เพื่อให้เกษตรกรผลิตข้าวในสภาวะน้ำชลประทานมีจำกัด

ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิสูงสุด กรมการข้าว มีเป้าหมายส่งเสริมแก่เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องไม่เฉพาะในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปต้องรณรงค์ให้ใช้อย่างประหยัดรู้ค่าเพื่อความมั่นในอนาคต ชาวนาที่สนใจหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใกล้บ้านท่าน

นายวรเชษ พรมโอภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธาน เปิดร้าน Five Star Salam สาขาผังเมือง 4 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นสาขาแรกในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายสุนทร จักรษุกรรฐ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด หรือ ธุรกิจห้าดาว พร้อมทั้ง นายวรพงศ์ เอื้อสุจริตวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ภาคใต้, ผศ.ดร. สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, ผศ.ดร. จุฑามณี ตระกูลมุทุตา นายกเหล่ากาชาด จังหวัดยะลา และแขกผู้เกียรติในพื้นที่ ร่วมแสดงความยินดี

Five Star Salamเป็นร้านที่ได้มาตรฐานฮาลาลทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้บริโภคชาวมุสลิมมั่นใจ โดยมีเป้าหมายขยายสาขาเพิ่มในจังหวัดปัตตานี และนราธิวาส เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวมุสลิม

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ตั้งเป้ารายได้หมื่นล้าน เร่งขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทุ่มงบลงทุนกว่า 40 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตนมพาสเจอไรซ์ โดยขยายไลน์ผลิตที่โรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน ตำบลห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรุกขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 อ.ส.ค. ตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากปีงบประมาณ 61 ที่ทำรายได้ 9,560 ล้านบาท อ.ส.ค. ทุ่มงบลงทุนกว่า 40 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตนมพาสเจอไรซ์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นที่โรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน โดยนำไปปรับปรุงในส่วนของโรงงาน ระบบการผลิต และเครื่องจักรใหม่ ซึ่งในปัจจุบันการผลิตผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การลงทุนในการปรับปรุงและการขยายไลน์ผลิตนมพาสเจอไรซ์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นที่โรงงานนม อ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อจะผลักดันให้ อ.ส.ค. สำนักงานเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปทั่วทุกพื้นที่ในเขตภาคเหนือ และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นอกจากนี้ ได้เตรียมเปิดตลาดเพิ่มไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย ซึ่งคาดว่ารายได้ในการส่งออกนม ยูเอชที และนมพาสเจอไรซ์ ของสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ ในปี’63 จะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ อ.ส.ค. ผลักดันให้โรงงานนม อ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของแหล่งการเรียนรู้ในกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์โคนม ตลอดจนนักเรียน/นักศึกษา องค์กรต่างๆ ที่สามารถเข้ามาขอเยี่ยมชมศึกษาดูงานและกระบวนการผลิตของ อ.ส.ค. เพื่อได้เห็นการพัฒนาและขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพ ตลอดจนได้ศึกษาเรื่องราวของโคนมอาชีพพระราชทานจาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมอบให้แก่เกษตรกรไทยได้มีอาชีพทำกิน และ อ.ส.ค. ได้ทำหน้าที่ขององค์กรเพื่อสืบสานและสานต่อในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับสังคมไทยสืบไป

สำหรับการลงทุนปรับปรุงและขยายกำลังการผลิตโรงงานนม อ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่นี้ ได้ปรับปรุงโรงงานระบบการผลิต เครื่องจักร ชุดพาสเจอไรซ์ที่สามารถทำการผลิตได้ 5 ตัน/ชั่วโมง แท็งก์น้ำนมดิบ ปริมาณขนาด 10 ตัน แท็งก์ผสมน้ำนม ขนาด 500 ลิตร, 2 ตัน และ 3 ตัน และแท็งก์พาสเจอไรซ์น้ำนม ขนาด 5 ตัน และขนาด 3 ตัน นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบรรจุโยเกิร์ต เครื่องบรรจุนมถุง และเครื่องบรรจุนมขวด เป็นต้น

ปัจจุบัน อ.ส.ค. รับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์ฯ รวมกว่า 44 สหกรณ์ เฉลี่ย 800 ตัน/วัน เพื่อรองรับการผลิตในโรงงาน อ.ส.ค. ทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่) ภาคเหนือตอนล่าง (จังหวัดสุโขทัย) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น) ภาคใต้ (ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และภาคกลาง (จังหวัดสระบุรี)

สำหรับการขยายโรงงานนม อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ สามารถรองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากทางภาคเหนือได้มากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำนมดิบภาคเหนือมีปริมาณเพียงพอและมีมากกว่ากำลังการผลิตเดิมที่เคยผลิตได้ 15 ตัน/วัน ดังนั้น การขยายกำลังการผลิตของโรงงานเป็น 30 ตัน/วัน จึงทำให้ อ.ส.ค. สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีกเท่าตัว เมื่อกำลังการผลิตนมพาสเจอไรซ์สูงขึ้น สามารถส่งผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเชิงรุกให้แก่ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่สามารถกระจายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมเย็นให้เข้าถึงทั่วพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ

ปัจจุบัน อ.ส.ค. ได้มีการทำแผนประชาสัมพันธ์ เพื่อรณรงค์และสนับสนุนให้คนไทยและเยาวชนไทยหันมาบริโภคนมที่มีคุณภาพจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผงอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ส.ค. ได้มีการพัฒนาช่องทางการตลาดในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการร้านไทย-เดนมาร์ค ระหว่าง อ.ส.ค. กับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศในการเปิดร้านไทย-เดนมาร์ค มิลค์ช็อป (THAI-DENMARK MILK SHOP) ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 14 สาขา ทั่วประเทศ

โดยในเขตภาคเหนือ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 สาขา ได้แก่ โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นอกจากนี้ ในส่วนของร้านไทย-เดนมาร์ค มิลค์แลนด์ (THAI-DENMARK MILK LAND) อ.ส.ค. มีการนำผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่ผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% ได้แก่ โยเกิร์ต นมพาสเจอไรซ์ และไอศกรีม มาเป็นส่วนผสมหลักของเมนูเครื่องดื่ม อาทิ โกโก้เย็น ลาเต้ สมูทตี้ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบัน ร้านไทย-เดนมาร์ค มิลค์แลนด์ (THAI-DENMARK MILK LAND) มีทั้งหมด 24 สาขา ซึ่งในเขตพื้นที่ภาคเหนือ มีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดน่าน 2 สาขา

ดังนั้น การที่ อ.ส.ค. ได้มีการปรับปรุงและขยายการผลิตโรงงานนมพาสเจอไรซ์ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากเพื่อรองรับน้ำนมดิบจากเกษตรกรในเขตพื้นที่ภาคเหนือที่มีปริมาณน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยให้การผลิตผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และกลุ่มนมเย็นของ อ.ส.ค. มีการผลิตและกระจายสินค้าได้มากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังมีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์นมพาสเจอไรซ์และกลุ่มนมเย็นไปยังกลุ่มธุรกิจ Catering ต่างๆ เช่น โรงแรม ฟู้ดส์คอร์ท ร้านอาหาร อีกด้วย

ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค.ให้มีประสิทธิภาพเพื่อแตกไลน์สินค้าและขยายกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยเป็นการสนับสนุน ส่งเสริมให้คนไทยได้ดื่มนมกันมากขึ้น และช่วยสืบสาน สานต่อ และธำรงโคนมอาชีพพระราชทาน จากในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานให้อยู่คู่กับสังคมไทยให้ยาวนานต่อไปด้วย ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

สหกรณ์ผู้ผลิตข้าวสารคุณภาพ ทำสัญญาขายข้าวให้ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
ความร่วมมือยาวนาน 20 ปี ส่งข้าวขายภายใต้แบรนด์ข้าวแอมเวย์ รวม 37,790.768 ตัน
กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดเวทีลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวสารระหว่างสหกรณ์การเกษตรผู้ผลิตข้าวสารคุณภาพ 5 แห่ง จากภาคเหนือและอีสาน กับ บริษัท ซี.เอ.เอส อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นผู้แทนในการจำหน่ายข้าวสารของสหกรณ์ให้กับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หลังความร่วมมือยาวนาน 20 ปี ส่งมอบข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ข้าวแอมเวย์แล้ว 37,790.768 ตัน มูลค่ากว่า 911.938 ล้านบาท

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร เป็นประธานการ ลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวสาร ระหว่าง บริษัท ซี.เอ.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด กับ สหกรณ์การเกษตรที่ส่งมอบข้าวสารให้ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร โดยมี นางศิริมา เตชะภัทรพร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซี.เอ.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด ร่วมลงนามในสัญญาบันทึกข้อตกลงกับผู้แทนจากสหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด

จังหวัดร้อยเอ็ด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์ สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จังหวัดสุรินทร์ สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา สหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสหกรณ์การเกษตรทั้ง 5 แห่ง ได้เข้าร่วมโครงการจำหน่ายข้าวสารให้กับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา และได้ทำสัญญาบันทึกข้อตกลงมอบอำนาจให้ บริษัท ซี.เอ.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด ดำเนินการแทนสหกรณ์ ในการจำหน่ายข้าวสารให้กับทาง บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ ข้าวสารที่สหกรณ์ผลิตและส่งมอบให้กับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นข้าวสารที่ได้มาตรฐานสินค้าสหกรณ์ (ส.ม.ส.) บรรจุลงถุงภายใต้สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย “Amway” แบ่งประเภทการบรรจุและขนาดเป็น ข้าวสารหอมมะลิ บรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดบรรจุถุงละ 5 กิโลกรัม ข้าวกล้องหอมมะลิบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดบรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม และในปี พ.ศ. 2555 Amway ได้มีการสั่งผลิตสินค้าชนิดใหม่ คือ ข้าวกล้องงอกบรรจุถุงสุญญากาศ ขนาดบรรจุถุงละ 2 กิโลกรัม ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปี สรุปปริมาณและมูลค่าการส่งมอบข้าวหอมมะลิให้ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยผ่านบริษัท ซี.เอ.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด ทั้งข้าวขาวหอมมะลิ ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวกล้องงอก จำนวน 45 Lot ปริมาณรวม 37,790.768 ตัน มูลค่ารวม 911.938 ล้านบาท

สำหรับในการประชุมลงนามในสัญญาบันทึกข้อตกลง มอบอำนาจให้ บริษัท ซี.เอ.เอส. อินเตอร์เทรด จำกัด ครั้งนี้ เป็นการลงนามร่วมกันในการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน โดยเป็นการลงนามในการดำเนินการขายข้าว Lot ที่ 45 ปริมาณข้าวสาร 515 ตัน แบ่งเป็น ข้าวขาวหอมมะลิ 369 ตัน ข้าวกล้องหอมมะลิ 111 ตัน และข้าวกล้องงอก 35 ตัน มูลค่ารวม 19.691 ล้านบาท และจะมีกำหนดการส่งมอบระหว่างเดือนกรกฎาคม 2562 – มกราคม 2563

นางอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ นำคณะนักเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาอยู่ในบังกลาเทศ จำนวน 25 คน เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกธากา (Dhaka Feed Mill) บริษัท ซี.พี. บังกลาเทศ จำกัด โดยมี นายสุชาติ สันติภาดา กรรมการผู้จัดการ ซี.พี. บังกลาเทศ ให้การต้อนรับ ณ กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้วงบ่อซีเมนต์ไว้ข้างบ้าน จำนวน 3 วงบ่อ พบว่าการเจริญเติบโตเป็นปกติดี ที่บริเวณใกล้เคียงผมปลูกกล้วยไว้จำนวนหนึ่ง ต่อมาเมื่อมะนาวติดผลแล้วปรากฏว่าผิวเปลือกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ผมขอเรียนถามว่า มะนาวของผมเกิดอะไรขึ้น แล้วจะแก้ไขอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

อาการของผลมะนาวที่เล่ามา เกิดจากการเข้าทำลายของ ไรสนิม ไรชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก มีวงจรชีวิตตั้งแต่ฟักออกจากไข่ถึงตัวเต็มวัย ใช้เวลา 7-12 วัน การเข้าทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผลและใบ เข้าทำลายได้ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย เพศเมียวางไข่ได้คราวละ 400-500 ฟอง การดูดกินที่ผลและใบ ภายใน 2 สัปดาห์ ผลมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมดำปรากฏให้เห็น

หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว แสดงว่าไรสนิมชนิดนี้ต้องการน้ำมันจากผิวเปลือกมะนาวนำไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกันตัวไรสนิมอาจผลิตสารบางอย่างออกมาเปลี่ยนเปลือกสีเขียวให้เป็นสีน้ำตาลอมดำ นอกจากนี้ เปลือกมะนาวจะแข็งกระด้างและแห้ง ส่งผลทำให้มะนาวแคระแกร็น ปริมาณน้ำมะนาวลดลง การระบาดของไรชนิดนี้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เกิดกับผลที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของทรงพุ่ม หรืออาจเป็นร่มเงาของต้นไม้ข้างเคียง หรือร่มเงาของอาคารที่อยู่อาศัย

วิธีแก้ไข
ต้องตัดแต่งทรงพุ่มให้แสงแดดส่องได้ทั่ว และตัดต้นไม้ข้างเคียงออกบ้าง ส่วนอยู่ใต้ร่มเงาอาคารที่พักอาศัยดังกล่าว จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกไปให้ได้รับแสงแดด อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง หากยังพบมีการระบาดอยู่บ้างให้ฉีดพ่นด้วย กำมะถันผง ที่มีจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุการเกษตรทั่วไป อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร ฉีดเพียง 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน อาการผลสีม่วงอมดำจะหมดไป

แต่ทั้งนี้ ต้องทิ้งระยะเวลาไว้ 3 วัน ก่อนเก็บผลมะนาวไปบริโภค หรือจำหน่ายต่อไปบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนพนักงานร่วมโครงการ “ลด รักษ์ โลก” ลดใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งตามแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy ปลูกจิตสำนึกการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายและแนวปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของบริษัท ที่ให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) และหันมาให้ความสำคัญกับการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) โดยเริ่มต้นจากชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานของบริษัทในประเทศไทยมากกว่า 133,000 คน ให้มีจิตสำนึก “รักษ์โลก” ใช้พลาสติกอย่างรอบคอบ รู้คุณค่า รวมถึงการจัดการขยะที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“โครงการ “ลด รักษ์ โลก” หรือ Less Single-Use Plastic for the Planet ด้วยการลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง เป็นกิจกรรมภายในเพื่อจุดประกายให้พนักงานของบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อไปยังครอบครัวและคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นการทำให้โลกใบนี้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นายวุฒิชัย กล่าว

ซีพีเอฟ ประกาศนโยบายและแนวปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัท มีส่วนร่วมในการบรรเทาผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินการชัดเจน ในปี 2568 สำหรับกิจการในประเทศไทย และปี 2573 สำหรับกิจการในต่างประเทศ โดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำมาใช้ต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) หรือ นำมาใช้ใหม่ (Recyclable) หรือ นำไปผลิตเป็นสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcyclable) หรือ สามารถย่อยสลายได้ (Compostable) ตลอดจนยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็น 100%

นายวุฒิชัย กล่าวย้ำว่า โครงการรณรงค์การลดใช้พลาสติกในองค์กรและกระบวนการผลิตได้ดำเนินการควบคู่กันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) รวมถึงส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ และได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปีงบประมาณ 2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิดและพฤติกรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองได้อย่างเหมาะสม

โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก โดยได้ดำเนินการ คัดเลือกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ และให้ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจัดการฝึกอบรมเกษตรกรทั้งภาคความรู้ และฝึกปฏิบัติตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านที่ต่างๆ โดยมีเป้าหมาย 76 จังหวัด หรือเกษตรกรจำนวน 12,300 ราย

จากการลงพื้นที่ติดตามในพื้นที่จังหวัดยโสธร ของเกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านของ นายบุญส่ง มาตขาว บ้านโนนยาง ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นตัวอย่างปราชญ์เกษตรอินทรีย์ที่ประสบผลสำเร็จและเป็นแหล่งเรียนรู้แนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรที่ผ่านการอบรมจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ของ นายบุญส่ง มาตขาว จำนวน 100 ราย สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ และพึ่งพาตนเองได้

อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในชุมชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเกษตรกร ร้อยละ 73 นำความรู้เรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ประโยชน์ ร้อยละ 77 นำความรู้ที่ได้ไปทำบัญชีครัวเรือน นอกจากนี้ เกษตรกร ร้อยละ 80 มีการทำเกษตรผสมผสาน นำความรู้เรื่องการใช้ที่ดินและการจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเกษตรกร ร้อยละ 93 มีการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนจากการซื้อปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 940 บาท/เดือน และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าบริโภค 720 บาท/เดือน และเพิ่มมูลค่าจากการจำหน่ายสินค้าแปรรูปได้เฉลี่ย 1,080 บาท/เดือน

สำหรับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ของ นายบุญส่ง มาตขาว เป็นตัวอย่างปราชญ์เกษตรอินทรีย์ในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ที่ประสบผลสำเร็จ ได้เริ่มก่อตั้งเป็นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยการเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำเกษตรรูปแบบต่างๆ แต่ยังไม่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2544 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการทำโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย เกิดการรวมกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายชาวบ้าน อีกทั้งได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนเกิดการยอมรับแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาความยากจน