เมื่อลำไย มีรสหวานนกทุกชนิดจะมากิน สังเกตที่ยอด จะด้วน

เพราะนกกิน ส่วนอยู่ด้านล่างก็รอดไป ศัตรูลำไยมีนกปรอท นกหัวขอน ค้างคาว ถ้าลำไยยังไม่หวานไม่มีศัตรู ถ้าหวานเมื่อไรเตรียมตัวรับศึกจากนกได้เลย บางครั้งก็ต้องปล่อย กินให้อิ่มแล้วก็ไป ที่เหลือเป็นของเรา

วันที่ 6 มกราคม ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงานว่า หลังจากทะเลมีคลื่นลมแรงจากอิทธิพลของพายุปาบึกในอ่าวไทย ระหว่าง วันที่ 5-6 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้หอยจำนวนมากถูกคลื่นชัดเข้าฝั่งที่บริเวณชายหาดแหลมกุ่ม ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก ล่าสุดชาวบ้านจำนวนมากในบริเวณใกล้เคียงได้เดินทางไปเก็บหอยบริเวณชายหาดเพื่อนำไปประกอบอาหารและบางส่วนนำไปจำหน่ายให้ร้านอาหารซีฟู้ด ประกอบด้วยหอยขาว หอยแมลงภู่ และหอยจอบ ทั้งนี้ ชาวบ้านระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายสิบปี เนื่องจากมีหอยหลายสิบตันถูกคลื่นชัดขึ้นมาเกยหาด

ปี ‘62 “ออร์แกนิก” มาแรง เปิดชื่อพืชผักผลไม้ดาวรุ่ง
ปี ‘62 “ออร์แกนิก” มาแรง – หากติดตามข่าวคราวในวงการเกษตรบ้านเรา จะพบว่า หลายสำนักวิเคราะห์ตรงกันว่า พืชดาวรุ่งที่ขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาด ในปี 2562 มีไม่กี่ตัว อาทิ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มังคุด ลำไย ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นพืช–ผลไม้ ที่ตลาดต่างประเทศนิยมชมชอบ ซึ่งในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2561 พืชเหล่านี้ก็ขายได้ในราคาดีอยู่แล้ว

ด้วยความที่ว่า บางชนิดให้ผลผลิตน้อย เนื่องจากเจอภาวะฝนแล้ง อย่างเช่น ข้าวหอมมะลินาปี ส่งผลให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาดีกว่าปีก่อนๆ ถ้าเป็นเกรดพรีเมี่ยมขายได้ถึง 18,000 บาท/ตัน

ขณะที่ผลไม้ในกลุ่มนี้ตลาดจีนอ้าแขนรับไม่อั้น และที่มาแรงสุดก็คือ ทุเรียน ซึ่งคาดกันว่าในช่วงไม่กี่ปีต่อจากนี้ทุเรียนก็ยังเป็นผลไม้ดาวรุ่งอย่างแน่นอน จากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ มีการทำตลาดออนไลน์อย่างจริงจังและต่อเนื่องในประเทศจีนที่เป็นลูกค้ารายใหญ่

❐ เร่งปลูกข้าว หวังขายได้ราคา
ทั้งนี้ ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุพืชที่คาดว่าราคาจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ยางพารา และน้ำมันปาล์ม เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายและมาตรการในการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ ส่วนพืชที่คาดว่าราคาจะปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน อันเนื่องมาจากผลผลิตจะลดลง

สำหรับยางพารานั้น แม้ว่าราคารับซื้อยังไม่ดีขึ้นเหมือนยุคก่อน โดยราคายางพาราอยู่ที่ ประมาณ 3 ก.ก. 100 บาท ถือว่าต่ำมากกว่าต้นทุน และต่ำมานานกว่า 6-7 ปีแล้ว แต่เกษตรกรในหลายพื้นที่ก็ไม่ได้โค่นต้นยางเพื่อไปปลูกพืชอื่นทดแทนตามนโยบายของภาครัฐ เพราะเชื่อว่าในอนาคตราคายางอาจดีขึ้น โดยเฉพาะที่ จ. บึงกาฬ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของยางพารา มีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 1.2 ล้านไร่ มากเป็น อันดับ 1 ในภาคอีสาน อีกทั้งใน จ.บึงกาฬ ยังมีโรงงานแปรรูปเพิ่มมูลค่าด้วย เน้นทำเป็นหมอนและที่นอน ทีตลาดจีนยังต้องการซื้อ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อช่วยระบายน้ำยางภายในประเทศ เพื่อทำให้ราคายางดีขึ้น อย่างเช่น นโยบายให้ใช้งบประมาณสนับสนุนการทำถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา และยังใช้มาตรการช็อปช่วยชาติเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน หากซื้อล้อรถยนต์ของบริษัทที่รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในประเทศ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. จนถึง วันที่ 4 ม.ค. 2562

ในส่วนของ ข้าวหอมมะลิ ที่ได้ราคาดีในปีนั้น ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้น แม้รัฐบาลจะขอร้องไม่ให้ทำนาปรังในบางจังหวัดก็ตาม อย่างเช่นที่ จ. นครราชสีมา นายจุมพล จงกลกลาง เกษตรกรบ้านจารตำรา ต.ท่าหลวง อ.พิมาย บอกว่า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ได้มาไถนาเพื่อปรับสภาพผิวดินเตรียมตัวทำนาปรังทันที เนื่องจากราคาข้าวที่สูงถึง ตันละ 17,000-18,000 บาท ทำให้คุ้มค่าที่จะเสี่ยงทำนา แม้หลายพื้นที่รอบข้างจะประสบปัญหาภัยแล้งก็ตาม แต่มั่นใจในระบบน้ำและระบบชลประทานว่าจะมีน้ำเพียงพอ

❐ เน้นใช้นวัตกรรมนำหน้า
ด้าน ผศ.ดร. กัมปนาท เพ็ญสุภา รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ (มก.) มองว่า ปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอด ดังนั้น เกษตรกรต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการให้ดี โดยเน้นในเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นการปลูกที่ได้มาตรฐาน GAP และทำเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่สำคัญต้องสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี อย่างตอนนี้พืชผักสมุนไพรมาแรง เพราะผู้คนให้ความใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น หรือผักสลัดเป็นที่นิยม ซึ่งมีบางช่วงขาดแคลน ในส่วนสมุนไพรไม่ใช่เพียงแค่ปลูกอย่างเดียว เกษตรกรควรนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาแปรรูปเพื่อต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยทำเป็นสารสกัดใช้ในการทำอาหารและเวชสำอางต่างๆ

กรณีนี้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการอาจจะปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือหรือใช้บริการสถาบันการศึกษาที่ทำเรื่องพวกนี้ อย่าง มก. เอง ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รอให้ผู้สนใจเข้ามาสานต่อในเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น ตอนนี้มีงานวิจัยนำข้าวโพดสีม่วงมาทำสารสกัด ซึ่งมีสารแอนโทไซยานีนที่จะช่วยลดริ้วรอยและเพิ่มความกระจ่างใส โดยนำสารสกัดมาใช้ทำโลชั่น เจลอาบน้ำ ครีมอาบน้ำ

นอกจากนี้ ยังทำข้าวเกรียบปลาร้า โจ๊กข้าวฮาง และราเมนอีสาน ที่มีส่วนประกอบของผักหวานป่าและไข่มดแดง ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะนำมาโชว์ในงานเกษตรแฟร์ ปี 2562 ในส่วนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายใดสนใจก็มาซื้อสูตรไปผลิตในเชิงพาณิชย์ได้เลย

❐ กระแสท่องเที่ยววิถีอินทรีย์
ในส่วนของผู้ประกอบการอย่าง นายอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ และประธานโครงการสามพรานโมเดล ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการเกษตรอินทรีย์มาเกือบ 10 ปี ให้คำแนะนำว่า จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการมองว่า ผลไม้ยังมีอนาคต และได้ราคาดี แต่ต้องเป็นการปลูกแบบอินทรีย์เท่านั้น ที่สำคัญต้องเป็นผลไม้ที่นำไปแปรรูปได้ ยกตัวอย่างมะม่วง ฝรั่ง ฯลฯ เพราะผู้คนสามารถรับประทานได้ทั้ง 3 มื้อ ที่ผ่านมามีเท่าไหร่ก็ขายได้หมด และบางช่วงก็ขาดแคลน

“ในปี 2562 นี้ ผมคิดว่าเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราจะโตต่อเนื่องถึง 20% เพราะทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเอง ต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากร้านอาหารใหญ่อย่างเอสแอนด์พีก็มาร่วมมือกับทางสามพรานโมเดล และรับซื้อฝรั่งออร์แกนิกจากเกษตรกรในเครือข่าย จากเดิมซื้อเดือนละ 2.5 ตัน ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 4 ตัน แล้ว เพราะนำไปแปรรูปคั้นน้ำ และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้า” นายอรุษ กล่าว และว่าอัตราการเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การบริโภคเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการมีส่วนร่วมของลูกค้าด้วย โดยทางเอสแอนด์พีได้นำลูกค้ามาดูแปลงฝรั่งที่ปลูกแบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ (Organic Tourism) ที่หลายหน่วยงานสนับสนุนอยู่

ในฐานะผู้ก่อตั้งสามพรานโมเดลจนประสบความสำเร็จ เขาฟันธงว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์รุ่งแน่นอน เพราะจำนวนผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรเองก็เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่ามีตลาดรองรับแน่นอน ในขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐก็สนับสนุนเต็มที่ โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น เพื่อหารือวางแผนเรื่องเกษตรอินทรีย์ มีการจัดสรรงบประมาณมาดำเนินงานและมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งต้องทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบห่วงโซ่อาหาร

❐ เกษตรอินทรีย์ไทยล้ำหน้า
สำหรับมุมมองเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มา นานกว่า 10 ปี อย่าง โจน จันได แห่งสวนพันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเป็นศูนย์เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งตนเองที่มีคนไทยและชาวต่างชาติสมัคร เข้ารับการอบรมรุ่นแล้วรุ่นเล่า สิ่งที่เขาฉายภาพให้เห็น เท่ากับการตอกย้ำประเด็นที่นายอรุษ ยืนยันว่าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะทุกฝ่ายเห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ปลูกเอง

หนุ่มใหญ่รายนี้มองวิถีเกษตรอินทรีย์ในบ้านเราว่า เติบโตค่อนข้างมั่นคงมาก แม้จะโตไม่เร็วแต่มีความมั่นคงสูง คนที่มาทำเกษตรอินทรีย์ ทำด้วยใจที่เชื่อมั่นมาก ทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ

อย่างในอเมริกาเองเป็นการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อการค้า ซึ่งไม่ถือว่ายั่งยืน แต่ในบ้านเราเป็นเกษตรอินทรีย์เพื่อมีอยู่มีกินก่อน เหลือแล้วค่อยขาย ทำให้เห็นถึงความยั่งยืนพอสมควร เพราะเกษตรกรส่วนมากที่มาทำเกษตรอินทรีย์สามารถอยู่ได้อย่างสบาย ปลดหนี้ปลดสินได้หลายๆ คน แต่ถ้าทำแบบอเมริกาเพื่อการขายอย่างเดียวจะยังคงอยู่ในวงจรหนี้สิน ตอนนี้ปริมาณที่คนทำเกษตรอินทรีย์มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้เครือข่ายเติบโตขึ้น แต่เป็นเครือข่ายที่ไม่หนักแน่น มีการรู้จักกัน ไม่ใช่เครือข่ายที่มีการประชุมกันแบบทั่วไป ไม่มีการผูกขาดทางความคิด มีการทดลองที่แตกต่าง

“ผมเห็นว่า คนไทยมีศักยภาพ มีการพัฒนาเกษตรอินทรีย์สูงกว่าทุกประเทศ เพราะไทยเป็นประเทศที่มีการทำจุลินทรีย์สูงที่สุดในโลก มีทั้งจุลินทรีย์จากปลวก จุลินทรีย์โน่นนี่นั่นมากมาย ไม่มีที่ไหนหลากหลายเท่าบ้านเรา ทุกวันนี้คนจากที่อื่นยังมาเรียนรู้ในประเทศไทยจำนวนมาก ตรงนี้ผมเห็นว่าเรามีนวัตกรรมทางการเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างจะก้าวหน้ากว่าทุกประเทศบนโลกใบนี้ เพราะเราไม่มีเงินมาก เราใช้จินตนาการ ใช้นวัตกรรมมากขึ้น จึงเกิดเทคนิคทางเกษตรอินทรีย์แบบทำนาปล่อยให้หญ้าขึ้น ตัดทั้งหญ้าและข้าว และมีอะไรต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งเป็นการเลิกใช้สารเคมีที่น่าสนใจมาก เป็นการเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางกระแสของการใช้สารเคมีที่บีบคั้นอย่างรุนแรง จึงกล้าพูดได้ว่าเกษตรอินทรีย์ของไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง”

ทั้งหมดนี้คงทำให้ได้เห็นแนวทางค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ปี 2562 วงการเกษตรในบ้านเราควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด เพื่อทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมกับความภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเอง ที่ไม่ใช่อยู่ในสภาพ “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน” เป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัวเหมือนเช่นที่ผ่านมา

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทย ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือกับสถานการณ์พายุ “ปาบึก”บริเวณอ่าวไทยตอนล่างและเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ โดยอาจทำให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น นั้น บริษัทขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก

“บริษัทฯได้เตรียมพร้อมที่จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือและดูแลลูกค้าอย่างเต็มความสามารถ โดยลูกค้าที่ประสบเหตุจากพายุปาบึก และต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการด้านกรมธรรม์หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้น สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตในห้างสรรพสินค้าซึ่งเปิดให้บริการตามปกติเพื่อให้การดูแลลูกค้าทุกท่าน หรือสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลกรมธรรม์ความคุ้มครอง ตลอดจนข้อมูลการให้บริการด้านสินไหมทดแทน ได้ที่โทร1766 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทาง www.muangthai.co.th สำหรับการแนะนำขั้นตอนเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ” นายสาระ กล่าว

นายสาระ กล่าวว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้าที่มีสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ช่วงระหว่างวันที่ 5-15 มกราคม 2562 สามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว หรือบัตรเมืองไทย Health care พร้อมบัตรประชาชน ในการยื่นใช้สิทธิ์เพื่อเข้ารับการรักษา ตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย

คุณชัยยะ อินทร์สุข เกษตรกรทำฟาร์มหอยขม ตั้งอยู่ที่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ได้มองเห็นถึงโอกาสช่องทางการเลี้ยงหอยขมเพื่อเป็นอาชีพเสริม โดยมีทั้งแบบจำหน่ายทั้งเปลือกแบบตัดก้นและแกะเนื้อออกจากเปลือกเพื่อจำหน่ายให้กับร้านหรือผู้ที่สนใจได้นำไปประกอบอาหารได้ทันที ทำให้เวลานี้เป็นหนึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงหอยขม เป็นงานสร้างรายได้เสริม

คุณชัยยะ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพค้าขาย ทำร้านอาหาร ต่อมาจึงได้ขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อทำเป็นอาชีพเสริมรายได้อีกหนึ่งช่องทาง แต่ปลาที่นำมาเลี้ยงยังไม่สามารถทำความสำเร็จให้กับเขาได้เท่าที่ควร โดยระหว่างนั้นภายในบ่อก็ได้มีหอยขมติดมากับน้ำอยู่ภายในบ่อด้วย หอยขมกลับเจริญเติบโตได้ดีและสามารถจับมาประกอบอาหารได้ จึงทำให้เกิดแนวความคิดและมองเห็นโอกาสที่อยากจะเลี้ยงอย่างจริงจังในเวลาต่อมา

“ช่วงนั้นก็เอาปลามาลงในบ่อ เพราะมองว่าน่าจะเลี้ยงได้ดี เสร็จแล้วเราไม่ค่อยได้มีเวลาดูแลเท่าไร ปลาก็มีตายและมีขโมยมาลักไปบ้าง ทีนี้เรื่องการเลี้ยงปลาก็เลยถือว่าไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ เสร็จแล้วก็มาเห็นหอยที่มันอยู่ร่วมกับปลาในบ่อ แต่มันก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี ไม่หาย ทีนี้เราก็ได้มองว่า หอยขม ปัจจุบันค่อนข้างจะหาจับได้ยากกว่าสมัยก่อน เพราะในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มน้อยลง ก็เลยเกิดความคิดที่อยากจะเลี้ยงและขยายพันธุ์หอยขม เพื่อเป็นการค้าขึ้น” คุณชัยยะ เล่าถึงที่มา

เมื่อตกลงปลงใจที่จะเลี้ยงหอยขมเพื่อทำเป็นอาชีพอย่างจริงจังแล้ว คุณชัยยะ บอกว่า จึงได้ไปหาซื้อลูกพันธุ์หอยขมจากแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งนำจากที่ชาวบ้านจับมาจากแหล่งน้ำมาปล่อยลงภายในบ่อเลี้ยง เพื่อให้หอยขมเจริญเติบโตขยายพันธุ์เองต่อไป

การเลี้ยงหอยขมง่ายๆ ไม่ต้องจัดการขั้นตอนยุ่งยาก

ในเรื่องของการเลี้ยงหอยขมให้ประสบผลสำเร็จนั้น คุณชัยยะ บอกว่า ในช่วงแรกที่หาซื้อหอยขมมาปล่อยภายในบ่อ ยังไม่ได้มีการจัดการอย่างจริงจังอะไรมากนัก โดยเฝ้าสังเกตการณ์ก่อนเพียงอย่างเดียว ว่าหอยที่นำมาปล่อยลงภายในบ่อ เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีมากน้อยเพียงใด ผลปรากฏว่าหอยขมทุกตัวเจริญเติบโตได้ดีและขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เป็นจำนวนมาก

โดยบ่อที่ใช้เลี้ยงหอยขม เป็นบ่อดิน ที่มีขนาด 15-20 ไร่ ความลึกบ่ออยู่ที่ 2 เมตร ใส่น้ำเลี้ยงให้มีระดับอยู่ที่ 1.80 เมตร ภายในบ่อจะใส่ทางมะพร้าวและยางเก่าของล้อจักรยานยนต์ลงไปด้วย เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับให้หอยขมเกาะ

“น้ำที่ใช้เลี้ยงเป็นน้ำที่ได้จากชลประทาน หอยที่เราเลี้ยงจึงได้รับน้ำที่สะอาด และไม่มีเรื่องของน้ำเน่าเสีย น้ำมีให้ได้เลี้ยงตลอดทั้งปี โดยช่วงแรกหาซื้อหอยมาปล่อยลงไปในบ่อประมาณหลายร้อยกิโลกรัมได้ จากนั้นปล่อยให้อยู่เองตามธรรมชาติประมาณ 5 เดือน หอยที่ปล่อยลงไปก็เริ่มขยายพันธุ์เป็นจำนวนมากขึ้น สามารถจับขายได้ทุกวันในเวลาต่อมา” คุณชัยยะ บอก

อาหารที่ใช้เลี้ยงหอยขมส่วนใหญ่ คุณชัยยะ เล่าว่า จะใช้รำข้าวโรยลงไปภายในบ่อเพื่อเป็นอาหารให้กับหอยขม โดยให้กินเสริมอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 20 กิโลกรัม แต่ถ้าอัตราการขยายพันธุ์ของหอยขมมีมาก ก็จะเสริมรำข้าวให้มีปริมาณที่มากขึ้นตามลำดับ แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่สิ้นเปลืองเรื่องต้นทุนอาหารมาก เพราะภายในบ่อมีเศษซากพืชซากสัตว์น้ำอยู่บ้าง หอยขมก็สามารถหากินเองได้ภายในบ่อเลี้ยง

ซึ่งจากที่เลี้ยงมาตลอดระยะเวลา 3 ปี หอยขมที่อยู่ภายในบ่อสามารถมีให้จับจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีโดยที่ไม่มีขาดส่งลูกค้า นอกจากนี้ เขายังบอกอีกว่าในเรื่องของโรคนั้น ยังไม่มีเกิดปัญหาให้เห็น จึงถือว่าเป็นสัตว์น้ำที่ค่อนข้างแข็งแรงและอยู่ในสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงแบบธรรมชาติได้ดี

จับได้ถึง วันละ 100 กิโลกรัม ขึ้นไป

ในเรื่องของการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายหอยขมนั้น คุณชัยยะ บอกว่า ในช่วงแรกจะเน้นทำการตลาดเอง ด้วยการบุกเบิกไปจำหน่ายให้กับร้านอาหารต่างๆ ที่เป็นร้านขึ้นชื่อ และมีเมนูแกงคั่วหอยขมอยู่ในเมนูของร้าน จึงทำให้เป็นที่รู้จักของร้านอาหารมากขึ้น ต่อมาเมื่อลูกค้าบอกกันไปปากต่อปาก จึงทำให้มีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อที่หน้าฟาร์มมากขึ้นตามไปด้วย

“หอยขมนี่เมื่อปล่อยลงไปแล้ว ที่ฟาร์มจะงมมาขายได้ทุกวัน โดยใช้แรงงานคนเป็นหลัก ก็จะเลือกเก็บเฉพาะตัวที่ใหญ่ๆ มา จากนั้นเราก็จะเอามาทำตามกระบวนการผลิตที่ตลาดต้องการ อย่างลูกค้าบางเจ้าต้องการแบบตัดก้นเฉยๆ เราก็จะตัดก้น ส่วนลูกค้าที่ต้องการแบบไม่เอาเปลือกเลย เราก็จะนำหอยขมมาล้างให้สะอาด จากนั้นก็มาผ่านการลวกด้วยน้ำร้อนให้สุก เสร็จแล้วก็มาแคะหอยขมออกจากเปลือก และนำเนื้อหอยที่ได้ มาแพ็กด้วยระบบสุญญากาศ ก็จะช่วยให้หอยที่แคะออกจากเปลือกเก็บรักษาได้เป็นเวลานานมากขึ้น” คุณชัยยะ บอก

โดยหอยขมที่ตัดก้นเปลือกออกมีแต่เนื้อ ราคาจำหน่าย อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่เป็นเนื้อหอยแบบแคะเปลือกออกจำหน่าย ราคาส่งอยู่ที่ 85-110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามฤดูกาล

ซึ่งในเรื่องของการทำตลาดหอยขมนั้น คุณชัยยะ ให้ข้อมูลเสริมว่า สินค้าที่เกี่ยวกับหอยขม อนาคตในเรื่องของการตลาดยังไปได้ดี เพราะปัจจุบันหอยขมที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณที่น้อยลง ดังนั้น การเลี้ยงหอยขมเพื่อทดแทนจึงเกิดเป็นอีกหนึ่งช่องทางอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ที่เลี้ยงได้ดี

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการเลี้ยงหอยขม สามารถสอบถามข้อมูลได้จาก คุณชัยยะ อินทร์สุข ได้โดยตรง เขายินดีตอบทุกข้อสงสัยกันเลยทีเดียว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 904-1829

ดาหลา เป็นไม้ดอกท้องถิ่นทางภาคใต้ชนิดหนึ่งที่นยิมปลูกอยู่มากในเขตจังหวัดยะลา นาราธิวาส เป็นระยะเวลานาน ในอดีตดาหลามีการนำหน่ออ่อนและดอกมาใช้เป็นผักประกอบอาหาร เหมือนผักทั่วไป

การนำไปใช้เป็นผักประกอบอาหารบางประเภทเพื่อบริโภคในพื้นที่ ในขณะที่ไม่ได้มีการส่งเสริมให้ปลูกส่งผลทำให้ปริมาณต้นดาหลาในพื้นที่ภาคใต้เริ่มลดน้อยลงทุกปี บางสายพันธุ์ที่มีปลูกอยู่ในพื้นที่ถึงกับเกือบจะสูญพันธุ์ ดังนั้นศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) จึงได้ทำการเก็บรวบรวมพันธุ์มาเพาะเลี้ยงไว้ที่ศูนย์ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่กำลังจะสูญสิ้นไป

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ให้ข้อมูลว่า ดาหลาเป็นพืชล้มลุกประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว มีดอกที่สวยงาม จัดเป็นพืชที่มีอยู่ในวงศ์เดียวกับขิงและข่า มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าเหง้าซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อใหม่ ส่วนลำต้นจะอยู่เหนือผิวดินขึ้นมามีสีเขียวเข้มลักษณะเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่น มีความสูงประมาณ 2-3 เมตร โดยรวมแล้ว ดาหลา 1 ต้น สามารถให้หน่อใหม่ได้ประมาณ 7 หน่อ ในเวลา 1 ปี

ใบ มีรูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อยๆเรียวไปหาปลายใบและฐานใบ ผิวเกลี้ยงทั้งด้านบนและด้านล่าง มีความยาวใบประมาณ 30-80 เซนติเมตร ส่วนดอก จะมีลักษณะเป็นดอกช่อ ประกอบด้วยกลีบประดับเรียงซ้อนกันจะบานออกประมาณ 25-30 กลีบ

ลักษณะเด่นของดาหลาที่อีกหนึ่งประการ คือ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงรำไร หรือที่ร่ม ไม้ยืนต้น สามารถเก็บดอกได้ตลอดทั้งปี แต่จะให้ดอกดกในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-พฤษภาคม) ในขณะที่ไม้ดอกชนิดอื่นๆไม่มีดอกให้เก็บ

ปัจจัยในการปลูกดอกดาหลาที่ผู้ปลูกต้องคำนึง คือ แสงและฤดูกาล แปลงปลูกควรให้แสงส่องผ่านประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หากโดนแสงแดดมากเกินไปสีของกลีบประดับจะจางและทำให้ใบไหม้ นอกจากนี้ฤดูปลูกที่เหมาะสมควรเป็น ฤดูฝนช่วงเดือน กรกฏาคม – สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ดาหลาจะมีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและแตกหน่อได้มาก

ปัจจุบันศูนย์ฯ เก็บรวบรวมพันธุ์ดาหลาไว้ในพื้นที่ศูนย์ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ดอกสีชมพู สีแดง สีขาวและสีชมพูอ่อน(โอโรส) โดยมีวิธีการเพาะขยายพันธุ์ 4 วิธีดังนี้

1.การแยกหน่อ คือ เป็นวิธีการแยกหน่อที่มีความเหมาะสม กล่าวคือ ต้องมีความสูงประมาณ 60-100 เซนติเมตรขึ้นไป มีกิ่งอ่อนกึ่งแก่ประมาณ 4-5 ใบ มีหน่อดอกอ่อนๆประมาณ 3 หน่อ นำไปปลูกลงถุงพลาสติกประมาณ 1 เดือนเพื่อให้หน่อแข็งแรงก่อนนำลงไปปลูกในแปลง

2.การแยกเหง้า คือ เป็นการแยกเหง้าที่เกิดใหม่ที่โคนต้น ไปปลูกในแปลงเพาะชำ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ต้นจึงจะเริ่มให้ดอก3.การปักชำหน่อแก่ กล่าวคือ การนำหน่อแก่ไปชำในแปลงเพาะชำเพื่อให้แตกหน่อใหม่ที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง จากนั้นจึงค่อยแยกหน่อใหม่ย้ายลงไปปลูกในแปลง

4.การเพาะเมล็ด คือ การนำเมล็ดแก่ที่ได้จากต้นแม่ไปเพาะในกระบะปลูกจนได้ต้นกล้าและย้ายลงปลูกในถุงพลาสติก พอต้นแข็งแรงถึงจะสามารถนำลงแปลงปลูกได้ แต่อย่างไรก็ตามการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ค่อนข้างจะช้ากว่าวิธีอื่นๆ แต่จะได้ผลดี คือ มีอัตราการได้ต้นดาหลาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการหลายพันธุ์ของต้นพ่อและแม่

สำหรับแปลงปลูกดาหลา โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ความยาวตามขนาดของพื้นที่แปลงปลูกดาหลาจะมีสองแบบ คือ การปลูกแบบยกร่องสวน และไม่ยกร่องสวน ซึ่งทั้งสองวิธีจะทำการไถ่พรวนตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน จากนั้นขุดหลุมปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 2 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 ในอัตรส่วน 1 ต่อ 25 จากนั้นนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ด้วยวิธีการขยายพันธุ์ที่กล่าวมาทั้ง 4 วิธีข้างต้นลงปลูก กลบดินและรดน้ำให้ชุ่ม แต่ถ้าหากปลูกในเชิงพานิชย์ แนะนำว่าควรทำการขุดยกร่องสวนให้มีคูน้ำลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตร ขั้นระหว่างแปลงปลูก เพื่อให้มีความชุ่มชื้นภายในแปลงอยู่ตลอดเวลา

การให้ปุ๋ย ต้องให้ 2-3 เดือนต่อครั้ง โดยจะใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ในอัตรา 96 กิโลกรัมต่อไร่ ปุ๋ยคอก 15 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี นอกจากนี้อาจใช้อินทรีย์วัตถุทีผุพัง เช่น ใบไม้ต่างๆ ลำต้นแก่ของดาหลา วัชพืชที่ขึ้นตามท้องร่องมาหมักเป็นปุ๋ย หรืออาจใช้ดินเลนจากท้องร่องพูนใส่ตามโคนต้นในกรณีปลูกแบบยกร่อง

การให้น้ำ ในระยะเริ่มแรกของการปลูก ต้องรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1 ครั้ง แต่เมื่อต้นดาหลาเริ่มตั้งตัวได้อาจเว้นระยะห่างของการให้น้ำจากวันละครั้งออกไปเป็นประมาณ 2-3 วันต่อครั้ง แต่อย่างไรต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ ถ้าเป็นช่วงฤดูร้อนควรเพิ่มการให้น้ำมากขึ้น โดยใช้ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์บนแปลงที่ไม่ยกร่อง

ดาหลาเป็นพืชที่มีการเจริบเติบโตที่รวดเร็ว เพราะฉะนั้นในช่วงแรกจะต้องทำการกำจัดวัชพืชบ่อยๆ แต่เมื่อดาหลาโตกอแน่นใบบังแสงซึ่งกันและกัน แสงไม่สามารถส่องผ่านมากระทบพื้นดิน ทำให้วัชพืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ ระยะหลังจึงไม่ต้องทำความสะอาดเก็บวัชพืชบ่อยมากนัก ส่วนโรคและแมลงยังพบโรคทีเป็นปัญหาสำคัญกับดาหลา

สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกดาหลาจะนิยมตัดในช่วงเช้า จะเลือกดอกที่มีความสมบูรณ์ พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ซึ่งจะมีอายุประมาณ 2 อาทิตย์ นับตั้งแต่เริ่มแท่งหน่อดอก โดยการตัดกานดอกดาหลาจะต้องตัดให้ชิดโคนแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาด ห่อดอกด้วยถุงพลาสติกเพื่อป้องกันไม่ให้กลีบดอกห้อยและช้ำ ยืดอายุการใช้งานได้นานถึง 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) โทรศัพท์ (075)582-3123 คุณวรรณา พรหมบุญทอง (วันเวลาราชการเท่านั้น)

จากสถานการณ์พายุปาบึก พัดผ่านภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 4 มกราคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ (7 ม.ค. 62) สถานการณ์ได้คลี่คลายลง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งให้มีการเตรียมการและเตรียมความพร้อมรับมือพายุ และแผนการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยกำชับ เกษตรจังหวัด ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ และ 2 จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ให้ทุกหน่วยงานเฝ้าติดตามข่าวสาร ประเมินสถานการณ์ และรายงานตรงให้ทราบทันที