เมื่อถามถึงอนาคตของการเปิดโรงแรมสุนัข คุณธันย์ชนก

บอกว่า น่าจะไปได้ดี เพราะจำนวนการเข้าพักของสุนัขยังคงมีต่อเนื่อง คาดว่าเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ในสังคมไทยดีขึ้น และการบริการของโรงแรมจัดว่าอยู่ในระดับที่ดี ดูแลสุนัขตัวต่อตัว ทำให้ลูกค้าติดใจบอกต่อ เป็นที่มาของจำนวนลูกค้าที่ยังคงมีต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ระหว่างนั้น น้องหมาที่มีอยู่แล้วเริ่มอายุมากขึ้น แต่ละตัวไม่น้อยกว่า 10 ปี ความสดใสร่าเริงภายในบ้านก็เบาบางลง จึงอยากได้สุนัขมาเลี้ยงเพิ่ม การหาสุนัขมาเพิ่มก็ต้องพิจารณาเรื่องของสายพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาเลี้ยงสุนัขขนาดใหญ่ พบว่าปัญหาของสุนัขขนาดใหญ่คือ เมื่อเจ็บป่วยหรืออายุมากขึ้น การดูแลจะยาก แต่เพราะยังรักสุนัขขนาดใหญ่หรือสุนัขที่มีพลังงานสูง เวลช์ คอร์กี้ (Welsh Corgi) จึงเป็นคำตอบ

ที่มาของคาเฟ่หมาคอร์กี้ คุณธันย์ชนก เล่าว่า พื้นที่บริเวณบ้านที่อยู่ใกล้โรงแรมมีเหลือ และทุกวันมีลูกค้าโรงแรมเข้าออกตลอดเวลา จึงคิดขยายการให้บริการเรื่องของเครื่องดื่มและขนมในคาเฟ่ขึ้นมา ประกอบกับเมื่อเริ่มเลี้ยงสุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ แล้วเริ่มอยากได้เพิ่ม และในที่สุดก็เพิ่มจำนวนสุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ ขึ้นมามากถึง 13 ตัว

สุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ มีถิ่นกำเนิดในแคว้นเวลช์ (Wales) ประเทศอังกฤษ เป็นสุนัขอีกสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษและญี่ปุ่น เนื่องจากสุนัขเวลช์ คอร์กี้ ฉลาด ขี้อ้อน ช่างประจบ และรักเจ้าของมาก จนได้ชื่อว่า สุนัขนายเดียว โดยแต่เดิมนั้น สุนัข เวลช์ คอร์กี้ เป็นสุนัขที่ทำงานเฝ้าฝูงโค ต่อมาได้กลายมาเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 จึงทำให้โด่งดังและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

สุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ เป็นพันธุ์ที่กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา มักไม่อยู่สุข เป็นมิตรได้ง่าย ทั้งยังฉลาด น่ารัก ร่าเริง มองดูแจ่มใส ขี้เล่น ไม่ขลาดกลัว มีจิตใจที่กล้าหาญ ขยันทำงาน ช่างประจบประแจง เหมาะมากที่จะเป็นสุนัขครอบครัว เพราะเป็นสุนัขที่สุภาพอ่อนโยนไม่ก้าวร้าว ไม่เห่าไร้สาระ

แต่ในขณะเดียวกัน สุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ ก็สามารถเป็นสุนัขเฝ้ายามได้เป็นอย่างดี ด้วยสัญชาตญาณดั้งเดิมที่มี ประกอบกับความปราดเปรียว แคล่วคล่อง ว่องไว จึงง่ายต่อการฝึกฝน ไม่ว่าจะเพื่อการประกวดสวยงาม หรือฝึกแสดงความสามารถต่างๆ สำหรับการเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ควรเลี้ยงไว้คู่กัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ต้องการเพื่อนอยู่ตลอดเวลา

“ก่อนเริ่มทำคาเฟ่หมาคอร์กี้ ก็ทบทวนอย่างดีแล้วว่ามีความพร้อม และออกหาประสบการณ์คาเฟ่สุนัขหลายแห่ง ไม่มีที่ไหนเลยที่ประทับใจ เท่าที่เห็นเป็นการให้สุนัขออกมาอาศัยอยู่ในคาเฟ่ตลอดเวลา สุนัขไม่มีความสุข และเมื่อเรายึดความสุขของสุนัขเป็นหลัก แต่งานบริการลูกค้าก็ต้องควบคู่ไปด้วย จึงได้ข้อสรุปที่การพาสุนัขออกมาเล่นกับลูกค้าเป็นรอบ รอบละ 1 ชั่วโมง 3-4 รอบ ต่อวัน”

การฝึกสุนัขเป็นสิ่งจำเป็น และเราเลี้ยงสุนัขในแบบที่สุนัขเป็น คุณธันย์ชนก บอก

คุณธันย์ชนกจ้างครูฝึกสุนัขมาฝึกเวลช์ คอร์กี้ ครูฝึกจะเข้ามาฝึกสุนัขสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การฝึกอาจแตกต่างจากทั่วไปคือ ไม่ใช่วิธีบังคับหรือดุสุนัข แต่ใช้วิธีบอก เมื่อไรที่สุนัขทำตามได้ก็ให้รางวัล เพื่อให้สุนัขรู้ว่า สิ่งที่ทำดีและได้รางวัล ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลา แต่สุนัขจะมีความสุขและสมัครใจที่จะทำเอง การให้บริการของคาเฟ่ มีรูปแบบดังนี้

น้องหมาคอร์กี้ 13 ตัว/ประมาณ 50 ท่าน/รอบ หยุดทุกวันจันทร์

วันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 12.30-18.00 น. ส่วนวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 10.30-18.00 น.

เปิดให้บริการเป็นรอบ ให้สุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ ออกมาเล่นด้วย รอบละ 1 ชั่วโมง ดังนี้

รอบที่ 1 : 10.30 น. (มีเฉพาะวันเสาร์ และวันอาทิตย์) รอบที่ 2 : 12.30 น. รอบที่ 3 : 14.30 น. และ รอบที่ 4 : 16.30 น.

ไม่รับจองคิวล่วงหน้า แต่ใช้วิธีเปิดขายบัตรด้านหน้าคาเฟ่ ก่อนเวลาเปิดรอบ 30 นาที ราคาค่าใช้จ่ายรอบละ 250 บาท ต่อท่าน จะได้รับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว และค่าใช้จ่าย 350 บาท ต่อท่าน จะได้รับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว และขนมหรือไอศกรีมอีก 1 รายการฟรีเช่นกัน

คุณธันย์ชนก บอกว่า ตลอด 1 ชั่วโมง ลูกค้าสามารถเล่นกับน้องคอร์กี้ได้ทุกตัว เพียงเรียกชื่อตามป้ายห้อยคอสุนัข และหากต้องการให้อาหารเป็นรางวัลกับสุนัข จะมีเนื้อไก่ส่วนอกบริการ และมีพนักงานคอยดูแลให้ความช่วยเหลือตลอด 1 ชั่วโมงที่อยู่ภายในคาเฟ่

สำหรับการดูแลสุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ คุณธันย์ชนก บอกว่า ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสุนัขแท้จริงแล้วก็เหมือนกันทุกสายพันธุ์ ต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากเจ้าของและพี่เลี้ยงที่ดูแล ให้เวลาสุนัขได้มีอิสระในการวิ่งเล่นออกกำลังกาย อาหารดี พักผ่อนเต็มที่ เช่นเดียวกับคน สุนัขก็มีความสุขแล้ว

ในแต่ละวันเริ่มจากเช้า น้องหมาคอร์กี้ทุกตัวจะถูกพาไปขับถ่าย ระหว่างนั้นที่พักจะได้รับการทำความสะอาด และเริ่มให้อาหารเช้าเมื่อน้องหมาคอร์กี้ขับถ่ายเสร็จ ก่อนจะปล่อยให้วิ่งเล่นตามชอบ และสุนัขทุกตัวจะได้พักผ่อนระหว่างเวลาที่ไม่ต้องเข้าไปเล่นกับลูกค้าในคาเฟ่อยู่แล้ว

“อาหารเช้าเป็นอาหารเม็ด และให้เพียง 50% ของความต้องการตามน้ำหนักตัว ระหว่างวันน้องหมาคอร์กี้จะกินเนื้อไก่ส่วนอกจากลูกค้าเมื่อเล่นกับลูกค้าภายในคาเฟ่ ซึ่งเนื้อไก่ส่วนอกมีปริมาณ 18-20 กรัม ต่อถ้วย และจำกัด 25 ถ้วย ต่อวัน ซึ่งแน่นอนว่าสุนัขแต่ละตัวจะได้รับเนื้อไก่ส่วนอกไม่เท่ากัน แต่ในช่วงเย็น เราจะมีอาหารเสริมให้กินอีกรอบ ได้แก่ นม ฟักทอง แครอต บล็อกโคลี่ เป็นต้น”

ตลอด 4 เดือนของการเปิดให้บริการคาเฟ่หมาคอร์กี้ มีผู้สนใจในสุนัขพันธุ์เวลช์ คอร์กี้ มาที่คาเฟ่แห่งนี้ เต็มทุกรอบทุกวัน คำถามคือ จะเปิดให้บริการรอบเพิ่มหรือไม่ คุณธันย์ชนก บอกว่า ไม่แน่นอน เพราะต้องการให้น้องคอร์กี้ได้พักผ่อนและมีความสุขมากกว่า เพราะถึงแม้คาเฟ่หมาคอร์กี้จะทำเงินได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังยึดหลักการเลี้ยงสุนัขให้เหมือนสมาชิกในครอบครัว ไม่ใช่สุนัขคาเฟ่

ท่านใดอยากลองใช้บริการคาเฟ่ที่มีน้องหมาคอร์กี้ 13 ตัว มานั่งเล่นหยอกล้อด้วยความน่ารัก สามารถเดินทางไปจองรอบได้ที่หน้าคาเฟ่ เลขที่ 338/1 ถนนกัลปพฤกษ์ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์สอบถามเส้นทางกันได้ที่ (062) 865-6156 ได้ตามเวลาเปิดทำการ หรือชมความน่ารักของน้องคอร์กี้ได้ที่ เฟซบุ๊ก คาเฟ่หมาคอร์กี้

มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Rights Promotion Network : LPN) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิแก่แรงงานในสถานประกอบการของซีพีเอฟทั่วประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ช่วยระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน

นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เผยว่า นับเป็นปีที่ 2 แล้วที่มูลนิธิร่วมมือกับซีพีเอฟแสดงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้แรงงานของบริษัทมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ผ่านการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายแรงงานไทย สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง โดยปีนี้ มูลนิธิฯ ยังได้เพิ่มกิจกรรมเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงาน และชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งมีส่วนร่วมเสนอแนะการแก้ไขปัญหาหรือสิ่งที่คาดหวัง

“ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิฯ และซีพีเอฟ ในปีที่ 2 จะมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้แรงงานที่เข้าอบรมได้แบ่งปันข้อมูลคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานและครอบครัวจะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงปัญหาของแรงงานถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการบริหารจัดการด้านแรงงานของบริษัทได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งช่วยทวนสอบถึงกระบวนการจัดจ้างแรงงานที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ถูกต้องตามกฎหมายและหลักสากล” นายสมพงค์ กล่าว

การดำเนินงานของศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN และ Worker Training นอกจากจัดการจัดอบรมแรงงานที่เพิ่งเข้ามาทำงานในสถานประกอบการโรงงานทุกแห่งของซีพีเอฟ โดยมีศูนย์ Labour Voice by LPN ทำหน้าที่เป็นช่องทางให้พนักงานทุกคนทุกเชื้อชาติได้แสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ร้องเรียน หรือขอความช่วยเหลือผ่านองค์กรที่เป็นกลางแล้วนั้นนั้น มูลนิธิฯ ยังเพิ่มกระบวนการทวนสอบการสรรหาและจัดจ้างแรงงานต่างชาติตั้งแต่ประเทศต้นทาง เพื่อให้สร้างความมั่นใจว่าการจัดจ้างแรงงานต่างชาติของซีพีเอฟดำเนินด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และช่วยให้บริษัทสามารถจัดการและป้องกันปัญหาที่อาจทำให้แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือปัญหาหนี้สินที่สูงเกินไป เป็นต้น

นายปริโสทัติ ปุณณภุม รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า จนถึงวันนี้ มูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานให้กับแรงงานที่ทำงานกับซีพีเอฟแล้ว 3 โรงงาน ตั้งเป้าปีนี้จะจัดกิจกรรมการอบรมแรงงานและการทวนสอบข้อมูลที่มาของแรงงานต่างชาติได้ครบทุกโรงงานประมาณ 20 รุ่น เพื่อส่งเสริมความรู้และความสามารถเข้าถึงสิทธิของแรงงานได้เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 คน รวมทั้งบริษัทสามารถมีข้อมูลพื้นฐานที่เพียงพอ นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานให้มีความสุข และสร้างความมั่นคงให้แรงงานและครอบครัวของแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งเสริมการเติบโตอย่างไปด้วยกัน สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการเลือกตั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย คนแรกของประเทศไทย มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนแปลงใหญ่ทั่วประเทศเข้าร่วม โดย นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล จังหวัดชุมพร ได้รับการแต่งตั้ง เป็นนายกสมาพันธ์คนแรก พร้อมเปิดเผยวิสัยทัศน์ สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือเพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ตระหนักถึงแนวโน้มการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งประเทศ ในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ โดยมีเกษตรกรที่มีความสามารถโดดเด่นเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ดี (best practice) พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ซึ่งกระจัดกระจายหลายภาคทั่วประเทศ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการรวมกันเป็นองค์กรหรือเครือข่ายระดับประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เล็งเห็นความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย ตลอดจนการสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบการพัฒนาและบริหาร จัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง โดยมีภาครัฐเป็นฝ่ายให้การสนับสนุน เพื่อสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย 6 ภูมิภาค และกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ

อย่างไรก็ดี กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเพื่อให้ชาวสวนได้มาก่อตั้งสมาพันธ์ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ระเบียบ กติกากันเอง โดยกรมส่งเสริมฯ พร้อมสนับสนุนด้านวิชาการ ซึ่งขณะนี้ได้มีการเลือกตั้งและได้นายกสมาพันธ์ฯ คนแรกของประเทศไทยแล้ว ก็คาดหวังว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยครั้งนี้ จะทำให้เกิดการผลิตทุเรียนคุณภาพสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุเรียนเป็นต้นแบบการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ด้วยความสามารถขององค์กรเกษตรกรเอง มีการขับเคลื่อนการผลิตและการตลาด

รวมทั้งมองถึงการแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดผูกขาดอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการทุเรียนในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนจะได้ปรับเปลี่ยนการผลิต มีการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนในการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น มีการวางแผนที่ดีลดความเสี่ยงการผลิตสินค้าซึ่งมากเกินความต้องการ ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยวิถีทาง แห่งนวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามนโยบายเกษตร 4.0

ด้าน นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยคนแรกของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนแห่งประเทศไทย ถือเป็นมิติใหม่ของวงการทุเรียนของที่มีการขับเคลื่อนโดยเกษตรกรทุกภาคส่วน ภายใต้บริบทการขับเคลื่อนต่อยอดจากการส่งเสริมในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่ ของกรมส่งเสริมการเกษตร เนื่องจากวันนี้ ทุเรียนถือว่าเป็นพืชที่เป็นโอกาสของพี่น้องเกษตรกรที่มีมูลค่าในตัวสินค้าสูง วันนี้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วประเทศกว่า 20 จังหวัด มีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนเข้ามาบริหารจัดการในรูปแบบขององค์กรที่เป็นรูปธรรมในนามของสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย

ซึ่งจะมีคณะทำงานที่มาจากผู้ที่มีอาชีพทำสวนทุเรียนจริงๆ จากทุกภูมิภาคร่วมอีก 18 ท่าน ดังนั้น ในกระบวนการขับเคลื่อนทั้งหมด จะเป็นการกระจายทุกการพัฒนาไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จะไม่มีคำว่าทุเรียนภาคใต้ ทุเรียนภาคกลาง นนทบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด หรือแม้แต่ ศรีสะเกษ แต่จะขับเคลื่อนในลักษณะองค์รวม คือ ทุเรียนไทย โดยวางแนวทางขับเคลื่อนที่จะเพิ่มศักยภาพพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มศักยภาพ

โดยสมาพันธ์จะขับเคลื่อนเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด เพื่อให้สมาชิกทั้งที่อยู่ในระบบเกษตรกรแปลงใหญ่และเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทั่วไปมีความมั่นคงในอาชีพ ภายใต้วิธีคิดเดียวกันคือ “ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพ” และจะทำอย่างไรในฐานะองค์กรที่เป็นผู้นำทางอาชีพเรื่องของทุเรียน แล้วตอบโจทย์ในเรื่องของมาตรฐานสินค้า ให้ได้มาตรฐาน GAP และการบริหารจัดการเรื่องของต้นทุน เพราะหากเราบริหารต้นทุนการผลิตแล้วยึดโยงกับคุณภาพได้ ส่วนตัวมั่นใจว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยจะเป็นองค์กรแรก และเป็นองค์เดียวที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนสามารถพึ่งพาได้

นายฉัตรกมล กล่าวอีกว่า สิ่งแรกที่สมาพันธ์ฯ จะต้องดำเนินการนับจากนี้ คือ การบริหารจัดการไปสู่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ภายใต้กรอบของคณะกรรมการที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคไม่ว่าจะเป็นจากภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคอีสาน หรือแม้กระทั้งที่เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนใหม่อื่นๆ โดยคาดหวังว่าเกษตรกรจะต้องพัฒนาตัวเอง และเป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้าภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้รับผลกระทบจากความผันแปรในเรื่องของราคา การตั้งสมาพันธ์ฯ จึงจะช่วยตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของวิธีคิดของเกษตรกรทั้งที่อยู่ในแปลงใหญ่

หรือนอกแปลงใหญ่ที่จะต้องมีวิธีคิดเหมือนกันในเรื่องของการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า ถ้าคู่ค้ายอมรับในตัวสินค้า เราก็ยังคงเป็นเจ้าของตลาดทุเรียนได้ อีกทั้งเราจะต้องวิเคราะห์พื้นฐานของการผลิตทุเรียน ทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต และการกระจายตัวสินค้า และสุดท้ายที่เกษตรกรจะอยู่ได้คือ การบริหารต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องชาวสวนทุเรียนให้ทำหน้าที่นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยเป็นคนแรก ก็จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ภายใต้วิสัยทัศน์ “สร้างความเข้มแข็ง มั่นคง และประสานประโยชน์ความร่วมมือ เพื่อชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ” และมุ่งหวังว่าสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย จะเข้าไปทำหน้าที่เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) เปิดเผยว่า ผักกาดหัว หรือ หัวไชเท้า เป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ตลอดทั้งปี และเป็นที่ต้องการของตลาด มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 30 วัน ซึ่งหัวไชเท้ามีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร และปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร

จากการสำรวจพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกหัวไชเท้าที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น อยู่ที่อำเภอบ้านแฮด และอำเภอบ้านไผ่ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 13,428 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นต้นทุน 1.78 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลผลิต 7,500 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 4.18 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2.4 บาท/กิโลกรัม หรือ 18,000 บาท/ไร่

สำหรับอำเภอบ้านแฮด มีพื้นที่ปลูกหัวไชเท้า รวม 211 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหัวไชเท้า รวม 97 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ปลูกผักกาดหัวหนองโง้ง ตำบลบ้านแฮด พื้นที่ 103 ไร่ กลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ตำบลโคกสำราญ พื้นที่ 102 ไร่ และ กลุ่มผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ตำบลบ้านแฮด พื้นที่ 6 ไร่ โดยเกษตรกรปลูกได้ประมาณ 2-3 รอบ/ปี จะเริ่มปลูกในช่วงเดือนตุลาคม-มีนาคม ของปีถัดไป นิยมปลูกในพื้นที่หลังฤดูทำนาและพื้นที่สวน คิดเป็นสัดส่วน 30 : 60 ตามลำดับ เกษตรกรจำหน่ายแบบขายส่งให้พ่อค้าที่รับซื้อ ณ ไร่นา โดยพ่อค้านำไปขายส่งที่ตลาดค้าส่งผัก ในจังหวัดขอนแก่นและนครราชสีมา

อำเภอบ้านไผ่ มีพื้นที่ปลูกหัวไชเท้ารวม 60 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรปลูกหัวไชเท้า 1 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรบ้านสว่าง ตำบลหินตั้ง มีจำนวนสมาชิก 32 ราย ซึ่งเกษตรกรมีการบริหารจัดการในการปลูกหัวไชเท้าหมุนเวียนกันประมาณปีละ 7-11 รอบ โดยผลผลิตที่ปลูกช่วงฤดูแล้งในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนผลผลิตช่วงฤดูหนาวในเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ จะได้ผลผลิตดีกว่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ ผลผลิตได้มาตรฐาน GAP ทั้งหมด และคาดว่าภายในระยะ 2-3 ปี ทางกลุ่มจะสามารถผลิตหัวไชเท้าอินทรีย์ได้

ด้านการตลาด เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตให้กับห้างค้าปลีกรายใหญ่ Tesco Lotus ซึ่งมีความต้องการผลผลิตประมาณ 4,500 กิโลกรัม/สัปดาห์ เพื่อกระจายสินค้าในศูนย์ภาคอีสานทั้ง 20 จังหวัด โดยรับซื้อผลผลิตหัวไชเท้าทุกฤดู ในราคา กิโลกรัมละ 12 บาท (ตั้งจุดรับซื้อ ณ สหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตผักบ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น) นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าทั่วไปมารับซื้อหัวไชเท้าจากกลุ่มเกษตรกร โดยในช่วงฤดูหนาวจะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ส่วนช่วงฤดูแล้ง รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 12 บาท เนื่องจากผลผลิตในฤดูแล้งมีน้อยจึงทำให้จำหน่ายได้ราคาดีกว่า

ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดหัวไชเท้าในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 043 261 513 ต่อ 13 หรืออีเมล zone4@oae.go.th หรือสามารถขอคำปรึกษา นายคำสอน เชิดโกทา ผู้ใหญ่บ้านสว่าง ประธานกลุ่มเกษตรกรบ้านสว่าง ตำบลหินตั้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โทร. (061) 945-2066

นักวิจัยกรมวิชาการเกษตร เปิดตัวมวนตัวห้ำ แมลงศัตรูธรรมชาติชนิดใหม่ ชอบกินเพลี้ยไฟมากที่สุด เผยเป็นมวนตัวห้ำที่ไม่เคยพบในไทยและเอเชียตะวันออกฉียงใต้ แถมเพาะเลี้ยงง่าย ขยายปริมาณได้มาก ต้นทุนน้อย ต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ช่วยเกษตรกรลดใช้สารเคมี

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร มีผลงานวิจัยด้านการควบคุมกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ถือเป็นวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดระดับความเสียหายจากศัตรูพืช และสามารถช่วยควบคุมประชากรแมลงศัตรูพืชไม่ให้สูงจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชได้ รวมทั้งลดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นวิธีการที่ได้ใช้ศัตรูธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

ในประเทศไทยมีศัตรูพืชประเภทปากดูดที่สำคัญสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว ไรแดง และไรขาว เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด ซึ่งสามารถลดประชากรของแมลงศัตรูพืชได้ชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากศัตรูพืชในกลุ่มนี้มีขนาดเล็กและมีวงชีวิตสั้น สามารถปรับตัวสร้างความต้านทานต่อสารเคมีได้รวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ โดยสารพิษเข้าไปสะสมในร่างกาย และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคจากสารพิษตกค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้สำรวจพบแมลงศัตรูธรรมชาติที่สำคัญถือเป็นแมลงที่พบครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแมลงศัตรูธรรมชาติดังกล่าวเป็นมวนตัวห้ำ ชนิด Cardiastethus exiguus Poppius พบที่แปลงมันสำปะหลังในจังหวัดกาญจนบุรี โดยมวนตัวห้ำชนิดนี้ชอบกินเพลี้ยไฟมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีมวนตัวห้ำที่สามารถกินเพลี้ยไฟได้ รวมทั้งยังชอบกินแมลงศัตรูพืชซึ่งเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ

จากการศึกษาวิจัย ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับมวนตัวห้ำ C. exiguus ด้านชีววิทยา การเพาะเลี้ยง โดยพบว่าเป็นมวนตัวห้ำที่มีศักยภาพดีในการควบคุมแมลงและไรศัตรูพืชที่สำคัญ เช่น เพลี้ยไฟฝ้าย ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาระบาดรุนแรงในพืชเศรษฐกิจ และมีรายงานการต้านทานสารฆ่าแมลง ยากในการป้องกันกำจัด ที่สำคัญคือ ค้นพบวิธีการเพาะเลี้ยงมวนตัวห้ำ C. exiguus ที่ง่าย สะดวก และประหยัดได้สำเร็จ รวมทั้งมีความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงขยายในปริมาณมาก หรือต่อยอดการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

“ปัญหาที่สำคัญในขณะนี้คือ เพลี้ยไฟ มีความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ดังนั้นการค้นพบมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้แม้จะไม่ได้ทำให้เพลี้ยไฟหมดไปจากประเทศไทย แต่เป็นการป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดได้ ที่สำคัญการควบคุมโดยชีววิธีคือ การลดใช้สารเคมีฆ่าแมลง ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และเป็นวิธีการกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค รวมทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษาวิจัยข้อมูลของมวนตัวห้ำชนิดใหม่นี้จึงสามารถลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวยังได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ประจำปี 2561 ของกรมวิชาการเกษตรด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (BIC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขอเชิญผู้ประกอบกิจการซอฟต์แวร์และไอทีทุกประเภท รวมถึงผู้ประกอบการด้านนาโนเทคโนโลยี ไบโอเทคโนโลยี และสตาร์ทอัพ ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ จัดโครงสร้างองค์กรอย่างเป็นระบบ พร้อมเพิ่มศักยภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยกลไกบ่มเพาะ เชื่อมโยงพันธมิตร และขยายเครือข่ายออกสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ สมัครเข้าร่วม “โครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (SUCCESS 2019)” เพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สมัครออนไลน์และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำความรู้และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรด้วยความเหมาะสมพอเพียง อย่างมีแบบแผน โดยมีแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดขึ้น ได้แก่ การพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่งสภาเกษตรกรฯ มีกลุ่มเป้าหมายอยู่อำเภอละอย่างน้อย 1 คน , การสร้างและใช้แอปพลิเคชั่นในกระบวนการผลิต รับรองผลผลิต