เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2561 ที่บริเวณศูนย์วิจัย

และพัฒนาการเกษตรกระบี่ พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันดินโลกจังหวัดกระบี่ ปี 2561 มี นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการพนักงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำจังหวัดกระบี่ ตลอดจนหมอดินอาสาและเกษตรกร เข้าร่วมในพิธี โดยมี นายประสิทธิ์ แสงภักดี ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกระบี่ ในนามผู้แทนคณะทำงานจัดงานวันดินโลก 5 ธันวาคม 2561 กล่าวรายงาน

จุดเริ่มต้นของ “วันดินโลก 5 ธันวาคม” เริ่มขึ้นเมื่อปี 2545 ในวาระที่สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ IUSS (International Union of Soil Science) ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดินโลกที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในครั้งนั้น กรมพัฒนาที่ดินได้นำพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรดินมาจัดแสดง ทำให้ประเทศสมาชิก IUSS ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการดินและแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี จึงมีแนวความคิดที่จะเสนอให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพเป็นวันดินโลก (World Soil Day) เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงความตระหนักในบทบาทอันสำคัญยิ่งของทรัพยากรดิน ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและร่วมกันดูแลรักษาเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 องค์การสหประชาชาติ หรือ UN (United Nations) ได้มีมติรับรองในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 68 ณ สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก

นับตั้งแต่องค์การสหประชาชาติประกาศรับรองวันดินโลก 5 ธันวาคม เมื่อปี 2557 เป็นต้นมา FAO โดยกลุ่มสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินโลก หรือ Global Soil partnership : GSP ได้จัดกิจกรรมวันดินโลกเป็นประจำทุกปีเพื่อให้เป็นวาระในการสื่อความสำคัญของทรัพยากรดินให้เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงแต่กลุ่มของนักวิชาการหรือเกษตรกรเท่านั้น ด้วยเล็งเห็นว่าทรัพยากรดินมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ เมื่อดินถูกใช้ประโยชน์โดยปราศจากการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมแล้ว จะเกิดความเสื่อมโทรม จะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาสนองประโยชน์ให้แก่มนุษย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น

การจัดกิจกรรมวันดินโลก GSP จะกำหนดหัวข้อหลักการจัดงานแต่ละปี โดยคัดเลือกประเด็นสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อสรุป หรือผลกระทบเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลก งานวันดินโลก ปี 2561 GSP กำหนดหัวข้อหลัก “Be the solution to soil pollution : ร่วมคิดร่วมทำแต่วันนี้ เพื่อปฐพีไร้มลพิษ” เน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางดิน ซึ่งจะส่งผลถึงความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร เพื่อให้ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและขจัดความหิวโหย หรือ Zero Hunger ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573

ในปี 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนจัดกิจกรรมวันดินโลกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวันดินโลก และสร้างความตระหนักเรื่องความสำคัญของทรัพยากรดิน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน วัด โรงเรียน ชุมชน เกษตรกร ประชาชนทั่วไป สำหรับกิจกรรมที่ได้จัดแสดงในวันนี้ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 กิจกรรมการส่งเสริมการรับรู้เรื่องวันดินโลก โดยจะเน้นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ รณรงค์ ส่งเสริมความรู้ โดยการจัดงานครั้งนี้ มีการรณรงค์หว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองทั่วประเทศ เนื่องในวันดินโลก โดยเริ่มหว่านประมาณกลางเดือนตุลาคม เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และวันดินโลก

ส่วนที่ 2 กิจกรรมด้านวิชาการ ได้จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยนำพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดิน แปลงสาธิต จุดเรียนรู้การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ มาจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 5-31 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร แห่งนี้ รวมถึงพิธีมอบรางวัล และประกาศเกียรติคุณให้กับเกษตรกรต้นแบบสาขาต่างๆ ประธานมอบเกียรติบัติให้แก่เกษตรกรต้นแบบด้านการพัฒนาที่ดินสาขาต่างๆ ประกอบด้วย 1. สาขาการบริหารจัดการดินเพื่อการเกษตร 2. สาขาอนุรักษ์ดินและน้ำ และ 3. สาขาปรับปรุงบำรุงดิน โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกระบี่ ทั้งหมด

วันนี้ปอเทือง ที่ได้ทำการปลูก ในแปลงสาธิต เพื่อการรณรงค์ บานสะพรั่งไปพร้อมๆ กับพื้นที่ต่างๆ ใน 8 อำเภอของจังหวัดกระบี่ ที่สำนักงานพัฒนาที่ดิน จังหวัดกระบี่ได้จัดสรร เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยพร้อมเพียงกัน

กล้วยไข่นับเป็นผลไม้ที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน กล้วยไข่ของไทยกำลังได้รับความนิยมสูงในจีน ไม่ว่าจะเป็นมณฑลเสฉวน มหานครฉงชิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางโจว มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู และมณฑลอันฮุย ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์จากกล้วยไข่และกล้วยชนิดต่างๆ อาทิ กล้วยฉาบ กล้วยตาก และกล้วยอบน้ำผึ้ง ก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวจีนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย คาดว่า โอกาสทางการตลาดจะขยายตัวสูงขึ้นเช่นกัน

กล้วยไข่ไทยมีจุดแข็ง คือ มีรสชาติดี หวานนุ่มลิ้น และมีกลิ่นหอม ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในกล้วยไข่ 100 กรัม มีสารเบต้าเเคโรทีน จำนวน 492 มิลลิกรัม ซึ่งสารชนิดดังกล่าวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนซ์ (Antioxidants) ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย และชะลอความความแก่ด้วย ทำให้กล้วยไข่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ แต่กล้วยไข่ก็มีจุดอ่อน คือ มีเปลือกบาง เกิดตำหนิได้ง่าย ทำให้ผลผลิตสูญเสียค่อนข้างสูง ถือเป็นปัญหาสำคัญของการส่งออก

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยไข่ ประมาณ 74,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออก ได้ผลผลิตรวมปีละกว่า 170,000 ตัน โดยมีผลผลิตที่ได้มาตรฐานส่งออก 60-70 % ส่วนที่เหลือเป็นผลผลิตตกเกรด ซึ่งเกษตรกรจะขายได้ราคาต่ำกว่าผลผลิตที่ได้มาตรฐาน 8-10 เท่า สาเหตุที่ทำให้ผลผลิตตกเกรดมีหลายอย่าง อาทิ ผิวผลมีตำหนิ 15-30 % โรคและแมลงศัตรูพืช 5-20 % ขนาดหวีเล็ก 5-10 % อายุเก็บเกี่ยวแก่หรืออ่อนเกินไป 5-10 % นอกจากนี้ ขั้นตอนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการจัดการของโรงคัดบรรจุยังไม่เหมาะสมด้วย

เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพสินค้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงขั้นตอนกรรมวิธีผลิตที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ทั้งยังต้องพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสินค้าเพื่อการส่งออกให้มีความสวยงามทันสมัย เพื่อดึงดูดใจลูกค้า ที่สำคัญต้องมีชื่อสินค้า ตลอดจนคำอธิบายคุณค่าทางโภชนาการและวิธีบริโภคเป็นภาษาจีน และต้องระบุวันเดือนปีที่ผลิตกำกับไว้ด้วย จะช่วยให้สินค้ากล้วยไข่และผลิตภัณฑ์จากกล้วยของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดจีน และสามารถรุกเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างจีนที่มีกำลังซื้อได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายทวีศักดิ์ แสงอุดม สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผลิตกล้วยไข่ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น เกษตรกรควรจัดการการผลิตตามมาตรฐานจีเอพี (GAP) โดยก่อนปลูกควรเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์และปรับปรุงดินให้เหมาะสม กรณีปลูกกล้วยไข่เป็นพืชเดี่ยว ควรปลูกในอัตรา 400 ต้น/ไร่ หากปลูกเป็นพืชแซมในสวนผลไม้ไม่ควรต่ำกว่า 250 ต้น/ไร่ นอกจากนี้ ควรเลือกหน่อกล้วยที่สมบูรณ์และขนาดหน่อสม่ำเสมอ สำหรับการให้ปุ๋ย เกษตรกรควรให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำซึ่งจะมีความสม่ำเสมอและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยของพืชมากกว่าการให้ปุ๋ยทางดินถึง 10-50 % ทั้งยังช่วยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปริมาณมากขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

กรณีใส่ปุ๋ยเม็ดแนะนำให้ใส่ปุ๋ยเพื่อการเจริญทางลำต้น 3 ส่วน คือ ใส่ปุ๋ยครั้งแรกหลังปลูก 1-2 เดือน ครั้งที่ 2 หลังปลูก 3-4 เดือน ครั้งที่ 3 หลังปลูก 5-6 เดือน และครั้งสุดท้าย คือ ระยะการให้ผลผลิต ประมาณ 7 เดือนหลังปลูก โดยให้ปุ๋ยไนโตรเจน 85 กรัม/ต้น ฟอสฟอรัส 50 กรัม/ต้น และโพแทสเซียม 270 กรัม/ต้น

หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะแตกหน่อขึ้นมา เกษตรกรต้องตัดหน่อที่ขึ้นใหม่ออกเหลือไว้เฉพาะต้นแม่จนกระทั่งกล้วยเริ่มแทงปลีให้ไว้หน่อ 1 หน่อโดยเลือกหน่อที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนั้น เกษตรกรต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อสำรวจโรคในระยะการเจริญเติบโตของกล้วย ได้แก่ โรคใบจุดซิกาโตก้าสีเหลือง ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pseudocerospora musae สามารถป้องกันได้โดยตัดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาทำลาย และพ่นด้วยสารคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารคาร์เบนดาซิม เป็นต้น

ขณะเดียวกันควรมีการควบคุมเพลี้ยไฟที่เข้าทำลายผิวผลตั้งแต่ระยะออกปลี ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณกาบปลีทำให้เกิดอาการด่างลาย และดูดกินน้ำเลี้ยงผลอ่อน ทำให้ผิวผลเสียหายโดยอาการจะปรากฏชัดเมื่อผลโตขึ้นมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ทำให้ผลตกเกรด เกษตรกรสามารถป้องกันได้โดยพ่นด้วยสารอิมิดาคลอพริด 3 ครั้ง ตั้งแต่ระยะกาบปลีเริ่มบานและห่างกันทุก 7 วัน

หลังปลีบานสุดให้ทำการตัดปลีและควรตัดผลของหวีตีนเต่า (หวีที่อยู่ล่างสุดของเครือ) เหลือไว้ 1 ผลเพื่อช่วยเพิ่มขนาดผลของหวีที่เหลือ และป้องกันก้านเครือแห้งและเน่า จากนั้นควรห่อเครือกล้วยเพื่อให้ผิวผลสวยและป้องกันแมลงเข้าทำลาย เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวผลผลิต

โดยกล้วยไข่ที่จะส่งออกควรเก็บเกี่ยวที่ความสุกแก่ ประมาณ 70-80 % หรือหลังตัดปลี ประมาณ 33-45 วันขึ้นกับฤดูกาล โดยช่วงฤดูฝนเก็บเกี่ยวประมาณ 33-37 วัน ฤดูร้อน 37-40 วัน และฤดูหนาว 40-45 วัน ทั้งนี้ ควรสังเกตเหลี่ยมของผลร่วมด้วย และการขนส่งกล้วยไปยังโรงคัดบรรจุต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการเสียดสีและทำให้ผิวผลช้ำระหว่างการขนส่ง

การจัดการที่ไม่เหมาะสมบางประการ ณ ล้งรับซื้อหรือจุดรวบรวมผลผลิต เช่น ภาชนะที่ใช้ล้างกล้วยมีขนาดเล็ก จะทำให้ผิวผลเกิดการช้ำได้ ขณะเดียวกันการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราสำหรับจุ่มหวีกล้วยในอัตราที่ไม่เหมาะสม อาทิ สารคาร์เบนดาซิม อาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างปนเปื้อนในกล้วยไข่ได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นใช้สารเคมีอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เป็นแนวทางที่จะทำให้ได้ผลผลิตกล้วยไข่คุณภาพปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะไม่เกิดปัญหาการกักกันสินค้าที่ประเทศนำเข้าปลายทาง จะทำให้การค้าและส่งออกกล้วยไข่เป็นไปอย่างคล่องตัว และกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคในต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากสนใจเทคนิคการผลิตกล้วยไข่คุณภาพเพื่อการส่งออก สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-0583, 0-2579-9545 หรือสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร (สนส.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกันพัฒนางานทางวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาประเทศสนองนโยบายรัฐ ยกระดับมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ในประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นระบบการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย รองรับผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ออกสู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจ เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยระดับโลก

จากความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยในการรับรองผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ OECD GLP ในประเทศไทย เนื่องจากทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยในการรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพในยุคการค้าเสรีที่มาตรฐานต้องเป็นไปตามหลักสากลที่ยอมรับร่วมกัน อีกทั้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภคและขจัดปัญหาการกีดกันทางการค้า (Non-Tariffs Barrier) ต่อสินค้าไทยที่ต้องการส่งไปขึ้นทะเบียนกับ อย. ในประเทศคู่ค้า รวมถึงคนไทยเองก็จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองและการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ด้วย

ดังนั้น วว. และ TCELS จึงได้ร่วมกันดำเนินการจัดการอบรมทางวิชาการให้แก่ผู้ปฏิบัติการศึกษาวิจัยระดับก่อนคลินิก เภสัชกร นักพิษวิทยา นักวิทยาศาสตร์ สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ดูแลเลี้ยงและการใช้สัตว์ทดลอง นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปจากทั่วประเทศ ในหัวข้อ “OECD GLP Principles ; Toxicological Pathology in Nonclinical Safety Assessment in Compliance with GLP” เพื่อยกระดับความสามารถการปฏิบัติงานด้านจุลพยาธิวิทยา (Histology) และพยาธิวิทยา (Pathology) โดยวิทยากรจากเกาหลีใต้ Dr. Boo Hyon Kang จากบริษัท Chemon Inc. ซึ่งเป็นบริษัทรับทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ระดับโลก ในการทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ มาให้ความรู้และพัฒนาบุคลากร ต่องานศึกษาวิจัยระดับก่อนคลินิก (Nonclinical Safety Assessment) สร้างความสามารถหน่วยทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์และห้องปฏิบัติการตามหลักเกณฑ์ OECD GLP และพัฒนาศักยภาพ National OECD GLP Compliance Monitoring Authority (CMA) ของประเทศไทยอีกด้วย ระหว่างวันที่ 6-7 ธันวาคม 2561 ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

นางสาวทวีพร เกตุอร่าม ผู้อำนวยการโปรแกรมบริหารเภสัชภัณฑ์และเซลล์บำบัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างหลากหลาย บนพื้นฐานการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำประเทศไทยหลุดพ้น “กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) และออกจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางให้ได้อนาคต อาศัยการนำงานด้านชีววิทยาศาสตร์มาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

ตามนโยบาย 1.เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 2. ลดความเหลื่อมล้ำ และ 3. ขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้มั่นใจว่าโครงการยกระดับมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ OECD GLP ในประเทศไทย นั้น จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพในขั้นตอนการวิจัย ก่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานออกสู่ตลาดได้จริง โดยมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รับรองความปลอดภัยของทุกผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระดับสากล

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ในฐานะประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ กล่าวว่า ในนามของ วว. ขอขอบคุณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพงานวิจัยและงานทดสอบด้านพิษวิทยาในสัตว์ทดลองเพื่อมุ่งสู่หลักการของ OECD GLP โดยการอบรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินภายใต้โครงการดังกล่าว ทั้งนี้ วว. และ TCELS ต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในด้านพิษวิทยา/พยาธิวิทยา (Toxicological Pathology) ให้มีความรู้และความเข้าใจในหลักการที่เป็นระบบคุณภาพในระดับสากล ควบคู่ไปกับการยกระดับห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยาในประเทศไทย ให้มีศักยภาพทั้งการวิจัยและการทดสอบด้านพิษวิทยาในสัตว์ทดลองให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล คาดว่าความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน จะสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานพิษวิทยา/พยาธิวิทยา รวมถึงเกิดห้องปฏิบัติพิษวิทยา/พยาธิวิทยาที่ได้มาตรฐานสากล รองรับความต้องการของผู้ประกอบการในประเทศได้ในอนาคตอันใกล้

นางศิรินันท์ ทับทิมเทศ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร (ศนส.) วว. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ศนส. ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่ผู้ประกอบการในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ทั้งผลิตภัณฑ์ ยา เครื่องสำอาง และวัสดุทางการแพทย์ ขณะนี้จึงได้ดำเนินการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำในมนุษย์ (non-clinical study) ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ให้ได้รับการรับรองตามหลักการ OECD GLP คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ ปี 2562 นับเป็นการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยมาตรฐานการทดสอบที่มีความถูกต้อง

น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการขึ้นทะเบียน ทั้งนี้หากประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัยที่ได้รับการรับรองตามหลัก OECD GLP นั้นจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและลดค่าใช้จ่ายในการส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบยังต่างประเทศ ตลอดจนช่วยให้เกิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สมัยนี้ คุณสาวๆผู้รักความผอมเพรียวต่างพากันชิงชังรังเกียจ “ธัญพืช” ในฐานะที่มันเป็นอาหารในกลุ่มแป้ง แหล่งพลังงานที่อาจเป็นอันตรายต่อการรักษารูปร่างและน้ำหนักของพวกเธอ

หลายคนถึงขั้นลุกขึ้นมาประกาศ “งดแป้ง” หรือ “พร่องแป้ง” เป็นกระแสแรงไปทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อยากโทษอีตา ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ฝรั่งเจ้าของทฤษฎีพร่องแป้ง (Atkins’ Diet) เพื่อลดน้ำหนักที่โด่งดังคับโลกหรอกนะ แต่ยังไงในฐานะคนกินข้าวมาแต่อ้อนแต่ออกขอยืนอยู่ข้างคนกินข้าวไว้ก่อนดีกว่า เพราะยังไม่ปักใจเชื่อว่าการงดข้าวหรือแป้งแล้วกินแต่โปรตีนล้วนๆกับผักจำนวนหนึ่งมันจะทำให้ผอมและมีสุขภาพดีในระยาวอย่างถาวรจริงหรือ

แล้วแป้งนี่มันดีหรือไม่ดีกันแน่?

ก่อนอื่น เรามาหานิยามกันก่อนดีกว่าว่าธัญพืชนี่คืออะไรกันแน่ฉันอ่านหนังสือหลายเล่ม รวมทั้งถาม อากู๋-กูเกิ้ล จนตาเปียกตาแฉะ ได้ความพอสรุปเกี่ยวกับธัญพืชดังนี้เมล็ดธัญพืชภาษาอังกฤษเรียกรวมๆว่า cereal grain ใช้เรียกเฉพาะพืชในกลุ่มหญ้าวงศ์ Gramineae และ Poaceae ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชาการส่วนใหญ่ในโลกนี้ และอันที่จริงก็คือบรรดา “ข้าว” นั่นเอง

Cereal มีรากศัพท์มาจากคำว่า Ceres ซึ่งเป็นเทพเจ้าของโรมันผู้รับประทานขนมปังเป็นอาหาร เล่ากันว่าในยุคอียิปต์โบราณ ณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย และอาณาจักรโรมันในบริเวณแอ่งอารยธรรมโลกมีการปลูกข้าวสาลีในปริมาณมากสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่แอ่งอารยธรรมข้าวเจ้า ได้แก่ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ส่วนแหล่งอารยธรรมข้าวโพดเริ่มต้นเมื่อสี่พันปีมาแล้วในอาณาจักรอินคาและอาณาจักรแอซเทคในอเมริกากลาง

ชื่อในวงเล็บนั่นเป็นคำเรียกภาษาอังกฤษ ส่วนข้างหลังเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยนัก ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน เอามาประดับเป็นความรู้ไว้เท่านั้นเอง

แต่ละภูมิภาคมีการบริโภคเมล็ดธัญพืชแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศที่เป็นแหล่งผลิตอันอุดมสมบูรณ์ของธัญพืชนั้น

เช่น ในแถบเอเชียแถวบ้านเราและเพื่อนบ้านย่านนี้ เราบริโภคข้าว(rice) เป็นอาหารหลักกันมาตั้งแต่บรรพกาล ขณะที่ชาวอเมริกันหรือยุโรปบริโภคข้าวสาลี(wheat) เป็นต้น

ดังนั้นการจำแนกธัญพืชโดยทั่วไปจึงจำแนกตามสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช แบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน คือ

ธัญพืชเมืองร้อน

เป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 20 องศาเซลเซียสในบริเวณเส้นรุ้ง 0-30 องศาเหนือและใต้ พืชเหล่านี้ได้แก่

ข้าว เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น มีทั้งพันธุ์ที่ขึ้นง่ายบนที่สูงและตามไหล่เขาซึ่งต้องการน้ำน้อย พันธุ์ที่เจริญได้ดีในสภาพน้ำท่วมขังลึกไม่เกิน 1 เมตร และพันธุ์ที่เจริญในน้ำท่วมลึกถึง 3 เมตร

ข้าวโพด สามารถเจริญเติบโตได้ดีเกือบทั่วโลกยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา นิยมปลูกมากในเขตร้อนชื้น แต่ก็งอกงามในเขตภูมิอากาศแบบอบอุ่นได้ ตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 55 องศาเหนือและใต้

ข้าวฟ่าง เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 27-30 องศาเซลเซียส และปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี

ธัญพืชเมืองหนาว

สามารถเจริญได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่นถึงหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 10-20 องศาเซลเซียส บริเวณเส้นรุ้งที่ 30-60 องศาเหนือและใต้ ได้แก่

ข้าวสาลี ปลูกมากใน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศในทวีปยุโรป

ข้าวบาร์เลย์ เจริญเติบโตได้ดีในเขตอุณหภูมิต่ำแถบตะวันออกใกล้ในยุโรป เอเชีย อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เมื่อนำมาปลูกในเขตร้อนต้องเลือกสายพันธุ์ที่ค่อนข้างทนร้อน และปลูกบนภูเขาสูง หรือที่สูงซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นราบ

ข้าวไรย์ ปลูกมากในยุโรปตะวันออกและรัสเซีย สามารถทนทานต่อสภาพอากาศร้อนและหนาวได้ ข้าวโอ๊ต ปลูกมากในเขตอากาศแบบอบอุ่นและแบบเมดิเตอร์เรเนียน

ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์คนใดหรือชนชาติใดเป็นผู้ค้นพบธัญพืชและนำมากินเป็นรายแรก จนกลายเป็นพืชอาหารหลักที่นิยมกันทั่วโลก นอกจากรสชาติที่ดีแล้วลักษณะรูปร่างหน้าตาธัญพืชยังน่ากิน มีขนาดเมล็ดเล็กจิ๋วก็จริงแต่ให้พลังงานสูง ปลูกก็ง่าย เก็บเกี่ยวไม่ยาก การเก็บรักษาสะดวก ขนส่งเคลื่อนย้ายง่าย เอามากินก็ไม่ยุ่งยากนักแค่ขัดสีเปลือกออกเท่านั้นเอง

ธรรมชาติของเมล็ดธัญพืชจะมีเปลือกแข็งทั้งหมดต้องผ่านการสีเสียก่อนถึงจะนำไปบริโภคหรือเป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหารเป็นแป้งหรืออื่นๆได้ และแป้งดังกล่าวก็จะกลายมาเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารจำพวกขนมปัง(bread) พาสต้า(pasta) ก๋วยเตี๋ยว,บะหมี่ (noodle) เป็นต้น

ธัญพืชยังสามารถนำไปหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ชนิด ethyl alcohol กลายมาเป็นเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์ยอดนิยมหลายชนิด เช่น ข้าว เป็นวัตถุดิบสำหรับทำ สาเก (sake) สาโท อุ ส่วนบาร์เลย์นำมาเพาะเป็นมอลต์แล้วใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตเบียร์

จากหลักฐานทางโบราณคดีหลายแห่งทำให้สันนิษฐานได้ว่า มนุษย์เริ่มรู้จักเก็บรวบรวมเมล็ดพืชวงศ์หญ้าชนิดต่างๆ ที่เติบโตตามธรรมชาติมาใช้เป็นอาหาร ราว 30,000 ปีมาแล้วในยุคพาลีโอลิทิค(Paleolithic)

ต่อมาพบหลักฐานว่าในยุคนีโอลิทิค (Neolithic) ราว 8,000-7,000 ปีก่อนคริสตศักราชมีการปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์บริเวณดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์และแม่น้ำยูเฟรติส หลังจากนั้นประมาณ 7,000-3,000 ปีก่อนคริสตศักราชพบว่ามีการเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวป่าของธัญพืชข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ในหลายพื้นที่ของโลก และยังพบถิ่นกำเนิดและแหล่งปลูกเริ่มแรกของธัญพืชชนิดต่างๆ หลายแห่ง เช่นมีหลักฐานการปลูกธัญพืชรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เอเชียตะวันออก และยุโรปตะวันตก เมื่อประมาณ 4,000 ปี ก่อนคริสตศักราช

เชื่อว่านับแต่นั้นมามนุษย์ได้เรียนรู้การเก็บเกี่ยวและคัดเลือกพันธุ์ข้าวชนิดต่างๆให้ได้สายพันธุ์ที่ดี มีรสเยี่ยมถูกปากคนส่วนใหญ่ จากนั้นได้พัฒนาระบบและวิธีการปลูกธัญพืชใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยทดแทนการออกไปเก็บตามธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่แบบทุกวันนี้

ธัญพืชยังมีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ มาตั้งแต่โบราณจนกระทั่งปัจจุบันในทุกประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพิธีเซ่นสังเวยบูชาขอพรจากเทพเจ้าแห่งธัญพืชให้สามารถปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในปริมาณมาก เช่น ในประเทศไทยมีการนับถือแม่โพสพเป็นเทพธิดาแห่งข้าว มีพิธีทำขวัญข้าวในช่วงข้าวตั้งท้องหรือออกรวง โดยนำเครื่องสังเวยไปวางไว้ในนาข้าว พร้อมกับปักธงสามอันไว้ในนาแล้วนำน้ำมนต์ที่ได้จากพิธีกรรมในวันออกพรรษามาพรมที่ต้นข้าวเพื่อให้ข้าวออกรวงได้ง่าย