เมื่อพื้นที่มีจำนวนบุกมากขึ้น เศรษฐกิจด้านการรับซื้อบุกก็ดีขึ้น

ทำให้มีการตั้งโรงงานแปรรูปบุกในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนถึง 2 แห่ง การนำบุกจากป่ามาขายจึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุน แต่มีรายได้จากการขายบุกอย่างง่าย จากหัวบุกในอดีตที่เคยขุดมาขาย น้ำหนักมากถึงหัวละ 10 กิโลกรัม ปัจจุบันกลับเล็กลง เพราะเกษตรกรแย่งกันขุด

เริ่มต้นทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ โดยให้ป่าไม้เจ้าของพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม อนุญาตให้เข้าไปเก็บหัวบุกมาขายได้ แต่ขอให้เลือกหัวที่มีความใหญ่ เพื่อให้หัวบุกที่มีขนาดเล็กได้เจริญเติบโตก่อน

จากนั้นเริ่มส่งเสริมให้มีการปลูกบุก โดยเก็บไข่บุกจากป่านำมาเพาะเป็นต้นพันธุ์ นำไข่บุกไปหว่านในแปลง ปล่อยให้ขึ้นเอง ก่อนนำไปแจกจ่ายเกษตรกรที่ต้องการปลูกให้ทั่วถึง

เกษตรกรสบเมยต่างเห็นด้วยกับแนวคิดของอดีตเกษตรอำเภอ จึงเพาะกล้าบุกจากไข่บุกที่เข้าไปเก็บจากป่า แล้วนำบุกไปปลูกแซมในพืชที่ปลูกอยู่แล้ว เช่น อะโวกาโด ลูกเนียง กาแฟ ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกบุกเป็นของตนเอง แต่การเข้าไปเก็บหัวบุกในป่าก็ยังคงทำได้ตามเดิม

ไข่บุก จะเจริญงอกงามอยู่กลางง่ามใบ แต่การเก็บไม่สามารถเด็ดออกจากง่ามใบนำมาเพาะได้ เพราะจะทำให้ไข่บุกเน่า และเชื้อราจากสภาพแวดล้อมเข้าไปทำลายไข่บุก แต่ละรอบการผลิตในฤดูแล้งจะเป็นช่วงที่ลำต้นตายตามธรรมชาติ หลังลำต้นล้ม ประมาณ 1 สัปดาห์ ไข่บุกจะหลุดจากขั้วบริเวณง่ามใบออกมาเอง จากนั้นจึงเก็บไข่บุกนำไปเพาะขยายพันธุ์ได้ ในแต่ละต้นอาจมีไข่บุกมากถึง 60 ลูก

การปลูกบุก คุณวิทยา บอกว่า บุกเป็นพืชล้มลุกที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ ไม่ต้องให้ปุ๋ย ไม่ต้องตัดแต่งกิ่งใดๆ และชอบดินร่วนปนทราย รวมถึงการอยู่ในที่ร่มแสงแดดรำไร ดังนั้น การปลูกบุกแซมในร่องสวนหรือปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่นจึงทำได้ ไม่ต้องเสียพื้นที่

การปลูก ควรเริ่มลงปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคม เมื่อนำต้นกล้าที่เพาะจากไข่บุกมาปลูก ก็ขุดหลุมลงไปเพียงนิดเดียว เอาดินกลบ หากขุดหลุมลึกเกินไปจะทำให้หัวเน่าและการขุดเก็บทำได้ยาก

การปลูกแซมสามารถทำได้ในทุกๆ พื้นที่ และปลูกร่วมกับพืชได้ทุกชนิด

การปลูกเชิงเดี่ยว ควรปลูกให้มีระยะระหว่างต้นและแถวอยู่ที่ 50×70 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกบุกได้ประมาณ 5,000 ต้น

ขนาดของหัวบุก ขึ้นอยู่กับการลงปลูกครั้งแรกว่าหัวบุกมีขนาดเท่าไร เช่น หัวบุกที่เป็นต้นกล้า เมื่อปลูกระยะเวลา 1 ปี หัวบุกที่ได้เมื่อขุดไปขายจะมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่ถ้านำหัวบุกที่มีขนาดครึ่งกิโลกรัมลงปลูก ระยะเวลาปลูก 1 ปี จะได้น้ำหนักหัวบุก 2-3 กิโลกรัม ซึ่งจะใหญ่ขึ้นเป็น 3 เท่า ใน 1 ปี ฉะนั้น หากนำหัวบุกที่มีขนาดใหญ่มากเท่าไรลงปลูก ระยะเวลาเพียง 1-2 ปี ก็ทำให้ได้น้ำหนักของหัวบุกที่เพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ

หลังลงปลูก หากเกษตรกรต้องการเก็บผลผลิตขายเร็ว ระยะเวลา 6 เดือน น้ำหนักหัวบุกครึ่งกิโลกรัม ก็สามารถขุดนำไปขายได้ ยกเว้นหัวบุกที่มีขนาดเล็กเกินไป โรงงานจะไม่รับซื้อ เนื่องจากนำเข้าเครื่องแปรรูปไม่ได้ หรือหัวเล็กแต่สามารถเข้าเครื่องแปรรูปได้ โรงงานก็จะให้ราคาต่ำกว่าที่รับซื้อทั่วไป

ในเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ห่างไกลโรงงานมาก การเดินทางมาส่งบุกที่โรงงานในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา คุณวิทยาจึงเข้าไปส่งเสริมให้ทำบุกตากแห้ง แล้วจึงนำมาส่งให้กับโรงงาน เป็นการลดน้ำหนักของบุกเมื่อขนส่ง ทั้งยังเพิ่มมูลค่าบุกขึ้นไปอีก โดยเนื้อบุก 7 กิโลกรัม เมื่อทำบุกตากแห้งแล้ว จะได้เนื้อบุก 1 กิโลกรัม แต่เกษตรกรจะได้ราคาขายบุกจากราคาปกติเพิ่มขึ้นไปอีก 10 ตัว ซึ่งวิธีการทำบุกตากแห้งไม่ยาก เพียงนำบุกมาล้างให้สะอาด เข้าเครื่องสไลซ์ จากนั้นใช้แก๊สหุงต้มทำความร้อนเพื่อทำให้บุกแห้ง หรือนำไปตากแห้งกับแดด 2 วัน 2 คืน แล้วเก็บไปขายให้กับโรงงาน แต่การตากแห้งควรระวัง เพราะหากเนื้อบุกมีคุณภาพ เมื่อทำตากแห้งแล้วเนื้อบุกจะไม่ดำ หากเนื้อบุกดำ ราคาซื้อขายกับโรงงานจะถูกลงอีก

ปัจจุบัน มีเกษตรกรทำไร่บุกกว่า 3,000 ครัวเรือน พื้นที่อำเภอสบเมยเป็นพื้นที่ดินร่วนปนทราย เหมาะสำหรับพืชมีหัวอย่างบุกอยู่แล้ว ทำให้แต่ละปีมีผลผลิตจากบุกเข้าสู่โรงงานในปริมาณที่สูง ในแต่ละปีมีผลผลิตบุกเฉพาะอำเภอสบเมยป้อนให้กับโรงงานในพื้นที่มากถึง 20,000 ตัน ในปริมาณนี้ คุณวิทยา บอกว่า ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบุกจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะยังมีผู้ผลิตจากประเทศจีนเข้ามาติดต่อรับซื้อบุกในพื้นที่อีกหลายราย ซึ่งการส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นเรื่องของบริษัทรับสัมปทานและโรงงานแปรรูปดำเนินการเอง หากส่งไปยังประเทศจีน สามารถส่งออกไปในรูปของหัวบุกได้เลย แต่ถ้าส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น จำเป็นต้องแปรรูปหัวบุกให้อยู่ในรูปของบุกผงก่อน

“การทำไร่บุกต้นทุนต่ำมาก หากซื้อไข่บุกมาปลูกเอง ราคาลงทุน 50 บาท ต่อกิโลกรัม พื้นที่ต่อไร่ใช้ไข่บุก ประมาณ 100 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 5,000 บาท หากปลูกไว้เพียง 6 เดือน แล้วขุดมาขาย จะได้น้ำหนักบุกหลุมละครึ่งกิโลกรัม รวมน้ำหนักบุกที่ได้ ไร่ละ 2,500 กิโลกรัม คิดราคาบุกเฉลี่ยที่ 20 บาท ต่อกิโลกรัม จะได้เงินจากการขายประมาณ 50,000 บาท ต้นทุนการผลิตนอกเหนือจากค่าไข่บุกแล้ว อาจมีค่าแรงงาน รวมๆ คิดไปที่ต้นทุน 10,000 บาท ทำให้เหลือกำไรจากการขายบุก 40,000 บาท ต่อไร่ และหากเกษตรกรปล่อยไว้นาน 1-3 ปี ก็จะทำให้ได้น้ำหนักบุกมาก สัดส่วนกำไรต่อไร่จากการขายบุกก็จะมากกว่านี้อีกหลายเท่า”

อย่างไรก็ตาม การขุดหัวบุกมาจำหน่าย หากหัวบุกที่ลงปลูกมีระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือน ก็ไม่ควรรีบขุดไปจำหน่าย แม้ว่าน้ำหนักหัวบุกจะได้น้ำหนักตามต้องการ เพราะเนื้อบุกจะยังไม่แก่ถือว่ายังไม่มีคุณภาพ เมื่อเนื้อบุกยังไม่แก่เต็มที่ ขณะขุดออกมาหัวบุกจะไม่เป็นไร แต่จะเริ่มเน่าระหว่างขนส่ง เพราะเนื้อในของบุกยังไม่แน่น วางทับกันมากจะเละและเน่าในที่สุด ทำให้ผลผลิตเสียหายก่อนถึงโรงงาน

“ผมเคยคำนวณราคาต้นทุนและราคาซื้อขายบุก พบว่า จริงๆ ราคารับซื้อในอดีตที่ชาวบ้านไม่มีต้นทุนเลย อยู่ที่กิโลกรัมละ 3-4 บาท เมื่อมีต้นทุน ราคาซื้อขายบุก อยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท ชาวบ้านก็ได้กำไรแล้ว แต่เพราะบุกยังเป็นพืชที่มีความต้องการสูง และผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ราคาซื้อขายปัจจุบันพุ่งขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 27 บาท”

เกษตรกรหลายราย รู้จักวิธีการสร้างมูลค่าจากบุก เมื่อถึงระยะที่ต้นบุกล้ม ก็รอให้ถึงเวลาไข่บุกหลุด เก็บไข่บุกนำไปขาย หรือบางรายเพาะไข่บุกเป็นต้นกล้าก่อน เพื่อให้หัวบุกที่นำไปปลูกจากแปลงเพาะมีหัวขนาดใหญ่ขึ้นในระยะเวลาเท่ากับการปลูกด้วยไข่ หรือบางรายยังไม่เก็บหัวบุกในไร่ของตนเอง แต่เข้าไปเก็บหัวบุกจากป่าออกมาขาย เพราะหวังให้หัวบุกในไร่มีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ การตากแห้งก็เป็นที่นิยมทำในกลุ่มเกษตรกรชาวสบเมย เพราะราคาผลผลิตสูงกว่าการซื้อขายบุกสดหลายเท่า

ทุกวันนี้ คุณวิทยา เกษียณอายุราชการออกมาแล้ว แต่ยังคงทำหน้าที่นักวิชาการเกษตรได้อย่างดีเช่นเดิม ด้วยการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการเข้าไปส่งเสริมการปลูกบุกให้กับเกษตรกรที่สนใจ และหากพื้นที่ใดที่เห็นว่า พื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกบุก ต้องการวิทยากรที่มีความรู้ สามารถติดต่อ คุณวิทยา วนาสถิตย์ ได้ที่ บ้านเลขที่ 334/4 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือโทรศัพท์ 081-960-4986

สวนทุเรียน GAP ของ ลุงมนัส ฮวดจึง ประธานชมรมเกษตรกรชาวสวนจังหวัดปราจีนบุรี บ้านเลขที่ 133/2 หมู่ 8 ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี โทร.0-3740-3568 , 086-144-1092

ลุงมนัสมีพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่ลาดกระบัง อาชีพเดิมทำนาแต่มีรายได้ลุ่มๆ ดอนๆ จึงตัดสินใจ ซื้อที่ดินเนื้อที่ 30 ไร่ ในตำบลดงขี้เหล็กตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนเพื่อปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน ปัจจุบัน สวนฮวดจึง ปลูกทุเรียน 350 ต้น ต้นมังคุด 500 ต้น เงาะโรงเรียน100 ต้น กระท้อน 50 ต้น และมะไฟอีกบางส่วน

ระหว่างเดินชมสวนแห่งนี้ สังเกตว่า ไม้ผลส่วนใหญ่มีอายุกว่า 15 ปีแล้วทั้งสิ้น เช่น ต้นทุเรียน ต้นเงาะพันธุ์โรงเรียน ต้นกระท้อน พันธุ์ปุยฝ้าย ซึ่งโดยปกติ ต้นไม้ที่มีอายุมากจะให้ผลผลิตลดลง แถมลำต้นสูงใหญ่มาก การดูแลสวนจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะต้นกระท้อนที่ต้องอาศัยการห่อผล

ลุงมนัสพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเลือกใช้เทคนิคการทำสาวต้นไม้ ลุงมนัส ต้องใช้เวลาในการตัดทอนต้นให้เตี้ยลง ค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงจะได้ต้นทุเรียน ต้นเงาะ ต้นกระท้อนที่มีวัยสาวเอ๊าะๆ ที่มีผลผลิตเพิ่มพูนมากขึ้น

การดูแล “สวนฮวดจึง” ลุงมนัสไม่ได้จ้างคนงาน อาศัยแค่แรงงานของตัวเอง และภรรยา คือ ป้าฉวีวรรณ แสงอินทร์ ช่วยกันทำงานดูแลในแต่ละวัน ตั้งแต่เช้าตรู่ทั้งสองสามีภรรยาจะช่วยกันดูแลให้น้ำ ตัดหญ้า หว่านปุ๋ยและตัดแต่งกิ่ง สวนแห่งนี้ ดูแลตัดหญ้าจนเตียนแลดูสะอาดตามาก ที่สำคัญสวนนี้ไม่ฉีดพ่นยาฆ่าหญ้า และดูแลให้น้ำด้วยระบบน้ำสปริงเกลอร์ มีสถานที่เก็บอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หยิบใช้งานง่าย ส่วนปุ๋ยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยคอก ที่หาซื้อจากท้องตลาดทั่วไป

ลุงมนัสจะว่าจ้างคนงาน เฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่านั้น ในช่วงต้นฤดู ที่ผลผลิตมีปริมาณไม่มาก ลุงมนัสจะปีนบันไดไม้ไผ่ขึ้นไปตัดทุเรียนด้วยตัวเอง หลังจากนั้นจะใช้เชือกเกี่ยวมัดขั้วผลทุเรียนไว้แบบหลวมๆ และค่อยๆ หย่อนผลทุเรียนลงมาอย่างช้าๆ จนถึงพื้นดิน ลุงมนัสบอกว่า การใช้เทคนิคนี้ ต้องคอยระวังไม่ให้ผลทุเรียนโดนกิ่งทุเรียนบนต้น มิฉะนั้นปมเชือกที่มัดไว้หลวมๆ ก็จะคลายตัวทันที ทำให้ผลทุเรียนร่วงหล่นจนเสียหายได้

ทุเรียนที่เก็บจากในสวนจะถูกทำความสะอาดผล และคัดแยกตามความสวยงาม ขนาด และอัตราความแก่ของผลทุเรียน ก่อนจำหน่าย ลุงมนัสไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องตลาด เพราะสวนฮวดจึง ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพดี เนื้อแห้ง รสหวานมันอร่อย จึงมีลูกค้าขาประจำที่เป็นชาวปราจีนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงแวะเวียนมาซื้อผลผลิตถึงสวน

ยิ่งใกล้วันที่ทุเรียนจะออกจะมีผู้มาเยือนมากมายๆ แถมที่นี่ยังสามารถขายได้ในราคาดีกว่าทุเรียนทั่วไปอีกด้วย แต่ละปี จะมีผลผลิตทั้ง 4 ชนิดเข้าสู่ตลาดประมาณ 31.5 ตัน สร้างรายได้ประมาณ 438,500 บาท มีกำไรสุทธิประมาณปีละ 343,500 บาท

ในอดีตลุงมนัสก็เหมือนเกษตรกรชาวสวนผลไม้รายอื่นๆ ที่ใช้ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืชอย่างเต็มที่ถึงปีละ20 ครั้ง จึงต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงมาก แถมเกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในสภาพแวดล้อมและตัวเกษตรกร ทำให้ร่างกายอ่อนแอ มีโรคภัยรุมเร้ามากมาย

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ลุงมนัสตัดสินใจหยุดการใช้สารเคมีในสวน เกิดขึ้นหลังจากลุงมนัสมีโอกาส พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ทำให้ตระหนักถึงพิษภัยจากการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี และมองเห็นว่า ระบบการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เป็นทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยปรับสภาพแวดล้อมในสวนให้ดีขึ้น

ลุงมนัสจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ จัดการคุณภาพของสวนแบบ GAP เมื่อปี 2548 และได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นแปลงเกษตรปลอดภัย (Q ) เมื่อปี 2549 และได้รับการตรวจสอบเป็นแปลงเกษตรปลอดภัยจากสารพิษต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

ทุกวันนี้ ลุงมนัส ดูแลสวนทุเรียนโดยใช้วิธีการบริหารศัตรูพืชแบบผสมผสาน ( IPM ) เพื่อลดการใช้สารเคมี รักษาความสมดุลทางธรรมชาติและช่วยรักษาระบบนิเวศน์ รวมทั้งนำเทคโนโลยี ในการตัดแต่ง ดอกและผลทุเรียน รวมทั้งผสมเกสรในทุเรียน ใส่ปุ๋ยที่เพียงพอกับความต้องการของพืช ใช้จุลินทรีย์ป้องกันกำจัดโรคพืช ลุงมนัสอาศัยวิธีการควบคุมโรคเน่าของรากทุเรียนโดยการใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ควบคุมศัตรูพืช โดยระบบ ชีววิธี

สวนแห่งนี้มีแมลงศัตรูพืชมากมายเช่น แมลงช้าง มวนเพชรฆาต รวมทั้งมดแดง ลุงมนัสบอกว่า แมลงเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างมาก เพราะทำหน้าที่สร้างความรำคาญให้กับกระรอก ยิ่งต้นไหนมีมดแดงมากๆ ผลไม้เหลือให้เก็บขายได้เยอะ แต่เวลาเก็บผลผลิตต้องอดทน ให้มดแดงกัดสักหน่อยก็ถือว่า คุ้มค่า เพราะมดแดง ทำหน้าที่สำคัญในการกำจัดเพลี้ย ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญในสวนผลไม้

กรมวิชาการเกษตรได้จัดประกวดแปลงปลูกพืชในระบบ GAP ดีเด่นประจำปี 2553 ขึ้นเพื่อคัดเลือกเกษตรกรผู้ที่มีการปฎิบัติที่ดีในการปลูกพืช ( GAP) จากผู้สมัคร 2,000 ราย ปรากฎว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรีได้คัดเลือกสวนทุเรียนของ “มนัส ฮวดจึง” เป็นแปลงเกษตรดีที่เหมาะสม GAP ดีเด่นระดับภาคตะวันออก

ลุงมนัสบอกว่า การจัดระบบการเกษตรดีที่เหมาะสม ต้องอาศัยการจดบันทึกการทำงานในสวนทุกเรื่องอย่างชัดเจนว่า ในแต่ละวัน ดูแลสวนอย่างไรบ้าง ฉีดพ่นปุ๋ย ยาชนิดไหน ใช้ไปมากน้อยแค่ไหน มีรายรับรายจ่ายอะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมากเพราะทำให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนของการผลิต รวมทั้งสามารถคำนวณต้นทุนผลกำไรได้ด้วย

ลุงมนัส ถือเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนทั่วไป เพราะลุงมนัสเป็นผู้ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่หวงวิชา ในแต่ละวันจึงมีเพื่อนเกษตรกรแวะเวียนมาขอเยี่ยมชมสวนและขอความรู้ทางการเกษตร ลุงมนัสยินดีถ่ายทอดความรู้อย่างไม่ปิดอำพราง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความรู้นำไปใช้แล้วได้ผล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี โทร.0-3721-7871 หรืออีเมล์ prachinburi@doae.go.th สำหรับผู้สนใจแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดการสวนทุเรียนกับลุงมนัส สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์ 0-3740-3568 , 086-144-1092 ได้ทุกวัน

หากใครนิยมบริโภคผักเป็นอาหารหลัก คงทราบทันทีว่ามีราคาแพง ด้วยความสงสัยจึงลองสอบถามแม่ค้าตามตลาดสดพบว่าสาเหตุมาจากสภาพอากาศผันผวนเปลี่ยนแปลงกระทบกับผู้ปลูกผัก ทำให้มีผักน้อยราคาจึงสูงเมื่อรวมกับต้นทุนค่าขนส่งอีก

เคยลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรปลูกผักที่แปลง เขาเผยให้ฟังว่า เกษตรกรบางรายรีบเก็บผักส่งตลาด ทั้งที่เพิ่งฉีดสารเคมี เพราะไม่ทันความต้องการของตลาด พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เห็นจะต้องหันไปพึ่งผักปลอดสารแบบมีหีบห่อดีกว่า แต่ก็ไม่วายยังได้รับข้อมูลอีกว่าผักปลอดสารดังกล่าวใช่ว่าจะเป็นของจริงไปเสียทั้งหมด บางแห่งมีการแอบอ้างเพื่อหรอกผู้บริโภคหวังเป็นการค้า

แล้วคราวนี้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พวกเรา…ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องชวนท่านผู้อ่านปลูกผักไว้กินเองคงจะดีแน่!! ความจริงกระแสการปลูกผักเพื่อให้ปลอดภัยในการบริโภคมีทำกันมากหลายแห่ง โดยเฉพาะภาคเอกชนที่พยายามจุดประกายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันหลายจุดตั้งแต่ผู้ปลูกไปจนถึงผู้ขาย พอมาภายหลังหน่วยงานราชการหลายแห่งกระโดดลงมาร่วมวงด้วยเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อการบริโภคแล้วยังทำให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างมะเร็ง

อย่างบุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เขาหลงใหลเรื่องการทำเกษตรแนวอินทรีย์ชนิดซึมลึก สนใจตั้งแต่เรียนปริญญาตรีจนกระทั่งต่อปริญญาโท ระหว่างเรียนยังมีกิจกรรมมากมายได้มีโอกาสพบปะเรียนรู้ทฤษฎีการทำเกษตร “แนวเกษตรอินทรีย์”จากครูบาอาจารย์ ตลอดจนปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ความสามารถหลายท่าน แถมยังมีโอกาสไปฝึกงานในต่างประเทศ

จนวันหนึ่ง เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนควรหันมาพึ่งตัวเองด้วยการปลูกผักสวนครัวไว้เพื่อใช้บริโภคเสริมสร้างความปลอดภัยจากพืชผักที่ปลูกด้วยสารเคมี พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนหลายแห่งถ่ายทอดความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้แก่ผู้สนใจ แล้วเปิดบ้านดัดแปลงเป็นสวนใช้ปลูกพืชผักแนวเกษตรอินทรีย์ชักชวนผู้สนใจหันมาปลูก

ผู้เขียน มีนัดหมายกับคุณนคร ลิมปคุปตถาวร หรือคุณปริ้นซ์ หนุ่มชาวกรุงเทพฯที่บ้านเลขที่ 9/711 สตรีวิทยา 2 ซอย 3 แขวง/เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ครั้นเดินทางมาถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว หากมองจากภายนอกอาจเป็นเหมือนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป แต่เมื่อพบคุณนครในอิริยาบทแบบสบาย กับเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นได้ชักชวนให้เข้าไปภายใน แล้วพบว่าบนเนื้อที่ดินส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแปลงปลูกพืชผักหลากหลายชนิดคล้ายกับสวนแปลงผักของชาวบ้านในต่างจังหวัด และอีกส่วนเป็นอาคารเก่าสองชั้นไม่มีการใช้งานโดยด้านล่างจัดทำเป็นสถานที่เพาะกล้าไม้และอุปกรณ์การทำสวน

ระหว่างที่รอคุณนครกำลังใส่ปุ๋ยผักกวางตุ้งฮ่องเต้อายุ 2 สัปดาห์ ผู้เขียนถือโอกาสเดินสำรวจบริเวณพื้นที่รอบๆ ไปพลาง และพบว่า พื้นที่มีการจัดปลูกไม้พืชผลอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชสวนครัว ไม้ผล สมุนไพร ไม้ดอกหรือกลุ่มเพาะต้นกล้า ทุกอย่างล้วนวางเป็นกลุ่มแยกประเภทแลดูเป็นสีเขียวไปหมด จนแทบไม่น่าเชื่อว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในบรรยากาศของเมืองกรุง แต่ถ้านึกเล่นๆ ลองหลับตาแล้วตัดภาพบ้านเรือนที่เป็นตึกคอนกรีตรายรอบออกไป คงเหลือไว้แต่เพียงบ้านคุณนคร คงเป็นบรรยากาศในสวนต่างจังหวัดแน่นอน

เมื่อคุณนครเสร็จสิ้นภารกิจ การสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้นบนแคร่ไม้ไผ่มุงหลังคาใบจากที่รายล้อมด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดสร้างความกลมกลืนราวกับอยู่กลางไร่สวนต่างจังหวัดคุณนคร บอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีสาขาเทคโนโลยีการเกษตร และปริญญาโทสาขาเกษตรยั่งยืน ดีกรีทั้งสองได้มาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่มีความสนใจเรื่องการเกษตรเพราะสมัยเรียนปริญญาตรี ชั้นปี 2 มีความสนใจแนวคิดเรื่องการเกษตรยั่งยืน รวมไปถึงการเกษตรที่พึ่งพาตัวเองในรูปแบบธรรมชาติซึ่งแนวทางนี้เคยมีการทำมาก่อนหน้านี้ในรูปแบบผสมผสาน ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ วรรณะอินทรีย์หรือแม้แต่การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริที่นำมาผสมผสานกัน

เขาบอกว่า แรงบันดาลใจที่แท้จริง มาจากครูบาอาจารย์หลายท่านที่เกษียณอายุราชการไปแล้วได้กลับมาสอนหนังสือแล้วถ่ายทอดความรู้ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำหมักชีวภาพ จึงมาคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางการทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองได้อย่างถาวรอย่างแท้จริง และแตกต่างจากการเรียนในบางทฤษฎีที่เน้นการใช้สารเคมี ซึ่งถือเป็นความยุ่งยากที่ต้องคอยจดจำว่าตัวใดต้องใช้กับพืชชนิดใดจึงเหมาะสมเกิดประโยชน์ ที่สำคัญสิ่งเหล่านั้นกลับเกิดผลร้ายต่อมนุษย์ที่เป็นผู้บริโภคโดยตรงเสียมากกว่าเรียนรู้ ซึมซับกระทั่งนำมาสู่การทำจริงด้วยตัวเอง

จากแรงบันดาลใจคราวนั้นถูกต่อยอดความรู้เพิ่มจากอาจารย์อีกหลายท่าน จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เรียกว่า “ออร์แกนิค”หรือเกษตรอินทรีย์ มีการเรียนรู้การทำน้ำหมักชีวภาพที่มีต้นคิดมาจากเกาหลี เป็นการทำแนวเดียวกับการทำกิมจิ เพราะเป็นการใช้เศษผัก ผลไม้สลับกับน้ำตาล

ภายหลังที่ได้ทดลองทำปรากฏว่าสิ่งที่พบมีทั้งสารอาหารที่เป็นปุ๋ยที่ดีต่อพืช เป็นฮอร์โมนพืช เป็นสารอินทรีย์ที่ถูกสกัดมาจากธรรมชาติ แล้วจึงลงมือจริงกับแปลงผักที่ปลูกไว้ ผลลัพธ์คือพืชทุกชนิดมีการเจริญเติบโตงอกงามที่ดีอย่างผิดสังเกต ที่เป็นเช่นนั้นเพราะน้ำหมักอินทรีย์เข้าไปเติมคุณค่าในดินให้มีมากขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์อย่างดีต่อพืช ซึ่งแตกต่างกับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างชัดเจน

ความคิดตกผลึก

ร่วมมือกับหลายองค์กร เผยแพร่ให้กว้างขวาง

คุณนคร สะสมประสบการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้จากท่านอาจารย์อาวุโสหลายคน การเรียนรู้โดยตรงจากชาวบ้านที่มีบทบาทเป็นผู้นำทางด้านเกษตรยั่งยืน การฝึกงานจริงในพื้นที่หลายแห่งทั้งในและต่างประเทศและได้สัมผัสความเป็นเกษตรอินทรีย์แท้จริง ถือเป็นการสร้างมุมมองใหม่ที่แตกฉานและกว้างขึ้น

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ความคิดของเขาตกผลึกจนนำมาสู่ความคิดภายหลังที่ได้เรียนจบปริญญาโทว่า ขณะที่เราต้องมีชีวิตจริงอยู่ในสังคมเมือง จะทำอย่างไรถึงจะดึงความเป็นธรรมชาติในชนบทอย่างที่เคยได้สัมผัสมาก่อนให้เข้ามาอยู่ในเมืองกรุงอย่างกลมกลืน

จากนั้น คุณนคร ได้ดัดแปลงพื้นที่ขนาดย่อมภายในบ้านเพื่อใช้ปลูกผักปลอดสารไว้บริโภคภายในครอบครัวก่อน ต่อมามีผู้คนในวงการรักสุขภาพนำเรื่องราวการปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ของเขาไปเผยแพร่ ทำให้มีหลายคนสนใจทำให้ขยายวงออกไป และมีกระแสเรียกร้องให้จัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารแก่บุคคลทั่วไป

จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเปิดคอร์สวิชาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน โดยใช้พื้นที่บริเวณรอบบ้านดัดแปลงเป็นห้องเรียนเกษตรทันที คุณนคร บอกว่าไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอน แต่คิดว่าเป็นการมาพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ที่เคยพบเห็นและได้ปฏิบัติจริง ในครั้งแรกมีคนมาจำนวน 10 คน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น

แต่กระนั้นความร้อนแรงยังไม่หยุด ได้มีหน่วยงานราชการและเอกชนสนใจนำไปจัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนหันมาใส่ใจบริโภคผักที่ปลอดภัยกัน จึงมีการจัดเป็นโครงการสวนผักในเมือง ถือเป็นการปลุกให้คนเมืองสนใจการปลูกผักสวนครัวในบ้าน เพื่อให้เกิดความประหยัดและปลอดภัยต่อสุขภาพ

ในเวลาต่อมาครอบครัวได้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพิ่มอีกหนึ่งแห่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านหลังแรกแต่ยังไม่มีโครงการทำอะไร คุณนคร จึงจัดการขยับขยายปรับปรุงพื้นที่เพื่อสำหรับปลูกผักพืชสมุนไพรและอื่นๆ ที่มีความหลากหลายน่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับชักชวนสมาชิกในบ้านมาทำสวนครัวกันอย่างจริงจัง

พึ่งพาธรรมชาติแนวเกษตรอินทรีย์

สะท้อนกลับ เป็นรางวัลแก่ชีวิต ในระยะยาวคุณนคร มองว่าวิถีการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านโดยทั่วไปมีลักษณะของการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นธรรมชาติในพื้นที่อาศัยอยู่อย่างเกิดประสิทธิภาพ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาเรื่องหนี้สินหรือเป็นความพยายามลดค่าใช้จ่าย แต่แนวทางของชาวบ้านที่ปฏิบัติกันเป็นวิถีชีวิตปกติกลับเป็นผลดีต่อสุขภาพที่ปลอดภัยและยั่งยืนแก่พวกเขาในระยะยาว

“ฉะนั้นจึงมีการนำวิธีนี้ไปเชื่อมโยงกับอีกยุคหนึ่งที่ผู้บริโภคในเมืองและไม่ได้ทำเกษตร แต่สนใจเฉพาะเรื่องสุขภาพ เป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าผลผลิตที่มาจากเกษตรที่เป็นธรรมชาติแท้จริงสามารถบำบัดรักษาโรคที่เป็นโรคอารยธรรมหรือโรคแพ้ภัยตัวเอง เช่นมะเร็ง เบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ หรือบวกกับอานิสงฆ์จากกระแสชีวจิต จึงทำให้คนเมืองหันมาใส่ใจเรื่องผักและวิธีการบริโภคที่ปลอดภัยต่อชีวิตกันมากขึ้น อีกประเด็นอาจมาจากเรื่องสิ่งแวดล้อมที่คนใส่ใจกันมาก เพราะมีการระบุว่าหากกลับมาทำการเกษตรแบบที่มีคุณภาพให้คล้อยตามธรรมชาติแล้ว จะนำไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเลวร้ายให้กลับมาดีเหมือนเดิม”

สรุปสิ่งที่ได้กลับมาแบบเต็ม เต็ม คือสุขภาพที่ดีไร้โรคภัย ลดค่าใช้จ่ายในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง รักษาสิ่งแวดล้อม และนับเป็นทางเลือกใหม่ของผู้คนที่กำลังเข้าหาความสุข

“ผักประสานใจ” ถือเป็นหลักการเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มเดียวกันหรือเป็นการทำในลักษณะเป็นระบบชุมชน ซึ่งหลักการนี้เขาอธิบายว่าคนปลูกและคนกินต้องรู้จักกัน ต้องเป็นเพื่อนกัน เป็นการแยกระหว่างคนปลูกกับคนบริโภค แต่ต้องเป็นคนในกลุ่มเดียวกัน คนปลูกก็ปลูกไป แต่คนบริโภคควรสนับสนุนด้านปัจจัยแก่คนปลูก

ขณะเดียวกัน ควรชักชวนคนอื่นมาเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในด้านการลงทุนปลูกพืชจะมีมูลค่าที่แท้จริงบนพื้นฐานแห่งความช่วยเหลือกัน รวมถึงอาจเป็นการตกลงราคาที่เหมาะสมระหว่างกันและกัน เช่นอาจเก็บค่าสมาชิกเป็นรายปี 12,000 บาท แต่ถ้าเฉลี่ยเป็นรายสัปดาห์ในหนึ่งปีจะพบว่าใช้เงินเพียงแค่สัปดาห์ละ 250 บาท อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าวิธีนี้เป็นเพียงแนวคิดที่กำลังจะทดลองทำเท่านั้น

“ดิน” แหล่งสะสมของธาตุอาหารหัวใจสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์

ส่วนแนวทางการปลูกพืชแบบอินทรีย์ของคุณนคร จะเน้นในเรื่องดินเป็นหลักเพราะดินที่ใช้เป็นการเลียนแบบดินที่อยู่ในป่าที่เป็นผลมาจากการสะสมของอินทรีย์วัตถุในปริมาณมาก อย่างเมื่อก่อนเคยทำเป็นปุ๋ยหมัก พอมาระยะหลังทำไม่ทัน เลยเปลี่ยนมาใช้วัสดุอินทรีย์หลายชนิด ทั้งปุ๋ยคอก เศษใบไม้ นำมาคลุกเคล้ากันแล้วบ่มดินไว้เพื่อให้แตกร่วนซุย เพราะดินที่ดีมีคุณภาพต้องจับตัวกันเป็นก้อนหลวมๆ เวลาบีบจะแตกเป็นเม็ดเล็กๆ มีสีคล้ำที่แสดงถึงความมีอินทรีย์สูง ด้วยคุณสมบัติที่ดินมีความโปร่งและร่วนซุยจะทำให้รากพืชสามารถชอนไชไปหากินอาหารได้ง่าย

นอกเหนือจากปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และอินทรีย์วัตถุอื่นที่มีส่วนสำคัญและเป็นหัวใจของการนำมาใช้ประกอบการปลูกพืชแนวนี้แล้ว การดูแลป้องกันโรคและแมลงที่มารบกวนก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คุณนครเผยว่าควรจะปลูกพืชที่มีความหลากหลายรวมกัน เพื่อต้องการให้มีความเกื้อกูลกัน เช่นการปลูกไม้ดอกที่มีสีสันสวยงามเพื่อใช้ล่อแมลงที่จะมารบกวนพืชที่ปลูก แล้วแมลงเหล่านั้นจะทำลายกันเองวิธีการเช่นนี้ถือเป็นเครื่องมือทางธรรมชาติในการล่อแมลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นแต่อย่างใด เพราะหัวใจของเกษตรอินทรีย์คือความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ปัจจุบันคุณนครยังคงจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แก่ผู้สนใจทั่วไปที่บ้านของเขา มีการจัดอบรมเดือนละครั้ง ใช้เวลาอบรมเพียง 1 วัน และจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกพูดคุยกันก่อนแล้วจึงลงมือปฏิบัติต่อในช่วงที่สอง ในแต่ละครั้งจะอบรมจำนวน 30 คน เก็บคนละ 500 บาท เป็นค่าเอกสาร อาหาร และอุปกรณ์ นอกจากนั้นเขายังเดินสายให้ความรู้และความช่วยเหลือตลอดจนเป็นที่ปรึกษาแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง

แนะวิธี…ปลูกสวนครัวง่ายๆ ไว้ในที่พัก

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชแต่มีเนื้อที่จำกัดว่า ควรจัดหาภาชนะมาปลูกแทนการลงดิน และควรให้พืชได้รับแสงแดด แต่หากมีข้อจำกัดในเรื่องแสงแดดอีก ก็อาจต้องหันไปเลือกพืชบางชนิดที่ไม่ต้องการแสงอาทิ การเพาะเห็ด หรือเพาะพวกเมล็ดงอกต่างๆ เช่นทานตะวัน,หัวไชเท้างอก,ถั่วงอก เพราะพืชเหล่านี้นำมาประยุกต์ใช้ปรุงอาหารได้อย่างสบาย

คุณนคร ยังเพิ่มเติมอีกว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมาแรงผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม ควรใช้วิธีการบริโภคแบบเรียนรู้มากกว่าการรอรับ หรืออย่ารอที่จะรับรู้เพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีความรวดเร็วและว่องไว อาจทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความสับสนได้ง่าย เพราะสิ่งที่เชื่อถือได้คือสิ่งที่ต้องรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นอยากเน้นอีกครั้งว่าควรหันมาเป็นผู้บริโภคแบบเรียนรู้ดีกว่า

จึงควรเริ่มต้นด้วยการปลูกกินเอง ควรหาข้อพิสูจน์เปรียบเทียบให้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างการใช้และไม่ใช้สารเคมี ควรรับรู้ด้วยตัวเองถึงรสชาติ และกลิ่น เพราะหากคุณเคยลิ้มลองรสชาติพืชผักที่เป็นธรรมชาติแท้จริงแล้ว เมื่อคุณไปบริโภคของที่มีรสชาติแปลกกว่า คุณจะรับรู้ทันทีว่ามันเป็นสารเคมี

“ในปัจจุบันการบริโภคผักแบบปลอดสารอาจมีราคาแพงกว่าสารเคมี แต่ท่านยังมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้บริโภคทุกคนมีพลังในการเลือก เพราะการบริโภคอาหารแต่ละอย่างถือเป็นการโหวตเพื่อเลือกว่าต้องการให้มีการบริโภคกันแบบใด แนวใดในสังคมนี้”

ฉะนั้น หากต้องการบริโภคแบบสด สด ที่ไม่ต้องเดินทางไปไกล ไม่ต้องการเลือกผักที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังมีขั้นตอนและวิธีการทำอย่างไร ควรหันมาบริโภคให้ใกล้ตัวด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองกันอย่างน้อยก็ปลอดภัยทั้งเงินและชีวิต…จะดีกว่าไหม

สนใจต้องการทราบข้อมูล หรือขอคำแนะนำการทำสวนเกษตรแบบอินทรีย์เพื่อปลูกไว้รับประทานภายในบ้านติดต่อคุณนครได้ที่โทรศัพท์ 081-8672042 ประชาชนปลาบปลื้ม รับมอบบ้านจากกองทัพภาคที่ 1 โครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส โครงการสนับสนุน ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

วันที่ 11 และ 12 ธันวาคม 2561 พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ แม่ทัพภาคที่ 1 ( มทภ.1) พร้อมด้วย พลตรี สันติพงษ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร เป็นประธานมอบบ้าน ตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส จำนวนรวม 8 หลัง พร้อมมอบสวนหย่อมและการปรับปรุงภูมิทัศน์ แก่ชุมชน ซึ่ง พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ กล่าวว่า โครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากไร้และด้อยโอกาส เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพภาคที่ 1 กับกรุงเทพมหานคร เป็นโครงการสนับสนุน ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราโชบาย ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในการบำเพ็ญ