เพื่อเป็นการสนับสนุน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil)

บริษัท Aarhus UnitedUK Ltd., หนึ่งในผู้ก่อตั้ง RSPO จึงให้เงินสนับสนุนบริษัท Book & Claim Limited ในการเป็นตัวแทนการซื้อขายระหว่างเกษตรกรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ำมันและผู้ซื้อ ภายใต้ชื่อ Green Palm (www.greenpalm.org) โดยเงื่อนไขในการซื้อขายน้ำมันปาล์มผ่าน Green Palm และการได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability มีดังนี้ คือ

ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มต้องได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกจาก RSPO
การซื้อขายผ่าน Green Palm เป็นการซื้อขายผ่าน Certificate โดยน้ำมันปาล์มดิบปริมาณ 1 ตัน มีค่าเท่ากับ Certificate 1 ใบ
ผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบผ่านทาง Green Palm ต้องชำระเงินเพิ่มเป็นเงิน 2 เหรียญสหรัฐต่อน้ำมันปาล์มดิบหนึ่งตันสำหรับค่านายหน้า (Brokerage) และค่าบริจาคเพื่อสนับสนุนองค์กร RSPO โดยผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์ในการใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability กับสินค้าทุกชนิดที่ผลิตด้วยน้ำมันปาล์มที่ซื้อผ่าน Green Palm เป็นการตอบแทน
จากเงื่อนไขในการซื้อขายให้สิทธิ์ในการใช้ตราสินค้าดังกล่าวทำให้ทุกฝ่ายที่สนับสนุนได้รับประโยชน์ร่วมกัน คือ

1.เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างมีคุณภาพสามารถคัด เลือกพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูงบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้ และรู้จักวางแผนการเพาะปลูกต้นใหม่ทดแทนต้นเก่า ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ

2.การบุกรุกพื้นที่ผ่าฝนเขตร้อนลดลงเนื่องจากเกษตรกรรู้จักการปลูกต้นใหม่ทดแทนต้นเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำแทนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

3.RSPO เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร เงิน 1 เหรียญสหรัฐที่ได้ต่อการขายน้ำมันปาล์มดิบหนึ่งตันจะนำไปใช้สนับสนุน เกษตรกรและพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งต่อไป

4.ผู้ผลิตที่ได้รับตราสินค้า Green Palm Sustainable สามารถจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นเนื่องจากมีจุดขายในการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ และสนับสนุนอาชีพเกษตรกรและยังเป็นการรับประกันที่มาและคุณภาพของน้ำมัน ปาล์มที่ผู้ผลิตใช้อีกด้วย

การหันมาใช้น้ำมันปาล์มที่ได้มาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) หรือ Certified Palm Oil กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ผลิตสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบทำให้ ตราสินค้า RSPO และ Green Palm Sustainability เป็นที่สนใจแก่ผู้ผลิตในสายการผลิตมากขึ้นโดยเฉพาะในทวีปยุโรปและประเทศ สหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น บริษัท Unilever NV (เนเธอร์แลนด์) หนึ่งในบริษัทที่ใช้น้ำมันปาล์มดิบมากที่สุดในโลกถึง 1.3 ล้านตันต่อไป มีโครงการที่จะเปลี่ยนมาใช้ Certificate Oil ในกระบวนการผลิตทั้งหมดภายในปี 2558 โดยร้อยละ 97 ของน้ำมันปาล์มที่ใช้มาจากการซื้อผ่าน Certificate ของ Green Palm โดยจะได้ตราสินค้า Green Palm Sustainability เพื่อเป็นการแสดงถึงความใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

RSPO ได้กำหนดหลักการ (Principles) 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด (Criteria) 39 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน โดยกรอบคลุมถึงการบริหารจัดการและดำเนินงานด้านกฎหมาย ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยหลักการดังกล่าว ได้แก่

ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
การปฏิบัติตามแบบแผนในด้านเศรษฐกิจและการเงิน
การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมที่สำคัญ

ปัจจุบันประเทศที่ได้รับการรับรองเกณฑ์กำหนดและตัวชี้วัดตามกรอบ RSPO แล้ว ได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่ปาปัวนิวกินีอยู่ระหว่างการนำเสนอหลักการระดับชาติต่อ RSPO สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มต้นให้ความรู้แก่ผู้ประกอบโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีการตั้งกลุ่มกันผ่านโรงงานรับซื้อปาล์มสกัดน้ำมัน โดยได้จัดตั้งคณะทำงาน หลังจากตีความหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO (Generic P&C) และภาคเอกชนภายในประเทศก็ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในการขอใบรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามหลักการและเกณฑ์กำหนดของ RSPO โดยประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ในประเภทกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยของโลกเป็นกลุ่มแรกในเดือน ตุลาคมพ.ศ. 2555 (ในประเทศอื่นเป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันขนาดใหญ่)

ประโยชน์ของหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO

– ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน ทั้งการจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

– เพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำมันปาล์ม

– ปกป้องสิทธิพื้นฐานของเจ้าของที่ดิน คนงาน และคนในชุมชน

– สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการผลิต ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ พาไปเยือนกลุ่มชาวนาโครงการฟาร์มจริงใจ จากชุมชนบ้านดินเดง ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ รวมตัวกันใช้ช่องทางอินเตอร์ในการสื่อสาร และขายข้าวให้กับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง

พร้อมพูดคุยกับ กานต์กนก กุ่มพรหม คุณครูจากโรงเรียนบ้านดินแดง (ลีลาประชารัฐ) ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการและหัวหน้ากลุ่มอีสานพอเพียง กล่าวที่มาของการรวมตัวว่าวิกฤตราคาข้าวตกต่ำในปี 2559 ซึ่งแม้ว่าข้าวที่เก็บเกี่ยวมาจะสวยมากแค่ไหนก็ถูกกดราคา จากกิโลกรัมละ 10-20 บาท เหลือเพียง 5 บาท ทำให้ขาดทุนหนัก จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการหันมาขายข้าวสารเองโดยไม่ผ่านคนกลาง จากการใช้โลกอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

ก่อนจะมีเว็บไซต์ได้รวมตัวกับชาวนาในพื้นที่เพื่อหาทางออกผ่านการขายบนหน้าเฟซบุ๊กผ่านเพจที่ชื่อว่าอีสานพอเพียง (Esarnpopeang) และไลน์แอพพลิเคชั่นสำหรับการติดต่อสั่งซื้อ โดยความช่วยเหลือด้านความรู้เรื่องอินเตอร์เน็ตจากลูกชาย ชื่อ ปิยะทัศน์ กุ่มพรม ทำให้กลุ่มชาวนามีโอกาสในการติดต่อโดยตรงกับผู้บริโภคได้มากขึ้น

ต่อมาบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการจัดตั้งโครงการ “ฟาร์มจริงใจ” พร้อมกับเว็บไซต์ www.farmjingjai.com ซึ่งจะเป็นช่อง

จากนั้นจึงแจ้งแก่ชาวนาในโครงการเพื่อสีข้าว ช่วยให้ชาวนาเข้าถึงและจำหน่ายข้าวได้โดยตรงแก่ผู้บริโภค ทราบยอดการสั่งซื้อที่แน่นอนและมีรายได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน และสามารถ ขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภค ทำให้ได้กำไรจากการขายมากขึ้น

จุดขายของข้าวที่ปลูกเป็นข้าวปลอด สารพิษ ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมนิลสุรินทร์ ข้าวไรซ์ เบอร์รี่และข้าวเหนียว เป็นข้าวคุณภาพดี หอม นิ่ม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 26-30 บาท

คุณครูยังพาลงพื้นที่ไปดูวิธีการเกี่ยวข้าว จากแปลงข้าวที่ดูหน้าตาไม่ค่อยสะสวยนัก เนื่องจากมีปริมาณการใช้สารเคมีไม่มาก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ถึงร้อยละ 70 และไม่เป็นพิษต่อ ผู้บริโภค รวมไปถึงการสีข้าวจากโรงสีในชุมชน พร้อมเล่าว่าข้าวที่ปลูกเพื่อส่งขายจำนวนมากตามพื้นที่ภาคกลางส่วนใหญ่มักจะใช้สารเคมีเพื่อให้ข้าวออกมาสวยงาม และผลิตผลที่สวยงาม ส่วนรูปแบบการปลูก ในพื้นที่รัตนบุรีจากการลงพื้นที่พบว่ายังเป็นการปลูกแบบอิงฟ้า อิงฝนเป็นหลัก ระบบชลประทานยังเข้าไม่ถึงในพื้นที่มากนัก ลักษณะเช่นนี้เป็นการทำนาแบบคนพื้นที่ เป็นการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย และจะปลูกได้ตามฤดูกาลเท่านั้น

ด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุงฯ ผู้สนับสนุนโครงการกล่าวว่า ซัมซุงมีความพร้อมทั้งเครื่องมือและความรู้ที่จะช่วยเหลือชาวนาไทยจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เราจึงก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมแก้ไขปัญหานี้ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์พร้อมเครื่องมือ ไอทีต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขายข้าวแก่ชาวนาไทยและจัดส่งถึงบ้านผู้บริโภคโดยไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ

นอกจากนี้ก็จะช่วยโปรโมตข้าวสารของโครงการผ่านแอพพลิเคชั่น กาแล็กซี กิฟต์ เพื่อเชิญชวนลูกค้าของเรามาเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้ครอบคลุมแค่ชาวนาในบางพื้นที่อย่างที่จังหวัดสุรินทร์และยโสธรบางแห่ง

จากกรณีที่จะมีการย้ายสวนสัตว์ดุสิตไปยังบริเวณคลองหก ฝั่งตะวันออก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พื้นที่ประมาณ 300 ไร่ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เข้ารับพระราชทานโฉนดที่ดิน เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ และสถานที่ทำงานขององค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความคับแคบ มีสัตว์จำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าชมจำนวนมาก จึงไม่เพียงพอและไม่เหมาะสมที่จะรองรับกิจการของสวนสัตว์นั้น

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสุริยา แสนพงศ์ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถให้ข้อมูลหรือชี้แจงในประเด็นดังกล่าวได้ ต้องรอให้บอร์ดสวนสัตว์ประชุมหารือในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ โดยหลังจากประชุมเสร็จน่าจะมีความกระจ่างที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องรายละเอียดและทิศทางการดำเนินงาน แต่เบื้องต้นได้มีการสำรวจพื้นที่บริเวณคลองหกมาบ้างแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งต้องศึกษาสถานที่จัดสร้าง และศึกษาภูมิสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิด โดยปกติตามหลักการทั่วไปในการย้ายสวนสัตว์นั้น จะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 3 ปี

นายสุริยากล่าวต่อว่า ในส่วนของการเคลื่อนย้ายสัตว์นั้น ก็จะมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งทีมสัตวแพทย์ และทีมงานที่มีความชำนาญ แบ่งการเคลื่อนย้ายสัตว์แต่ละชนิด ส่วนสวนสัตว์แห่งใหม่ก็ต้องมีการพัฒนาที่อยู่ที่ดีกว่าพื้นที่เดิม ซึ่งสัตว์ที่อยู่ในบัญชีของสวนสัตว์ดุสิตมีประมาณพันกว่าตัว มีนักท่องเที่ยวเข้าชมกว่า 2 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้ให้สวนสัตว์ประมาณ 120-130 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์อุตุฯภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประกาศเตือนภัย 6 จังหวัด รับมือความกดอากาศสูงจากจีนปกคลุกประเทศไทย กระทบภาคใต้ฝั่งตะวันออก คลื่นลมแรงในอ่าวไทย ฝนตกหนัก คลื่นซัดฝั่ง น้ำล้นตะลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 3 (176/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตก บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยและมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก

น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ในวันที่ 8-9 ธ.ค. ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง ไว้ด้วยหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก

น.ส.พะยาว์กล่าวว่า คลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้

ซีจีทีเอ็น สื่อประเทศจีน รายงานว่า พบพ่อค้าปลารายหนึ่งขายฉลามอย่างเปิดเผยบริเวณตลาดแห่งหนึ่งในเมืองติดชายฝั่งอย่างชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน

โดยส่วนมากที่พบเป็นฉลามขนาดกลางและขนาดเล็ก มีทั้งแบบสดและแบบแห้ง ราคา 20-60 หยวน/กิโลกรัมทั้งนี้ ตามกฎหมายของจีนระบุว่า การบริโภคหรือการค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างฉลามเป็นสิ่งต้องห้าม และเนื้อฉลามใดๆ ที่นำมาขาย จะต้องได้รับจากสำนักงานประมงท้องถิ่นแล้วเท่านั้น

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายประเสริฐ สรรเพชุดาญาณ ปศุสัตว์สุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้ระวังโรคปาก และเท้าเปื่อยระบาดในโค กระบือ เป็ด ไก่ ช่วงหน้าหนาว ควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ และนำมาฉีดวัคซีนป้องกันโรค หากพบมีสัตว์ป่วย หรือมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ และจังหวัด เพื่อเข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ในช่วงนี้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว จึงเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวังโรคปาก และเท้าเปื่อยระบาดในสัตว์เลี้ยงโค กระบือ ซึ่ง จ.สุรินทร์

มีเกษตรกรเลี้ยงอยู่กันเป็นจำนวนมาก โดยช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงที่มีอากาศเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์ได้ง่าย จึงแนะนำให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งให้หมั่นทำความสะอาดเล้า และโรงเรือนอยู่เสมอ โดยช่วงนี้ทางปศุสัตว์จังหวัดได้เร่งออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่แล้ว หากเกษตรกรรายใดยังไม่ได้นำโค กระบือ มารับการฉีดวัคซีน ให้เร่งนำมารับการฉีดวัคซีนโดยเร่งด่วน หรือหากเกษตรกรรายใดพบว่าโค กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ ยืนซึม น้ำลายฟูมปาก มีแผลบริเวณปาก และกลีบเท้า ให้สงสัยว่าป่วยเป็นโรคปาก และเท้าเปื่อย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือจังหวัด เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคโดยเร็ว

“ส่วนโรคระบาดในสัตว์ปีก มีเป็ด และไก่ เกษตรกรควรเฝ้าระวังในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากในขณะนี้ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว และมีฝนตกในบางพื้นที่ จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด อ่อนแอลง และภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกขึ้นได้ เกษตรกรควรให้วัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในสัตว์ปีกที่แข็งแรง เช่น วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล และหลอดลมอักเสบ อหิวาต์สัตว์ปีก ฝีดาษ เป็นต้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า ขอเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ อย่าได้นำสัตว์ที่ซื้อ หรือแลกเปลี่ยนมาจากพ่อค้าตามตลาดนัด โค กระบือ ที่ไม่ผ่านการตรวจโรคจากเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ไปเลี้ยงรวมกับฝูงจนกว่าจะได้รับการตรวจ หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์ดังกล่าวที่นำมานั้นปลอดจากโรคหรือไม่ หากสัตว์ดังกล่าวมีอาการป่วย หรือติดเชื้ออาจจะนำไปแพร่ระบาดสู่สัตว์ตัวอื่น สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงได้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 11 การประชุมนี้เป็นกลไกการตัดสินใจระดับสูงสุดของWTO ซึ่งจัดประชุมทุก 2 ปี เพื่อให้รัฐมนตรีสมาชิก WTO จำนวน 164 ประเทศ ได้ร่วมกันทบทวนการทำงานของ WTO และมีข้อตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ครั้งนี้มีอาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ณ กรุงบัวโนสไอเรส ระหว่างวันที่ 10 – 13 ธันวาคมนี้

นางอรมน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ จะครอบคลุมหลายประเด็น เช่น เรื่องการจัดทำกฎระเบียบการค้าสินค้าเกษตร กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอุดหนุนประมง การกำกับดูแลการใช้กฎระเบียบภายในประเทศด้านการค้าบริการ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย(เอสเอ็มอี) การขยายเวลาการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการต่ออายุ การยกเว้นการฟ้องร้องกรณีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา แม้สมาชิกจะไม่ได้กระทำผิดความตกลง เป็นต้น

นางอรมน กล่าวอีกว่า การประชุมนี้จัดขึ้นในช่วงที่การค้าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์และการปกป้องทางการค้า จึงเป็นการร่วมมือกันของสมาชิก WTO ที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ไทยได้ผลักดันผลการประชุมไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศ โดยไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของโลก จะร่วมกับกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (กลุ่มเครนส์) สนับสนุนให้สมาชิก WTO ลดการอุดหนุนภายในสินค้าเกษตรที่บิดเบือนการค้า เพื่อทำให้การแข่งขันในตลาดโลกมีความเป็นธรรมมากขึ้น และไทยยังสนับสนุนให้สมาชิก WTO ยกเลิกการอุดหนุนประมงที่ก่อให้เกิดการทำประมงเกินขนาด เกินศักยภาพการผลิต และการอุดหนุนประมงผิดกฎหมายและไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และขอให้คงการปฏิบัติที่พิเศษและแตกต่างแก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับในการประชุมครั้งที่ 11 นี้มีความเป็นไปได้สูงที่ผลการประชุมจะผนวกเร่งขยายเวลาการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และการต่ออายุ การยกเว้นการฟ้องร้องกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แม้มิได้มีการละเมิดความตกลงทรัพย์สินทางปัญญา จนถึงการประชุมครั้งที่ 12 ส่วนการประชุมนี้ในครั้งที่ 9 ที่ประชุมประสบความสำเร็จในการจัดทำความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า และในการประชุมครั้งที่ 10 ประสบความสำเร็จในเรื่องการยกเลิกการอุดหนุนส่งออกสินค้าเกษตร

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า career-evolution.net ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน โดยจะเพิ่มเป้าหมายการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจากปัจจุบันส่งออกประมาณเดือนละ 60,000 ตัน เพิ่มเป็น 100,000 ตัน และให้กระทรวงพลังงานนำไปบริหารจัดการเพิ่มปริมาณการใช้เป็นพลังงานทดแทนไบโอดีเซลอีกเดือนละ 100,000 ตัน จะช่วยลดน้ำมันปาล์มในสต๊อกลงเดือนละ 200,000 ตัน จากสต๊อกที่มีอยู่ในขณะนี้ประมาณ 500,000 ตัน ภายใน 1-2 เดือนนี้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อสรุปที่ชัดเจนภายในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อดึงสต๊อกน้ำมันปาล์มออกไปเดือนละ 200,000 ตัน จะช่วยให้ราคาผลปาล์มดิบขยับขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.40-3.50 บาท ไปถึงราคาเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่กิโลกรัมละ 3.80 บาท ซึ่งจะต้องเห็นผลภายใน 2 เดือน รัฐบาลตั้งใจจะทำให้ราคาปาล์มน้ำมันขยับขึ้นโดยเร็วที่สุด และต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งในปีนี้ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันมีจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สำหรับตลาดส่งออกในขณะนี้คือ จีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มเติมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมภาคเอกชนที่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ให้ข้อมูลว่า มีศักยภาพที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ถึง 100,000 ตัน แต่ติดขัดปัญหาเรื่องเรือ และรถขนถ่ายที่จะใช้ขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ โดยนายสมคิด สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน จะได้เร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ 100,000 ตัน ภายในสิ้นปีนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. เพิ่มขึ้นทุกตัว สูงสุดรอบ 33 เดือน มั่นใจเศรษฐกิจปี61 ดี อนาคตสดใส ดันดัชนีความสุขล้น 80.5

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยดัชนีเทียบเดือนตุลาคม 2560 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 78 จาก 76.7 สูงสุดในรอบ 33 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.8 จาก 52 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต

เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.8 จาก 87.2 ซึ่งสูงสุดในรอบ 55 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคต ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65.2 จาก 64.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 72.7 จาก 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 96.1 จาก 94.4 สูงสุดในรอบ 34 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 สะท้อนว่าผู้บริโภคเห็นว่ารายได้ของตนใน 6 เดือนข้างหน้าจะปรับเข้าสู่ระดับปกติได้ที่ระดับ 100 ซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า ตามแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น และไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเข้ามา

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ดัชนีทุกตัวที่เพิ่มขึ้น ได้รับอานิสงส์สำคัญจากมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่หมุนเศรษฐกิจให้คึกคัก โดยเฉพาะการจับจ่ายของชนชั้นกลาง และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนฐานรากได้ประโยชน์ ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยรวมถึงการส่งออกดีเกินคาด ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ดีขึ้นเป็นลำดับและเป็นขาขึ้น และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายเน้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ประชาชนที่รายได้ไม่สูง และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรดึงราคาให้ขึ้นได้ จะส่งผลให้บรรยากาศจับจ่ายช่วงปีใหม่คึกคัก เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนสมาชิกหอการค้าาไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 ปีหน้า อย่างไรก็ตามดัชนีฯในเดือนพฤศจิกายนอาจสูงกว่านี้ได้แต่ยังติดที่มีปัจจัยลบเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ยังทรงตัวในระดับต่ำ และสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่