เพราะเป็นไม้ที่มีคุณค่า จึงมี คำว่า “ทอง” ใช้เรียกทองหลาง

มีการนำชื่อไม้ทองหลางมาตั้งเป็นชื่อท้องถิ่น อย่างเขตบึงทองหลาง เข้าใจว่า เมื่อก่อนบริเวณนั้นมีบึงน้ำและมีต้นทองหลางขึ้นอยู่เต็มไปหมด ในต่างจังหวัดก็มีชื่อหมู่บ้านและตำบล ที่มีคำว่า “ทองหลาง” เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตำบลทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี ตำบลทองหลาง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา

ในแง่สมุนไพร ทองหลาง ก็มีคุณสมบัติทางด้านนี้

ใช้เปลือกลำต้นสด มาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ แก้ไข้ แก้ปวด บวมตามข้อ และแก้ปวดได้ทุกชนิด หรือนำมาบดเป็นผงละเอียดแล้วใช้น้ำผสมเล็กน้อย แล้วใช้อุดฟันแก้ปวดฟัน

นำใบสดมาต้มน้ำกิน แก้ไข้ แก้โรคบิด แก้ปวดเมื่อยตามไขข้อ

ดอกสด นำมาต้มกินเป็นยาขับระดู

เมล็ด นำมาตำละเอียดให้เป็นผง หรือนำมาต้มน้ำกิน เป็นยาแก้พิษงู รักษาฝี

เปลือกราก นำมาต้มกินเป็นยากระตุ้นหัวใจ กระตุ้นไขสันหลัง ทำให้ความดันโลหิตในเส้นโลหิตแดงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ใบของทองหลางยังมีคุณค่าอาหาร นอกจากคนบริโภคได้แล้ว ยังเหมาะในการนำไปเลี้ยงสัตว์อีกด้วย

ประชากรของทองหลางในปัจจุบันลดลง สาเหตุนั้นมาจาก พื้นที่การเกษตรลดลง

เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยสมัยใหม่ที่ตอบสนองต่อพืชเร็วและสะดวกในการใช้

แต่ทองหลางก็ยังน่าปลูก เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่ได้ระบุว่าคุณต้องเคยหรืออยู่ในวงจรเกษตรกรรมมาก่อน หากสนใจต้องการปฏิบัติตามแนวทางทั้งสองทฤษฎี เพราะเชื่อมั่นและเลื่อมใสในผลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวิชาชีพใด อายุเท่าไร เป็นเพศอะไร ก็ล้วนนำไปปฏิบัติได้ ขอเพียงให้คุณทุ่มเท เอาใจใส่นำไปทำอย่างจริงจังโดยไม่ท้อแท้เท่านั้น

คุณวินัย ทัพทวี บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 2 ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ทำสวนเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวทางของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 โดยปลูกทั้งพืช ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ และประมง ในแบบอินทรีย์ แล้วนำผลผลิตไปขายที่ตลาดสุขภาพ หวังให้ผู้บริโภคมีอาหารที่ปลอดภัยไว้รับประทาน พร้อมกับได้ชักชวนชาวบ้านในชุมชนสร้างเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่นำผลผลิตไปขายเสริมรายได้

คุณวินัย หรือ หมอวินัย เคยรับราชการเป็นหมออนามัย และตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนางั่ว ไม่ได้รอเกษียณ แต่ขอลาออกก่อน ด้วยเหตุผลที่มีความตั้งใจต้องการทำเกษตรกรรมที่ปลอดสารเคมี แล้วเห็นว่าในขณะที่ร่างกายยังมีกำลังก็ควรรีบลงมือทำเสียก่อน

“ระหว่างทำงานเป็นหมอ ชอบกิจกรรมเกษตรกรรมหลายชนิด แล้วยังทำสวนไว้บ้าง แต่ไม่เต็มที่ เพราะมีงานประจำอยู่ จึงซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้เมื่อ 6 ปีก่อน ในครั้งนั้นพื้นที่บริเวณนี้มีสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น ไม่มีต้นไม้ แห้งแล้ง แต่เมื่อได้เข้ามาจับจองเป็นเจ้าของที่ดิน จึงเริ่มปรับปรุงพัฒนาโดยยึดแนวทางการทำเกษตรของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แล้วนำพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ทั้งเล็ก-ใหญ่ มาปลูก วางผังปรับปรุงดินบางส่วนเพื่อทำสวนปลูกผักสวนครัวและสมุนไพร เพราะตระหนักว่าถ้าที่ใดมีป่า ที่นั่นมีความชุ่มชื่น”

การเป็นป่าต้นน้ำของพื้นที่บริเวณนี้ ถือว่าเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีส่วนช่วยส่งเสริมให้พื้นดินมีความชุ่มชื้นและฟื้นตัวเร็ว ช่วยให้ต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงามเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ทันที

หมอวินัย เล่าว่า ตอนที่มาซื้อที่ดินผืนนี้ ชาวบ้านหลายหลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ มีความเป็นอยู่ตามอัตถภาพ ครั้นเมื่อเข้ามาปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จนมีความสมบูรณ์ ปลูกพืช ไม้ผล ก็ได้ดั่งใจ เลี้ยงสัตว์ก็มีคุณภาพ เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจึงหันมายึดแนวทางที่ตัวเองทำ พร้อมกับให้ความร่วมมือทำเกษตรกรรมอีกหลายชนิดร่วมกัน

“บ้านไร่ธรรมชาติ” เป็นชื่อสวนผสมอินทรีย์ของหมอวินัย มีกิจกรรมเกษตรผสมผสานในพื้นที่จำนวน 12 ไร่ ประกอบด้วยปลูกผักทั้งสวนครัวและสมุนไพร ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ เลี้ยงสัตว์ อย่าง หมู ไก่ พร้อมกับทำประมงด้วยการเลี้ยงปลาทับทิมและปลานวลจันทร์ ล่าสุดกำลังเริ่มเลี้ยงปลาดุกอินทรีย์

คุณหมอ เรียนรู้การผลิตปุ๋ยจากมูลสัตว์ไว้ใช้เอง เป็นมูลจากหมูหลุมที่เลี้ยงไว้ มีจำนวน 7 ตัว นำไปใส่พืชได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาหมักเหมือนมูลไก่ คุณหมอ บอกว่า มูลหมูหลุมให้ประโยชน์กับพืชได้อย่างดีมาก เนื่องจากได้ผสมแกลบ รำ และเศษอาหารต่างๆ ในคอกไว้เรียบร้อยแล้ว การที่หมูเดินไป-มา ในคอกก็เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำให้วัสดุเหล่านั้นผสมกันอย่างเรียบร้อย เมื่อต้องการนำมาใช้ เพียงตักขึ้นมาตากให้แห้งสนิทแล้วใส่ต้นไม้ได้ทันที

ไม่เพียงเท่านั้น การเติมเต็มความรู้ด้านการเกษตรของคุณหมออยู่เป็นประจำ ทำให้หมอวินัยนำทรัพยากรในพื้นที่หลายชนิดมาสร้างมูลค่า ลดต้นทุนด้วยการผลิตฮอร์โมนหน่อกล้วยจากต้นกล้วยน้ำว้าที่ปลูกไว้ รวมถึงฮอร์โมนไข่ โดยใช้ไข่จากไก่ที่เลี้ยง มีไก่พันธุ์โรดไทย จำนวน 100 ตัว พันธุ์โรดไอแลนด์กับพันธุ์อื่นอีก รวมแล้วกว่า 130 ตัว

“เมื่อฟักไม่เป็นตัวก็เก็บมาใช้ แล้วยังผลิตนมหมักไว้ใช้จำนวนเล็กน้อย เนื่องจากต้องสั่งซื้อ สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ต้นไม้และพืชต่างๆ ที่ปลูกไว้เจริญเติบโตสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญทำให้ประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยและอาหารเสริมได้อย่างมหาศาล

ดังนั้น ทุกสิ่งที่กล่าวมา เมื่อนำมาใช้ผสมร่วมกันจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์อย่างสูงต่อพืช หรือเปรียบเป็นอาหารจานด่วนที่พืชได้รับอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สตรอเบอรี่ ที่ปลูกไว้มีความสมบูรณ์มาก ให้ผลผลิตดก มีขนาดผลใหญ่ รสหวาน จนหลายคนที่ได้ลิ้มลองต่างตกใจ ทำให้มีรายได้ดีจากการขายอีกด้วย”

ในส่วนพืชไม้ผลที่คุณหมอปลูกไว้ ได้แก่ สตรอเบอรี่ กล้วย อะโวกาโด มะคาเดเมีย ฝรั่ง มะละกอ มะม่วง โดยไม้ผลเหล่านี้ปลูกไว้กินเอง แล้วบางส่วนยังนำไปขายเป็นรายได้ที่ตลาดกรีน ซึ่งเป็นตลาดสุขภาพแห่งใหญ่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ นอกจากนั้น บริเวณรอบที่ดินจะปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจอย่าง พะยูง และต้นมะขามหวาน ไว้เป็นกำแพงธรรมชาติเพื่อช่วยกลั่นกรองมลภาวะที่เป็นพิษจากสิ่งต่างๆ

ความสำเร็จของหมอวินัยสร้างความสนใจให้แก่ชาวบ้านในชุมชน แล้วได้เข้าร่วมทำกิจกรรมเกษตรผสมผสานแนวอินทรีย์ ในชื่อ “ริมสีม่วง ออร์แกนิควิลเลจ” ซึ่งมีสมาชิกถึงตอนนี้ ประมาณ 30 ราย ทั้งนี้สมาชิกแต่ละรายจะทำกิจกรรมทางการเกษตรที่ตนเองถนัด ต้องการจะทำแบบรวมทุกอย่างหรืออย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่มีข้อตกลงว่าทุกอย่างที่ทำต้องเป็นอินทรีย์ด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์เท่านั้น

โดยสมาชิกจะมีโอกาสนำผลผลิตอินทรีย์ไปจำหน่ายที่ตลาดกรีน รวมถึงตลาดอินทรีย์อีกหลายแห่งในจังหวัด ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้สิทธิพิเศษการขายสินค้าในราคาสูงกว่านำไปขายยังตลาดทั่วไป คุณหมอ เผยว่า ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มพอใจกับกิจกรรมเหล่านี้ รวมถึงรายได้ตอบแทนด้วย เพราะทุกคนมองว่าเป็นความยุติธรรมกับระบบการผลิตและจำหน่าย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็ง ตลอดจนเป็นที่ยอมรับในสังคมเกษตรอินทรีย์ จึงได้ดำเนินการขอรับรองทำเกษตรอินทรีย์ จาก PGS (Participation Good System) หรือเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม โดยสมาชิกทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ

หมอวินัย บอกว่า สิ่งที่ไม่ค่อยพอใจนักเป็นเรื่องคุณภาพผลผลิต เพราะยังไม่ถึงตามเป้าหมายที่ต้องการ แต่ถ้าถามเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพ อันนี้การรันตีเต็มที่ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่สวย ขนาดบางอย่างอาจยังไม่ได้มาตรฐาน คงต้องใช้เวลาปรับปรุงกันตลอด ฉะนั้น อีกไม่นานคงจะได้เห็นผลผลิตที่มีทั้งคุณภาพมาตรฐาน ส่วนเรื่องรสชาติคงไม่ต้องห่วง เพราะชิมแล้วได้ตามที่ต้องการ

“แท้จริงของเป้าหมายคือ ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมในพื้นที่ตัวเอง และพื้นที่ของสมาชิกให้มีความสมดุลทางธรรมชาติโดยปลอดสารเคมี เพื่อจะได้นำไปสู่การเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ จะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพ ห่างไกลจากโรคภัย ไม่สร้างปัญหาต่อตนเองและภาระคนรอบข้าง

เมื่อพื้นที่ขนาดใหญ่มีคุณภาพ แล้วกลับสู่ความสมดุลทางธรรมชาติที่ปลอดสารเคมีแล้ว จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดของสมาชิกทุกรายสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ แล้วเชิญชวนผู้คนที่สนใจแนวอินทรีย์เข้ามาดูงาน มาเที่ยว หรือเข้ามาพักแรมก็ได้” คุณหมอวินัย กล่าวในตอนท้าย

การอยู่บนเส้นทางอาชีพรักษาคนไข้ ทำให้หมอวินัยมองว่าชีวิตที่สมบูรณ์ควรจะเริ่มจากต้นทาง คือความปลอดภัยจากน้ำ อากาศ อาหาร ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่าการได้อยู่กับสภาพทางธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี ช่วยให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ

ทริปท่องเที่ยวคราวต่อไป ชวนท่านผู้อ่านปักหมุดไปเที่ยวเขาค้อ เพราะมีความเป็นธรรมชาติได้สัมผัสทั้งต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ แต่อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนสวน “บ้านไร่ธรรมชาติ” ของคุณหมอวินัย ได้ที่โทรศัพท์ (084) 623-8807 เผลอๆ ท่านอาจโชคดีมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์ติดมือกลับบ้านด้วย…

ครม.ไฟเขียว จับมะพร้าวเข้าบัญชีสินค้าควบคุม เพื่อให้ดูแลปริมาณและการเคลื่อนย้ายผลมะพร้าวได้เต็มที่ รวมทั้งจะมีการขอความร่วมมือให้เอกชนเช่นโรงงานแปรรูปมะพร้าว รับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เหมาะสม
จับมะพร้าวเข้าบัญชีสินค้าควบคุม – นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 8/2561 ที่จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. 2561 ได้เห็นชอบให้มะพร้าวผลแก่ และผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าควบคุมเพื่อดูแลราคาสินค้าดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาตกต่ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวเกิดจาก การประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ซึ่งจะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการการนำเข้ามะพร้าวให้เกิดความสมดุลทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งที่ผ่านมาการนำเข้ามะพร้าวมีปัญหาโรคพืชบางอย่างติดเข้ามาและไม่ค่อยมีความเข้มงวดมากนัก ทำให้เกิดผลเสียต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวโดยรวม

ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวก็จะกำหนดมาตรการดูแลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการใหม่คือให้ผู้นำเข้ากระเทาะเปลือกมะพร้าวเฉพาะในโรงงานที่นำเข้าเท่านั้นห้ามนำออกไปนอกโรงงาน เพราะที่ผ่านมาผู้นำเข้าจะนำมะพร้าวออกไปนอกโรงงานเพื่อกระเทาะเปลือก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มะพร้าวที่นำเข้ามารั่วไหลออกไปสู่ตลาดจนส่งผลให้ราคาผลผลิตในประเทศตกต่ำ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายเลขาฯของคณะกรรมการพืชน้ำมันฯ ก็จะเสนอต่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ให้นำมะพร้าวเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม เพื่อจะสามารถกำกับดูแลปริมาณและการเคลื่อนย้ายผลมะพร้าวได้เต็มที่ รวมทั้งจะมีการขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนเช่นโรงงานแปรรูปมะพร้าว รับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เหมาะสมและจะมีการชดเชยส่วนต่างราคาให้กับผู้รับซื้อ ซึ่งคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นนี้จะหารือกำหนดราคาที่เหมาะสมต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธวัชชัย คณาเสน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีข้าวเกษตรธัญอุบล จำกัด อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า มีเกษตรกรนำข้าวนาปรังมาปนกับข้าวหอมมะลิเพื่อตระเวนขายให้กับโรงสี เกรงว่าจะมีการแพร่ระบาดในจังหวัด และคาดว่าน่าจะทำเป็นขบวนการ วอนเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดและเกษตรอำเภอเร่งตรวจสอบ เพราะจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวนาโดยตรง

นายธวัชชัย กล่าวว่า ปีนี้ข้าวหอมมะลิราคาพุ่งจูงใจให้โกง ส่วนมากจะเป็นพ่อค้าในพื้นที่ที่ไปนำข้าวมาจากภาคกลาง จำพวกข้าวชัยนาท ข้าวนาปรัง ก่อนนำมาลงยุ้งฉางตัวเองเพื่อผสมกับข้าวหอมมะลิ ขึ้นรถกระบะและรถ 6 ล้อ แล้วก็กระจายออกไปตามโรงสีต่างๆ ทางโรงสีเองเห็นว่าเป็นรถคล้ายกับรถชาวบ้านก็รับซื้อ ปัจจุบัน โรงสีข้าวรับซื้อข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 13-14 บาท โดยจะไปซื้อข้าวนาปรัง จะเป็นพวกข้าวชัยนาท ทางภาคกลาง กิโลกรัมละประมาณ 6 บาท แล้วนำมาผสมกับข้าวหอมมะลิ นำมาขายกิโลกรัมละ 13-14 บาท

“เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเคยตรวจเจอตอนข้าวออกใหม่ๆ ทางโรงสีเจอเป็นที่แรก ประมาณ 1 ตันกว่าๆ จำทะเบียนรถได้หมด ซึ่งน่าจะทำเป็นขบวนการ มีอยู่คันหนึ่งที่เห็นเราตรวจสอบเจอก็ประมาณ 1 ตันกว่าๆ เป็นรถปิกอัพ แต่ก็ถือว่าเป็นความเสียหาย สมมุติว่าตรวจไม่เจอคันนี้ ก็จะมีอีกหลายคันมาจอดรอขาย” นายธวัชชัย กล่าว

นายธวัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงสีข้าวในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเจอข้าวหอมมะลิปลอมปนมาแล้ว 2-3 โรง ที่ทำส่วนมากจะเป็นคนในพื้นที่ ล่าสุดไปถึงโรงสีแถว อ.เดชอุดม แล้ว ซึ่งรถที่นำข้าวหอมมะลิปลอมปนไปตระเวนขายจะเป็นรถที่มาจากจังหวัดอำนาจเจริญ สำหรับพฤติกรรมเบื้องต้น คือรถที่ขนข้าวมาขายตามโรงสีต่างๆ จะมาเป็นกลุ่ม จอด 2-3 คันแรก เมื่อคันแรกผ่านจะโทร.หาคันที่ 2 และโทร.หากันจนกว่าจะครบ หากโรงสีข้าวเจอแบบนี้อีก เวลาส่งไปเป็นข้าวสารแล้วตรวจดีเอ็นเอข้าว ถ้าไม่ผ่านต้องขนกลับ เสียหายมาก
“สำหรับการตรวจสอบข้าวภาคกลางไม่รู้เป็นข้าวอะไร แต่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ จะเป็นพวกข้าวชัยนาท ข้าวนาปรัง เป็นข้าวแห้งมาก ที่เจอบ่อยคือนำข้าวแห้งมาผสมข้าวสดและเอาน้ำใส่ เวลาเราปอกเปลือกดูจะร้าว 3-4 ท่อน ซึ่งปกติข้าวสดจะไม่มีรอยร้าว แต่ถ้าเราดูด้วยสายตาต้องสังเกตจริงๆ ถึงจะรู้ว่าเป็นข้าวมาจากไหน” นายธวัชชัย กล่าว

ด้าน นายบู๊เฮียง รุ่งรัชกานนท์ เจ้าของโรงสีข้าวเอกไพบูลย์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางโรงสีเคยโดนการปลอมปนมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นรถหกล้อบรรทุกมา จึงระวังในการซื้อ แต่ยังมีการปรับเปลี่ยนวิธีการด้วยการจ้างรถของเกษตรกรมาขาย เพื่อเป็นการตบตาให้เป็นธรรมชาติ โดยเอาข้าวนาปรังทางภาคกลางผสมกับข้าวหอมมะลิ แล้วมาตามหมู่บ้าน ให้ชาวนาไปขายให้โรงสีจะได้ตายใจ ถ้าเป็นชาวบ้านเราก็ต้องดูด้วยว่าชาวบ้านของเราเคยมาขายหรือเปล่า อยากให้มีมาตรการที่เข้มงวดและสอดส่อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องมาดูแล

กัญชา – ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์ สนช. เดินหน้า คาดปี 2562 แล้วเสร็จ แพทย์-เภสัช การันตี ผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมี ลดเหลื่อมล้ำทุกคนเข้าถึง
กัญชา – เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ต.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดสัมมนา “สนช. ปลดล็อกกัญชาเป็นยารักษาโรค” โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. และผู้ริเริ่มเสนอแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ 2560

โดยมีสาระสำคัญ ปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ พร้อมมาตรการควบคุม มี สนช. ลงชื่อสนับสนุน 44 คน และ น.พ. เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธาน กมธ. การสาธารณสุข โดยมีสมาชิก สนช. ตัวแทนจากส่วนราชการ เครือข่ายผู้ใช้กัญชาแห่งประเทศไทย ตลอดจนนักกฎหมาย ร่วมสัมมนา

นายพรเพชร เผยว่า กัญชา เป็นยาเสพติดประเภท 5 เป็นอุปสรรคต่อการค้นคว้าวิจัย ซึ่งสามารถใช้ทางการแพทย์ได้ สนช. เห็นว่า ถ้าแก้กฎหมายกัญชาสามารถทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องฟังความเห็นประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

“ถ้าเสนอร่างกฎหมายวาระแรก รับหลักการได้ในเดือน พ.ย. ก็จะใช้เวลา วาระ 2 ในชั้น กมธ. 2 เดือน กฎหมายจึงน่าจะผ่านการพิจารณา สนช. ในช่วงปีใหม่ 2562 เป็นของขวัญได้”

ขณะที่ นพ. เจตน์ เผยว่า ที่ผ่านมากัญชาไม่สามารถปลดล็อกได้ ส่งผลให้นักโทษล้นคุกกว่า 3 เท่า อย่างไม่จำเป็น ประเทศอย่าง แคนาดา ที่ปลดล็อกให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ต่อจาก อุรุกวัย ในอเมริกา รัฐหลักเริ่มปลดล็อกให้ใช้ทางการแพทย์ แต่ของประเทศไทยต้องเริ่มจากทางการแพทย์เท่านั้นก่อน ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ

แพทย์ชี้ อย่ามอง กัญชา เป็นยาเสพติดอย่างเดียว
นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หน.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ. จุฬาลงกรณ์ เผยว่า อยากให้เข้าใจก่อนว่ากำลังทำอะไรอยู่ มองแต่ กระท่อม กัญชา เป็นยาเสพติดอย่างเดียว จึงไม่ได้ใช้ประโยชน์ ในฐานะอายุรแพทย์ และหมอสมอง อยากให้เข้าใจว่า ยาแผนปัจจุบันที่ใช้อยู่ประสิทธิภาพจำกัดการรักษา และชะลอโรค มีขีดจำกัดในการคุมอาการและการบรรเทา มีผลข้างเคียงเยอะ

การใช้น้ำมันกัญชาหยดแค่ 1-2 หยด จะบรรเทาได้ ไม่ต้องใช้ยาแรงถึงมอร์ฟีน อีกทั้งในประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือ การลดความเหลื่อมล้ำสังคม เพราะยาที่ใช้ทุกวันนี้เข้าถึงยาก ยามะเร็งที่ใช้กันอยู่เป็นยามุ่งเป้า ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปี อยู่ที่ 1.2 ล้านบาท ซึ่งงานวิจัยในปีล่าสุดก็มีข้อหักล้างแล้วว่า ไม่มีผลต่อเด็กจริง

แม่มดกัญชาชี้ ใช้รักษาหยุดยาเคมีได้หมด
แก้มหอม ณ ล้านช้าง ฉายาแม่มดกัญชา เผยว่า ฉันอยู่ที่รัฐแคลิเฟอร์เนีย ซึ่งกัญชาเพิ่งถูกกฎหมาย เข้าใจคนที่ยังคิดว่ากัญชาผิดกฎหมาย จึงต้องให้ความรู้ลบกัญชาออกจากยาเสพติดก่อน ทุกคนรู้ว่าไทยมีเรื่องราวต้นกำเนิดของกัญชา แต่ส่งออกไม่ได้ ทุกคนเลยไปรับจากลาว

ถ้าทำ medical hub ได้ ประเทศไทยจะเป็นแผ่นดินทอง ตีนบันไดโรงพยาบาลรัฐจะปูด้วยทองคำ อย่างแคนาดาเปิดถูกกฎหมาย ภายใน 10 วัน กัญชาหมดประเทศ แต่ต้องมีการควบคุม มีใบอนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ งานวิจัยต้องเลิกพูดต้องเลิกทดลองในหนูได้แล้ว ตอนนี้ฉันมีบัตรแพทย์กัญชา หันมาใช้กัญชา เพราะเป็นโรคความดัน เมื่อก่อนต้องพึ่งยานอนหลับ แต่ตอนนี้ใช้น้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นเพื่อการรักษา สามารถหยุดยาเคมีได้ทั้งหมด

“เกษตรกร คือกระดูกสันหลังของชาติ” กล่าวไว้ถูกต้องและให้ความหมายที่ชัดเจน เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดนโยบาย ในปีงบประมาณ 2561 เน้นการพัฒนาคนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ จึงเป็นการสร้างโอกาสและการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ และนวัตกรรมด้านเกษตร

ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อระบบการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน รวมทั้ง ขาดแคลนทุนตั้งต้นสำหรับใช้ในการประกอบกิจการเพื่อให้เกิดรายได้ที่ต่อเนื่องและมั่นคง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ได้รับการพัฒนาและสนับสนุนในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิต ด้านการบริหาร จัดการผลผลิต และการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ จะสามารถติดอาวุธทางปัญญาให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่การเกษตรของตนเอง ส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกรในทุกมิติ

และตอบโจทย์ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน เกิดความเข้มแข็งในชุมชนซึ่งเป็นฐานรากของระบบเกษตรกรรมของประเทศ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อีกทั้งสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับบริบทสังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน เป็นการวางรากฐานการพัฒนาการเกษตร ในระยะยาว เป็นแนวทางการพัฒนาในรูปแบบของโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของชุมชนอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

นายชัด ขำเอี่ยม เกษตรอำเภอหันคา เปิดเผยว่า อำเภอหันคามีพื้นที่การเกษตร จำนวน 271,431 ไร่ เกษตรกรจำนวน 7,287 ครัวเรือน จำนวน 8 ตำบล 100 หมู่บ้าน แบ่งจุดส่งเสริมตามโครงการเสริมสร้างรายได้เพื่อเกษตรกรรายย่อยจำนวน 13 ชุมชน คัดเลือกเกษตรกรร่วมรับการฝึกอบรมเฉลี่ยชุมชนละ 200 ราย ถ่ายทอดความรู้ตามหลักสูตรการพัฒนาการเกษตร มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้มี การรวมกลุ่มกัน โดยการเรียนรู้ฐานวิธีคิด หลักการสำคัญของการรวมกลุ่ม การสร้างความเข้มแข็ง การเริ่มต้น

ประกอบธุรกิจเกษตรขนาดเล็กและการจัดทำแผนธุรกิจ การสร้างความเข้าใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประเทศ รวมทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มผลิตภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการทำแผนธุรกิจกลุ่มเพื่อขอรับการสนับสนุนการดำเนินการร่วมกัน โดยดำเนินการ ฝึกอบรม จำนวน 3 วัน/รุ่น วิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถประสบความสำเร็จตามหลักสูตรที่จะถ่ายทอดความรู้ อีกทั้งมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้

ส่งผลให้เกษตรกรมีความพึงพอใจมากทั้งผู้เป็นวิทยากรและเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม รวมทั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่เตรียมทำอาหาร และเครื่องดื่ม สำหรับเกษตรกรที่เข้ารับการอบรม เกิดความรักความสามัคคีเอื้อเฟื้อในชุมชน เมื่อผ่านการอบรมแล้วเกษตรสามารถร่วมกลุ่มย่อย เพื่อร่วมกิจกรรมการพัฒนากลุ่มเกษตรกร ภายใต้เงื่อนไขว่า กลุ่มย่อยในชุมชนต้องมีเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการ

มีความพร้อมในการพัฒนากลุ่มเกษตรกร และจัดทำโครงการเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการในทุกขั้นตอนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการระดับชุมชน และอำเภอ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายในวงเงินชุมชนละ 300,000 บาท ในการนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเกษตรกรได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดตั้งและการพัฒนาสถาบันเกษตรกร จึงเห็นประโยชน์ของการจัดตั้งกลุ่มเกิดการร่วมกลุ่ม และขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ส่งผลให้บางชุมชนงบประมาณไม่พอ บางโครงการจึงไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ มีเพียงบางชุมชนที่คิดโครงการที่ใช้งบประมาณไม่มาก จึงใช้ไม่หมด 300,000 บาท รวมทั้งสิ้น 29 โครงการ

นางศุทธินี ฉิมแป้น เกษตรกรวัย 41 ปี ผู้เข้ารับการฝึกอบรม บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 8 ต.ห้วยงู อ.หันคา จ.ชัยนาท กล่าวว่า ได้เข้ารับการฝึกอบรมร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรมาหลายหลักสูตร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรเฉพาะทาง แต่ครั้งนี้เป็นหลักสูตรที่ได้รับความรู้ที่หลากหลาย ทำให้น่าติดตามไม่น่าเบื่อหน่ายกับการเรียนรู้ หลังการอบรมแล้วมีเพื่อนเกษตรกรหลายรายเข้าเพื่อจัดตั้งกลุ่ม ดำเนินกิจกรรมร่วมกันสร้างเสริมรายได้จากการทำนา จึงจัดตั้งกลุ่ม ชื่อ กสิกรรมธรรมชาติบ้านท่าแก้ว สมาชิกจำนวน 30 คน จัดทำโครงการ แปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 152,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการเนินการซื้อวัสดุอุปกรณ์ และ วัตถุดิบหมุนเวียน เพื่อการแปรรูปกล้วยอบเนย และการเพาะถั่วงอกอินทรีย์