เมื่อย้อนกลับมาดูตำราแพทย์แผนไทยรุ่นหลังๆ เช่น สารานุกรม

สมุนไพร ของ อาจารย์วุฒิ วุฒิธรรมเวช ท่านระบุสรรพคุณของมะงั่ว ไว้ว่า น้ำในผล-รสเปรี้ยว ฟอกโลหิต ระดู แก้ไอ กัดเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน และ ราก-รสปร่าจืด กระทุ้งพิษ แก้พิษผิดสำแดง แก้พิษฝีภายใน และแก้เสมหะเป็นโทษ

ในขณะที่หนังสือ ช่วยสอบวิชาเภสัชกรรมแผนโบราณ ของ อาจารย์มัธยัสถ์ ดาโรจน์ ระบุสรรพคุณของน้ำมะงั่วและรากมะงั่วไว้ตรงกันกับที่อาจารย์วุฒิระบุไว้ แต่มีเพิ่ม ผิวจากผลมะงั่วว่า มีสรรพคุณแก้ลม และขับลมในลำไส้อีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่พวกเราควรจะรู้เอาไว้

มะงั่ว เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา, ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 1 ใบ ออกเรียงสลับ ลักษณะใบมีทั้งรูปไข่แกมรูปใบหอก และใบที่มี 2 ตอน คือ ปลายใบมนรี และมีโคนใบคอด (คล้ายกับใบมะกรูด แต่ส่วนโคนใบจะเล็กกว่าใบมะกรูด) แบ่งเป็น 2 ส่วน สีเขียวเข้มและมีจุดน้ำมัน, ดอกมีสีชมพูอมม่วง ออกเป็นช่อตามซอกใบ มีกลีบดอก 5 กลีบ, ผล-ค่อนข้างกลม ผิวขรุขระเล็กน้อยคล้ายส้มซ่า ส่วนหัวบุ๋มลงไปจากพื้นผิวเล็กน้อย เนื้อในเป็นเม็ดใส มีรสเปรี้ยว โดยที่ผลจะออกเดี่ยวๆ ก็มี หรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-5 ผล ก็มี ความยาวของเส้นรอบผล ประมาณ 27-28 เซนติเมตร

ผลของมะงั่วเมื่อผ่าออกมาจะคล้ายๆ กับส้มโอ คือ เปลือกหนา, มีเมล็ดจำนวนมาก รสของน้ำมะงั่วจะเปรี้ยวและหอมคล้ายน้ำมะนาว แต่รสอ่อนกว่ามะนาวเล็กน้อย ใช้แทนน้ำมะนาวได้ เมื่อนำไปปรุงโดยเติมเกลือกับน้ำตาลทรายก็มีรสกลมกล่อมชวนรับประทาน ปัญหาคงจะอยู่ที่ว่า น้ำมะงั่วสดเก็บไว้ได้ไม่นาน (แม้จะคั้นใส่ตู้เย็นไว้ก็ตาม) จึงขอฝากเป็น “การบ้าน” ให้นักโภชนาการหรือนักคหกรรมศาสตร์ไปลองคิดหาวิธีที่จะแปรรูปหรือถนอมน้ำมะงั่วให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานๆ ต่อไป เช่น อาจจะใช้กระบวนการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization คือการฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีการใช้ความร้อนปานกลาง ราว 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที) เข้าช่วย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะงั่วต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน แหล่งต้นพันธุ์มะงั่วค่อนข้างจะหาได้ยาก จะพบได้ตามไร่ตามสวนสมรม (สวนไม้ผลโบราณ) หรือในสวนของผู้แสวงหาและนักสะสมพันธุ์ไม้หายากที่แท้จริงเท่านั้น และในรายที่มีต้นพันธุ์อยู่ ส่วนใหญ่มักไม่ได้เตรียมเพาะหรือตอนกิ่งไว้เพื่อเผยแพร่ ทำให้ไม้ต้นนี้กลายเป็นไม้ที่ยังหายากอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งต่อวงการนักอนุรักษ์ไม้ผลหายากของเมืองไทย

ก่อนจบเรื่องราวของมะงั่วในฉบับนี้ ผู้เขียนใคร่ขอคัดลอกสรรพคุณของส่วนต่างๆ ของมะงั่วที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาบันทึกไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ที่รักไม้ต้นนี้ กล่าวคือ

น้ำมะงั่ว เป็นยาฟอกโลหิตระดู ขับโลหิตระดู กัดเสมหะ กัดเถาดานในท้อง แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้ไอ, เปลือก ผล-ใช้รักษาขี้กลาก แก้ลมเสียดแน่น และแก้ลมขึ้นเบื้องสูง, ผิวของเปลือกผล-เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน แก้ลมท้องขึ้นอืดเฟ้อ, เปลือกต้น-แก้พิษไข้ แก้พิษกาฬ แก้เสมหะเป็นโทษ, ราก-เป็นยากระทุ้งพิษ แก้เสมหะ แก้พิษฝีภายใน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ประดง และแก้น้ำเหลืองเสีย (ที่มา-สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคอีสาน เรื่อง มะนาวควาย เรียบเรียงโดย พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, 2549)

หนังสือ สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคอีสาน ได้ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของมะงั่วต่างไปจากของราชบัณฑิตยสถาน โดยกล่าวว่า มะนาวควาย มีชื่อว่า Citrus medica Linn. Var medica วงศ์ RUTACEAE ตรงกัน ก็ขอนำมาบอกกล่าวเป็นการแถมท้ายไว้ และแล้ว เรื่องราวของ มะงั่ว หรือหมากเว่อ หรือหมากกินเกิ้ม (ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน) หรือลีมากูบา (มลายู-ภาคใต้) ก็จบลงแต่เพียงแค่นี้ แลฯ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้ามีส่วนร่วมคุ้มครองโลก อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ จับมือภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ดำเนินโครงการปลูก-อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้บนบกและป่าชายเลน พร้อมทั้งลดและเลิกใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นทั้งกิจการในประเทศและต่างประเทศ

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรควบคู่กับการตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชุมชน และสนับสนุนพนักงานให้ร่วมเป็นเครือข่ายจิตอาสาอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งภายในและรอบรั้วโรงงานและฟาร์ม รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

ภาพรวมผลดำเนินงานโครงการด้านการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ในปี 2561 สามารถเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกใหม่ พื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนและป่าบนบกได้รวมทั้งสิ้น 10,079 ไร่ ประกอบด้วย โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำป่าสัก พื้นที่ดำเนินการ 5,971 ไร่ เป็นผืนป่าแห่งแรกของประเทศที่มีการนำนวัตกรรมปลูกป่า 4 รูปแบบมาผสมผสานใช้ ทำให้อัตรารอดตายของต้นไม้ปลูกใหม่เมื่อปีก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 90 ชุมชนโดยรอบได้ใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่ได้จากการฟื้นตัวของป่าไม้ และยังได้ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ สำรวจพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 9 ชนิด นก 119 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 20 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 15 ชนิด

นอกจากนี้ ยังมีโครงการปลูกป่าชายเลน “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าใหม่ อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ 5 จังหวัด คือ ระยอง สมุทรสาคร พังงา สงขลา และชุมพร รวม 2,388 ไร่ โครงการรักษ์นิเวศ ซึ่งส่งเสริมให้พนักงานของฟาร์มและโรงงานทั่วประเทศปลูกต้นไม้ในพื้นที่สถานประกอบการทั่วประเทศ ดำเนินการได้รวม 1,720 ไร่

นอกจากการร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทยแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิตและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สนับสนุนเป้าหมายการจัดการพลาสติกของประเทศ อาทิ นำถังบรรจุอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ หรือ Bulk Feed Tank มาใช้ทดแทนถุงบรรจุอาหารสัตว์พลาสติก พัฒนาถาดพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) จากวัสดุธรรมชาติที่หมุนเวียนได้ (Renewable Resources) ที่เรียกว่า Polylactic Acid (PLA) ซึ่งย่อยสลายได้ มาใช้กับสินค้ากลุ่มหมูสดและไก่สดแช่เย็นเป็นรายแรกของไทย ในปี 2558 เป็นต้น

รวมทั้งได้ประกาศนโยบายบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ครอบคลุมกิจการทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการลดใช้พลาสติกตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กำหนดเป้าหมายยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็น ภายในปี 2568 สำหรับกิจการในประเทศไทย และภายในปี 2573 สำหรับกิจการในต่างประเทศ

ทั้งนี้ วันที่ 22 เมษายน ของทุกปี เป็นวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ซึ่งประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Program : UNEP) เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2513 เป็นอีกวันที่กระตุ้นเตือนประชากรทั่วโลกให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของระบบนิเวศโลกที่สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ต้องพึ่งพาอาศัย เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตบนโลกที่เป็นบ้านของเราทุกคน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสงสัยว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่มีข้อมูลมาแจ้งล่วงหน้าว่า ในแต่ละปีจะเกิดสภาวะแห้งแล้ง หรือน้ำท่วมเกิดขึ้น เพื่อว่าเกษตรกรจะได้เตรียมตัวได้ทันเวลา ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรให้ข้อคิดและคำแนะนำด้วยครับ

ประเทศไทย มีข้อมูลในทางวิชาการอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยในทุกสาขา แต่ภาครัฐนำไปใช้ประโยชน์ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่าง กรมวิชาการเกษตร ได้นำข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่รวบรวมไว้ 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ในทุกรอบ 10 ปี จะเกิดสภาวะฝนแล้ง 4 ปี โดยแบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี แล้งไม่รุนแรง 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี และอยู่ในสภาวะปกติเพียง 3 ปี เท่านั้น

สภาวะดังกล่าวใช้จำนวน พายุดีเปรสชั่น (Depression) เป็นตัวชี้วัด คือ ในสภาวะปกติจะมีดีเปรสชั่นพัดเข้าสู่ประเทศไทยจากทะเลจีนใต้ผ่านมาทางเวียดนาม จำนวน 3 ลูก หากพายุดีเปรสชั่นพัดเข้ามาเกิน 3 ลูก ปีนั้นน้ำจะท่วมทันที ตัวอย่างปี พ.ศ. 2554 พายุดีเปรสชั่นพัดเข้ามาที่ประเทศไทย จำนวน 5 ลูก

และหากปีใดพายุดีเปรสชั่นพัดเข้ามาน้อยกว่า 3 ลูก จะเกิดภาวะแห้งแล้ง และถ้าหากแล้งติดต่อกันหลายปีจะเกิดสภาวะแห้งแล้งรุนแรง ส่งผลให้ไผ่ตายขุย ซึ่งเคยมีมาแล้วในอดีต ญาติผู้อาวุโสของผมเล่าให้ฟังว่า เมื่อไผ่ตายขุยชาวบ้านจะนำขุยไผ่รูปร่างคล้ายเมล็ดข้าวมานวด ฝัด และขัดสีจนสะอาดแล้ว ใช้หุงต้มร่วมกับเผือกหรือกลอย ใช้บริโภคแทนข้าว ในสภาวะแห้งแล้งรุนแรงดังกล่าว

หากรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รู้จักนำข้อมูลที่มีอยู่จะเกิดประโยชน์ต่อการผลิตการเกษตรมากขึ้น หรืออย่างน้อยยังช่วยลดความเสียหายจากสภาวะวิกฤต ทั้งน้ำท่วมหรือฝนแล้งลง อันจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้ยากไร้ทั้งประเทศ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้เลือกต้นไม้ รุกข มรดกของแผ่นดิน เพื่อรวบรวมข้อมูลต้นไม้ ไปใช้ในการสืบค้น เผยแพร่ และส่งเสริมให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และให้เด็กเยาวชน ประชาชน เห็นความสำคัญของต้นไม้และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลรักษาต้นไม้

รุกขมรดก นั้นเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีคุณค่าหรือมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ซึ่งไม่สามารถแทนที่ได้ เกณฑ์พื้นฐานสำหรับการกำหนดต้นไม้มรดกที่มีคุณค่าคือ อายุ ความหายาก และขนาด รวมถึงสุนทรียศาสตร์ พฤกษศาสตร์ นิเวศวิทยา และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ในบางประเทศมีการตรากฎหมายเพื่อคุ้มครองต้นไม้ที่เป็นมรดกของชาติ เช่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

สำหรับ รุกข มรดก ของแผ่นดิน 88 ต้น ทั่วประเทศไทย ได้แก่
1. ต้นมะเดื่อยักษ์ หมู่บ้านวุ้งกะสัง จ.กำแพงเพชร
2. ต้นตะเคียนทอง วัดพระธาตุดอยภูแก้ว จ.เชียงราย
3. ต้นยมหิน วัดพระธาตุดอยภูแก้ว จ.เชียงราย
4. ต้นสมอพิเภก อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ จ.เชียงใหม่
5. ต้นไทรโอบต้นสัก ดงพระเจ้า จ.เชียงใหม่
6. ต้นขนุน ชุมชนไทลื้อ จ.เชียงใหม่
7. ต้นราชพฤกษ์ วัดมณีบรรพวรวิหาร จ.ตาก
8. ต้นแจง เมืองเก่าเวสาลี จ.นครสวรรค์
9. ต้นเต่าร้างยักษ์ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน
10. ต้นขี้เหล็ก บ้านสันป่างิ้ว จ.พะเยา
11. ดงต้นตะแบก ป่าดงเปือยเปียง จ.พะเยา
12. ต้นสะตือ ริมคลองข้าวตอก จ.พิจิตร
13. ต้นปีบ ถนนสังฆบูชา จ.พิษณุโลก
14. กลุ่มต้นโพธิ์วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก
15. ต้นมะขามเปรี้ยว หน้าวัดปากห้วยขอนแก่น จ.เพชรบูรณ์
16. กลุ่มต้นสนสองใบ สวนสนดงแปก จ.เพชรบูรณ์
17. สวนสัก บ้านแม่พวก จ.แพร่
18. ต้นกระพี้จั่น หน่วยพิทักษ์ป่าโพซอ จ.แม่ฮ่องสอน
19. ป่าสักนวมินทรราชินี จ.แม่ฮ่องสอน
20. ต้นพิกุล วัดป่าเสียด จ.ลำพูน
21. ต้นบุนนาค วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
22. ต้นตาล 3 ยอด บ้านดอกจันทร์ จ.สุโขทัย
23. ต้นมะขาม หมู่ 7 บ้านนากลาง จ.สุโขทัย
24. ต้นบุนนาค วัดคุ้มตะเภา จ.อุตรดิตถ์
25. ต้นขานาง กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา ต.ท่าเสา จ.กาญจนบุรี
26. ต้นเสลา วัดถ้ำองจุ จ.กาญจนบุรี
27. ต้นพญางิ้วดำ วัดเขาช่องกลิ้งช่องกรด จ.กาญจนบุรี
28. กลุ่มต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม
29. ต้นทุเรียนนนท์ พันธุ์ย่ำมะหวาด สวนเพ็งสุข จ.นนทบุรี
30. ต้นสะตือ วัดสิงห์ จ.ปทุมธานี
31. ต้นเกด วัดสิงห์ จ.ปทุมธานี
32. กลุ่มระบบนิเวศป่าโกงกาง วนอุทยานปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
33. ต้นโพธิ์ วัดพระงาม จ.พระนครศรีอยุธยา
34. กลุ่มต้นยางนา ถนนเพชรเกษม จ.เพชรบุรี
35. ต้นพิกุล วัดไลย์ จ.ลพบุรี
36. ต้นมะเกลือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จ.ลพบุรี
37. กลุ่มระบบนิเวศป่ายางนา จ.สระบุรี
38. ต้นมะกล่ำต้น วัดโคปูน จ.สิงห์บุรี
39. ต้นยางนาคู่ วัดยางทอง จ.อ่างทอง
40. กลุ่มต้นยางนา ถนนสายสุขุมวิท จ.จันทบุรี
41. ต้นเลียบประวิช จ.ชลบุรี
42. กลุ่มต้นตะเคียนและต้นยาง วัดอุดมธานี จ.นครนายก
43. กลุ่มระบบนิเวศป่าไม้เสม็ดขาว จ.ระยอง
44. ต้นชุมแสง หมู่ 1 ต.กระเฉด จ.ระยอง
45. ต้นมะขาม องค์การบริหารส่วนตำบลเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว
46. กลุ่มต้นยางนา บ้านกลางหมื่น จ.กาฬสินธุ์
47. ต้นเฉลียงทอง วัดเฉลียงทอง จ.ขอนแก่น
48. ต้นประดู่ หมู่ 4 บ้านกระจวน จ.ชัยภูมิ
49. ต้มจามจุรี วัดจอมศรี จ.นครพนม
50. ต้นกันเกรา บ้านดงติ้ว จ.นครพนม
51. ต้นกระบก โครงการชลประทานบึงกาฬ จ.บึงกาฬ
52. ต้นมะค่าโมง สวนป่าชุมชนบ้านซาด จ.บุรีรัมย์
53. ต้นพฤกษ์ บ้านพักศึกษาธิการอำเภอนาดูน จ.มหาสารคาม
54. ต้นพลวง โรงเรียนบ้านหัวช้าง จ.มหาสารคาม
55. ต้นค้างคาว อนุสาวรีย์พระศรีสุวรรณวงศา จ.มหาสารคาม
56. ต้นสำโรง วัดบางทรายใหญ่ จ.มุกดาหาร
57. ต้นพอก วัดป่าหนองสิม จ.ยโสธร
58. ตะพะยูง ดอนปู่ตา จ.ร้อยเอ็ด
59. กลุ่มต้นจำปาลาว พระธาตุศรีสองรัก จ.เลย
60. กลุ่มต้นค้างคาว หอน้อย บ้านเดิ่น จ.เลย
61. กลุ่มต้นลำดวน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จ.ศรีสะเกษ
62. กลุ่มต้นสนยักษ์ วนอุทยานป่าสนหนองคู จ.สุรินทร์
63. ต้นชิงชัน วัดภูผาดัก จ.หนองคาย
64. ต้นมะค่าโมง วัดถ้ำสุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู
65. กลุ่มต้นยางนา วัดนาคาเทวี จ.อุดรธานี
66. ต้นจามจุรียักษ์ บ้านสองคอน จ.อุบลราชธานี
67. กลุ่มต้นชมพูน้ำ ป่าพรุ ท่าปอมคลองสองน้ำ จ.กระบี่
68. ต้นตำเสา กุโบร์บ้านร่าหมาด จ.กระบี่
69. ต้นทุเรียนบ้านขี้เล็ด จ.ชุมพร
70. ต้นตะเคียนทอง หมู่ 16 บ้านคล้องช้าง จ.ชุมพร
71. กลุ่มต้นกระบากทอง สวนพฤกษศาสตร์ จ.ตรัง
72. ต้นหมากพลูตั๊กแตน หมู่ 3 ต.ปากคม จ.ตรัง
73. ต้นไทร ศาลหลวง จ.นครศรีธรรมราช
74. ต้นโพธิ์ วัดพระพุทธ จ.นราธิวาส
75. ป่าชายเลยถ้ำโกงกาง เกาะพนัก จ.พังงา
76. ต้นกระทิง อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
77. กลุ่มต้นพะยอม วัดป่าพะยอม จ.พัทลุง
78. กลุ่มต้นตาลโตนด แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต
79. ต้นตำเสา หมู่ 2 ต.ยุโป จ.ยะลา
80. ต้นอบเชย สวนรุกขชาติรักษะวาริน จ.ระนอง
81. กลุ่มต้นตาลโตนด อำเภอสิงพระ จ.สงขลา
82. ต้นทุเรียนบ้านพันธุ์ซุ้มหมู จ.สตูล
83. ต้นขนุนทอง ต.แป-ระ จ.สตูล
84. ต้นไม้คู่ (ต้นไทรและต้นไข่เขียว) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี
85. ต้นจำปาป่า แหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ป่าชุมชนตามศาสตร์พระราชา จ.สุราษฎร์ธานี
86. ต้นสมอไทย โรงเรียนวัดเปาโรหิตย์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
87. ต้นไทรย้อย วิทยาลัยเทคโนโลยีพระราม 6 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
88. กลุ่มต้นจามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

จากนักแสดงซิทคอม เรื่อง เป็นต่อ ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ส่งให้ คุณอู๊ด – ธีระชาติ ธีระวิทยากุล เป็นนักแสดงที่มีผลงานผ่านละครและบทบาทของพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมมาหลากหลายบทบาท แต่ด้วยความไม่แน่นอนในวงการบันเทิงจึงทำให้คุณอู๊ดต้องมองหาอาชีพอื่นเพื่อเป็นหลักให้กับตนเองและครอบครัวเพิ่มเติม จนมาจบที่การทำธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบแฟรนไชส์ร้านชาบู ที่มีชื่อว่า ‘ชาบูอู๊ดเป็นต่อ’ เพราะครอบครัวเป็นคนที่ชอบทำอาหาร

กอปรกับได้สำรวจตลาดชาบูจนกระทั่งทดลองทำสูตรของตัวเองขึ้นมาในรูปแบบที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ที่ได้ผ่านการทดสอบการชิมรสชาติจากบุคคลต่างๆ มาแล้วเป็นร้อยคน ซึ่งปัจจุบันเปิดมาแล้วกว่า 40 สาขาทั่วประเทศภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งในรูปแบบของร้าน ‘ชาบูอู๊ดเป็นต่อ เอ็กซ์เพรส และ ชาบูอู๊ดเป็นต่อ บุฟเฟต์’ โดยทุกสาขาจะได้รับวัตถุดิบที่คัดคุณภาพมาแล้วอย่างดี รวมทั้งน้ำจิ้ม 4 สูตร ได้แก่ น้ำจิ้มสุกี้, น้ำจิ้มซีฟู้ด, น้ำจิ้มพอนสึ และน้ำจิ้มงา พร้อมด้วยน้ำซุป 6 สูตร ให้ลูกค้าได้เลือกสรร ได้แก่ น้ำซุปชาบูรสดั้งเดิม, ต้มยำน้ำข้น, ต้มยำน้ำใส, น้ำดำญี่ปุ่น, น้ำซุปหม่าล่า และน้ำซุปเย็นตาโฟ โดยน้ำซุปต้มยำน้ำข้นเป็นรสยอดนิยมที่สุด

นอกจากนี้ คุณอู๊ด ยังเปิดโอกาสให้กัลยาณมิตรทั้งในและนอกวงการบันเทิง ได้เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจโดยการนำผลิตภัณฑ์มาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งบริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งพาร์ตเนอร์ล่าสุดที่ได้นำขนมผักกรอบ แบรนด์ DEEDY เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านชาบู อู๊ด เป็นต่อ เอ็กซ์เพรส เพื่อเป็นเมนูสแน็กเฮลธ์ตี้อีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่สั่งชาบูกลับไปรับประทานที่บ้าน ซึ่งคุณอู๊ดและทีมงานก็ได้ชิมและมีความชื่นชอบในรสชาติของขนม จึงได้ตกลงนำขนมผักกรอบ DEEDY เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร้านด้วย โดยคุณอู๊ดได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“ผมคิดว่า ขนมผักกรอบ แบรนด์ DEEDY สามารถนำมากินเล่นๆ ได้ ซึ่งผมคิดว่าอะไรที่มีคุณประโยชน์ก็ควรกิน ก็เหมือนอะไรที่ดี ผมก็จะเอาเข้าร่างกาย เพื่อนที่ดีผมก็จะเอาเข้ามาในชีวิต สำหรับขนมผักกรอบนี้ก็ลองเอามาวางขายที่ร้านดู เผื่อใครต้องการสั่งซื้อกลับไปกินที่บ้าน เป็นของแกล้มหรือของกินเล่นเวลา ดูหนังดูบอลเพลินๆ ซึ่งก็มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย”