเรียนจัดเสิร์ฟ

ในแต่ละสัปดาห์มีกว่า 100 เมนูให้เลือก แต่ละมื้อในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน โดยทุกมื้อจะเสิร์ฟพร้อมผลไม้สดตามฤดูกาล และนมสดไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กที่ต้องควบคุมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล (ส่วนมากเป็นเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคอ้วน) เด็กที่กินมังสวิรัติ รวมทั้งเด็กที่แพ้นมวัว ถั่ว ปลา อาหารทะเล ไข่ และแป้ง

บริษัทจะส่งรายละเอียดวัตถุดิบที่ใช้และสารอาหารของแต่ละเมนูให้โรงเรียนทุกครั้ง (ผู้ปกครองขอรายงานได้จากโรงเรียน) ทุกมื้อมีการตรวจสอบคุณภาพจากทีมโภชนากร และทุกเมนูมีสารอาหารครบถ้วนตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

นอกจากมีรายได้จากโรงเรียนเหล่านี้แล้ว Revolution Foods ยังมีรายได้จากการขายชุดอาหารพร้อมปรุง/พร้อมทานในร้านค้ากว่า 4,000 แห่งด้วย โดยเริ่มขยายเข้าสู่ตลาดอาหารพร้อมทานเมื่อ 3 ปีก่อนเน้นผลิตอาหารที่มีโภชนาการสูง รสชาติดี และราคาไม่แพง เพื่อที่เด็ก ๆ และครอบครัวจะซื้อหามากินได้แม้ไม่อยู่ในโรงเรียนแล้วก็ตาม

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Revolution Foods จะได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในสตาร์ตอัพที่มีการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา และน่าจะโตได้อีกเยอะเพราะทั่วประเทศยังมีโรงเรียนรัฐอีกกว่า 1 แสนแห่ง และเด็กนักเรียนกว่า 30 ล้านคนที่อาจสนใจหันมาใช้บริการ หากบริษัทยังคงรักษามาตรฐานแบบนี้ไปได้เรื่อย ๆ

คณะกรรมการวัตถุอันตรายผนึกกรมวิชาการเกษตร “ตีแสกหน้า” กระทรวงสาธารณสุข “ไฟเขียว” ต่อทะเบียน “ยาฆ่าหญ้า” พาราควอต”มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ให้บริษัทนำเข้ามาขายได้อีก 6 ปี ส่งผลยักษ์ใหญ่ “ซินเจนทา-เอเลฟองเต้-ดาว อโกรไซแอนส์” ลอยลำ ด้านกรมวิชาการเกษตรแจ้งยังไม่มีมติแบน หากไม่ต่อทะเบียนให้ รัฐอาจถูกฟ้องได้

สืบเนื่องจากวันที่ 5 เม.ย. 60 ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560ซึ่งมี 5 กระทรวงหลักเข้าร่วม มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ”พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส” ซึ่งถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตราย และระหว่างนี้จะไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน (โดยปกติจะต่อ6 ปี/ครั้ง) และต้องยุติการนำเข้าภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2560 และยุติการใช้สารเคมีทั้ง 2 ตัว ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง 47 ประเทศยกเลิกการใช้แล้ว และเตรียมกำหนดพื้นที่การใช้ “ไกลโฟเสต” ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุให้เป็นสารที่อาจก่อมะเร็ง และได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อนั้น

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม queermuseum.com ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า พาราควอต อยู่ภายใต้อำนาจการดูแลของพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ควบคุมอยู่ การประชุมครั้งล่าสุดประมาณปลายเดือนตุลาคม 2560 ได้รับรายงานจากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ว่า พาราควอตยังคงสามารถใช้ในภาคการเกษตรได้ต่อ เนื่องจากยังไม่มีผลการวิเคราะห์หรือตีความออกมาว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

“ทางกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นต้นเรื่องจะต้องเป็นผู้ฟันธงออกมาก่อนว่ามีผลต่อสุขภาพจริงหรือไม่ อันตรายแค่ไหน จากนั้นทาง กรอ. จึงจะชี้ชัดเพื่อออกคำสั่งต่อไปว่าจะแบน ห้ามขาย หรือยังสามารถนำเข้า หรือนำมาขายได้ หรือไปตรงในกฎหมายมาตราใดอย่างไร ขณะนี้คณะกรรมการยังคงประชุมกันบ่อยขึ้นเพื่อให้ได้ผลชี้ชัดกว่านี้ และร่วมกันแนะนำหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูว่าพาราควอตอันตรายต่อมนุษย์จึงเห็นควรต้องยกเลิกใช้ไปเลยหรือไม่” นายพสุกล่าว

นายอุทัย นพคุณ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ต่อทะเบียนใบอนุญาตให้สามารถใช้สารเคมีพาราควอตแล้ว 3 ราย ประกอบด้วย 1.ซินเจนทา 3 รายการ 2.เอเลฟองเต้ 1 รายการ และ 3.ดาว อโกรไซแอนส์ 1 รายการ และอีก 1 รายอยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนคลอร์ไพริฟอสอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 ราย ทั้งนี้ เนื่องจากคณะอนุกรรมการวัตถุอันตรายรับมอบอำนาจพิจารณาขึ้นทะเบียน ส่วนการที่จะยกเลิกการต่อทะเบียนเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มาตรา 18 ควบคุมอยู่ ในเมื่อยังไม่มีมติแบนสารพาราควอต หากไม่ต่อทะเบียนให้บริษัท หน่วยงานภาครัฐอาจถูกฟ้องร้องได้ ทั้งนี้ พาราควอตที่พิจารณาต่อทะเบียนไปแล้วจะมีกำหนดเวลาให้ 6 ปี

ปัจจุบันมีคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่รอการพิจารณาจากอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่คงค้างการพิจารณา จำนวน 4,100 คำขอ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคำขอขึ้นทะเบียนสารเดิมอยู่ก่อนแล้ว และบางคำขอใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพร่วมกัน โดยแบ่งเป็น 1.รับขึ้นทะเบียนแล้ว 987 คำขอ 2.ไม่ผ่าน 107 คำขอ 3.รอกฤษฎีกาตีความ (แผนร่วม) 1,585 คำขอ 4.ชะลอให้ไปทดลองในพืชอาหาร 619 คำขอ และ 5.รอกฤษฎีกาตีความ ทดลองในพืชอาหาร 802 คำขอ

สำหรับการต่ออายุ 3 สารเคมี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่าจะแบนในปี 2562 หรือไม่นั้น ล่าสุดทางคณะกรรมการเห็นควรให้จำกัดเฉพาะการใช้ไกลโฟเซตยังไม่มีแนวทางยกเลิกทั้งหมด แต่ให้ผู้ประกอบการรายงานการนำเข้า การผลิต การส่งออก การจำหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ และต้องระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตราย ควบคุมการโฆษณา ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

ส่วนอีก 2 ชนิด คือ พาราควอตและควอร์ไพริฟอส ต้องส่งเรื่องหารือไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ และด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาประกอบกับข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขด้วย

“เนื่องจากกรมยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานำข้อมูลด้านสุขภาพอนามัยมาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคำปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอำนาจหน้าที่ในมาตรา 7 โดยกรมวิชาการเกษตรมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวัตถุอันตรายตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเท่านั้น”